“ศิษย์…พี่…”
เสียงนั้นใสกังวานอ่อนหวาน ลากหางเสียงยาว คล้ายแฝงรสหวานดั่งน้ำผึ้งก็ไม่ปาน
ฉุนเจี๋ยพลันรู้สึกขาอ่อนอยู่บ้าง เมื่อฝีเท้าชะงัก คอเสื้อก็ถูกคนคว้าไว้อย่างไม่เกรงใจสักนิด
แม้จงรั่วฉิงจะกลายเป็นศิษย์สตรีของสำนักศึกษาชิงหง ทว่าอย่างไรเสียชายหญิงก็ไม่พึงชิดใกล้ นอกจากเวลาที่เรียนหนังสือด้วยกัน เวลาอื่นนางล้วนไปไหนมาไหนด้วยตนเอง
ด้วยเหตุนี้ฉุนเจี๋ยจึงหลบเลี่ยงอย่างระมัดระวัง จงใจเดินอ้อม จนในที่สุดก็ทำให้ช่วงนี้ไม่ได้ปะหน้าอีกฝ่ายตรงๆ เลยสักครั้ง
น่าเสียดายที่วันนี้ยังคงเป็นเรือล่มในคูระบายน้ำ
เมื่อเห็นว่าหนีไม่พ้น เขาจึงได้แต่แสร้งทำตัวเป็นคนสัตย์ซื่อ วางท่าไม่สะทกสะท้านเอ่ยว่า “ต่อให้มิได้พบกันนาน แม่นางจงกระทำเช่นนี้…ออกจะกระตือรือร้นเปี่ยมไมตรีเกินเหตุไปจริงๆ”
จงรั่วฉิงคลายมือ ไม่แยแสคำพูดเขา เพียงยิ้มถาม “เหตุใดศิษย์พี่เห็นข้าแล้วต้องวิ่งหนี คงมิใช่เพราะรูปลักษณ์ของข้าเหมือนงูพิษสัตว์ร้ายมากกระมัง”
สำนักศึกษาชิงหงไม่ธรรมดาสามัญอย่างแท้จริง นางเข้ามาไม่ถึงเจ็ดวันก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคนทันที หน้าไม่ขาวซีด ร่างไม่อ่อนแอ คนก็แข็งแรงมีชีวิตชีวา…แน่นอนว่าจำกัดไว้เฉพาะยามที่ประมุขเขาต้วนไม่อยู่
ถึงกระนั้นกล่าวด้วยความสัตย์จริง รูปลักษณ์ของจงรั่วฉิงวันนี้…นับว่าแตกต่างจากงูพิษสัตว์ร้ายอะไรไปอักโข
จงรั่วฉิงสลัดชุดกระโปรงสีชมพูงามผุดผาดออกไป สวมชุดของสำนักศึกษาสีครามเข้มเหมือนศิษย์คนอื่น เพราะเสื้อตัวโคร่งไปสักหน่อย จึงใช้เชือกไหมรัดเอว ขับเน้นให้เห็นทรวดทรงชัดขึ้นเล็กน้อย ผมดำขลับทั้งศีรษะก็เกล้าขึ้นมาเก็บอยู่ในหมวกใบเล็ก มีปอยผมสองสามเส้นที่ไม่เชื่อฟังร่วงตกลงมาตรงจอนผม กระนั้นก็กลับเพิ่มเอกลักษณ์ในอีกรูปแบบหนึ่ง
มองแวบแรกยังนับว่าเป็นศิษย์น้องหญิงตัวน้อยที่งามสง่ายิ่งผู้หนึ่ง
ประเดี๋ยวก่อน นี่มันอะไรกัน…ฉุนเจี๋ยดึงความคิดที่เตลิดไปไกลอยู่บ้างกลับมา เขาหลุบตาแล้วกล่าวด้วยท่าทีจริงจัง “แม่นางจงกล่าวขบขันแล้ว เจ้าจะเป็นงูพิษสัตว์ร้ายได้อย่างไร เป็นเมื่อครู่ผู้น้อยฉุกคิดได้กะทันหันว่าเดิมจะรั้งอยู่ช่วยศิษย์พี่ทั้งหลายเก็บถ้วยชามตะเกียบ อีกประการหนึ่ง…แม่นางจงเรียกขานกันเช่นนี้ ผู้น้อยไม่กล้ารับจริงๆ”
“มีอะไรไม่กล้ารับหรือ” จงรั่วฉิงยิ้มละไม เอ่ยพลางเดินไปด้านหลังฉุนเจี๋ย หมุนตัวไปทางศิษย์พี่ทั้งหลายที่ถูกรัศมีของนางคุกคามจนหยุดอยู่ตรงประตูไม่เดินออกมาแล้วเอ่ย “แม้การมาครั้งนี้ข้าเพียงร่วมฟังบทเรียนเท่านั้น แต่ถึงที่สุดก็นับว่าเป็นสมาชิกคนหนึ่งในสำนักศึกษาชิงหง ท่านอาจารย์มอบชื่อให้ข้าแล้วว่า…ฉุนจื้อ ดังนั้นต่อจากนี้ฉุนจื้อก็เป็นศิษย์น้องหญิงของศิษย์พี่ทั้งหลาย ทุกสิ่งยังต้องขอศิษย์พี่ทั้งหลายดูแลชี้แนะ”
นางเรียกขาน ‘ศิษย์พี่ทั้งหลาย’ ไม่หยุดปาก กล่าวได้สนิทชิดเชื้อยิ่ง เพิ่งสิ้นเสียงฉุนเจี๋ยก็ได้ยินเสียงขานรับอย่างไม่เหลือศักดิ์ศรีของปัญญาชนสักกระผีกดังขึ้นเป็นระลอกจากด้านหลัง
ไม่ต้องสงสัยว่าเขาย่อมไม่ปล่อยโอกาสที่จะเอาชีวิตรอด เมื่อเห็นจงรั่วฉิงยามนี้แบ่งสมาธิไปเล็กน้อย ฉุนเจี๋ยไม่แม้แต่จะคิดก็ชักเท้าวิ่งหนีไปทางลานโรงอาหาร น่าเสียดายเพียงเท้าไม่ทันก้าวก็ถูกคนคว้าคอเสื้ออีก ฉุดลากมาทั้งอย่างนั้น
“เวลาไม่เช้าแล้ว เชิญศิษย์พี่ทั้งหลายรีบไปที่ห้องโถงใหญ่โดยเร็วเถิด อย่าได้พลาดเวลาอ่านตำราเช้า” จงรั่วฉิงมองข้ามคนที่กำลังดิ้นแกว่งแขนสะบัดขาร้องขอความช่วยเหลือข้างๆ ยังคงระบายยิ้มหวานทั่วใบหน้า “ฉุนจื้อเพิ่งเข้ามา จู่ๆ ก็อยากช่วยศิษย์พี่ฉุนเจี๋ยเก็บถ้วยชามตะเกียบ ทุ่มเทกำลังของตนอีกแรง ขอตัวก่อนแล้วเจ้าค่ะ”
นางเอ่ยพลางออกแรงที่มือ ลากฉุนเจี๋ยที่ทำหน้าระทมหม่นไหม้หมุนตัวจากไป
ภายในโรงอาหาร ศิษย์ทั้งหมดมองหน้ากันไปมา
จู่ๆ ก็มีคนเอ่ยเสียงเบา “โรงอาหาร…มันอยู่ทางนี้ไม่ใช่หรือ”
หลังสิ้นเสียงข้อกังขานี้รอบข้างพลันเงียบกริบจนแทบกล่าวได้ว่าน่าประหลาด เข็มตกยังได้ยินเสียง มีลมกระโชกหอบหนึ่งพัดใบไม้บนพื้นลอยม้วนขึ้นเป็นวงกลมปลิวผ่านสายตาไป…
ไม่รู้ผู้ใดเอ่ยเสริมอีกประโยค “ฉุนเจี๋ยเขา…คงมิได้จะเสียพรหมจรรย์หรอกกระมัง…”