จงรั่วฉิงตะลึงงัน ก่อนจะมุมปากกระตุกพลางโบกมือปัด “ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าไม่ได้จะเอามันของท่าน!”
ศิษย์พี่ใหญ่สองตาสว่างวาบเปล่งประกายเจิดจ้า ใบหน้าราวกับเขียนไว้ตัวใหญ่ๆ ว่า ‘ขอแค่ไม่แย่งของกินข้า อะไรก็ย่อมได้’ พริบตาต่อมาก็ยัดมันใส่ปาก เคี้ยวสองสามทีแล้วกลืนลงท้อง ในเวลาเดียวกันสีหน้าหนักอึ้งเมื่อครู่ก็ปลาสนาการสิ้น เต็มไปด้วยความสุขและอิ่มเอมใจ
หลังจากเรอด้วยความอิ่มคราหนึ่งเขาจึงเปิดปากล้ำค่าดั่งทองคำ กล่าวด้วยน้ำเสียงสัตย์ซื่อใจกว้าง “ศิษย์น้องหญิงเจ้าว่ามาเถอะ ให้ตัวข้าทำอันใด”
จงรั่วฉิงถูกเขาทำอย่างนั้นตามด้วยอย่างนี้จนงุนงงสับสนไปหมด นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งจึงเอ่ย “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านอาวุโสที่สุด แท้จริงข้า…ข้าแค่อยากสืบข่าวกับท่านสักหน่อยว่าศิษย์พี่ฉุนเจี๋ยมาที่สำนักศึกษาชิงหงได้อย่างไร”
ศิษย์พี่ใหญ่ลูบศีรษะโล้นเลี่ยน เค้นสมองขบคิดอยู่นานก่อนตอบ “มีวันหนึ่งตอนกินข้าวเที่ยง บนโต๊ะจู่ๆ ก็มีคนเพิ่มมา ตัวข้าถึงได้สังเกตเห็นว่าที่แท้มีศิษย์น้องเพิ่มมาคนหนึ่ง”
จงรั่วฉิงซับเหงื่อ ประเด็นความสนใจของศิษย์พี่ใหญ่ช่างเป็นเอกลักษณ์ยิ่ง “คือว่า…ความหมายของข้าคือท่านรู้หรือไม่ว่าก่อนหน้านี้เขาทำอะไร หรือสถานการณ์ที่บ้านของเขาเป็นเช่นไร”
“เรื่องนี้น่ะรึ…ตัวข้าไม่รู้แล้ว ตอนตัวข้าสังเกตเห็น เขาก็มาอยู่หลายวันแล้ว” ศิษย์พี่ใหญ่ยิ้มซื่อพลางเกาศีรษะ “ศิษย์น้องหญิงรับปากว่าจะช่วยตัวข้าเก็บความลับสำคัญถึงเพียงนี้ไว้ หากตัวข้ารู้ย่อมต้องบอกเจ้าแน่!”
นางคว้าน้ำเหลวแล้ว…จงรั่วฉิงถอนใจยาว ส่ายหน้าลุกขึ้น คลำหาถุงขนมดอกกุ้ย ในแขนเสื้อ เดิมเตรียมไว้นำออกมาหลอกล่อศิษย์พี่ใหญ่ ยามนี้เห็นทีจะไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง!
ด้วยเหตุนี้นางจึงยัดขนมดอกกุ้ยใส่มือศิษย์พี่ใหญ่พลางเอ่ย “ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ขอบคุณศิษย์พี่ใหญ่อย่างยิ่งแล้ว” ขาดคำก็จากไปอย่างห่อเหี่ยวสิ้นหวัง
“ศิษย์น้องหญิง เจ้าเป็นคนดี!” ด้านหลังเป็นเสียงเซ่อๆ ของศิษย์พี่ใหญ่ดังขึ้นอยู่ไกลๆ “จะว่าไป เมื่อครู่ที่เจ้าถามคือฉุนจื้อ หรือว่าฉุนจิ้งกันนะ”
เท้าจงรั่วฉิงพลันซวนเซ หวิดจะล้มคะมำจากไป
ศิษย์พี่ใหญ่นั่งขัดสมาธิอยู่ที่เดิม เปิดถุงขนมดอกกุ้ยอย่างเบิกบาน กินคำเดียวสามชิ้น แล้วอดย่นคิ้วไม่ได้ หวานเกินไปแล้ว…
ในยามนี้มีเงาร่างหนึ่งปราดออกมาจากหัวเลี้ยวกำแพง วางถุงผ้าป่านเบื้องหน้าเขา “นี่เป็นหมั่นโถวสอดไส้กับซาลาเปาไส้ผักที่ศิษย์พี่ใหญ่ชอบที่สุดอย่างละห้าชิ้น”
“ฮี่ๆ ดี ดียิ่ง” ศิษย์พี่ใหญ่โยนขนมดอกกุ้ยทิ้งทันใด ยิ้มเซ่อมองถุงผ้าป่านเหมือนพระสังกัจจายน์ ตบหน้าอกกล่าว “ต่อไปมีของกิน…อ้อ ไม่สิ มีธุระก็มาหาตัวข้าได้ตลอด!”
อีกฝ่ายพยักหน้ายิ้มๆ “ย่อมได้ ย่อมได้”
ศิษย์พี่รองอึดอัดกลัดกลุ้มเสมอมา
ในฐานะที่เขาเป็นศิษย์ที่มีความรู้กว้างขวาง เชี่ยวชาญศาสตร์ทุกแขนง พรสวรรค์สูงส่ง ฉลาดรอบรู้…และคุณสมบัติอื่นๆ อีกหนึ่งพันคำที่ขอละไว้…ซึ่งล้วนเป็นที่สุดของสำนักศึกษาชิงหง กลับถึงขั้นไม่มีผู้ใดพูดคุยได้ด้วยเลยสักคน!
ที่น่ากลัวที่สุดคือพวกห่านหัวขี้เลื่อยเหล่านั้นวันๆ ดีแต่ท่องจำสี่ตำราห้าคัมภีร์แต่ไรมาไม่เคยมีผู้ใดฟังเรื่องชวนหัวจากการเล่นคำที่เปี่ยมด้วยมรดกทางวัฒนธรรมของเขาเข้าใจเลย ไม่เคยมีเลย!
“เฮ้อ ใต้หล้าล้วนโสมมเพียงตัวข้าบริสุทธิ์ผ่องใส คนทั้งหลายล้วนเมามายเพียงตัวข้าสร่างสมประดี!” ศิษย์พี่รองยืนมือไพล่หลังหันหน้าเข้าหาอาทิตย์อัสดง เงยหน้ามองฟ้าทอดถอนใจยาว เนื่องจากกรอบหน้าผากเถิกสูงอย่างยิ่งจึงทำให้หน้าผากเงาวับเป็นพิเศษนั้นเปล่งประกายแวววาวใต้แสงตะวันรอน
“ศิษย์พี่รอง” จงรั่วฉิงโผล่มาอยู่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อใดก็สุดจะรู้ ใบหน้าแต้มยิ้ม ท่าทางว่าง่ายน่าเอ็นดู
“อ๊ะ ศิษย์น้องฉุนจื้อนี่เอง” ศิษย์พี่รองยิ้มน้อยๆ อย่างติดจะอมทุกข์
จงรั่วฉิงมองประเมินเขา มุ่นคิ้วเล็กน้อยเอ่ย “ศิษย์พี่รอง ท่านเป็นอะไรไป มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือ”
ศิษย์พี่รองส่ายหน้าถอนใจกล่าว “สุราต้องดื่มกับผู้รู้ใจ บทกวีต้องร่ายกับผู้เข้าถึง รู้จักผู้คนทั่วหล้า สหายรู้ใจมีได้สักกี่คน” สิ้นเสียงกล่าว เขาเห็นจงรั่วฉิงมองเขาอย่างทึ่มทื่อก็ยิ่งถอนใจหนักกว่าเก่า ถอดความให้ตามความเคยชิน “ประโยคนี้มาจาก ‘คัมภีร์เจิงก่วงเสียนเหวิน’ แปลว่า…”
“ศิษย์พี่เรื่องนี้ข้าทราบ” จงรั่วฉิงกะพริบตาปริบๆ อึดใจเดียวก็ว่าต่อประโยคถัดมา “พบหน้าปฏิบัติเสมือนแรกพบ จนแก่เฒ่าไม่ผิดใจ ใกล้น้ำรู้ปลา ใกล้ป่ารู้นก”
สมัยก่อนตอนอยู่ที่เรือน อาจารย์ในสำนักศึกษาเคยทดสอบนางท่องบทเรียนน้อยเสียเมื่อไร