ผู้คนที่อยู่ที่นี่กลับมีคนต่อคำพูดเขาได้ ซ้ำยังเต็มใจต่อคำพูดเขา ศิษย์พี่รองทำหน้าตื่นตระหนกตกใจ จ้องจงรั่วฉิงครู่ใหญ่ ก่อนจะเข้าไปกุมสองมือของนาง น้ำตาอุ่นคลอหน่วย หรือว่า…นี่ก็คือภูผาสูงธาราไหลได้พบสหายรู้ใจที่คนโบราณว่า
ในตอนนี้เองได้ยินเสียงกระแอมต่ำดังเบาๆ ขึ้นไม่ไกล เขาตระหนักได้ว่าตนเองตื่นเต้นเกินไปจนเสียกิริยา จึงรีบปล่อยมือจงรั่วฉิง ยิ้มกล่าว “นึกไม่ถึงว่าศิษย์น้องเล็กจะรอบรู้เพียงนี้ ยินดีที่ได้พบ ยินดีที่ได้พบโดยแท้”
“รู้เพียงเล็กน้อย รู้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น” จงรั่วฉิงตอบกลับอย่างเกรงอกเกรงใจ คิดในใจว่าจัดการศิษย์พี่รองดูท่าทางจะง่ายดายทีเดียว
แต่แล้วความจริงต่อจากนั้นก็พิสูจน์ให้เห็นว่านางมองโลกในแง่ดีเกินไป…
‘สหายรู้ใจ’ สองคนสนทนากันตั้งแต่อาทิตย์ลับภูเขาทางทิศตะวันตก จวบจนจันทร์กระจ่างลอยเด่นกลางนภา การโต้ตอบกันส่วนใหญ่ล้วนเป็นดังนี้…
“ศิษย์พี่รอง ฉุนเจี๋ยเขามาที่สำนักศึกษาชิงหงได้อย่างไรหรือ”
“โอ้ อนิจจา! ข่งจื่อกล่าวว่า…”
“ศิษย์พี่รอง ฉุนเจี๋ยเขามาที่สำ…”
“โอ้ อนิจจัง! เหล่าจื่อกล่าวว่า…”
“ศิษย์พี่รอง ฉุนเจี๋ยเขา…”
“โอ้ ฮึ่ยย่า! หานเฟยจื่อกล่าวว่า…”
จนตอนท้ายเป็นจงรั่วฉิงยืนหยัดต่อไปไม่ไหวในที่สุด ก่ายหน้าผากด้วยมือข้างเดียว นั่งพิงข้างโต๊ะหิน พยักหน้ารัวประหนึ่งลูกเจี๊ยบจิกข้าวสาร ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงศิษย์พี่รองดังขึ้นด้านข้าง…
“อ้อ จริงด้วย ข้าศิษย์พี่นึกถึงเรื่องชวนหัวเรื่องหนึ่งได้กะทันหัน น่าขบขันอย่าบอกใครเลยทีเดียว!”
นางพลันสะดุ้งตกใจ มองเขาอย่างสะลึมสะลือ โพล่งถามขึ้น “ศิษย์พี่รอง ฉุนเจี๋ย…”
“มาๆๆ มาฟังศิษย์พี่ค่อยๆ เล่าให้ฟัง รับรองว่าสนุก!” ศิษย์พี่รองดื่มชาคำหนึ่ง ม้วนแขนเสื้อกล่าว “อันว่าสมัยราชวงศ์ซ่งมีคนผู้หนึ่งเอ่ยล้ออีกคนว่าเหตุใดเจ้าจึงหนวดเฟิ้มเช่นนี้ คนผู้นั้นขบคิดชั่วครู่แล้วตอบว่า ‘วิญญูชนมีหนวดมาก!’ ฮ่าๆๆๆ ทว่าตอนที่เขากำลังกระหยิ่มยิ้มย่องนั่นเอง อีกฝ่ายเอ่ยต่ออีกว่า ‘ผู้คับแคบหนวดดกเฟิ้ม!’ ฮ่าๆๆๆ”
“…เล่าจบแล้วหรือไม่” จงรั่วฉิงที่ถูกเสียงหัวเราะของเขาพาให้ได้สติเต็มที่มุ่นคิ้วถาม
“มิผิด มิผิด สองประโยคนี้ล้วนมาจาก ‘คัมภีร์หลุนอวี่’ ไม่ใช่หรือ ‘อันว่าความสามารถวิญญูชนนั้นจำเป็นต้องมีมาก? ไม่จำเป็น’ กับ ‘ฝานซวีช่างเป็นผู้คับแคบนัก’ ตำนานนี้ศิษย์น้องย่อมรู้จักดี ไม่ต้องให้ข้าศิษย์พี่เอ่ยมากความ” ศิษย์พี่รองยิ้มไม่หุบ “ใช้กลการเล่นคำได้อย่างล้ำเลิศเพียงนี้ ช่างน่าขบขันเหลือเกิน ฮ่าๆๆๆ”
“เรื่องนี้ข้ารู้” จงรั่วฉิงสีหน้าแข็งทื่อ “แล้ว…แล้วอย่างไรอีก”
“แล้ว…ฮ่าๆ ฮ่าๆๆๆ!”
“หึๆๆๆ น่าขันยิ่งจริงดังว่า…” จงรั่วฉิงมุมปากกระตุกอยู่พักหนึ่ง นางรู้สึกทนไม่ไหวแล้วจริงๆ จึงลุกพรวดขึ้นทันใด กระแอมให้คอโล่งเอ่ย “เอ่อคือว่า…เวลาล่วงเลยมามาก ศิษย์พี่รอง ข้าขอตัวกลับก่อน วันหน้าค่อยสนทนากันอีก!”
“อื้ม” ศิษย์พี่รองลุกขึ้นเช่นกัน กลับไปเป็นเช่นปกติ “ต้องขออภัยที่ศิษย์พี่ไม่ได้ไปส่ง”
จงรั่วฉิงวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน คิดในใจว่าเป็นผู้ใดกันที่บอกว่าปกติแล้วศิษย์พี่รองปากร้ายใจดำทั้งยังเย็นชาถือตนสูงส่ง เห็นชัดว่าเขาเป็นพวกภายนอกสุขุมภายในกระเหี้ยนกระหือรือทั้งยังปากมากเพราะธาตุแท้ถูกกดไว้นานเกินไปต่างหากเล่า
ช่างเถิดๆ การสืบข่าวนี้มีราคาที่ต้องจ่ายมากเกินไป ตีให้ตายนางก็ไม่มาหาเขาอีกแล้ว
ทางด้านนี้ศิษย์พี่รองเพิ่งปัดแขนเสื้อทรุดลงนั่ง ม้าหินฝั่งตรงข้ามก็มีคนเพิ่มมาคนหนึ่ง
“ขอบคุณศิษย์พี่รองที่ยื่นมือเข้าช่วยอย่างยิ่ง สมดั่งคำกล่าว ‘ยามเหมันต์เห็นความทนทานของต้นสน ยามทุกข์ยากเห็นน้ำใสใจจริงของผู้คน’ โดยแท้ บุญคุณเท่าหยดน้ำ ภายหน้าข้าต้องตอบแทนเป็นทบทวีดั่งสายน้ำผุด เช่นนี้ ‘คัมภีร์เจิงก่วงเสียนเหวิน’ ฉบับเผยแพร่ในหมู่ชาวบ้านที่หามิได้อีกชุดนี้ ขอมอบแด่ศิษย์พี่รองแล้ว” คนผู้นั้นเอ่ยพลางหยิบหนังสือหนาเตอะกองหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะหิน
“โอวหยางซิวเคยกล่าวว่า ‘วิญญูชนคบหากันด้วยมีอุดมการณ์พ้องต้องกัน คนพาลคบค้ากันด้วยมีผลประโยชน์ร่วมกัน’ ศิษย์พี่ช่วยเจ้า เป็นเรื่องคุณธรรมน้ำใจเท่านั้น ไหนเลยจะเคยคิดคำนวณผลได้ผลเสีย” ศิษย์พี่รองปรายตามองหนังสือเหล่านั้นด้วยท่าทางคล้ายเฉยเมย ทว่าดวงตากลับเปล่งประกายอย่างซื่อตรงยิ่ง “อืม…ของก็วางไว้เถอะ”
“นี่เป็นสิ่งที่ศิษย์พี่รองควรได้รับน่ะขอรับ” คนผู้นั้นยิ้มตาหยี “ลำบากศิษย์พี่รองที่เมื่อครู่ต้องเค้นสมองขบคิดอย่างหนักจึงจะคิดเรื่องชวนหัวฝืดๆ ที่มีเนื้อหาเข้มข้นอย่างนั้นได้”
“เรื่องชวนหัวฝืดๆ?” ศิษย์พี่รองขมวดคิ้ว กล่าวอย่างมิอาจเข้าใจได้ “เรื่องชวนหัวนี้ทั้งประกอบไปด้วยความตลกและแฝงนัยอันลึกซึ้งไม่ใช่หรือ จะเป็นเรื่องชวนหัวฝืดๆ ไปได้อย่างไร”
“มิผิด มิผิดเลย นี่เป็นเรื่องชวนหัวที่ตลกขบขันที่สุดที่ข้าเคยได้ยินมา!” คนผู้นั้นมุมปากกระตุก ได้แต่รีบเปลี่ยนคำพูด “เมื่อครู่ข้าอยู่ด้านหลังหัวเราะจนเกือบเผยพิรุธแล้วเชียว…”
“ข้าก็ว่า” ศิษย์พี่รองค่อยพยักหน้าอย่างพึงพอใจ กล่าวด้วยท่าทีจริงจัง “นับว่ามีแววสั่งสอนได้”