มีเวลาเหลือเฟือกว่าจะถึงเวลาอาหารเที่ยง ฮั่วเหวินจิ่งเสนอขอเดินชมสำนักศึกษาชิงหงแห่งนี้ ฮ่องเต้เทียนหมิ่นตอบรับอย่างยินดี จากนั้นให้ประมุขเขาต้วนเป็นผู้นำทาง แนะนำสถานที่ภายในสำนักศึกษาแก่เหล่าขุนนาง
ประมุขเขาต้วนลอบปวดศีรษะ ทว่ากลับทำได้เพียงปั้นยิ้มตอบตกลง
ด้วยเหตุนี้ฮ่องเต้เทียนหมิ่นกับฮั่วเหวินจิ่งจึงร่วมกันเดินชมสำนักด้วยความกระตือรือร้น ชมเรือนกลางเสร็จชมเรือนบูรพา ชมเรือนบูรพาเสร็จชมเรือนอุดร ชมเรือนอุดรเสร็จ จากนั้น…เขายืนอยู่หน้าประตูใหญ่ของเรือนทักษิณ
ทันใดนั้นหัวใจฉุนเจี๋ยก็ลอยสูงขึ้นมาถึงคอ แม้หลังจากรู้ว่าฮ่องเต้เทียนหมิ่นเสด็จ เขาก็แจ้งคนด้านในว่าไม่ต้องออกมา ซ้ำยังเก็บป้ายโจมตีตัวบุคคลด้านนอกประตูป้ายนั้นไปแล้ว กลับนึกไม่ถึงว่ามีบางคราวที่ถึงตัวเองไม่ไปก่อความยุ่งยาก ความยุ่งยากก็กลับตามมาหาถึงที่ได้เช่นกัน
ฮ่องเต้เทียนหมิ่นนั้นรับมือง่าย เพียงบอกว่าคนด้านในเป็น ‘ศิษย์มาร่วมฟังบทเรียนในสำนักศึกษา’ อะไรก็ว่าไป อย่างน้อยก็พอถูไถไปได้ แต่ปัญหาอยู่ที่ฮั่วเหวินจิ่งที่เพิ่งกลับจากแดนเหนือ เป็นไปได้มากว่าเขาอาจเคยพบหน้าคนผู้นี้มาก่อน
“เรือนนี้มีไว้ทำสิ่งใดหรือ” ฮ่องเต้เทียนหมิ่นเดินชมมานานเพียงนี้ ความสนอกสนใจกลับไม่พร่องลงแม้แต่น้อย
“ทูลฝ่าบาท” ประมุขเขาต้วนตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “สถานที่นี้ไม่มีคนพำนัก ไม่ได้ดูแลปัดกวาดหลายปี สกปรกไม่เป็นระเบียบยิ่ง เกรงจะแปดเปื้อนพระวรกายฝ่าบาทเอาได้”
ฮ่องเต้เทียนหมิ่นรักความสะอาดเป็นชีวิตจิตใจเสมอมา เหตุผลนี้นับว่ากล่าวอ้างได้ตรงประเด็นยิ่ง
ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ดจริงๆ อย่างที่เขาว่ากัน ฉุนเจี๋ยลอบโล่งอกอยู่กลางหมู่คน
ไม่ผิดจากที่คาด ฮ่องเต้เทียนหมิ่นพยักหน้า หมุนกายจะจากมา
ยามนี้เองฮั่วเหวินจิ่งที่อยู่ด้านข้างกลับยิ้มเอ่ย “ไม่ขอปิดบัง กระหม่อมแม้เคยอ่านตําราพิชัยสงครามมาบ้าง ถึงที่สุดก็ยังมีพื้นเดิมเป็นแม่ทัพ ไม่เคยมีโอกาสเข้าออกสำนักศึกษา วันนี้ติดตามฝ่าบาทเดินเที่ยวชมรอบหนึ่ง ในใจฝักใฝ่โหยหาเป็นกำลัง” เขาหยุดไปเล็กน้อย หันไปทางประมุขเขาต้วนแล้วเอ่ยทีเล่นทีจริงขึ้น “เรือนหลังนี้แม้เก่าคร่ำคร่าสักหน่อย แต่กลับสงัดเงียบเป็นพิเศษ ชวนให้ชมชอบยิ่งนัก รอข้ามีเวลาว่างก็จะมาเจริญสติฝึกฝนจิตใจที่นี่บ้าง กลับไม่ทราบว่าประมุขเขาต้วนจะยอมรับศิษย์อย่างข้าผู้นี้หรือไม่เล่า”
“ประตูใหญ่ของสำนักข้าย่อมเปิดรับแม่ทัพฮั่วเสมอ” ประมุขเขาต้วนมุมปากสั่น หัวเราะแห้ง เวลาเดียวกันก็ลอบคิดในใจ ขออภัยแล้ว วัดเล็กๆ ของเรารับพระพุทธรูปองค์ใหญ่อย่างท่านไม่ไหวหรอก
ฮั่วเหวินจิ่งกล่าวถึงขั้นนี้ ฮ่องเต้เทียนหมิ่นมิอาจไม่ไว้หน้าเขา หันหลังไปยิ้มเอ่ย “ในเมื่อแม่ทัพฮั่วชมชอบที่นี่เพียงนี้ เช่นนั้นก็เข้าไปดูหน่อยเถิด”
ตามองเห็นทั้งสองผลักประตูเปิดออกช้าๆ ฉุนเจี๋ยที่เพิ่งโล่งใจไปหยกๆ หัวใจลอยขึ้นมาแขวนที่ลำคออีกครั้ง ต้องคิดหาทางยับยั้งไม่ให้พวกเขาก้าวเข้าไปในเรือนหลังนี้ให้ได้! กระนั้นด้วยใบหน้านี้ของเขา ไม่ว่าอย่างไรก็ห้ามเผยตัว
ทันใดนั้นฉุนเจี๋ยก็ฉุกคิดอะไรได้ พลันกระชากตัวฉุนจิ้งที่ชมความครึกครื้นอยู่ด้านข้างแล้วกดเสียงเบาถามว่า “เจ้าแกล้งตายเป็นหรือไม่”
“หา?” ฉุนจิ้งไม่ทันตั้งสติ ได้แต่อึ้งไป
“แกล้งตายน่ะ!” ฉุนเจี๋ยเอ่ย “ข้าให้เครื่องมือเจ้า เจ้าแค่ต้องร้องลั่นคำเดียวแล้วล้มลงพื้นเป็นพอ! นี่ไม่ยากกระมัง”
เขาเอ่ยพลางล้วงของจากอกเสื้อยัดใส่มือฉุนจิ้ง นั่นก็คือผลไม้สีแดงที่เคยช่วยเขาสร้างภาพการกระอักเลือดสำเร็จและรอดพ้น ‘อุ้งมือมาร’ ของจงรั่วฉิงมาได้ผลนั้น
“ศิษย์พี่ ท่านเอาจริงหรือ” ฉุนจิ้งลังเลไม่กล้ารับ “นี่ฝ่าบาทประทับอยู่ด้วย เกิดข้าแสดงไม่สมจริง ไยมิใช่ต้องตายอย่างน่าอนาถหรอกหรือ”
“ถ้าตัวสารเลวในนั้นโดนจับได้ พวกเราทุกคนล้วนต้องตายอย่างน่าอนาถ!”
ฉุนจิ้งผงะอึ้ง ต่อมาก็คล้ายตระหนักได้ถึงความร้ายแรง จึงค่อยๆ หรี่ตาเสมือนกำลังหักใจเด็ดเดี่ยว
“ศิษย์พี่” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมจริงจัง “หากข้าตาย ตั๋วเงินหลายใบที่ข้าซ่อนไว้ในรองเท้า ท่านต้องห้ามลืมมอบให้ชุ่ยฮวาเด็ดขาด…”
“ได้ๆๆ” ฉุนเจี๋ยเอ่ย “เจ้ารีบยัดผลไม้ใส่ปากเสีย!”
ตอนกำลังจะยัดจู่ๆ ฉุนจิ้งก็นึกอะไรได้ เอ่ยปากพูดอีก “อ้อ จริงด้วย ความจริงข้ายังมีเงินฝังไว้ที่ใต้ต้นอู๋ถงในเรือนทักษิณอีกก้อนหนึ่ง ถึงจะมีแค่หนึ่งตำลึง แต่…”
“พูดไม่จบไม่สิ้นเสียที!” ฉุนเจี๋ยพลันยัดผลไม้สีแดงใส่ปากศิษย์น้อง ขณะจะผลักคนออกไป จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงหญิงสาวอันคุ้นเคยเสียงหนึ่ง
“ท่านอาจารย์ นี่…อ๊ะ หม่อมฉันถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ!”
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด ในประตูมีเงาร่างเล็กอรชรเพิ่มขึ้นมา คราวนี้มิใช่แค่ประมุขเขาต้วนที่เลิกคิ้วขึ้นอย่างคาดไม่ถึง แม้แต่ฉุนเจี๋ยก็งงเป็นไก่ตาแตก
ไฉนจึงเป็นนางเล่า จงรั่วฉิงแม่สาวน้อยนั่นมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 16 ม.ค. 69