ในตอนนี้เองชายหนุ่มเอ่ยปาก มิได้โต้ตอบประโยคเมื่อครู่ของนาง แต่ถามว่า “สำนักศึกษาชิงหงแห่งนี้มีศิษย์สตรีตั้งแต่เมื่อใด” พอวาจานี้ออกจากปาก เขาก็คล้ายตระหนักอะไรได้ หัวเราะหยันออกมาคำหนึ่ง “อะไรกัน เพิ่งเคยเห็นคนตาบอดครั้งแรก รู้สึกอัศจรรย์เป็นพิเศษ?”
จงรั่วฉิงตกอกตกใจกับคำพูดเขา รีบโบกมือเอ่ย “ไม่ใช่นะๆๆ จะ…จะเป็นไปได้อย่างไร!” ใจคิดว่าเดิมเป็นคนงามผู้หนึ่ง ตาบอดกับอมโรคก็แล้วไป ไฉนยังปากคอเราะรายด้วยเล่า
‘คนงาม’ ที่ปากคอเราะรายผู้นั้นได้ยินแล้วก็ไม่ปริปาก เพียงย่างเท้าเดินตรงไปทางประตู
จงรั่วฉิงคิดในใจว่าไม่ง่ายเลยที่จะบังเอิญเจออีกฝ่าย จะกลับไปมือเปล่าไม่ได้ ต้องไขข้อข้องใจจึงจะถูก นางรีบไล่ตามไปกระชับมิตร “ข้าเป็นศิษย์สตรีที่เพิ่งมาใหม่ของสำนักศึกษาชิงหง ท่านอาจารย์ตั้งชื่อให้ว่าฉุนจื้อ! เอ่อคือว่า…ท่านก็เป็นศิษย์ของที่นี่ด้วยหรือ”
เผชิญหน้ากับคำพูดเป็นพรวนของนางเช่นนี้ชายหนุ่มกลับทำราวกับว่าไม่ได้ยิน ยังคงไม่หยุดฝีเท้า แม้เขาถือไม้เท้าไม้ไผ่ เคลื่อนไหวเชื่องช้า ทว่าคุ้นเคยกับตำแหน่งทิศทางอย่างยิ่ง ไม่ทันไรก็เดินถึงประตู
จงรั่วฉิงตามประชิดอย่างไม่ยอมแพ้ ถามอีกว่า “ทะ…ท่านไม่น่าใช่ศิษย์ทั่วไปกระมัง ตอนข้าเรียนหนังสือคล้ายว่าจะไม่เห็นท่านเลย!”
ชายหนุ่มยื่นนิ้วมือเรียวยาวข้อกระดูกแบ่งชัดน่ามองออกไปคลำตำแหน่งประตูไม้ เกิดเสียง ‘แอ๊ด’ เสียงหนึ่ง ประตูถูกดันเปิดออกเล็กน้อย
กลับไม่สนใจกันเสียได้ เย็นชาเสียนี่กระไร จงรั่วฉิงคิดในใจ หางตาเหลือบเห็นป้ายนอกประตูป้ายนั้น จึงทุ่มสุดตัวถามออกไปเสียเลย “ที่ว่า ‘ฉุนเจี๋ยกับสุนัข ห้ามบุกรุก’ หมายความว่าอะไร”
ชายหนุ่มได้ยินคำถาม ท่าดันประตูพลันชะงัก มิได้ออกแรงต่อ
จงรั่วฉิงเห็นเขาถึงขั้นมีอาการตอบสนองก็ลิงโลดในอกคำรบหนึ่ง รีบถามซักต่อ “ทะ…ทะ…ท่าน…เรื่องราวก่อนเขามาที่สำนักศึกษาชิงหง ท่านรู้หรือไม่”
ชายหนุ่มดึงมือกลับช้าๆ หันข้างมาทางจงรั่วฉิง เรือนกายไม่ขยับเขยื้อนดั่งอยู่ในภาพวาด มีเพียงชายชุดคลุมยาวและปลายผมที่ปลิวไสวน้อยๆ ตามแรงลม
ทั้งที่เขามองไม่เห็น แต่จงรั่วฉิงกลับรู้สึกถึงแรงกดดันจากการถูกมองประเมินท่ามกลางความเงียบงันนี้
สัญชาตญาณบอกนางว่านางเดาไม่ผิด ชายหนุ่มผู้นี้ต้องรู้อะไรบ้างเป็นแน่
ไม่ผิดจากที่คิด ผ่านไปครู่หนึ่งชายหนุ่มก็เปิดปากช้าๆ “เกี่ยวอะไรกับเจ้า”
จงรั่วฉิงได้ยินดังนั้นหัวใจพลันเต้นโครมครามอย่างบ้าคลั่ง แม้ฝ่ายตรงข้ามยังมีท่าทีไม่เป็นมิตรอย่างมาก แต่ในเมื่อเขาหยุดฝีเท้าสนใจตน นั่นแสดงว่าตนน่าจะตามหาถูกทางแล้ว
นางประจักษ์ดีว่าหากต้องการสืบข่าวจากอีกฝ่าย ตนเองต้องแสดงความจริงใจอย่างที่สุดก่อนจึงใช้ได้ จึงพลันกัดริมฝีปากแล้วเอ่ยว่า “ข้าคิดว่า…เขาหน้าตาเหมือนคนที่ข้ารู้จักคนหนึ่งมาก”
ครั้นได้ยินวาจานี้ร่างชายหนุ่มยังคงนิ่งไม่ขยับ ทว่ากลับเลิกคิ้วงาม หัวเราะเบาๆ คำหนึ่ง
จงรั่วฉิงจับรายละเอียดนี้ได้จึงรีบรุกขึ้นหน้า แม้รู้ทั้งรู้ว่าคนตรงหน้ามองไม่เห็น แต่นางก็ยังคงจ้องมองเขาด้วยแววตานอบน้อมจริงใจเหลือคณาและถาม “ท่าน…นึกอะไรได้ใช่หรือไม่”
ชายหนุ่มเปิดปากช้าๆ กลับพูดว่า “หากข้าบอกเจ้าแล้ว เจ้าจะช่วยฆ่าเขาแทนข้าได้หรือไม่”
คำตอบนี้ห่างไกลจากความคาดหวังมากเกินไป จงรั่วฉิงตะลึงตาค้าง
รอยยิ้มหยันที่มุมปากของชายหนุ่มชัดเจนขึ้นเล็กน้อย แสดงออกว่านี่ไม่ผิดความคาดหมายของเขาโดยสิ้นเชิง
“ถ้าไม่ได้ เช่นนั้นก็ขออภัยที่ข้าไม่สะดวกจะบอก” เขากล่าวทิ้งท้ายอย่างง่ายๆ สบายๆ เช่นนี้ประโยคหนึ่งแล้วสะบัดแขนเสื้อเดินเข้าประตูไป อากัปกิริยาของเขาไม่สงบนิ่งดังเช่นเมื่อครู่ ซ่อนแฝงโทสะเล็กๆ ที่สามารถรับรู้ได้
จงรั่วฉิงหลุดจากภวังค์ เพิ่งคิดว่าจะตามเข้าไปก็ได้ยินเสียง ‘ปึง’ ประตูไม้ปิดลงห่างจากปลายจมูกนางไปเพียงหนึ่งช่วงนิ้วอย่างไร้ไมตรี…