ส่วนป้าย ‘ฉุนเจี๋ยกับสุนัข ห้ามบุกรุก’ นั้น นางมองดูแล้วมุมปากกระตุก ยังคงไม่กระจ่างถึงต้นสายปลายเหตุ
อีกทั้งไม่ว่าฉุนเจี๋ยจะใช่ซูเหมินจิ่นหรือไม่ ในยามปกติแม้คนผู้นี้จะน่าชังอยู่สักหน่อย ทว่าก็คล้ายไม่ถึงขั้นต้องสังหารกันกระมัง! ระหว่างสองคนนี้ที่แท้มีความแค้นลึกล้ำอะไรกันแน่ ยิ่งกว่านั้นพวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในสำนักศึกษาเดียวกันทุกวัน จะไม่เป็นปัญหาจริงหรือ
ในหัวจงรั่วฉิงมีแต่ความรู้สึกพิลึกพิลั่น ยืนอยู่นอกประตูไม่ทันไรก็ได้ยินเสียงพูดคุยเอะอะดังเป็นระยะมาจากอีกด้าน เห็นชัดว่าหมดเวลาอาหารค่ำแล้ว ทุกคนต่างแยกย้ายกลับห้องของตน
เมื่อนึกถึงว่าตนเองยังแบกภาระยิ่งใหญ่อย่างการวิ่งไล่ตามฉุนเจี๋ย จงรั่วฉิงจึงทำได้เพียงวางเรื่องชายหนุ่มรูปงามอมโรคที่ไม่เป็นมิตรเท่าไรผู้นี้ไว้ก่อน แล้วชักเท้าวิ่งตะบึงออกไป
หลังจงรั่วฉิงจากไปไม่นาน เงาร่างหนึ่งก็ปราดออกมาจากด้านข้าง เขาจัดชุดคลุมสีครามเข้มบนร่าง เดินไปที่ข้างประตูใหญ่ของเรือนหลังเล็ก จ้องป้ายไม้ที่แฝงความอาฆาตมาดร้ายป้ายนั้นครู่หนึ่งแล้วย่อตัวลง ขณะเตรียมจะยื่นกรงเล็บปีศาจไปหามัน จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังลอยมาจากด้านใน…
“บนนั้นทาผงไส้ขาด แตะนิดเดียวพุพองเป็นหนองทั้งร่าง”
“เหี้ยมโหดเพียงนี้เชียว?” ฉุนเจี๋ยหดมือกลับในพริบตา เบ้ปากลุกขึ้นยืนแล้วส่งเสียงร้องไปทางประตู “คนกันเอง ถึงขั้นต้องฆ่าแกงกันให้สิ้นซากด้วยหรือ ช่างสมกับที่เป็นถึง…เป่ย…”
คำถัดไปยังไม่ทันหลุดจากปาก ประตูไม้พลันเปิดออกดังปัง! ไม้เท้าไม้ไผ่ที่ห่อหุ้มด้วยกระแสลมรุนแรงอันเย็นเยือกรุกคืบมาถึงเบื้องหน้า จ่อตรงไปที่ลำคอของคนนอกประตู ก่อนหยุดลงห่างไปหนึ่งช่วงนิ้วมือ
แม้ใบหน้าของชายหนุ่มถูกปกคลุมด้วยผ้าโปร่งสีขาวไปเกินครึ่งส่งผลให้มองเห็นสีหน้าไม่ชัด ทว่าไอสังหารที่เปิดเผยโดยไม่เก็บงำทั่วร่างกลับน่าตกใจจนแม้แต่นกกระจอกบนกิ่งไม้ก็ยังบินหนีกระเจิง “หากเจ้ากล้าพูดออกไปแม้แต่คำเดียว เจ้าตาย”
กระนั้นฉุนเจี๋ยกลับประหนึ่งไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วย ยืนอยู่ที่เดิมไม่กระดิกกระเดี้ย รอยยิ้มไม่ยี่หระบนดวงหน้าก็ไม่แปรเปลี่ยนไปสักนิด
“วางใจเถิดน่า วางใจเถิด ให้ตายข้าก็ไม่บอกผู้อื่นหรอก” เขายกมือขึ้นพลางหัวเราะคิกคัก ปัดไม้เท้าไม้ไผ่ที่ขวางตรงหน้าออก “แต่ด้วยร่างเล็กจ้อยของเจ้าตอนนี้ เกรงว่าแม้แต่ศิษย์น้องเล็กฉุนจื้อที่เพิ่งมาใหม่ของพวกเรา เจ้าก็สู้ไม่ได้กระมัง เลิกออกแรงพร่ำเพรื่อได้แล้ว”
ทางด้านชายหนุ่มหลังผ่านการเคลื่อนไหวเมื่อครู่ก็ราวกับเสียพลังชีวิตไปจริงๆ กัดฟันไอโขลกหลายครา ยันไม้เท้าไม้ไผ่กับพื้นดินข้างกายอย่างส่งเดช ร่างโงนเงนไปมาหลายครั้งกว่าจะทรงตัวได้ ปอยผมที่จอนหูหลุดออกมาปอยหนึ่งตั้งแต่เมื่อใดก็สุดจะรู้ สะบัดไปมาตามการไอ ท่าทางแลดูทุลักทุเลอยู่หลายส่วน
“เจ้ามาทำอะไร” ครั้นปรับลมหายใจกลับมาได้เขาก็ยืดตัวขึ้น หันหลังเอ่ยกับฉุนเจี๋ย “เพื่อมาลอบฟังคำสนทนาเมื่อครู่?”
ฉุนเจี๋ยสมแล้วที่เป็นฉุนเจี๋ย หลังจากถูกเปิดโปงในประโยคเดียวยังคงหน้าไม่เปลี่ยนสี ตรงกันข้ามยังทำหน้าสนเท่ห์ เอ่ยวาจาโดยไม่ละอาย “คำสนทนา? สนทนาอะไรหรือ”
ชายหนุ่มดูจะคุ้นเคยกับนิสัยไร้ยางอายนี้จึงไม่สนใจจะมากความกับเขาอีก เดินตรงเข้าประตูโดยไม่แยแส จากนั้นก็ปิดประตู
จู่ๆ ก็ถูกปิดประตูใส่เช่นนี้ฉุนเจี๋ยจึงไล่ตามไปทุบบานประตูดังตึงๆ ตังๆ ร้องว่า “นี่! รอเดี๋ยว ข้าเอายามาส่งให้เจ้าอย่างหวังดียิ่ง จะดีจะร้ายก็ควรแสดงความขอบคุณสักหน่อยสิ!”
คนด้านในไม่ตอบ มีเพียงเสียงไอเบาๆ ที่ชัดเจนว่ากำลังข่มกลั้น
ฉุนเจี๋ยรู้ คนผู้นี้นิสัยเย็นชาทะนงตนเกินไป ตีให้ตายก็ไม่ยอมให้ผู้อื่นเห็นสภาพอเนจอนาถของตน จึงล้วงหยิบห่อกระดาษในแขนเสื้อออกมาวางที่หน้าประตูและเอ่ย “ข้าวางของไว้ที่หน้าประตู อีกประเดี๋ยวเจ้ามาหยิบเองเถอะ”
คนด้านในรับคำ “อื้ม” แล้วเริ่มไอโขลกเสียงต่ำอีก
ฉุนเจี๋ยยืนกอดอกพิงข้างประตู กวาดสายตามองรอบตัวอย่างระวัง ชั่งใจชั่วครู่ถึงเอ่ยว่า “จะว่าไปหมู่นี้ข้าได้ยินเรื่องหนึ่งมา”
คนด้านในไม่ตอบ แต่เสียงไอหยุดลงแล้ว เห็นชัดว่ากำลังรอคำพูดต่อไปของเขา
ฉุนเจี๋ยเข้าใจความนัย กดเสียงต่ำลงอีกหลายส่วนเอ่ยว่า “ท่านอาของเจ้ากำลังส่งคนสืบข่าวเจ้า คาดว่าน่าจะค้นพบ…เรื่องที่เจ้ายังไม่ตายแล้ว”
คนด้านในเงียบงันไปพักหนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชาแข็งกร้าว “นอกเสียจากเขามาถึงที่ หาไม่แล้วทุกสิ่งล้วนไม่เกี่ยวกับข้า”
ฉุนเจี๋ยได้ยินแล้วดวงตาเรียวคิ้วพลันโค้งขึ้นน้อยๆ ปากเอ่ยกระเซ้า “อื้อๆๆ รู้แล้วว่าเจ้ารู้แจ้งเรื่องทางโลก ขาดแค่ออกบวช ข้าเพียงมาบอกเจ้าคำหนึ่งเท่านั้น”
สุ้มเสียงของคนด้านในเปลี่ยนไปเป็นไม่เป็นมิตรโดยพลัน “มีธุระอีกหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ต้องขออภัยที่ไม่ส่ง”
ฉุนเจี๋ยยักไหล่แล้วหมุนตัวเดินออกไป เพิ่งเดินได้ไม่กี่ก้าวจู่ๆ ก็นึกอะไรได้ ตะโกนไปทางด้านใน “นี่ ในสำนักพวกเราตอนนี้มีศิษย์น้องหญิงแล้วนะ เจ้าเกิดมารูปโฉมชักนำภัยดึงดูดเคราะห์มากเกินไป ยามปกติออกมาข้างนอกให้น้อยหน่อยเข้าใจหรือไม่”
คนด้านในไม่ตอบสนอง แต่ฉุนเจี๋ยรู้ว่าอีกฝ่ายได้ยินแน่นอน จึงยกมือบิดขี้เกียจคราหนึ่ง ย่างเท้าออกเดินอีกครั้งจนถึงหน้าประตูใหญ่ของสำนัก ด้วยฉุนเจี๋ยถูกไล่ล่าดักจับตัวเป็นอาจิณ เขาจึงชะโงกหน้ามองออกไปด้านนอกอย่างระวังรอบหนึ่ง เมื่อมั่นใจว่าปลอดภัยก็พรูลมหายใจด้วยความโล่งอกแล้วก้าวอาดๆ ออกไป