“ฉุนเจี๋ย ฉุนจิ้ง รีบออกมาเร็ว ฝ่าบาทเสวยพระกระยาหารเที่ยงเสร็จจะเสด็จออกจากสำนักศึกษาแล้ว ท่านอาจารย์ให้ทุกคนไปน้อมส่งที่หน้าประตู!”
ทั้งสองรีบหยุดการสนทนา ตอบรับพลางวิ่งเหยาะๆ ออกไป
ในเรือนคืนสู่ความเงียบสงัดอีกครา มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวดังผะแผ่ว ไม่นานนักเงาร่างสีเขียวมรกตสายหนึ่งค่อยๆ ปรากฏ อวิ๋นฉานถือไม้เท้าไม้ไผ่ก้าวเดินเชื่องช้าเป็นที่สุดไปยังประตู จากนั้นค้อมกายลง หยิบป้ายที่เขียนว่า ‘ฉุนเจี๋ยกับสุนัข ห้ามบุกรุก’ ออกมาจากแขนเสื้อแล้ววางมันกลับที่เดิม
แม้อวิ๋นฉานจะสืบเสาะต้นสายปลายเหตุและจุดจบของเหตุความวุ่นวายเมื่อครู่ได้ความมาไม่มากก็น้อย กระนั้นกลับไม่มีความสนใจสักกระผีก หลังจากสูญเสียการมองเห็นทำให้โสตประสาทของเขาเฉียบไวผิดสามัญ แม้จะได้ยินคำสนทนาของฉุนเจี๋ยกับฉุนจิ้งก่อนนี้ชัดเจนตั้งแต่แรก ทว่าเขาก็ไม่คิดสนใจไยดีสักนิดเช่นเดียวกัน
ชีวิตเขายังดำเนินไปไม่ถึงยี่สิบปี กระนั้นกลับผ่านช่วงเวลาขึ้นลงสูงต่ำมาเกินพอ
เขาเคยได้รับเกียรติยศแผ่ไพศาลอยู่เหนือผู้คนนับหมื่น อยู่บนยอดสุดของผองชนทั้งปวง ทั้งยังเคยผ่านวิถีอันโหดเหี้ยมของการร่วงหล่นจากยอดเมฆสู่โคลนตมในหนึ่งราตรี
ถึงกระนั้นในประวัติศาสตร์ผู้ชนะเป็นราชัน ผู้แพ้กลายเป็นโจรผู้ร้าย สุดท้ายจนแล้วจนรอดเขาก็ไม่อาจลุกขึ้นยืนในที่ที่เคยอยู่ กลายเป็นผู้แพ้ที่ถูกขับลงนรกอเวจี
อวิ๋นฉานยันกำแพงลุกขึ้น ยืนปรับลมหายใจอยู่กับที่ เพียงย่อตัวนั่งยองเป็นระยะเวลาสั้นๆ ก็ทำให้เขารู้สึกเสียกำลังสุดจะเปรียบ
ใครเล่าจะยังจินตนาการได้ว่าเขาที่เป็นเช่นนี้เคยมีปณิธานเร่าร้อนเต็มอก องอาจห้าวหาญ หนึ่งกระบี่ต้านทัพข้าศึกร้อยหมื่น มืออวิ๋นฉานที่ซ่อนใต้แขนเสื้อพลันกำเป็นหมัดแน่น ออกแรงมากจนข้อนิ้วเผือดสี
เสียงลมพัดกรูเกรียวผ่านลานเรือน ดั่งเรื่องราวในอดีตทั้งหลายเหล่านั้นที่กาลเวลาผ่านไปไม่หวนคืน
ผ่านไปนานครู่ใหญ่อวิ๋นฉานจึงค่อยกลับเข้าประตูไปช้าๆ ปิดประตูเรือนโดยไร้เสียง
ช่างเถิด ชีวิตที่เหลืออยู่เขาไม่ขออะไรอีกแล้ว ทั้งไม่มีแก่ใจจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหาของผู้อื่น คิดเพียงจะใช้ชีวิตผ่านไปวันๆ ในพื้นที่เล็กๆ แห่งนี้ ไม่ว่าผู้ใดก็อย่ามารบกวนความสงบของเขาจึงจะดี
ไม่นานหลังจากนั้นมีข่าวแพร่มาจากในวัง ด้วยไม่คุ้นเคยกับอากาศทางใต้ อาการบาดเจ็บที่ขาของฮั่วเหวินจิ่งจึงกำเริบ ต้องยับยั้งการเดินทางกลับแดนเหนือชั่วคราว
ข่าวนี้ไม่พ้นมาจากศิษย์พี่สามผู้เป็น ‘ผู้รอบรู้เรื่องข่าวซุบซิบ’ ประจำสำนักศึกษา อีกทั้งเขายังให้ความเห็นไว้ด้วยว่า “พวกท่านนึกว่าแม่ทัพฮั่วรั้งอยู่เพราะอาการบาดเจ็บที่ขาจริงน่ะหรือ ไร้เดียงสา ช่างไร้เดียงสา” ก่อนเริ่มเรียนคาบเช้า เขาขึ้นนั่งบนโต๊ะ วางโตเอ่ยชี้แนะผู้คนที่ห้อมล้อมโดยรอบ “ก่อนหน้านี้เพื่อสยบต้านทานการระรานจากแคว้นเป่ยยง เขาอยู่ที่แดนเหนือที่ซึ่งนกยังไม่มาถ่ายมูลนั่นสองปีเต็ม บัดนี้องค์ชายน้อยของแคว้นเป่ยยงก็ถูกปลงพระชนม์แล้ว ฮ่องเต้พระองค์ใหม่กำลังเก็บกวาดสะสางราชสำนัก ในเวลาอันสั้นย่อมไม่อาจก่อเรื่องก่อราวใดได้ พวกเจ้าว่าเขากลับเมืองหลวงมาทำอันใด”
ศิษย์พี่ใหญ่กุมท้องที่ยังเติมไม่เต็มเอ่ย “เพราะของที่เมืองหลวงอร่อยล้ำใช่หรือไม่”
ศิษย์พี่สามถูกเขาทำให้สำลักรุนแรง เอ่ยว่า “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านอย่าเอาแต่คิดเรื่องกินทั้งวันอยู่เลย ควรใส่ใจเรื่องใหญ่ของบ้านเมืองบ้างจึงจะถูกต้อง”
ศิษย์พี่รองในที่สุดก็ได้โอกาสยกตำรามาอ้างอิง รีบพูด “คำโบราณว่าไว้ดี ราษฎรเห็นปากท้องสำคัญเทียบเทียมฟ้า ยามนี้ดูท่าศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเราก็นับเป็นราษฎรตัวอย่างของแคว้นต้าอิ้นเช่นกันใช่หรือไม่ ฮ่าๆๆๆ…”
เขาหัวเราะอย่างเพียรพยายามมาก คนที่เหลือรู้สึกเพียงมีลมเย็นสายหนึ่งพัดผ่านไปเป็นระลอก ล้วนมองเขาด้วยสีหน้านิ่งเฉยเท่านั้น
ศิษย์พี่รองได้แต่หุบยิ้มด้วยมุมปากแข็งทื่อ ยกหนังสือข้างตัวขึ้นปิดหน้า