“เจ้าค่ะ”
เจียงหมิ่นพูดจบแล้วทอดถอนใจอย่างห้ามไม่อยู่
“เพียงแต่เมื่อเป็นเช่นนี้…ฝ่าบาทก็น่าสงสารจริงๆ”
หยางหวั่นบอกว่า “แต่ไหนแต่ไรท่านไม่เคยกล่าวคำพูดเช่นนี้”
เจียงหมิ่นฟังคำพูดนี้แล้วก็เพียงส่ายหน้า ไม่ได้เอ่ยตอบ
หยางหวั่นซักไซ้ “ก่อนหน้านี้ท่านไม่เคยทำเรื่องที่เกินหน้าที่ของตน”
“ข้า…” เจียงหมิ่นยิ้ม น้ำเสียงของนางแฝงอาการทอดถอนใจ “หยางหวั่น เป็นคนเย็นชาก็เพื่อจะได้ไม่ทำผิดพลาดต่อหน้าผู้อื่น ทำให้สตรีทั้งกองของข้าต้องพลอยเดือดร้อน แต่ข้าหาใช่คนแล้งน้ำใจอย่างแท้จริง” นางพูดพลางหันกายมองไปที่หยางหวั่น “เมื่อก่อนข้าเอาแต่เตือนเจ้าว่าอย่าเข้าไปพัวพันกับการต่อสู้ในราชสำนัก เจ้าไม่เชื่อฟังคำพูดของข้า สุดท้ายยังคงเดินเข้าไปในตำหนักเฉิงเฉียน ภายหลังข้าก็ขัดขวางอวิ๋นชิงตลอด ไม่ให้นางใกล้ชิดกับเจ้ามากนัก ข้าเข้าใจว่านางอยู่ห่างจากเจ้าแล้วก็จะอยู่ห่างจากความผิดถูก แต่กระทั่งเฉินฮว่ายังพูดกับข้าว่าหากไม่ใช่เจ้า เวลานี้อวิ๋นชิงก็คงเป็นเหมือนหลี่อวี๋ ต้องไปนอนอยู่ใต้ดิน ในตอนนั้นข้าจึงได้รู้ว่าสุดท้ายคนที่ช่วยอวิ๋นชิงไว้คือเจ้า หยางหวั่น ข้าใช้ชีวิตอยู่ในวังมาหลายสิบปีแล้ว จนบัดนี้ข้ายังคงไม่รู้สึกว่าข้าทำอะไรผิด แต่…มาถึงวันนี้ข้าไม่อาจตำหนิวิพากษ์วิจารณ์อะไรเจ้าได้อีก ข้าถึงกับอยากลองเดินไปในเส้นทางที่เจ้าเดินดูบ้าง”
“ขอบคุณท่านยิ่ง”
หยางหวั่นพูดจบก็ยื่นมือไปคล้องแขนเจียงหมิ่น ก้มหน้ามองแผ่นหินสีเขียวอมดำบนพื้นถนน เดินกลับไปช้าๆ ด้วยกัน
กลิ่นดอกเหมยค่อยๆ โชยไปตามถนนในวัง ลมพัดเสื้อผ้าของทั้งสองคนสะบัดไปมา เส้นผมข้างหูปลิวไสว
หยางหวั่นเงยหน้าปะทะลม “ข้าจำได้ เมื่อก่อนท่านเคยบอกข้าว่าตอนท่านเข้าวังเคยได้รับการปกป้องจากสำนักกิจการฝ่ายใน ด้วยเหตุนี้ภายหลังท่านจึงหวังว่าจะสามารถเป็นผู้ปกป้องคุ้มครองเหล่าสตรีในวัง หัวหน้าเจียง ข้าคิดว่าการปกป้องคุ้มครองของสำนักกิจการฝ่ายในเป็นภาพลวงตา แต่ที่กองงานพิธีการมอบให้ทุกคนกลับเป็นที่พักพิงที่สงบมั่นคง ส่วนข้าผู้นี้…” นางพูดพลางหัวเราะเยาะหยันตนเอง “เป็นพวกแปลกแยกของราชสำนักฝ่ายใน ไม่อาจนำความสงบสุขมาสู่คนส่วนใหญ่ได้ ดังนั้นข้าจึงจำเป็นต้องจากไป”
เจียงหมิ่นหยุดฝีเท้า “เจ้าไม่จำเป็นต้องพูดเช่นนี้ ถ้าเจ้าสามารถออกจากวังอย่างปลอดภัยได้ ข้าก็จะสวดมนต์ภาวนาให้เจ้า เพียงแต่พอเจ้าออกไปแล้วจะทำมาหาเลี้ยงชีพอย่างไร จวนสกุลหยาง…ยังจะรับเจ้าไว้หรือไม่”
หยางหวั่นส่ายหน้าพลางบอกว่า “ข้าจะไม่กลับจวนสกุลหยาง ข้าจะไปอยู่กับอวิ๋นชิง อาศัยวิชาความรู้ที่ท่านสอนพวกเราใช้ชีวิตด้วยตนเอง”
“ข้าสอนอะไรให้พวกเจ้าหรือ”
“อ่านหนังสือเขียนหนังสือ”
เจียงหมิ่นถอนหายใจ “เรื่องนี้กล่าวไปแล้วสำหรับสตรีก็ไม่นับว่าเป็นอะไร”
“ไม่ใช่เช่นนั้น สิ่งที่ท่านสอนเหล่าสตรีเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดในใต้หล้า” หยางหวั่นเผยรอยยิ้มสดใส “เมื่อเล่าเรียนหนังสือแล้ว พวกเราก็ไม่ต้องฟังคนอื่นบอกเรา ควรปฏิบัติตามหลักการใด พวกเราเลือกเองได้ แม้การทำเช่นนี้อาจเหน็ดเหนื่อย แต่พวกเราก็จะไม่อยู่บนโลกนี้อย่างรู้สึกดูถูกตนเองน้อยเนื้อต่ำใจในตนเองแน่นอน ท่านก็คือคนเช่นนี้ ท่านเองก็หวังให้พวกเราเป็นสตรีเช่นท่านกระมัง”
หยางหวั่นบอกว่าพวกเราจะไม่อยู่บนโลกนี้อย่างรู้สึกดูถูกตนเองน้อยเนื้อต่ำใจในตนเองแน่นอน
คำพูดประโยคนี้สะกิดส่วนลึกในใจของเจียงหมิ่นอย่างประหลาด
นางมีชีวิตอยู่มาสี่สิบกว่าปีแล้ว ไม่เคยพึ่งพาบุรุษคนใด และไม่ยินยอมจะเป็นคนนั่งกินข้าวเป็นเพื่อนของขันทีผู้มีอำนาจคนใด นางดูแลกองงานพิธีการอย่างรอบคอบระมัดระวัง สอนเหล่านางข้าหลวงให้เล่าเรียนเขียนอ่าน ให้พวกนางยืดแผ่นหลังขึ้น ไม่เหยียบย่ำทำลายตนเองเพื่อเงินและอาหาร นางรู้สึกอยู่เสมอว่าแม้นางจะไม่ร่ำรวย แต่ก็ไม่ได้ต่ำต้อยกว่าสนมชายาในวัง เมื่อก่อนนางไม่เคยคิดถึงความมั่นใจของตนเองว่าที่แท้คืออะไร แต่ตอนนี้พออยู่ต่อหน้าหยางหวั่น นางกลับกระจ่างแจ้งขึ้นมาในทันที
เมื่อเล่าเรียนหนังสือแล้วก็สามารถเลือกเส้นทางเองและเดินได้ด้วยตนเอง
แม้ว่าชีวิตจะเหมือนกับการเดินทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรค แต่ในฐานะนักเดินทางก็เบิกบานใจและมีความสุขอย่างยิ่ง