ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน หยกเร้นชะตา บทที่ 48.1-48.3
บทที่ 48.3 สหายร่วมเรียนแห่งจวนจวิ้นอ๋อง
อีกด้านหนึ่ง ฉู่จิ่นเหยาพบว่าหยางฉี่สยายังไม่ตามมาก็กล่าวขึ้นว่า “เดี๋ยวก่อน พี่หญิงหยางยังไม่มา”
พวกเซี่ยนจู่ได้แต่ยืนรออยู่ที่เดิม เซี่ยนจู่รอจนเบื่อจึงก้าวเข้ามาถามฉู่จิ่นเหยา “ข้าได้ยินว่าคราวก่อนดูเหมือนเจ้าจะทำบางอย่างตกไว้ที่จวนจวิ้นอ๋อง เจ้าหาพบแล้วหรือยัง”
คนอื่นๆ ได้ยินคำพูดของเซี่ยนจู่ สายตาต่างก็มองไปยังฉู่จิ่นเหยา ฉู่จิ่นเหยาใช้โอกาสนี้จงใจตอบว่า “หาพบแล้ว เป็นข้าสะเพร่าเอง ข้าลืมของไว้ที่จวน พอมาจวนจวิ้นอ๋องถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ มิหนำซ้ำยังหลงนึกว่าทำตกไว้ที่จวนจวิ้นอ๋อง รบกวนทุกคนมานานเพียงนี้ รู้สึกเกรงใจโดยแท้”
กระเป๋าเงินที่ฉู่จิ่นเหยาพกติดตัวเกี่ยวพันถึงชื่อเสียงของนาง นางมิกล้าเสี่ยงแม้แต่น้อย กระเป๋าเงินใบนั้นนางให้คนเก็บไว้เรียบร้อยแล้วและจะไม่นำมาใช้อีก แต่เพื่อขจัดภัยในวันข้างหน้าให้สิ้นซาก ฉู่จิ่นเหยาได้หาข้ออ้างใหม่ว่าตนเองลืมทิ้งไว้ที่จวน พูดออกมาต่อหน้าคนทั้งหลายเพื่อไม่ให้คนอื่นหยิบเรื่องนี้มาพูดอย่างเสียๆ หายๆ ได้อีก
เซี่ยนจู่พยักหน้า เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ใส่ใจ แต่มุมปากฉู่จิ่นเมี่ยวกลับมีรอยยิ้มเย็นผุดขึ้นมา
แต่ตัวฉู่จิ่นเมี่ยวเองก็กลัวการเอ่ยถึงเรื่องในวันนั้นยิ่ง ดังนั้นต่อให้นางรู้ว่าฉู่จิ่นเหยาโกหกก็ไม่สามารถเปิดโปงออกมาได้ และเกรงว่าฉู่จิ่นเหยาคงจะใคร่ครวญถึงจุดนี้เช่นกัน
ฉู่จิ่นเหยาอธิบายเรื่องกระเป๋าเงินอย่างรวบรัดเสร็จก็ข้ามประเด็นนี้ไป ชักชวนเซี่ยนจู่ให้พูดคุยเรื่องใหม่ ขณะกำลังพูดก็รู้สึกเย็นวาบในอกขึ้นมา
ไม่ถูกต้อง วันนั้นฉู่จิ่นเมี่ยวกับคุณหนูสามบอกแล้วว่าพวกนางบังเอิญพบบ่าวชายผู้หนึ่งที่หน้าประตูห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า รู้สึกว่าอีกฝ่ายดูมีพิรุธจึงพยายามรั้งไว้ ในเมื่อฉู่จิ่นเมี่ยวพูดเช่นนี้ บ่าวชายผู้นั้นก็มิใช่คนที่ฉู่จิ่นเมี่ยวจัดวางไว้ ส่วนคุณหนูหกเพียงรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ หาได้แทรกแซงแผนการของฉู่จิ่นเมี่ยวไม่ ดังนั้นบ่าวชายผู้นั้นจึงมิใช่คนของคุณหนูหกเช่นกัน
สามารถปรากฏตัวที่หน้าประตูห้องสำหรับให้สตรีเปลี่ยนเสื้อผ้าได้อย่างเทพไม่รู้ผีไม่เห็น มิหนำซ้ำยังเป็นห้องที่เห็นได้ชัดว่ามีปัญหา สามารถสรุปได้ว่าบ่าวชายผู้นั้นมิใช่บังเอิญผ่านทางมาขณะทำงาน หากมิใช่ฉู่จิ่นเมี่ยวและคุณหนูหก เช่นนั้นเรื่องนี้ก็ดูเหมือนจะร้ายแรงแล้ว บ่าวชายผู้นั้นเป็นคนของใคร
“ฉู่จิ่นเหยา เจ้าคิดอะไรอยู่”
เสียงของเซี่ยนจู่ทำให้ฉู่จิ่นเหยาได้สติกลับมา นางฝืนยิ้มเล็กน้อยก่อนเอ่ยว่า “ข้ามิได้เป็นอะไร เมื่อครู่คิดอะไรเพลินไปหน่อย”
“ยืนอยู่ก็ยังเหม่อลอยได้อีก” เซี่ยนจู่พยักพเยิดไปทางหยางฉี่สยา “เอาเถิด พี่หญิงหยางตามมาทันแล้ว พวกเราไปกันเถิด”
เมื่อมาถึงเรือนของเซี่ยนจู่ พวกนางก็เดินหมากกันอย่างครึกครื้น ทว่าฉู่จิ่นเหยาใจคอไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวนัก
นางเหมือนจะมองข้ามคนคนหนึ่งไป เป็นคนที่ซ่อนอยู่หลังม่านได้มิดชิดอย่างยิ่ง คุณหนูหกใช้แผนซ้อนแผน นึกว่าตนเองรอดตัวไปได้ แต่ผู้ที่รอดตัวอย่างแท้จริงเป็นอีกคนหนึ่ง
ตั๊กแตนจับจักจั่น นกขมิ้นอยู่ด้านหลังมิได้มีเพียงตัวเดียว
คนหลังม่านผู้นั้นสั่งให้บ่าวชายเข้าไปในห้อง พอเห็นว่าไม่มีคนถึงได้รีบร้อนเดินออกมา เช่นนั้นเดิมทีพวกเขาคิดจะทำอะไร
ฉู่จิ่นเหยาแค่คิดก็ยังรู้สึกว่าร่างสั่นสะท้านขึ้นมา
เซี่ยนจู่แพ้อีกหนึ่งตาแล้วจึงปัดหมากคว่ำด้วยความอับอายจนพาลโกรธ พูดด้วยท่าทางหงุดหงิด “ไม่สนุก ไม่เล่นแล้ว”
คนอื่นๆ รีบล้อมเข้ามาพูดปลอบโยน แต่คราวนี้เซี่ยนจู่ไม่เกลี้ยกล่อมได้ง่ายดายปานนั้น นางเห็นฉู่จิ่นเหยานั่งเหม่อลอยอยู่ตรงหน้าต่างคนเดียวจึงวิ่งไปกระโดดขึ้นบนตั่ง นั่งเอนตัวอยู่ตรงข้ามฉู่จิ่นเหยาพลางถาม
“เจ้ามาทำอะไรอยู่ตรงนี้คนเดียว”
“ข้าเล่นหมากซวงลู่ไม่เป็น ไม่อยากทำให้คนอื่นหมดสนุกจึงมานั่งชมการแข่งขันอยู่ตรงนี้” ฉู่จิ่นเหยาพยายามทำให้ตนเองยิ้มโดยปราศจากพิรุธเต็มที่
“แค่ชมหรือ น่าเบื่อยิ่งนัก หากเจ้าเล่นไม่เป็นข้าจะสอนเจ้าเอง!”
ฉู่จิ่นเหยารีบปฏิเสธ ถึงนางจะไม่เข้าใจก็ยังมองออกว่าเซี่ยนจู่เล่นได้ย่ำแย่ที่สุด นางจึงไม่กล้าให้เซี่ยนจู่สอนตนเอง
เซี่ยนจู่นั่งอยู่บนตั่ง แกว่งขาพลางเอ่ยว่า “ยามนี้เดือนสองแล้วกระมัง! ดีทีเดียว อีกไม่กี่วันจะมีงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดครบหกสิบปีของท่านย่าข้าแล้ว ถึงเวลานั้นจึงจะครึกครื้นอย่างแท้จริง!”
วันคล้ายวันเกิดครบหกสิบปีของชายาเฒ่า ฉู่จิ่นเหยาเคยได้ยินผ่านหูมาเช่นกัน นี่นับได้ว่าเป็นงานใหญ่ของทั่วทั้งเมืองไท่หยวนหรือถึงขั้นทั่วทั้งซานซี ฉู่จิ่นเหยานึกภาพบรรยากาศได้ว่าจะต้องมีแขกมากมาย บุคคลที่มีชื่อเสียงต่างพากันมาชุมนุมแน่นอน
ทว่า…วันนี้ยังไม่เริ่มเรียน เซี่ยนจู่ก็เริ่มคิดถึงวันคล้ายวันเกิดของชายาเฒ่าแล้ว นี่พวกนางมาเรียนหนังสือเป็นเพื่อนเซี่ยนจู่จริงๆ หรือ
ฉู่จิ่นเหยากังวลได้ไม่ผิด มาเรียนที่จวนไหวหลิงจวิ้นอ๋องได้ไม่กี่วันดี ทั่วทั้งจวนก็มีคนเข้าออกอย่างคึกคัก ในเวลาเช่นนี้จะให้เซี่ยนจู่ตั้งใจเรียนได้อย่างไร
เนื่องด้วยวันคล้ายวันเกิดของชายาเฒ่าเป็นงานใหญ่ไม่น้อยทั้งจวนจึงยุ่งอยู่กับเรื่องนี้ตลอดหนึ่งเดือน ในจวนทั้งมีงานก่อสร้างขนาดใหญ่และทำเพิงชั่วคราว จวบจนใกล้เดือนสี่เสียงในจวนถึงได้เงียบลงบ้าง
เวลานี้ต้นหลันฮวาอิ๋งหลังเรือนฉู่จิ่นเหยาออกดอกสีม่วงอมน้ำเงินราวกับอยู่ในความฝันแล้ว สระบัวไม่จับตัวเป็นน้ำแข็ง ปรากฏระลอกคลื่นวสันตฤดูบางเบาแผ่ออกมาแล้วเช่นกัน ขณะเดียวกันวันคล้ายวันเกิดครบหกสิบปีของชายาเฒ่าก็ใกล้เข้ามา
วันที่ห้าเดือนสี่ เรือนพักแขกของจวนไหวหลิงจวิ้นอ๋องก็มีคนเข้าพักเต็มแล้ว ทุกวันมีคนเดินไปมาครึกครื้นยิ่งกว่าอะไร ชายาเฒ่าเองก็กระปรี้กระเปร่าเช่นผู้ประสบกับเรื่องน่ายินดี เวลาคารวะยามเช้าทุกวันได้เห็นคนมากมายเช่นนี้นางก็ยิ้มจนหุบไม่ลง วันนี้ยังห่างจากวันคล้ายวันเกิดของนางอีกสามวัน แต่แขกเหรื่อมากันครบแล้ว ที่อยู่ไกลเกินไปหรือปลีกตัวมาไม่ได้ล้วนให้บ่าวไพร่นำของขวัญมาส่ง ส่วนแขกคนอื่นที่อยู่ใกล้ก็ส่งคนมาเยี่ยมเยียนล่วงหน้า
มีคนมามากมายเพียงนี้ ชายาเฒ่ากับชายาจวิ้นอ๋องต่างดีใจยิ่ง ชายาเฒ่าจึงตัดสินใจจัดโต๊ะเลี้ยงรับรองแขกที่เดินทางมาไกลในวันนี้สิบโต๊ะ พวกนางจะได้สนุกสนานกันล่วงหน้า ฮูหยินทั้งหลายย่อมปรบมือร้องว่าดี โรงครัวเตรียมสุราอาหารสำหรับงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดไว้เรียบร้อยนานแล้ว ชายาเฒ่าสั่งคำเดียว โรงครัวก็จัดสุราอาหารสิบโต๊ะออกมาได้ในวันเดียวกัน
เหล่าสตรีต่างมารวมตัวสนุกสนานกันในเรือนชายาเฒ่า ทั้งดื่มสุราและหัวเราะพูดคุยเสียงดังเซ็งแซ่ แม่นางน้อยอย่างพวกฉู่จิ่นเหยาก็มิได้ถูกละเลย พวกนางกับคุณหนูคนอื่นๆ นั่งรวมกันสามโต๊ะในห้องโถงด้านหน้า
ครั้นมีคนมากเซี่ยนจู่ก็อยากก่อความวุ่นวายขึ้นมา นางออกความเห็นบนโต๊ะว่า “นั่งอยู่ในนี้น่าเบื่อจริงๆ พวกเราไปพายเรือที่ทะเลสาบกันเถิด ถึงอย่างไรพวกนางก็ยังไม่เลิกงานเลี้ยงกันในชั่วครู่ชั่วยามนี้เป็นแน่”
ช่างขวัญกล้าโดยแท้! ฉู่จิ่นเหยาอ้าปากค้าง ขณะที่หยางฉี่สยาซึ่งถือตนเป็นพี่สาวที่ดีเอ่ยเตือนทันที “ไม่ได้ ไปทะเลสาบอันตรายมากเพียงไร พวกเรานั่งฟังผู้อาวุโสสนทนากันอยู่ในนี้ เรียนรู้หลักการจัดการงานต่างๆ ให้มากหน่อยจะดีกว่า นี่จึงจะเป็นสิ่งที่กุลสตรีพึงกระทำ”
เซี่ยนจู่ทำหน้าบึ้งตึงทันควัน “ท่านเอาแต่พูดสั่งสอนอยู่นั่น ในเมื่อท่านชอบฟังพวกนางพูดคุยเล่นกันหลังดื่ม ท่านก็อยู่ฟังเองแล้วกัน” เซี่ยนจู่ลุกขึ้นยืน ทำท่าจะเดินออกไปโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น “หลีกไปให้หมด ข้าจะไปพายเรือ พวกเจ้าไม่อยากไปก็ตามใจ”
เสียงความเคลื่อนไหวข้างในดังไปถึงหูชายาจวิ้นอ๋องอย่างรวดเร็ว นางปวดศีรษะอย่างยิ่ง “พวกเจ้าดูนางให้ดี อย่าให้นางตากแดด! จัดบ่าวหญิงสูงวัยที่ว่ายน้ำแข็งไปประจำที่หัวเรือหลายคนหน่อย และจัดนายท้ายฝีมือดีไปประจำเรือลำละหนึ่งคน ห้ามปล่อยให้เกิดเหตุไม่คาดฝันใดๆ ขึ้นกับพวกนางเด็ดขาด”
เหล่าบ่าวไพร่พากันตอบรับ ทางด้านเซี่ยนจู่ก็เดินไปถึงสวนบุปผาแล้ว เพื่อล่องเรือในทะเลสาบสมดังปรารถนา แต่เรือในทะเลสาบเพิ่งจะถูกลากขึ้นมา ข้างใต้มีวัชพืชน้ำพันอยู่จำนวนมาก ยังนำออกไปพายไม่ได้ เซี่ยนจู่รู้สึกว่าน่าเบื่อจึงทำปากยื่นพลางพูดขึ้น
“ข้าอยากพายเรือไยถึงยุ่งยากปานนี้เล่า นี่ก็ไม่ได้นั่นก็ไม่อนุญาต บัดนี้แม้แต่เรือก็ยังไม่เตรียมให้เรียบร้อยอีก!”
ฉู่จิ่นเหยารู้สึกว่าเซี่ยนจู่กำลังพาล เรือไม่ได้ใช้มาตลอดฤดูหนาว หากไม่ทำความสะอาดจะกล้านำลงน้ำได้อย่างไร หยางฉี่สยาโน้มน้าวอีกครั้ง พูดไปพูดมาก็มิพ้นกุลสตรีควรทำอย่างนั้นอย่างนี้ เซี่ยนจู่ฟังแล้วเบื่อหน่ายเหลือจะทน ฉู่จิ่นเหยาดึงแขนเสื้อเซี่ยนจู่เบาๆ ก่อนชี้หอเล็กแห่งหนึ่งริมทะเลสาบพลางกล่าวขึ้น
“เซี่ยนจู่ ท่านดูหอเล็กทางด้านนั้น ในเมื่อท่านทนรอไม่ไหวก็ไปนั่งบนหอสักครู่เถิด ทั้งรับลมได้และชมทิวทัศน์ในสวนบุปผาได้ด้วย”
เซี่ยนจู่ได้ฟังก็ตอบตกลงด้วยความยินดีแล้วลากฉู่จิ่นเหยาวิ่งไปทางหอทันที หยางฉี่สยาตามหลังไป ร้องเรียกพลางคิดในใจว่าเหตุใดนางนึกไม่ถึงว่าควรเชิญเซี่ยนจู่ไปนั่งรอที่หอ ครั้งนี้ถูกฉู่จิ่นเหยาชิงตัดหน้า ครั้งหน้านางจะต้องแก้มือให้ได้!
ฉู่จิ่นเหยากับพวกเซี่ยนจู่เดินขึ้นมาบนหอแล้ว เซี่ยนจู่ส่งเสียงร้องดีใจก่อนวิ่งไปที่หน้าต่างทันที สาวใช้วิ่งตามหลังพลางร้องเตือน
“เซี่ยนจู่ ท่านวิ่งช้าลงหน่อยเจ้าค่ะ ระวังจะลื่นนะเจ้าคะ!”
หลิงหลงเองก็กระซิบเตือนฉู่จิ่นเหยาเช่นกัน “คุณหนู ท่านระวังเท้าด้วยเจ้าค่ะ ถึงอย่างไรที่นี่ก็เป็นชั้นสอง ระวังไว้หน่อยอย่างไรก็ไม่เสียหาย”
ฉู่จิ่นเหยาพยักหน้าเบาๆ เป็นความหมายว่าตนเองเข้าใจดี แม้ตรงนี้จะไม่นับว่าสูงจากพื้นมากนัก แต่ถึงอย่างไรก็เป็นชั้นที่สองของหอ หากเผลอถูกใครผลักจากด้านหลัง นั่นคงเกินจะรับไหว
เนื่องจากในใจฉู่จิ่นเหยาตระหนักถึงเรื่องนี้อยู่เสมอจึงยืนอยู่ในจุดที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากหน้าต่างอยู่ตลอด ในขณะที่เซี่ยนจู่พิงราวกั้นชี้นั่นชี้นี่ที่ด้านนอกโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใดทั้งสิ้น
แม่นางน้อยที่มาเป็นแขกต่างรุมล้อมอยู่ข้างกายเซี่ยนจู่ ทั้งยังเอาใจเซี่ยนจู่อย่างระมัดระวัง ทันใดนั้นพลันมีเสียงฝีเท้าหนักๆ ดังมาจากนอกหอ คนลักษณะคล้ายบ่าวหญิงสูงวัยผู้หนึ่งวิ่งขึ้นมาด้วยอาการหอบ ยังไม่ทันยืนได้มั่นคงก็ส่งเสียงถามขึ้น
“เซี่ยนจู่อยู่ที่นี่หรือไม่เจ้าคะ”
ฉู่จิ่นเหยายืนอยู่วงนอก ได้ยินคำถามก็รีบตอบรับ “อยู่ หมัวมัวมาหาเซี่ยนจู่มีเรื่องอะไรหรือ”
เซี่ยนจู่ได้ยินว่ามีคนเรียกหานางก็เบ้ปากอย่างไม่พอใจ “ยังจะมีเรื่องอะไรได้ ต้องมาเรียกข้ากลับไปแน่”
“ตายจริง ทูนหัวของบ่าว!” บ่าวหญิงสูงวัยตบต้นขาพลางร้องเรียกเสียงลั่น “ท่านรีบกลับไปเถิดเจ้าค่ะ! เหล่าจู่จงกับพระชายาเพิ่งได้รับจดหมายจากซื่อจื่อ บอกว่ารัชทายาทจะเสด็จจวนจวิ้นอ๋อง บัดนี้อยู่ระหว่างทางแล้ว!”
“รัชทายาท?”
คนทั้งหมดล้วนตกใจจนสะดุ้ง สตรีหลายคนถึงขั้นลุกขึ้นยืน แม้แต่เซี่ยนจู่เองก็มิกล้านิ่งนอนใจแล้ว นางรีบร้อนถอยกลับมาจากหน้าต่าง วิ่งไปตรงหน้าบ่าวหญิงสูงวัย มือขยำกระโปรงตนเองอย่างสะเทิ้นอายอยู่บ้าง
“เจ้าพูดจริงหรือ เป็นรัชทายาทพระองค์นั้นหรือ”
“โธ่เอ๋ย เซี่ยนจู่เจ้าค่ะ รัชทายาทยังจะมีพระองค์ใดได้อีก ท่านผู้นี้ก็ไม่รู้ว่าทรงเป็นอะไร จู่ๆ ก็นึกสนพระทัยใคร่เสด็จมามอบของขวัญแก่เหล่าจู่จง จวิ้นอ๋องกับซื่อจื่อเองก็เพิ่งจะได้รับข่าว เซี่ยนจู่รีบตามบ่าวกลับไปแต่งตัวผลัดเสื้อผ้าใหม่ตอนนี้ยังทันรัชทายาทเสด็จเข้าจวนพอดีนะเจ้าคะ”
เซี่ยนจู่ลนลานอยู่บ้าง นางตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูกอยู่ชั่วครู่ถึงค่อยตื่นจากความฝัน รีบตอบตกลงทันที
อย่าว่าแต่เซี่ยนจู่ คนอื่นๆ ก็กระสับกระส่ายเช่นกัน รัชทายาทจะเสด็จมาแล้ว ในเวลาสำคัญเช่นนี้ใครยังมีแก่ใจจะล่องทะเลสาบได้อีกเล่า เหล่าสตรีใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวนัก สายตาล่องลอย มิต้องสงสัยว่าคนทั้งหมดล้วนไม่อยากยืนอยู่ตรงนี้แล้ว ไม่ว่าใครล้วนอยากรีบกลับไปจัดการตนเองทั้งสิ้น
หลิงหลงดึงแขนเสื้อฉู่จิ่นเหยาเงียบๆ “คุณหนู พวกเราก็กลับกันเถิดเจ้าค่ะ ท่านเปลี่ยนไปสวมชุดผ้ายกดอกชุดนั้น ผมก็เกล้าเสียใหม่ดีกว่า”
ฉู่จิ่นเหยาได้ยินแล้วก็อยากบอกหลิงหลงเหลือเกินว่าพวกนางกับรัชทายาทห่างชั้นกันมาก ในโอกาสเช่นนี้พวกนางจะมีสิทธิ์ได้เสนอหน้าหรือ หากเปลี่ยนชุดประทินโฉมทำผมใหม่มีแต่จะเสียแรงเปล่า แต่ฉู่จิ่นเหยากวาดตามองรอบๆ ถึงได้พบว่าเหล่าสตรีล้วนมีท่าทางกระเหี้ยนกระหือรือแทบอดรนทนไม่ไหวอยากจะขอตัวไปก่อนเหมือนกับหลิงหลง
ฉู่จิ่นเมี่ยวยิ่งแสดงออกชัดเจนเป็นพิเศษ นางคอยมองไปทางบันไดบ่อยครั้ง มือบิดผ้าเช็ดหน้าไม่หยุด
พวกนางส่งเสียงเอะอะอยู่บนหอ มิได้สังเกตเห็นว่าคนกลุ่มหนึ่งค่อยๆ เดินมาใกล้โดยมีผู้ติดตามห้อมล้อม เนื่องจากเซี่ยนจู่ต้องการกลับไปเปลี่ยนชุด คุณหนูคนอื่นๆ ก็ไม่มีแก่ใจจะอยู่ชมทิวทัศน์ต่อ สาวใช้ในจวนอ๋องจึงลงมือเก็บกวาดหอ สาวใช้ในเสื้อนอกสีเหลืองผู้หนึ่งกำลังยื่นแขนไปปิดหน้าต่าง ฉู่จิ่นเหยาเห็นนางร่างโอนเอน ไม้ค้ำในมือสั่นไม่หยุดก็อดไม่ได้ที่จะก้าวไปเตือน
“เจ้าชะโงกตัวออกไปมากเพียงนี้ระวังจะตกลงไป”
เมื่อสาวใช้ได้ยินกลับไม่ค่อยพอใจนัก “บ่าวจับราวกั้นอยู่เจ้าค่ะ”
“ต่อให้เจ้าจับราวกั้นไว้ไม่มีทางเป็นอะไร แต่คนที่อยู่ข้างล่างเล่า หากเจ้าถือไม่ดีทำของหล่นจากหอไปถูกคนที่ผ่านทางมาจะทำอย่างไร”
พูดยังไม่ทันขาดคำ มือของสาวใช้ก็เกิดลื่น ฉู่จิ่นเหยาสะดุ้ง รีบยื่นมือไปรับไม้ค้ำในมืออีกฝ่ายมา ฉู่จิ่นเหยาจับไม้ไว้ได้ จากนั้นก็หันหน้ากลับไปพูดกับสาวใช้นางนั้น
“เจ้าดูเถิด เมื่อครู่เกือบจะตกลงไปแล้ว หากมีคนผ่านทางมาพอดีแล้วหล่นใส่เข้าจะไม่แย่หรือ”
แต่ดวงตาของสาวใช้พลันเบิกโพลง มือข้างหนึ่งปิดปาก อีกข้างชี้ไปด้านล่างอย่างไม่อยากจะเชื่อ ฉู่จิ่นเหยาสงสัยจึงหันหน้ากลับไปโดยพลัน
“ซื่อจื่อ?”
ฉู่จิ่นเหยากำลังประหลาดใจว่าเหตุใดหลินซีหย่วนถึงเดินมาที่นี่ ต่อมานางก็ตระหนักได้ว่าบางอย่างไม่ถูกต้อง หลินซีหย่วนเป็นซื่อจื่อของจวนจวิ้นอ๋อง คนอายุราวสี่สิบปีท่าทางสูงศักดิ์น่าเกรงขามข้างกายเขาน่าจะเป็นบิดาของเขา…ไหวหลิงจวิ้นอ๋อง ไหวหลิงจวิ้นอ๋องมีฐานะสูงส่งในซานซี แม้ยามเผชิญหน้ากับเจ้าเมืองก็ไม่มีทางยืนเป็นตัวประกอบอยู่ด้านข้าง ผู้ที่ทำให้หลินซีหย่วนและไหวหลิงจวิ้นอ๋องติดตามอยู่ด้านข้างได้จะต้องมีฐานะเช่นไร
คนที่ผ่านทางมาเหล่านี้ได้ยินเสียงเอะอะบนหอที่พวกนางอยู่แล้วเช่นกัน ไหวหลิงจวิ้นอ๋องเงยหน้าขึ้น ในดวงตาเต็มไปด้วยแววกดดัน ผู้ที่ตามหลังไหวหลิงจวิ้นอ๋องก็โบกมือมาทางพวกนาง ฉู่จิ่นเหยายังไม่เข้าใจว่านี่เป็นเรื่องอะไร เมื่อคนในขบวนสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ คนที่เดินอยู่ตรงกลางก็เงยหน้าขึ้นตามเสียง มองขึ้นมาบนหอช้าๆ แสงแดดเดือนสี่สาดส่องลงมาเห็นเพียงบุรุษสวมชุดตัวยาวแขนแคบสีคราม รูปร่างสูง ดวงตาทั้งสองข้างใสกระจ่าง
ฉู่จิ่นเหยาสบตาอีกฝ่ายอย่างไม่ทันตั้งตัว นางพลันตกใจ มือคลายออกโดยไม่รู้ตัว
ฉินอี๋เลิกคิ้ว ถอยหลังไปครึ่งก้าวทันที ท่อนไม้ตกลงตรงชายชุดของเขา ฝุ่นตลบฟุ้งขึ้นมา
สีหน้าของไหวหลิงจวิ้นอ๋องดูไม่ได้แล้ว กงกงข้างกายฉินอี๋ตกใจ รีบก้าวออกมาตวาดเสียงแหลมแทบไม่ทัน “บังอาจ!”
ขุนนางที่ตามเสด็จก็ทั้งตกใจและโมโห “เจ้ากล้าโยนของใส่รัชทายาทรึ!”
ฉู่จิ่นเหยาสูญเสียความสามารถด้านการพูดไปแล้ว “ข้า…เขา…เรื่องนี้…”
คนของจวนไหวหลิงจวิ้นอ๋องถลึงตาใส่ฉู่จิ่นเหยาหลายทีด้วยความเดือดดาล จากนั้นก็รีบรุมล้อมฉินอี๋พลางพูดหว่านล้อม
“รัชทายาท สตรีผู้นี้คือสหายร่วมเรียนของเซี่ยนจู่แห่งจวนไหวหลิงจวิ้นอ๋องเรา นางไม่รู้จักรัชทายาทจึงพลั้งมือล่วงเกินพระองค์”
“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ รัชทายาทโปรดอย่าทรงถือโทษ…”
ทว่าฉินอี๋กลับมองบนหอด้วยสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม ไม่ได้พบกันไม่กี่เดือน ขวัญกล้าขึ้นมากทีเดียว ทั้งๆ ที่เห็นข้าแล้วยังกล้าโยนของใส่ข้า
อันที่จริงฉินอี๋มองเห็นฉู่จิ่นเหยามาแต่ไกลแล้ว นางยืนอยู่บนหอ เอนกายพูดบางอย่างกับสาวใช้ ที่ด้านหลังเป็นราวกั้นดูน่าหวาดเสียวไม่น้อย ต่อมานางก็มองเขาอย่างตกตะลึง จากนั้นก็โยนของในมือลงมา
ชั่วพริบตานั้นอยู่เหนือความคาดหมายจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้นฉินอี๋ก็รู้สึกว่าไม่ผิดจากที่เขาคาดไว้
คนรอบข้างยังคงขอร้องไม่หยุด กลัวว่าฉินอี๋จะพาลโกรธจวนไหวหลิงจวิ้นอ๋อง แต่ความจริงแล้วฉินอี๋จะโมโหฉู่จิ่นเหยาได้อย่างไร เขาเพียงพูดอย่างสงบนิ่ง
“ไม่เป็นไร แค่พลั้งมือเท่านั้นเอง”
เดิมทีกงกงข้างกายฉินอี๋โมโหมาก แต่ครั้นได้ยินวาจาของเจ้านาย โทสะเต็มอกของเขาก็คล้ายว่าถูกอุดไว้ ขึ้นก็ไม่ได้ลงก็ไม่ได้ในทันที แม้แต่ไหวหลิงจวิ้นอ๋องก็ตกใจยิ่ง เขาเอ่ยถามหยั่งเชิง
“รัชทายาท ไม่ทรงถือสาหาความจริงๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ”
ฉินอี๋ตวัดสายตามองไหวหลิงจวิ้นอ๋องอย่างเยียบเย็นคราหนึ่ง ก่อนจะก้าวเท้าเดินนำออกไป
กงกงตกตะลึงได้ชั่วครู่ก็รีบก้าวเท้าตามไป เขาเดินไปพลางรู้สึกว่ายากจะเข้าใจไปพลาง รัชทายาทของพวกเขาอารมณ์เย็นเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใด
ไหวหลิงจวิ้นอ๋องรีบเดินหน้าตามรัชทายาทไปเช่นกัน หลังเดินผ่านหอไปแล้วไหวหลิงจวิ้นอ๋องก็หันหน้ากลับไปส่งสายตาตักเตือนคุณหนูเหล่านั้นอย่างดุดัน
ขณะที่รัชทายาทกับไหวหลิงจวิ้นอ๋องเดินผ่านเมื่อครู่นี้ เหล่าคุณหนูบนหอก็ได้ยินเสียงแล้ว พวกนางไม่มีความกล้าจะโผล่หน้าออกมา ได้แต่ลอบดูอยู่หลังผนังไม้ บัดนี้คนไปแล้วพวกนางจึงรีบวิ่งออกมาสะกิดถามฉู่จิ่นเหยา
“ท่านผู้นั้นคือรัชทายาทจริงๆ หรือ”
แต่สีหน้าของฉู่จิ่นเหยากลับดูงุนงงยิ่ง คนอื่นถามอะไรก็ไม่มีอาการตอบสนองโดยสิ้นเชิง อยู่ใกล้เพียงเท่านี้นางจึงมั่นใจมากว่าคนคนนั้นคือฉีเจ๋อ หรืออาจต้องบอกว่ารูปโฉมเหมือนกับฉีเจ๋อทุกประการ
ทว่าพวกเขาเรียกคนคนนั้นว่ารัชทายาท
รัชทายาทหรือ
ประหนึ่งสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อมฉู่จิ่นเหยากลางวันแสกๆ ทำเอานางมึนงงไปหมด คุณหนูคนอื่นเห็นฉู่จิ่นเหยาไม่สนใจก็อดถามขึ้นอีกไม่ได้
“เจ้าคิดอะไรอยู่ เมื่อครู่เจ้าเกือบทำของตกใส่รัชทายาทจริงๆ หรือ”
ฉู่จิ่นเหยาได้สติกลับมาในที่สุด ยิ้มอย่างยากลำบาก “น่าจะ…ใช่”
“หา!?” เหล่าคุณหนูยกมือปิดปากโดยพร้อมเพรียงกัน พูดอย่างตื่นตระหนก “ไยเจ้าถึงซุ่มซ่ามปานนี้ กระทำการล่วงเกินรัชทายาทได้อย่างไรกัน”
แม้จะพูดเช่นนี้ แต่อันที่จริงพวกนางล้วนกำลังคิดว่าคนที่อยู่ข้างนอกเมื่อครู่นี้เหตุใดถึงมิใช่พวกนาง
เซี่ยนจู่เองก็บ่นพึมพำใส่ฉู่จิ่นเหยาด้วยความไม่พอใจเช่นกัน นางยืดคอมองไปทางด้านหลังคราหนึ่ง ก่อนรีบดึงเสื้อสาวใช้ประจำตัว
“ทำอย่างไรดี รัชทายาทจะเดินไปไกลแล้ว ข้ายังไม่ทันได้เปลี่ยนชุดด้วยซ้ำ”
ฉู่จิ่นเมี่ยวเองก็กำเสื้อตนเองด้วยความประหม่า ทำให้สาบเสื้อยับย่น นางคิดไม่ถึงจริงๆ ว่ารัชทายาทองค์ปัจจุบันจะหนุ่มแน่นเพียงนี้…รูปงามเพียงนี้ มีคนเดินมาพร้อมกันมากมายปานนั้น แต่ละคนล้วนเป็นชนชั้นสูงขุนนางใหญ่ แต่เมื่อยืนอยู่ข้างกายรัชทายาทกลับถูกรัศมีบดบังจนกลายเป็นพื้นหลัง คล้ายว่านอกจากรัชทายาทแล้วคนอื่นๆ ล้วนจืดจางลงทันที กลายเป็นฉากหลังสีเทา
เซี่ยนจู่รีบกลับไปเปลี่ยนเป็นชุดสีสันสดใส คุณหนูคนอื่นๆ ต่างก็คิดหาวิธีแต่งตัวให้ตนเองเพิ่ม มีเพียงฉู่จิ่นเหยาที่เดินรั้งท้ายด้วยท่าทางใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว นางยันผนังแล้วค่อยๆ เดินลงบันไดหอ ในใจกำลังคิดว่าคนลึกลับที่นางเห็นในจวนไหวหลิงจวิ้นอ๋องเมื่อเดือนสิบสองเป็นเขาจริงๆ! คิดไม่ถึงว่าคนผู้นี้จะเป็นถึงรัชทายาทองค์ปัจจุบัน
คิดแล้วก็ใช่ ตอนแรกรัชทายาทก็มาปรากฏตัวที่จวนไหวหลิงจวิ้นอ๋องโดยเทพไม่รู้ผีไม่เห็น การที่บัดนี้มาร่วมงานเลี้ยงก่อนวันคล้ายวันเกิดครบหกสิบปีของชายาเฒ่าก็สามารถเข้าใจได้ แต่รัชทายาทต้องการทำอะไร ฉู่จิ่นเหยาหาใส่ใจไม่ นางสงสัยเพียงว่าเหตุใดฉีเจ๋อถึงมีรูปโฉมเหมือนกับรัชทายาททุกกระเบียดนิ้ว
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 28 ก.พ. 68
Comments
