จูเยี่ยนกับหยางโฮ่วเฉิงไม่ถามไถ่ต่ออีก ดูท่าทางไม่ถูกชะตากับองครักษ์จินหลินที่ใครต่อใครได้ยินชื่อก็ต้องอกสั่นขวัญผวาอย่างชัดเจนดุจเดียวกัน
หยางโฮ่วเฉิงเปลี่ยนเรื่องพูด “เย็นมากแล้ว พวกเรากลับห้องกินอาหารกันเถอะ”
สามคนนี้ทุ่มเงินก้อนโตเหมาเรือลำนี้เอาไว้ ย่อมได้รับการดูแลอย่างน่าพอใจ เมื่อพวกเขานั่งลงในโถงกินอาหาร กับข้าวร้อนกรุ่นส่งควันฉุยๆ ก็ถูกยกมาวางบนโต๊ะอย่างรวดเร็ว
หยางโฮ่วเฉิงมองหน้าประตูซ้ำๆ พลางพูดอย่างฉงนใจ “ไฉนคุณหนูหลียังไม่ออกมา”
“คงยังไม่หิวกระมัง” ฉือชั่นกล่าวอย่างเฉยเมย
“เป็นไปได้อย่างไร นางยังไม่ได้กินอาหารกลางวันเลยนะ หรือไม่พวกเราไปดูกันสักหน่อย” หยางโฮ่วเฉิงเอ่ยเสนอขึ้น
ทั้งสามออกจากเรือนคราวนี้ไม่ได้พาบ่าวรับใช้ติดตามมาด้วยเพราะติงว่าวุ่นวาย คนบนเรือเป็นบุรุษล้วนๆ ว่าไปแล้วเด็กสาวผู้หนึ่งคงจะพักอยู่อย่างไม่ค่อยสะดวกนัก
ในเวลานี้คุณชายสามคนถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ภายหลังว่าบุตรสาวขุนนางวัยเยาว์นางนี้ไม่มีกระทั่งสาวใช้คอยดูแลปรนนิบัติสักคน นางลงมือทำทุกอย่างด้วยตนเองตลอดที่ติดตามพวกเขามาหลายวันนี้โดยไม่ปริปากบ่นก็นับว่าไม่ง่ายดายแล้ว
“น่ารำคาญจริงๆ เช่นนั้นก็ไปเถอะ ไปดูกัน” ฉือชั่นลุกขึ้นยืน
ทั้งสามมาถึงหน้าประตูห้องเฉียวเจา หยางโฮ่วเฉิงตะโกนเรียก “คุณหนูหลี! ถึงเวลากินอาหารเย็นแล้ว”
ด้านในเงียบเชียบไร้สุ้มเสียง พวกเขาสบตากันไปมา
“เข้าไปดูดีหรือไม่” หยางโฮ่วเฉิงไต่ถามอีกสองคน
ฉือชั่นยืนกอดอก พูดเสียงเอื่อยๆ “ถ้าเกิดนางผลัดเปลี่ยนอาภรณ์อยู่ข้างในหรือว่าชำระกายอยู่เล่า ถูกพวกเราสามคนเห็นเข้า ใครจะรับผิดชอบ”
สมควรตาย ข้าชอบมาเจอะเจอเรื่องพรรค์นี้อย่างน่าประหลาดทุกครั้งเสียด้วย
“ข้าเอง” จูเยี่ยนนิ่งมองฉือชั่นประเดี๋ยวหนึ่งก่อนเอ่ยขึ้น “คุณหนูหลีมิใช่คนประเภทนั้น”
เขาสืบเท้าผ่านตัวสหายสองคนไปเคาะประตู “คุณหนูหลี อยู่ข้างในหรือไม่”
ด้านในยังไร้เสียงตอบดุจเก่า
“คุณหนูหลี ล่วงเกินแล้ว” จูเยี่ยนยื่นมือผลักประตูเปิดออก
ห้องพักในเรือตกแต่งเรียบง่าย ไม่มีของบังตาจำพวกฉากกั้น ทั้งสามมองปราดเดียวก็เห็นเฉียวเจานอนอยู่บนเตียง
เรือนผมดำสลวยของเด็กสาวแผ่สยายขับเน้นดวงหน้าขาวราวหิมะ นัยน์ตาทั้งคู่ปิดสนิท
พวกเขาทำหน้าตาตื่นพร้อมกัน สาวเท้าก้าวใหญ่เข้าไปโดยไม่คำนึงถึงอะไรอื่นอีก
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆ ทั้งสามถึงเห็นว่าแม่นางน้อยหน้าขาวซีดจนน่าตกใจ เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายเต็มหน้าผาก เห็นชัดว่าไม่สบายแล้ว
“ก่อน…ก่อนหน้านี้ยังดีๆ อยู่มิใช่หรือ” หยางโฮ่วเฉิงตกใจยกใหญ่
จูเยี่ยนขมวดคิ้ว พูดด้วยน้ำเสียงลังเลใจอยู่บ้าง “หลายวันมานี้ดูเหมือนคุณหนูหลีไม่ค่อยกินอะไรสักเท่าไร”
บุรุษอกสามศอกเฉกเช่นพวกเขาสามคนย่อมไม่ใส่ใจกิจวัตรประจำวันของเด็กสาวผู้หนึ่งจนเกินไปเป็นแน่ แต่พอได้ยินจูเยี่ยนเอ่ยเตือนขึ้นเช่นนี้ก็ฉุกคิดขึ้นได้ทันใด
หยางโฮ่วเฉิงพิศดูสีหน้าของเฉียวเจาแล้วชักร้อนใจ “แม่นางน้อยคงจะมิใช่ว่าหิวหรอกหรือ จู่ๆ เหตุใดนางถึงไม่กินอาหาร”
นั่นสิ จู่ๆ เหตุใดถึงไม่กินอาหาร ทั้งที่เป็นคนออกโรงเดินหมากล้อมกับฉือชั่นเพื่อจะได้กินอาหารเช้าโดยไว