บทที่ 8
แน่นอนว่าจือจือปฏิเสธความคิดไม่เข้าท่าของพี่เสิ่น
วันรุ่งขึ้น หลัวฟั่งมาหานางถึงบ้าน
เนื่องจากเป็นการเจรจาสู่ขอ จือจือจึงออกไปพบหลัวฟั่งโดยตรงไม่ได้ นางหลบอยู่หลังฉากบังตา แอบฟังบิดาสนทนากับชายหนุ่ม
“หลานชาย ตอนนี้เจ้าทำงานที่ใดหรือ”
“เรียนท่านลุง ไม่นานมานี้ข้าเพิ่งได้งานใหม่ที่ตำหนักองค์หญิงขอรับ”
จือจือเบิกตากว้างเมื่อฟังมาถึงตรงนี้
ทำงานในตำหนักองค์หญิง?
เป็นไปได้อย่างไรกัน ก็ชาติที่แล้ว…
จือจือเพิ่งตระหนักว่าชาติก่อนนางไม่รู้ว่าหลัวฟั่งทำงานที่ใด รู้แต่ว่าภายหลังเขาเอาทรัพย์สินของตระกูลไปผลาญจนหมดสิ้น พอได้ยินคำว่า ‘ตำหนักองค์หญิง’ นางจึงตกตะลึงจังงังพลางคิดกับตนเองในใจว่า หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็จะไม่แต่งกับหลัวฟั่งผู้นี้เป็นอันขาด
พอชายหนุ่มกลับไป จือจือก็รีบเดินออกมาทันที
“ท่านพ่อ ข้าแต่งงานกับเขาไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ”
หลินผู้พ่อเหลือบตาขึ้นมองบุตรสาวอย่างฉงน “จือจือ หลัวฟั่งมีอะไรไม่ดีในสายตาเจ้ากันนะ”
นางลังเลเล็กน้อยก่อนจะเอ่ย “ใจข้ามีคนอื่นแล้วเจ้าค่ะ”
“ว่าอย่างไรนะ” บิดาลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความประหลาดใจ
จือจือตกใจจนต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่งพลางหลบตาวูบ “อันที่จริงข้ามีคนที่ต้องใจอยู่แล้ว”
หลินผู้พ่อมองนางนิ่งนาน ไม่ได้ซักไซ้ว่าคนที่บุตรสาวต้องใจคือใคร แต่เขาคิดว่าเขารู้
พอพี่เสิ่นรู้ว่าจือจือทำอะไรลงไปก็หัวเราะลั่น
“หัวเราะอะไรของท่าน” จือจือถูกอีกฝ่ายหัวเราะใส่จนกระอักกระอ่วนไปหมด
“ข้าแค่รู้สึกทึ่งว่าคนนิสัยอย่างเจ้าทำเรื่องเช่นนั้นได้ด้วยหรือ” พี่เสิ่นหัวเราะต่ออีกยก “เจ้าพูดถึงขนาดนี้ พ่อเจ้าคงไม่ตอบรับการสู่ขอครั้งนี้แล้วใช่หรือไม่”
“ข้าก็ไม่รู้ แต่ไม่น่าจะตอบรับกระมัง” จือจือนั่งเอามือเท้าคางอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งพลางปรายตามองเงาสะท้อนในกระจก นางไม่เคยคิดว่าตนเองงดงามมากมายอะไรนัก ทว่าพี่เสิ่นมักจะชมนางอยู่เสมอ ทั้งยังบอกว่าหากตนเป็นชาย จะต้องแต่งงานกับนางอย่างแน่นอน
พี่เสิ่นลอยมาหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง แน่นอนว่าบานกระจกไม่อาจสะท้อนภาพนางได้ ขนาดนางทำแลบลิ้นปลิ้นตาก็ยังมองไม่เห็นอะไรอยู่ดี
“เมื่อไรคุณชายเซี่ยงถึงจะยอมรับถุงเหอเปาของข้าเสียทีนะ”
นึกถึงความเย็นชาที่เซี่ยงชิงจวีแสดงออกมา จือจือรู้สึกราวกับตัวเองเป็นโรคร้าย เขาทำประหนึ่งว่าจะเจ็บไข้ได้ป่วยหากเข้าใกล้นางอย่างนั้น
“จือจือ ในเมื่อเจ้าไม่ได้ชอบเขา ไยต้องมุ่งมั่นจะแต่งงานกับเขาให้ได้ด้วยเล่า” พี่เสิ่นถาม “เมืองหลวงแห่งนี้ไม่มีอะไรนักหรอก แต่หนุ่มรูปงามน่ะมีดาษดื่นเชียวล่ะ”
วิญญาณล่องลอยขยิบตาให้นาง “ขอเวลาข้าสักสามสี่วัน รับรองว่าข้าต้องหาบุรุษดีๆ ให้เจ้าได้แน่” พูดจบอีกฝ่ายก็หายวับไปต่อหน้าต่อตานาง