ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน อุบายรักลิขิตเสน่หา บทที่ 1
เป็นอย่างที่ลู่อู๋โยวบอกไว้ ทั้งคู่เดินตามกันไปไม่นานก็ถึงป่าท้อ ดอกท้อในเดือนสามบานสะพรั่ง สีสันเจิดจ้าทั่วบริเวณ
เฮ่อหลันฉือสวมหมวกม่าน อีกทั้งเครื่องแต่งกายยังธรรมดา ตลอดทางจึงไม่เรียกความสนใจมากนัก เรื่องนี้ต้องขอบคุณลู่อู๋โยวที่เดินนำหน้าจึงช่วยนางดึงดูดสายตาส่วนใหญ่ไปหมดแล้ว
เขายิ้มน้อยๆ อย่างสุภาพอ่อนโยน ดึงดูดเหล่าสตรี
ไม่เพียงสายตาชมดชม้อยของบรรดาแม่นาง เฮ่อหลันฉือยังเห็นหญิงวัยกลางคนวิ่งมาถามชื่อแซ่ของเขา บ้านอยู่ที่ใด มีลาภยศชื่อเสียงหรือไม่ แต่งงานแล้วหรือยัง หากเขาสอบติดขุนนาง เกรงว่าคงถูกจับทำบุตรเขยทันทีแล้ว
ชั่วขณะที่กำลังใจลอย เฮ่อหลันฉือยังนึกว่านางย้อนกลับไปเมื่อสามปีก่อนตอนอยู่ที่ชิงโจว
ตอนยังเด็กเฮ่อหลันฉือร่างกายไม่แข็งแรง มารดาเสียชีวิตไปก่อนวัยอันควร บิดายุ่งกับงานราชสำนักจนดูแลไม่ทั่วถึง นางเคยป่วยหนักครั้งหนึ่ง ต่อมาบิดาต้องส่งนางกลับไปยังบ้านเกิดที่ชิงโจว ฝากพักรักษาตัวที่จวนของท่านลุง
มีนักพรตเคยบอกว่าแปดอักษร ของนางอ่อนแอ ไออิน หนักดึงดูดภัยพิบัติได้ง่าย มีชะตาสาวงามอาภัพ จำต้องไปอยู่ในที่ที่ไอหยางหนาแน่น หรือไม่ก็หาชายที่มีแปดอักษรแข็งแรงมาอยู่ข้างกายถึงจะสะกดดวงไว้ได้ บังเอิญว่าสำนักศึกษาเจียงหลิวประกาศรับลูกศิษย์หญิงพอดี ท่านลุงกลัวว่าเลี้ยงดูนางไปเรื่อยๆ แล้วจะอายุสั้นเหมือนมารดานาง จึงปลอมชื่อแซ่ให้นางแล้วส่งไปเรียนหนังสืออยู่หลายปีโดยปิดไม่ให้บิดานางรู้
จะว่าไปก็บังเอิญนัก ตลอดสามปีที่นางร่ำเรียนตำราอยู่ที่สำนักศึกษาเจียงหลิว อาการเจ็บป่วยของนางค่อยๆ ทุเลาลงจริงๆ ซึ่งเรื่องนี้จะกล่าวถึงภายหลัง
สำนักศึกษาเจียงหลิวเปิดสอนโดยบัณฑิตลัทธิข่งจื่อท่านหนึ่งที่เกษียณอายุกลับมาบ้านเกิด อีกทั้งได้รับการสนับสนุนจากทางการ มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ในชิงโจว ลูกศิษย์ที่เข้ามาเรียนหากมิใช่มีความรู้ความสามารถโดดเด่นเหนือผู้ใด ก็เป็นลูกหลานของตระกูลบัณฑิตหลายชั่วอายุคน
น้องสาวซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องฝั่งบิดาที่ไปเรียนด้วยกันพร่ำพูดถึงชื่อของลู่อู๋โยวข้างหูเฮ่อหลันฉือหลายครั้ง ไม่มีเหตุผลอื่นใดนอกจากเขาเป็นคนที่สอบได้อันดับหนึ่งของสำนัก อีกทั้งยังรูปงามมาก
ลูกศิษย์ในสำนักศึกษาล้วนอายุยังน้อย ไม่ได้สนใจเรื่องชาติตระกูลเท่าไรนัก เรียนดีมาเป็นอันดับหนึ่ง หน้าตาดีมาเป็นอันดับสอง
‘คุณชายลู่ผู้นั้นเป็นวิญญูชนที่สง่างาม อ่อนโยนราวกับหยกจริงๆ’ ญาติผู้น้องหน้าแดงขณะพูด ‘ข้าเคยเห็นเขาที่หน้าห้องเรียนครั้งหนึ่ง เขาใจดีมาก ยามพูดจาก็เสียงแผ่วเบานุ่มนวล ไม่มีท่าทีอวดดีเหมือนพวกคนที่คิดว่าตนเองฉลาดเฉลียวเหล่านั้นเลย…เขา…เขายังส่งยิ้มให้ข้าด้วย!’
ตอนที่เฮ่อหลันฉือยังไม่รู้ นางเข้าใจว่าลู่อู๋โยวมีใจให้ญาติผู้น้องที่จิ้มลิ้มพริ้มเพราของนางจริงๆ ภายหลังถึงได้รู้ว่าเขาส่งยิ้มละมุนละไมให้ใครต่อใครไปทั่ว
ใครต่อใครที่ว่านี้ยังรวมไปถึงคนครัวที่ตักอาหารในสำนักศึกษา…จนทำให้คนครัวตักกับข้าวให้เขาเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องขอ
ตลอดสามปีที่นางเจอกับฝูงภมรภู่ผึ้งเข้ามาว่อนเวียนในสำนักศึกษาเจียงหลิว ก็เป็นสามปีที่นางได้เห็นบรรดาดรุณีไร้เดียงสาบินไปหาดอกบัวเกสรดำอย่างลู่อู๋โยวเหมือนแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ
หากลู่อู๋โยวชาติกำเนิดสูงส่งกว่านี้ พวกนางอาจยังไม่กล้าเฝ้าฝัน แต่เขากลับเป็นแค่คุณชายของญาติฝั่งมารดาที่มาฝากฝังให้ผู้อื่นดูแล
ลูกศิษย์หญิงที่เข้ามาในสำนักศึกษาแต่ละปีต่างก็คิดว่าตนเองสามารถพิชิตใจลู่อู๋โยว เฮ่อหลันฉือเพิ่งมารู้หลังจากนั้นว่าหลายครอบครัวส่งบุตรสาวมาที่สำนักศึกษาเจียงหลิวมิใช่เพื่อร่ำเรียนเขียนอักษรแต่เพียงเท่านั้น สิ่งสำคัญกว่าคือการหาบุตรเขยดีๆ แม้สำนักศึกษาจะจัดให้ชายหญิงเรียนแยกห้องกัน แต่ไม่เป็นอุปสรรคให้ต่างฝ่ายต่างศึกษาชอบพอกัน บิดามารดาจะได้เจรจาการเกี่ยวดองตั้งแต่เนิ่นๆ แต่น่าเสียดายว่าลูกศิษย์หญิงเหล่านั้นล้วนต้องผิดหวังกลับไป
ไม่ว่าจะเป็นดรุณีที่อ่อนโยน เคร่งขรึม สดใส ซุกซน หรือแม้กระทั่งคนหนึ่งที่เฮ่อหลันฉือจำได้ว่าเป็นหญิงเก่งที่มีชื่อเสียงโด่งดังต่างแสดงท่าทีสนใจลู่อู๋โยวทั้งในทางลับและทางแจ้ง ให้สัญญาณว่าขอเพียงเขาให้คนที่บ้านไปสู่ขอทาบทามก็จะสำเร็จลุล่วงทันที
น่าเสียดายที่เหมือนส่งสายตาให้คนตาบอดดู ทางด้านลู่อู๋โยวไม่มีการสนองตอบใดๆ ทั้งสิ้น สุดท้ายแล้วเด็กสาวแต่ละคนก็ได้แต่ช้ำใจไปเลือกชายอื่นแทน
บัดนี้เหมือนสถานการณ์เดิมเกิดขึ้นอีกครั้ง
ลู่อู๋โยวรับมือได้อย่างเชี่ยวชาญมาก รอยยิ้มสุภาพถ่อมตนราวกับตอกแน่นอยู่บนใบหน้าเขา วาจาอ่อนน้อมมีอัธยาศัยดี ทำให้คนฟังแม้ถูกปฏิเสธทางอ้อมก็ยังยากจะผูกใจเจ็บ
ไม่นานเฮ่อหลันฉือก็คร้านจะสนใจเขา
เลี้ยวซ้ายที่ป่าท้อไปก็เหมือนจะเห็นเรือนปีกที่คุ้นตาจริงๆ อีกทั้งยังไม่เจอหลี่ถิงอีก เฮ่อหลันฉือจึงผ่อนลมหายใจในที่สุด คิดว่าโชคร้ายของวันนี้คงสิ้นสุดลงเท่านี้แล้ว
ขณะกำลังคิดเช่นนั้น เสียงที่คุ้นหูก็ดังขึ้นทางด้านหนึ่ง
“จี้อัน ที่แท้เจ้าก็อยู่ที่นี่ เมื่อครู่พวกข้า…”
เฮ่อหลันฉือเหลือบตาขึ้นมองตามเสียงก็เห็นเด็กหนุ่มรูปงามสง่ากำลังเดินมาทางนี้
เขาคือบุตรชายของใต้เท้าหลินผู้เป็นรองเสนาบดีในกองพิธีบวงสรวงนามว่าหลินจาง มีชื่อรองว่าเซ่าเยี่ยน เนื่องจากเขาสนิทสนมชิดเชื้อกับเฮ่อหลันเจี่ยนพี่ชายของนาง…ซึ่งแน่นอนว่าโดยหลักแล้วเป็นเพราะบิดาของนางชมชอบ เขาจึงได้มาเป็นแขกของจวนในบางครั้ง และเขายังเป็นบัณฑิตที่เข้าสอบขุนนางในปีนี้ด้วย
เฮ่อหลันฉือเพิ่งจะหยุดฝีเท้า สายตาของหลินจางก็กวาดมองมาที่นางพอดี
เขาชะงักเล็กน้อย ใบหน้าขาวเจือสีแดงเรื่อ ผงกศีรษะและประสานมือคำนับนางตั้งแต่อยู่ห่างไปหลายก้าวพลางกล่าวอย่างแข็งทื่อ
“คุณหนูเฮ่อหลัน”
เขาไม่ได้จงใจเบาเสียง เสียงจึงดังไปรอบด้านโดยพลัน
‘เฮ่อหลัน’ มิใช่สกุลที่พบเห็นบ่อยนัก ไม่นานก็มีคนมองมา บัณฑิตหลายคนที่เดินตามหลังเขาเห็นดังนั้นก็ก้าวเข้ามาด้วยแววตาตื่นเต้น แต่ละคนต่างรีบยกมือคำนับทักทาย
“ข้าขอคารวะคุณหนูเฮ่อหลัน”
“ที่แท้ก็เป็นคุณหนูเฮ่อหลันนี่เอง”
“คารวะคุณหนูเฮ่อหลัน ข้าคือ…”
เหล่าบัณฑิตพูดเจื้อยแจ้ว ในขณะที่ลู่อู๋โยวยืนห่างอยู่ด้านหลัง ริมฝีปากแต้มรอยยิ้ม สายตาเฉยเมย วางตัวเป็นคนนอกชมดูเรื่องสนุก
ความเคลื่อนไหวทางด้านนี้เรียกความสนใจของคนที่ผ่านไปมาทันใด
เฮ่อหลันฉือเห็นท่าไม่ดี จึงเบี่ยงตัวจะผละออกไป แต่ผู้คนกลุ้มรุมเข้ามาจนขวางทางนาง
และนี่ยังไม่นับว่าเลวร้ายที่สุด
ชั่วอึดใจต่อจากนั้นนางก็ต้องหนังศีรษะชาวาบเมื่อเห็นว่าซื่อจื่อของเฉากั๋วกงที่สมควรถอดใจเมื่อหานางไม่เจอกลับปรากฏตัวอยู่ไม่ไกลในสภาพกระหืดกระหอบ ครั้นแลเห็นนางเขาก็ย่างสามขุมเบียดผู้คนเข้ามาทันที
ต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้เขาคงไม่ถึงขั้น…ขณะที่คิดเฮ่อหลันฉือก็เห็นหางตาแดงเรื่อบนใบหน้าแดงก่ำของหลี่ถิงฉายแววโหดเหี้ยมบ้าคลั่ง
Comments
