ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน อุบายรักลิขิตเสน่หา บทที่ 1
ด้านข้างป่าท้อมีสระน้ำเล็กๆ ที่ไม่ตื้นนักอยู่สระหนึ่ง ในชั่วพริบตาที่หลี่ถิงปราดเข้ามาตรงหน้า เขายื่นมือออกมาอย่างรวดเร็วคล้ายจะจับตัวเฮ่อหลันฉือ แต่ก็เหมือนจะผลักนางเช่นกัน
คนรอบข้างไม่รู้จักหลี่ถิง จึงยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรในทีแรก กว่าจะรู้ตัวและยื่นมือไปขวางก็สายไปเสียแล้ว
“เจ้าจะทำอะไรน่ะ!”
“…คุณหนูเฮ่อหลันระวัง!”
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
เฮ่อหลันฉือเกิดความคิดในชั่วแล่น เข้าใจแล้วว่าหลี่ถิงน่าจะคิดลากนางลงสระน้ำไปพร้อมกับตนเอง เสื้อผ้าในฤดูใบไม้ผลิค่อนข้างบาง สองคนตกน้ำไปด้วยกันเช่นนี้ ทำอย่างไรก็ล้างมลทินไม่สะอาดแล้ว
แม้สมองของนางฉับไว แต่ร่างกายกลับตอบสนองไม่เร็วพอ
อากาศในฤดูใบไม้ผลิยังค่อนข้างเย็น น้ำในสระก็เย็นยะเยือก หากนางจมลงไปจริงๆ เกรงว่ากว่าจะนำขึ้นมาได้ก็ไม่เหลือชีวิตแม้แต่เศษเสี้ยวแล้ว
แย่จริง!
ทุกสิ่งเกิดขึ้นรวดเร็วชั่วประกายไฟแลบ
กลีบดอกท้อที่ร่วงหล่นลงมาถูกใครคนหนึ่งหนีบไว้ระหว่างนิ้วแล้วร่อนออกไป พุ่งฉิวดุจพายุไปกระทบร่างของหลี่ถิงอย่างแรงด้วยน้ำหนักราวพันจวิน* ทันทีที่แรงส่งหมด มันก็ร่วงพลิ้วลงมาโดยไม่ทิ้งร่องรอย
จากนั้นทุกคนต่างก็มองเห็นชายในชุดหรูหราที่หน้าบวมปูดคนนั้นคล้ายไถลลื่นกะทันหัน หัวทิ่มปักลงไปบนพื้น
ผู้คนต่างงงงัน เฮ่อหลันฉือก็อึ้งไปชั่วอึดใจ
หลินจางที่อยู่ใกล้สุดรีบมาบังเบื้องหน้าเฮ่อหลันฉือโดยไม่สนใจจรรยามารยาท คนอื่นๆ เมื่อได้สติก็พากันลากหลี่ถิงที่หัวกระแทกจนตาลายออกไปห่างๆ ระหว่างนั้นยังมีคนลอบฉวยโอกาสเตะใส่เขาไปสองสามที
“คุณหนูเฮ่อหลันคงตกใจแย่”
“คุณหนูเฮ่อหลัน ไม่เป็นไรใช่หรือไม่…”
“ไม่รู้ว่าคนชั่วช้าจากที่ใดกล้าบังอาจถึงเพียงนี้ ข้าจะไปตามคนจากห้ากองกำลังรักษาเมืองมา”
“ต้องลงโทษโจรชั่วคนนี้ให้เด็ดขาด! คุณหนูเฮ่อหลันไม่ต้องกลัว”
ฝ่ามือของเฮ่อหลันฉือที่เย็นเฉียบชื้นเหงื่อเมื่อครู่ ยามนี้ค่อยพออุ่นขึ้นมาบ้าง นางสงบจิตใจแล้วเอ่ยว่า “ขอบคุณคุณชายทุกท่านมาก”
นางอยู่ใกล้ที่สุด ในเสี้ยวเวลาอันสั้นสัมผัสได้ว่ามีอะไรบางอย่างพุ่งมากระแทกร่างของหลี่ถิงหยุดยั้งการเคลื่อนไหวของเขา แต่พอก้มไปดูนอกจากกลีบดอกไม้เกลื่อนพื้นแล้วก็ไม่เห็นแม้แต่ก้อนหินสักก้อน
เฮ่อหลันฉือมองไปทางลู่อู๋โยวเงียบๆ ด้วยความสงสัยอันคลุมเครือ
แม้นางจะพอรู้อยู่บ้างว่าคนผู้นี้มีวรยุทธ์เล็กน้อยเหมือนแมวสามขา แต่ก็คิดว่าไม่น่า…
จากนั้นนางก็เห็นลู่อู๋โยวกำลังเดินห่างออกไป ก้มหน้าพูดคุยยิ้มแย้มกับแม่นางคนหนึ่งที่มัดผมจุกบนยอดกระหม่อม
เฮ่อหลันฉือ “…”
ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด
ตอนนี้เองก็มีคนจำหลี่ถิงได้ในที่สุด
“อ๊ะ พวกเจ้าหยุดก่อน คนนี้…เหตุใดหน้าตาถึงเหมือนซื่อจื่อของเฉากั๋วกงเล่า”
“…จริงหรือ”
“เขาถูกตีจนสภาพเป็นเช่นนี้ ข้าเกือบจำไม่ได้”
“อา…แล้ว เอ่อ…”
ทุกคนอดไม่ได้ที่จะหันไปมองเด็กสาวที่สวมหมวกม่าน สีหน้าแปลกพิกล ราวกับมีคำถามนับพันที่ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยเป็นคำพูด
หลินจางเห็นนางเหม่อลอยไปก็ถามอย่างเป็นห่วง “…คุณหนูเฮ่อหลัน ยังสบายดีหรือไม่ ถ้าอย่างไร…ข้าส่งเจ้าไปพักยังที่ปลอดภัยก่อนดีกว่า”
หลังจากผ่านความวุ่นวายทั้งหลายนี้ กว่าเฮ่อหลันฉือจะได้เจอหน้าเหยาเชียนเสวี่ยญาติผู้พี่อีกครั้งก็รู้สึกเหมือนกับเป็นคนละโลก
ห้ากองกำลังรักษาเมืองส่งคนมา แต่พอเห็นว่าเป็นซื่อจื่อของเฉากั๋วกงก็ลังเลไม่กล้าจับตัวคนไป สุดท้ายคนของจวนเฉากั๋วกงก็มารับเขากลับไปท่ามกลางสายตาของผู้คน คนจำนวนมากต่างเป็นประจักษ์พยานเห็นท่าทางที่เหมือนพร้อมจะพินาศไปด้วยกันของหลี่ถิง ข่าวลือยิ่งแพร่กระจายไปทั่ว
แม้แต่เหยาเชียนเสวี่ยก็ยังอดถามไม่ได้ “เกิดอะไรขึ้นกันแน่…”
เฮ่อหลันฉือตอบอย่างรวบรัด “คงเป็นเพราะชื่อเสียงเขาเสียหายไปแล้ว อยากลากข้าตกต่ำไปด้วย เลยตั้งใจจะผลักข้าลงสระน้ำน่ะสิ”
เหยาเชียนเสวี่ยตื่นตะลึงก่อนจะพูดอย่างโมโห “ไม่คิดเลยว่าเขาจะเป็นคนเช่นนี้…เสียแรงที่ตอนแรกข้านึกว่า…เสี่ยวฉือ แล้วเจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่ ไม่ได้บาดเจ็บตรงที่ใดนะ”
เฮ่อหลันฉือท่าทีนิ่งเฉยกว่าเหยาเชียนเสวี่ย เป็นเพราะนางเคยพบเห็นเรื่องเช่นนี้มามากแล้วจริงๆ
ยามหมางใจหลังจากเกี้ยวพานไม่สำเร็จ บุรุษมักใช้วิธีก้าวร้าวกว่าสตรีมาก ตอนนี้นางยังนับว่าเป็นบุตรสาวคนเดียวของขุนนางใหญ่ขั้นสองในราชสำนัก ตอนอยู่ที่ชิงโจวคนมักคิดว่านางเป็นแค่คุณหนูญาติห่างๆ ของบ้านชนชั้นสูง มีพวกคุณชายเสเพลบางคนมองว่านางไม่คู่ควรแก่การถูกยกย่อง หวังจะขืนใจด้วยกำลัง ซึ่งแน่นอนว่าสุดท้ายพวกเขาก็ต้องชดใช้กับการกระทำนั้นด้วยความเจ็บปวด
เหยาเชียนเสวี่ยสำรวจตัวนางทั้งบนล่าง เมื่อแน่ใจว่าไม่เป็นไรแล้วก็ลูบผมดำเงาราวแพรไหมของเด็กสาวอย่างสงสาร
“เรื่องนี้กลับไปข้าต้องช่วยเจ้าล้างมลทิน…”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” เฮ่อหลันฉือพูดเสียงเรียบ “เรื่องไม่จบเช่นนี้หรอก”
ต่อให้เป็นซื่อจื่อของเฉากั๋วกง แต่มาลงไม้ลงมือกับบุตรีของขุนนางขั้นสองต่อหน้าธารกำนัลก็มิใช่เรื่องที่จะปล่อยปละละเลยโดยง่าย ยิ่งไปกว่านั้นขุนนางฝ่ายบุ๋นส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยชอบใจพวกประยูรญาติเหล่านี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยามปกติแต่ละคนแค่ทำเหมือนน้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง* แต่หากจับจุดอ่อนได้เมื่อไร ไม่สืบสาวราวเรื่องให้ถึงที่สุดก็คงแปลกแล้ว
“ว่าแต่…” เหยาเชียนเสวี่ยทำท่าเหมือนคิดอะไรได้
เฮ่อหลันฉือถาม “หืม?”
เหยาเชียนเสวี่ยกลอกตาเล็กน้อย “คุณชายหลินที่มาส่งเจ้าเมื่อครู่ท่าทางไม่เลวเลย”
เฮ่อหลันฉือ “…”
“ข้าเห็นสีหน้าเขาเป็นห่วงเป็นใยเต็มที่ อย่างกับใจทั้งดวงทุ่มไปที่ตัวเจ้า ไม่เหมือนกับเป็น…”
เฮ่อหลันฉือเงียบไปเล็กน้อยก่อนจะกล่าวว่า “เขาเป็นคนดี ข้าไม่อยากทำให้เขาเดือดร้อน”
หากมีข่าวลืออะไรสักอย่างร่วมกับนางแพร่กระจายออกไป ก็มีแต่จะนำภัยมาสู่ตัวเท่านั้น ตอนนี้นางชื่อเสียงเป็นอย่างไรนางก็รู้ตัวดีอยู่
เหยาเชียนเสวี่ยบ่นพึมพำ “ไม่แน่ว่าเขาอาจจะยินดี สักวันหนึ่งเจ้าก็ต้องออกเรือนอยู่ดี”
ไม่นานมานี้ลู่อู๋โยวยังเคยพูดถึงเรื่องน่ารำคาญนี้กับนาง
เฮ่อหลันฉือก้มหน้ามองฝ่ามือตนเอง นางเคยเห็นหน้าตาน่ารังเกียจของบุรุษยามผิดหวังที่นางไม่รับรักมามาก พูดพล่ามวกไปวนมาก็มีแต่ความหลงใหลหมายปองรูปโฉมของนาง นางไม่อยากเข้าหาคนด้วยรูปกายภายนอกเลยจริงๆ ฉะนั้นจึงเฉยชาต่อเรื่องแต่งงานเป็นอย่างยิ่ง แต่ที่สุดแล้วโชคชะตาก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตนเป็นผู้กำหนด ตอนนี้นางจึงได้แต่ดูสถานการณ์ไปทีละขั้น
ระหว่างที่คิดหัวคิ้วของเฮ่อหลันฉือก็ขมวดมุ่น
ครั้นเห็นดวงหน้าที่ขาวผ่องกว่าหิมะราวสามส่วนปรากฏสีหน้าเช่นนี้ เหยาเชียนเสวี่ยก็ปวดใจตามอย่างอดไม่อยู่ ประหนึ่งไม่ใช่คิ้วของเฮ่อหลันฉือที่ยู่ย่น แต่เป็นหัวใจของนาง
เหยาเชียนเสวี่ยพูดขึ้นทันที “ช่างเถอะ พวกเราไม่คุยเรื่องนี้แล้ว! ข้าเล่าเรื่องสนุกๆ ให้เจ้าฟังดีกว่า” นางยื่นหน้าเข้าไปด้วยท่าทางมีลับลมคมใน “ได้ข่าวว่าคุณหนูรองจวนคังหนิงโหว คนที่เอาแต่ใจนิสัยร้ายกาจสุดๆ คนนั้นน่ะ นางถูกใจผู้เข้าสอบจากชิงโจวคนหนึ่งในปีนี้ ชื่ออู๋โยวอะไรสักอย่าง นางป่าวประกาศไว้แล้วว่าจะเตรียมตัวรอวันประกาศผลสอบ หากผู้เข้าสอบคนนั้นสอบติดก็จะได้เข้าทาบทาม จับตัวคนไปแต่งงานทันที”
เฮ่อหลันฉือชะงักเล็กน้อย “คุณหนูรองคนนั้นที่เคยควบม้าเหยียบแผงขายของข้างทางพังเสียหายน่ะหรือ”
“นอกจากนางแล้วยังจะมีใคร! อาศัยว่ามีองค์หญิงใหญ่สวินหยางผู้เป็นยายคอยตามใจ ไม่ว่าสิ่งใดก็ทำได้ทั้งนั้น” เหยาเชียนเสวี่ยยักคิ้วหลิ่วตาพูด “ตอนนี้คนรอดูเรื่องสนุกกันใหญ่ น่าสงสารก็แต่ผู้เข้าสอบจากชิงโจวที่โชคร้ายคนนั้น ป่านนี้เขาน่าจะยังไม่รู้ตัว”
จู่ๆ เฮ่อหลันฉือก็อารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อย “เช่นนั้นก็คงโชคร้ายจริงๆ”
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 27 ก.พ. 68
Comments
