บทที่หนึ่ง หิมะฤดูใบไม้ผลิ
ชายหนุ่มนิ่งงันไปเล็กน้อย จากนั้นก็เอ่ยเยาะว่า “ต่อให้มีชาติกำเนิดต่ำต้อย ในตอนที่ร่างกายอยู่ในสภาพไม่สุภาพก็ไม่ควรพูดถึงญาติพี่น้อง เจ้าสมควรตายแล้ว”
พอพูดจบเขาก็คลายนิ้วมือ ปล่อยตัวคนเหมือนทิ้งผ้าเก่าขาดชิ้นหนึ่ง มือกำหมัด ชำเลืองมองนางอย่างรังเกียจ
“ข้างล่างใครเป็นคนถอด”
หญิงสาวได้ยินคำพูดนั้น ในหูก็คล้ายมีเสียงฟ้าผ่าดังขึ้นทันใด นางถอยไปอยู่ตรงมุมรถม้าอย่างลนลาน พยายามดึงเสื้อบางที่กองอยู่ตรงเอวไปปิดบัง น่าเสียดายที่เสื้อสั้นเกินไป นางพยายามงอสองขาไว้ตรงหน้าอก แต่ก็ยังคงปิดบังขาสองข้างที่ถูกหิมะบนพื้นกัดจนแดงก่ำไว้ไม่มิด
“ไม่ต้องทำกิริยาสร้างภาพเช่นนั้น ข้าไม่แตะต้องของสกปรก”
คำพูดที่ตามมานี้โหดร้ายราวกับมีดกรีดแทงหัวใจ
“ข้าไม่สกปรก ข้าเองก็ไม่อยากเป็นเช่นนี้…”
นางพูดไปพูดมาเสียงก็เบาหวิว คิดถึงท่าทางที่ตนเองพาดอยู่บนตักของเขา คิดถึงความรู้สึกแนบชิดของฝ่ามือเขากับผิวเนื้อของตนก็ได้แต่หนีบสองขาแน่นขึ้น ผิวตรงบั้นท้ายส่วนที่ติดเลือดสดจากฝ่ามือของเขารู้สึกร้อนและคันขึ้นทุกที ถึงขั้นทำให้นางทนไม่ไหวจนต้องยื่นมือไปลูบ
ปีนี้นางอายุสิบหก แม้จะไม่ประสีประสาอะไร แต่ก็พอเข้าใจว่าในเสี้ยวเวลาแห่งความเป็นความตาย นางถูกคนที่ตัวเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดผู้นี้สะกิดคลื่นแห่งอารมณ์ขึ้นแล้ว
“ตรงนี้สกปรกหรือ…”
“มิกล้า! ข้ามิกล้า!”
ไม่รอให้เขาพูดจบ นางก็รีบร้อนตอบกลับ ไม่กล้านั่งต่อไปอีก ดีดตัวพึ่บขึ้นมา คุกเข่าหมอบลงแล้วใช้แขนเสื้อเช็ดบริเวณที่ถูกตนเองทำเปียก เช็ดไปเช็ดมาน้ำตาก็ไหลอย่างห้ามไม่อยู่
นางทั้งเหน็บหนาว ทั้งอับอาย ทั้งหวาดกลัว
ผมดำยาวสยายลงมาตรงไหล่ของนางราวกับน้ำตก ดูเหมือนการอำพราง แท้จริงแล้วเป็นการเหยียบย่ำอย่างหนึ่ง ทำให้ร่างของนางดูเลอะเทอะยุ่งเหยิงกว่าเดิม
ชายหนุ่มมองสภาพของนางแล้วก็กำหมัดแน่นขึ้นจนกระดูกลั่นโดยไม่รู้ตัว
รถม้าเคลื่อนผ่านชุมชนหย่งเหอหลี่ สองฟากเป็นบ้านเรือนสูงสง่าหรูหรา ร้านอาหารกว้างขวางงดงามซ่อนตัวอยู่ใต้ร่มเงาหนาทึบของต้นชิว ต้นไหว ต้นถง และต้นหยางผืนใหญ่ เกล็ดหิมะที่บริสุทธิ์สะอาดเต็มไปด้วยกลิ่นหอมเย็นอบอวลของดอกเหมยฟุ้งกระจายไปทั่วฟ้า
เจียงหลิงดึงสายบังเหียนหยุดม้าแล้วกระโดดลงจากรถ จุดโคมไฟหนึ่งดวง ยืนอยู่ข้างรถม้าแล้วเอ่ยว่า “คุณชาย ถึงแล้วขอรับ อาการบาดเจ็บของท่านต้องตามหมอหลวงเหมยหรือไม่ขอรับ”
ม่านรถม้าถูกเปิดออกมุมหนึ่ง พาลมพัดเข้ามาทำให้หญิงสาวหนาวจนสั่นสะท้านไปทั้งตัว เล็บครูดลงบนพื้นรถม้าอย่างแรง เจ็บจนนางหายใจขาดช่วงในทันใด ทว่านางไม่กล้าหยุด ทั้งที่มองไม่เห็นรอยแล้วกลับยังพยายามเช็ดอย่างสุดกำลัง
ชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไร เพียงมองท่าทางว้าวุ่นลนลานของนางอย่างเงียบๆ
ชั่วขณะนั้นรอบข้างเหลือเพียงลมหายใจที่เหนื่อยล้าขึ้นทุกทีของนาง
“ไม่ต้องเช็ด เจ้าตายไปก็สะอาดแล้ว” เขาเอ่ยปากขึ้นทันใด
หญิงสาวขวัญกระเจิง อยากจะขยับเข้าไปเอ่ยขอร้อง แต่ก็กลัวเขาจะรังเกียจ
“อา…ข้าเช็ดสะอาดแล้ว ข้าไม่สกปรกจริงๆ…”
เขากลับหัวเราะ ไม่พูดอะไรอีก แล้วลุกขึ้นเดินลงจากรถม้า
ในเวลาเดียวกันกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งก็ถูกเขานำออกไปด้วย
หญิงสาวคุกเข่าอยู่บนรถม้า ตัวสั่นเทามองดูแผ่นหลังของชายหนุ่ม และก็ต้องตกใจที่พบว่านอกจากบาดแผลจากแส้บนข้อมือนั้นแล้ว บนแผ่นหลังของเขาก็เต็มไปด้วยรอยแส้ที่โหดร้ายเช่นกัน ความรุนแรงของแส้ที่ฟาดลงไปถึงขั้นทำให้เนื้อผ้าถูกตีจนขาดรุ่ย แนบติดกับเลือดเนื้อ ดูน่าสะพรึงกลัวยิ่ง