เขาถูกลงทัณฑ์มา แต่ผู้ใดกันสามารถทำให้ชายหนุ่มที่ควักลูกตาหัวหน้าทหารกลางถนนผู้นี้ต้องถูกลงทัณฑ์
“แผ่นหลังของท่าน…” นางโพล่งออกมา ทว่าเพิ่งพูดได้ไม่กี่คำก็รู้สึกเสียใจภายหลังแล้ว
ชายหนุ่มเอี้ยวตัวมา
แสงไฟที่อบอุ่นส่องสว่างใบหน้าด้านข้างของเขา มีหิมะยามค่ำในฤดูใบไม้ผลิที่เงียบสงบเป็นพื้นหลัง แต่กลับไม่ขับให้เห็นความบริสุทธิ์สูงสง่าเช่นต้นสนนั้นออกมา
เขาเป็นคนที่มีโครงร่างแข็งแกร่ง ถึงจะสวมเสื้อตัวบางก็ดูไม่ผอมบางเลยแม้แต่น้อย ยืนอยู่ลำพังใต้ร่มเงาต้นชิว ต้นไหว ต้นถง และต้นหยางถนนบนถงถัว ร่างกายที่เต็มไปด้วยรอยแผลจากแส้ปล่อยให้ลมพัดใส่แขนเสื้อจนเกิดเสียงดัง คฤหาสน์สูงสง่าที่เรียงรายบนถนนข้างหลังประหนึ่งเสื่อมสง่าราศีไปทันใด ความหรูหราในช่วงกลางวันถูกจำศีลไว้ ค่อยๆ ปรากฏบาดแผลเช่นเดียวกับร่างกายของเขา
“เจียงหลิง”
“ขอรับ”
“ไม่ต้องไปหาเหมยซิ่งหลิน พานางเข้ามา”
“ขอรับ” เจียงหลิงเงยหน้ามองไปทางหญิงงามที่ขดตัวอยู่ตรงมุมรถม้า เอ่ยอย่างลังเลเล็กน้อย “พาไปที่…”
“พาไปที่เรือนชิงถาน”
บุตรชายคนโตของสกุลจางที่เขตเหอเน่ย* ชื่อจริงตั๋ว ชื่อรองทุ่ยหาน ตำแหน่งขุนนางคือราชเลขาธิการ ดูเหมือนมีชาติกำเนิดมาจากครอบครัวปราชญ์บัณฑิต แต่กลับชื่นชมหลักกฎหมายที่มีบทลงโทษรุนแรงของสำนักนิตินิยม เขาเกลียดชิงถานหรือก็คือการเสวนาหลักปรัชญาที่สุด แต่เขาเลือกที่จะตั้งชื่อเรือนของตนว่า ‘ชิงถาน’ และล้อมกรอบพื้นที่นี้เป็นเรือนต้องห้ามของจวน ถึงแม้ในจวนนี้จะมีบ่าวรับใช้จำนวนไม่น้อย แต่ห้าปีที่ผ่านมาเจียงหลิงไม่เคยเห็นจางตั๋วอนุญาตให้หญิงคนใดเหยียบเข้าไปในเรือนชิงถานเลย
เขาดูเหมือนจะไม่ชอบสตรี
หรือว่า…เขาอาจจะไม่ชอบเรื่องระหว่างชายหญิง
สำหรับเรื่องที่ว่าเหตุใดเขาจึงตัดความปรารถนาของตนตอนอายุยังน้อยเช่นนี้นั้นไม่มีผู้ใดกล้าถาม
เวลานี้ดึกมากแล้ว จางตั๋วเดินนำอยู่ข้างหน้า ถือโคมไฟด้วยตนเอง
จวนที่กว้างใหญ่เงียบสงัดมีเพียงกลิ่นคาวเลือดลอยตามลมมาเข้าจมูก
ต้นชิวเก่าแก่สูงเสียดฟ้าปิดบังเกล็ดหิมะตลอดทาง บนพื้นแห้งมาก เมื่อเดินไปด้วยเท้าเปลือยเปล่าแต่ละก้าวจึงรู้สึกเจ็บเข้ากระดูก นางเดินตามหลังชายหนุ่มโดยไม่กล้าหายใจดัง มองเจียงหลิงที่อยู่ด้านข้างบ่อยครั้ง กระพรวนบนข้อเท้าเสียดสีพื้น เกิดเสียงครูดแหลมเล็กเป็นครั้งคราวตามฝีเท้าของนางที่เร็วบ้างช้าบ้าง ทุกครั้งที่กระพรวนดังนางจะยืนนิ่งไม่กล้าขยับตัว จนกระทั่งถูกเจียงหลิงใช้ด้ามกระบี่ดันหลังจึงถูกบังคับให้เดินล้มลุกคลุกคลานไปข้างหน้าต่อ
จางตั๋วไม่ได้หันหน้ามาสักครา ครั้นเดินมาถึงหน้าประตูเรือนพักก็ยกมือเอาโคมไฟแขวนไว้บนต้นถงต้นหนึ่งใต้ชายคา จากนั้นก็ผลักประตูก้าวเข้าไป ไม่นานภายในห้องก็จุดตะเกียงขึ้นหนึ่งดวง แสงไฟสะท้อนเงาร่างของเขา
เจียงหลิงยืนอยู่ใต้ต้นถง พูดกับหญิงสาวว่า “เข้าไปสิ”
นางยืนตัวสั่นเทาอยู่ตรงทางลม หิมะที่ตกอย่างเงียบๆ ปกคลุมบนเส้นผมของนางเป็นชั้นสีขาวบางๆ แต่เนื่องจากตัวนางสั่นเพราะความหนาว หิมะจึงถูกเขย่าตกลงมาราวกับสาดเกลือ
“ข้า…คนเดียวหรือ”
“ใช่ ในจวนของพวกเรา นอกจากคุณหนูแล้ว ใครก็เข้าเรือนพักของคุณชายไม่ได้ ผู้ฝ่าฝืนจะถูกโบยตีจนตาย”
พอนางได้ยินคำว่า ‘โบยตีจนตาย’ รูม่านตาก็พลันหดตัว
ทว่าประตูนั้นเปิดเอาไว้ เหมือนกำลังรอนางอยู่
ภายในห้องอบอุ่นอย่างยิ่ง แม้แต่พื้นก็ยังอุ่นร้อน