ม่านสีครามซ้อนกันเป็นชั้นๆ โต๊ะดินเผารูปดอกบัวมีรูปสลักพระโพธิสัตว์กวนอินตั้งบูชาเอาไว้ หน้ารูปสลักวางถวายดอกเหมยไว้หนึ่งดอก นอกจากนั้นแล้วภายในห้องช่างดูเรียบง่าย ไม่มีเครื่องเรือนอื่นใด บุรุษผู้นั้นนั่งขัดสมาธิอยู่หน้าโต๊ะดินเผา ก้มหน้าลงพลางใช้ผ้าแพรสีขาวเช็ดเลือดบนมือ เสื้อผ้าที่เปื้อนเลือดบนตัวของเขายังไม่ถูกเปลี่ยน พอแสงไฟส่องมาจึงทำให้เห็นได้อย่างชัดเจน
หญิงสาวกำลังจะเดินเข้าไป ในมุมมืดกลับมีเสียงเห่าอย่างบ้าคลั่งดังขึ้น นางยังไม่ทันรู้ชัดว่าเสียงนั้นอยู่ที่ใด สุนัขเสวี่ยหลงซา ตัวหนึ่งก็กระโจนเข้าใส่ ในเวลานี้เองพลันมีลมจากแส้ฟาดลงมาตรงเบื้องหน้านาง
แส้หนังงูฟาดลงบนตัวเจ้าสุนัขเสียงดังฟังชัด สุนัขเสวี่ยหลงซาตัวนั้นกลับตัวร้องอย่างน่าเวทนา มันเห็นคนที่ถือแส้อยู่ข้างหลังแล้วก็ชะงักไปทันที ก่อนจะหมอบตัวลง ถอยกลับไปหลังม่านทีละนิด สุดท้ายก็ไปนอนขดอยู่ที่มุมห้องพลางสั่นไปทั้งตัว ส่งเสียงครางออกจมูกเป็นพักๆ
“มานี่”
เขาวางแส้หนังงูลงแล้วหยิบผ้าแพรเช็ดหน้าสีขาวข้างมือขึ้นมาอีกครั้ง
หญิงสาวกลับจิตใจไม่อยู่กับตัว เหม่อมองก้อนขนสีขาวที่มุมห้องนั้น
ชั่วขณะนั้นนางไม่เข้าใจว่าบุรุษตรงหน้าเป็นคนเช่นไรกันแน่ จึงทำให้สุนัขดุร้ายตัวหนึ่งกลัวได้ถึงขั้นนี้
“มันชอบกลิ่นเลือด ถ้ายังไม่มาอีก ข้าจะยกเจ้าให้เป็นรางวัลแก่มัน”
“อย่านะ…”
เงาร่างหนึ่งมาหยุดตรงหน้าชายหนุ่ม แต่เขาไม่ได้เงยหน้ามองแม้แต่น้อย
“นั่งลง รอข้าเช็ดมือให้สะอาด”
ตอนอยู่ในรถม้านางก็ตกใจกลัวอยู่แล้ว ยามนี้ยังถูกสุนัขเสวี่ยหลงซาตัวนั้นทำให้หวาดกลัวจนขวัญกระเจิงอีก จะกล้านั่งส่งเดชได้อย่างไร นางพยายามดึงเสื้อลงมาคลุมกายท่อนล่างของตนเองเอาไว้ จึงกล้านั่งลงบนพื้นอย่างระมัดระวัง
ในค่ำคืนที่ความหนาวเย็นยังไม่คลายไป สุนัขตรงมุมห้องส่งเสียงร้องครางอย่างน่าเวทนาออกมาบ่อยครั้ง
ตรงหน้าตะเกียงเพียงดวงเดียว คนสองคนที่สวมเสื้อบางขาดรุ่ยเช่นเดียวกันนั่งตรงข้ามกันตามลำพัง
ชายหนุ่มอดกลั้นต่อความเจ็บปวดทั่วตัวอย่างเงียบๆ ตั้งใจเช็ดมือ แม้แต่ร่องเล็บก็ไม่ปล่อยผ่าน ส่วนหญิงสาวจ้องมองพื้นข้างขาของชายหนุ่ม รอคอยให้เขาพูด แต่ก็กลัวว่าเขาจะเอ่ยปาก
ทว่าเขายังคงไม่มีทีท่าจะเอ่ยอะไร
“คนข้างนอกบอกว่า…คุณชายไม่เคยอนุญาตให้ผู้อื่นเข้าห้องพักมาก่อน”
ผ่านไปครู่ใหญ่สุดท้ายนางก็ทนไม่ไหว อยากจะทดสอบความเป็นความตายของตนเอง
จางตั๋วยังคงไม่ได้เงยหน้าขึ้นมา เพียงแค่ส่งเสียง “อืม” เบาๆ
“เช่นนั้นข้า…”
“เจ้าครึ่งคนครึ่งผี”
นางฟังไม่เข้าใจ แต่ยังคงถูกพลังข่มขู่ในคำพูดนั้นทำให้หวาดกลัวจนไร้เสียง
เขาทิ้งผ้าแพรเช็ดหน้าที่เปื้อนเลือดจนเลอะเทอะลงบนพื้นแล้วเงยหน้าขึ้นมองนาง “ใส่ยาเป็นหรือไม่”
“ไม่เป็น…อ๊ะ ไม่ๆ ใส่เป็นๆ…”
“ถ้าเป็น เจ้าก็จะมีชีวิตรอดผ่านคืนนี้ไปได้” เขาเลิกคิ้วพลางหัวเราะ “เจ้าชื่ออะไร”
“สี…อิ๋น”
“สีเป็นแซ่หรือ”
“ไม่ใช่…ข้าไม่มีแซ่”
“ในเมื่อเจ้ามีพี่ชาย เหตุใดจึงไม่มีแซ่”
ได้ยินคำพูดนั้นแววตานางก็สลดลง ก้มมองความมอมแมมยุ่งเหยิงทั่วตัวของตนเอง แล้วมองไปทางสองหัวเข่าที่เขียวช้ำอย่างยิ่ง
“พี่ชายของข้าเป็นคนที่งามสง่า แซ่ของเขา…ข้าไม่คู่ควร”
จางตั๋วฟังคำพูดประโยคนี้จบแล้วก็เงยหน้าหัวเราะอย่างสบายใจทันใด จนกระเทือนไปถึงบาดแผลจากแส้ทั่วร่าง ทำให้เลือดที่แข็งตัวปริออกอีกครั้งและเหนียวติดเสื้อผ้า เลือดไหลเนื้อแตกแยกกันไม่ชัดเจน