“เจ้าคิดอะไรอยู่” เขาเหมือนจะทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ จึงเอ่ยปากถามมาหนึ่งประโยค
“เอ่อ…ข้าไม่กล้าคิดอะไรเลย”
“หึ” เขาหลับตายิ้ม “เจ้ามีพ่อแม่หรือไม่”
“ไม่มี”
“ตายแล้วหรือ”
“ข้าไม่รู้” นางขยับตัวไปทางกระถางไฟ มองชายหนุ่มปราดหนึ่ง เห็นเขาไม่ได้ลืมตาจึงกล้ายื่นมือออกไป
“ไม่รู้จักพ่อแม่ หรือไม่รู้ว่าพวกเขาตายแล้วหรือยัง”
“ข้าไม่รู้ว่าพ่อแม่เป็นใคร ข้าถูกพี่ชายเก็บมาจากเยวี่ยลวี่หลี่”
จางตั๋วนิ่งเงียบอยู่นานจึงพูดเยาะหยันขึ้นทันใด “เป็นคนที่ถูกเก็บมาเช่นกันหรือ”
“แต่พี่ชายดีต่อข้ามาก…”
“เขาดีต่อเจ้าจนปล่อยให้เจ้าถูกคนอื่นเปลื้องผ้า ถูกทหารกองทัพกลางไล่ล่า ต้องอาศัยการปีนรถม้าของชายอื่นเพื่อช่วยชีวิต?!”
เขาพูดเสียงดังอย่างกะทันหัน ทำให้สีอิ๋นตกใจจนรีบดึงมือกลับมา ไม่เข้าใจไปชั่วขณะว่าไฟโทสะที่จุดติดอย่างฉับพลันนั้นมีสาเหตุมาจากอะไร เพียงแค่ตะลึงมองเขาแล้วพูดเสียงเบา
“พี่ชาย…เป็นโรคตา ถึงแม้ดวงตาจะมองเห็นไม่ชัดเจน แต่เขาบรรเลง ‘ลำนำก่วงหลิงซั่น’ และ ‘ลำนำพั่วเจิ้น’ ได้ เขาสอนข้าบรรเลงพิณห้าสิบสาย ขับร้อง ‘ลำนำเยวี่ยฝู่’…เขาอยากสอนข้าเขียนอักษรมาก แต่ดวงตาของเขาแย่ลงทุกที ไม่สามารถอ่านตำราได้ และจับพู่กันเขียนอักษรไม่ได้อีกแล้ว แต่เขาพูดกับข้าอย่างอ่อนโยนยิ่งมาตลอด เขาเป็นคนดีมากๆ คนหนึ่งจริงๆ สภาพของข้าในวันนี้…ไม่ใช่สิ่งที่เขายินดีจะเห็น”
นางดูเหมือนจะรีบร้อนอธิบายแทนพี่ชายที่นางพูดถึงจึงเอ่ยออกมารวดเดียวมากมาย สุดท้ายถึงขั้นเกร็งคอจนขึ้นสีแดง
“คนดีหรือ ฮ่าๆ…” เขาลืมตามามองนาง “ที่เมืองลั่วหยางข้าไม่เคยเห็นคนดีมาสิบปีแล้ว พี่ชายเจ้าชื่ออะไร”
“เฉินจ้าว” นางพูดจบก็คุกเข่าหมอบลงกับพื้น “คุณชาย ไม่มีข้าคอยดูแล พี่ชายอยู่คนเดียวคงมีชีวิตต่อไปไม่ได้ ขอร้องท่านปล่อยข้ากลับไปเถิด วันหน้าข้ายินดีจะมาเป็นสาวใช้ในจวนของท่าน ตอบแทนบุญคุณของท่านในวันนี้”
“แต่ข้าคิดจะให้เวลาเจ้าเพียงสิบวัน”
สีอิ๋นได้ยินดังนั้นก็พูดไม่ออก
“เจ้าต้องเข้าใจว่าวันนี้ข้าไม่ได้ช่วยเจ้า ข้าเพียงแค่ไม่อยากให้ใครเห็นสภาพของข้าในตอนนี้ แผลจากแส้ที่แผ่นหลังอีกสิบวันก็หยุดใส่ยาสมานแผลได้ สีอิ๋นใช่หรือไม่ ข้าให้เจ้ามีชีวิตสิบวัน หลังจากสิบวันค่อยจบชีวิตเจ้า สำหรับพี่ชายเจ้า…คนดีไม่คู่ควรจะมีชีวิตอยู่ที่ลั่วหยาง อยู่หรือตายมีทางของมัน เจ้าอย่าฝืนเลย”
จางตั๋วไม่อนุญาตให้นางส่งเสียงอีก เขาไม่ได้เดินไปที่เตียง แต่นอนหมอบลงหลังโต๊ะกระเบื้อง ปล่อยให้แผ่นหลังเปลือยเปล่าที่ใส่ยาแล้วอยู่ข้างกระถางไฟ ก่อนจะกอดแขนและหลับตาลง
สุนัขเสวี่ยหลงซาเห็นผู้เป็นนายหลับแล้วก็ยืดขาหน้านอนหมอบลงเงียบๆ เช่นกัน มันมองสีอิ๋นอย่างระแวดระวังอยู่บ่อยครั้ง สีอิ๋นกลัวมันมาก ทำได้เพียงรวบเสื้อแล้วพยายามขยับตัวไปอยู่ข้างกายจางตั๋ว แต่ก็ไม่กล้าเข้าใกล้มากเกินไป กลัวว่าหากไม่ระวังจะแตะถูกบาดแผลบนแผ่นหลังของเขา
วุ่นวายมาทั้งคืน สีอิ๋นนอนไม่หลับเลยสักนิด เห็นถ่านไฟที่เผาไหม้ระอุค่อยๆ เย็นลง ท้องฟ้าทางตะวันออกค่อยๆ ปรากฏแสงสีแดง ส่วนชายหนุ่มดูเหมือนจะนอนหลับไม่สนิททั้งคืนเช่นกัน ตัวกระตุกบ่อยครั้ง มีอารมณ์โกรธเป็นบางครั้ง มือกำแน่นแต่ไม่นานก็คลายออก ดูเหมือนจะฝันไม่ค่อยดีเท่าไรนัก
โชคดีที่ในที่สุดฟ้าก็สว่างแล้ว