ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน เรื่องราวของเรากับนาง บทที่ 2
บทที่สอง ร่มเงาฤดูใบไม้ผลิ
เมืองลั่วหยางในสายตาผู้คนเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองอุดมสมบูรณ์เมืองหนึ่ง บัณฑิตถกกันด้วยปัญญา แพทย์แข่งขันกันด้วยสมุนไพร ตระกูลขุนนางใหญ่ออกล่าสัตว์ในทุ่งกว้าง นกอินทรีโบยบิน สุนัขวิ่งในป่าไล่ล่าเก้งกวาง
ช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง ดอกไม้ใบหญ้าในป่าจะบานสะพรั่ง แมลงส่งเสียงร้องระงมอยู่หน้าประตู
ผู้คนออกท่องเที่ยวปีนขึ้นที่สูงของเมืองอย่างอิสระ มองไปทางทิศตะวันออกดูป่าทุ่ง มองย้อนกลับไปชมสวนหย่อมด้านหลังมีภูเขาเป่ยหมางที่ต้นไม้ใบหญ้าเขียวชอุ่ม ทางใต้มีแม่น้ำลั่วที่คลื่นน้ำเป็นประกายสายยาว ช่วงที่ฝนตกชุกน้ำในแม่น้ำจะขึ้นสูง เพียงชั่วข้ามคืนก็สามารถเปลี่ยนทั้งเมืองให้มีพืชพรรณผลิดอกออกผลในฤดูใบไม้ผลิและพร้อมเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงได้ทันที
ชนชั้นต่ำเช่นสีอิ๋นมักจะหลงมัวเมาอยู่ในภาพงดงามที่คล้ายสัมผัสได้ทว่าแท้จริงกลับลวงตาเหล่านั้น
แต่ไม่ว่าเมืองจะงดงามเพียงใด หลังผ่านสงครามหลายครั้งก็จะถูกทิ้งร้าง จากนั้นก็จะถูกปลุกขึ้นมาด้วยแรงจูงใจอย่างหนึ่ง ทว่าเมื่อเคยผ่านความเสียหายบอบช้ำมาแล้วก็มักจะหลงเหลือร่องรอยเอาไว้ไม่มากก็น้อย แต่เพราะมันได้เกิดใหม่ ด้วยความอ่อนวัยจึงทำให้ผู้คนในเมืองไม่สามารถมองเห็นร่องรอยนั้นได้อย่างง่ายดาย
ทว่าชะตากรรมของผู้คนและเมืองบางครั้งก็มีความเกี่ยวข้องกัน
ด้วยเหตุนี้จึงมีคนรู้ว่าจะใช้อาภรณ์งดงามปกปิดบาดแผลบนร่างกายเช่นไร และมีคนรู้ถึงความหวาดกลัวจนขาสั่นตอนเดินบนน้ำแข็งชั้นบางข้ามแม่น้ำไปอีกฝั่งยามน้ำแข็งเริ่มละลายในฤดูใบไม้ผลิ
คนผู้นี้หลายสิบปีมานี้รู้สึกโดดเดี่ยวอยู่บ้าง
ตอนที่เขาอยู่บนถนนถงถัวได้พบคนกึ่งผีที่โดดเดี่ยวผู้หนึ่ง นางรักตัวกลัวตายแต่กลับทำเรื่องใจกล้า เขาอยากบีบให้นางเปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริง อยากมองให้ทะลุว่านางอยู่กับอำนาจฝ่ายใด จุดประสงค์ที่นางทำเช่นนี้คืออะไร ทว่าตอนที่เขาคิดว่าการเหยียบย่ำและความอัปยศสามารถถอดหน้ากากของนาง เผยให้เห็นนิสัยดุร้ายของนางได้อย่างง่ายดาย กลับพบว่านอกจาก ‘ความหวาดกลัว’ อย่างแท้จริงแล้ว เขาก็ไม่สามารถบีบเค้นสิ่งใดออกมาได้อีก
เขาไม่เข้าใจอย่างยิ่ง
แต่สีอิ๋นดูเหมือนเป็นคนต่ำต้อยไม่รู้เรื่องใด ไม่รู้จักพิษ จับมีดไม่มั่นคง ไม่รู้หนังสือ ละโมบในเงินทองเล็กน้อย ไม่รู้ว่าตนเองถูกผู้ใดหลอกใช้ และไม่รู้ว่าตนเองสร้างวังวนที่ลึกเพียงใด ทุกอย่างนี้ทำเพื่อช่วยชีวิต ‘พี่ชาย’ ผู้หนึ่งของนาง
นางถึงขั้นไม่รู้ว่าจางตั๋วเป็นใคร ไม่รู้อดีตของเขา และไม่รู้เรื่องราวปัจจุบันของเขา
แต่ว่า…เช่นนี้ก็ดี
โดดเดี่ยวมานานเกินไป จางตั๋วเวลานี้อยากหาใครสักคนมาอยู่กับเขา ไม่ต้องพูดอะไร ไม่ต้องคิดเรื่องอะไร อยู่ด้วยกันอย่างเงียบๆ พักรักษาบาดแผลทั่วตัวของทั้งสองฝ่าย
ห้าวันผ่านไป
บาดแผลที่แผ่นหลังของจางตั๋วเริ่มสมาน บางครั้งก็จะรู้สึกคันอย่างรุนแรง
สำหรับเขาแล้วความเจ็บทนรับได้มากกว่าความคัน ดังนั้นช่วงระยะเวลานี้เขาจะอาศัยความรู้สึกเจ็บยามที่ผงยาซึมเข้าผิวหนังเพื่อเบี่ยงเบนจากอาการคัน
ส่วนบาดแผลบนตัวของสีอิ๋นกลับหายช้าอย่างยิ่ง แต่นางก็ไม่กล้าขอยาจากเขา อดทนอดกลั้นอย่างโง่ทึ่ม บาดแผลบนขายังดีที่ไม่สาหัส แต่รอยแผลบนเอวกลับเกิดการอักเสบและบวมขึ้นทุกที
เพราะฮ่องเต้ถูกลอบทำร้าย คนในวังเกิดความหวาดกลัว ภายในเมืองก็ไม่สงบเช่นกัน กองทัพกลาง ทหารรักษาพระองค์พกโซ่ตรวนตรวจค้นในเมืองทั้งวันทั้งคืน ชุดเกราะเกล็ดปลาสะท้อนแสงแดดแสงไฟ เดินผ่านหน้าคฤหาสน์ใหญ่ทุกแห่งในชุมชนหย่งเหอหลี่ แม้แต่รถม้าของขุนนางชั้นสูงก็ยังเลี่ยงไม่พ้น หลายวันแล้วยังไม่ได้ตัวคนผิด ได้ข่าวว่าจะยกกองทหารไปตรวจค้นนอกเมืองอีก ชั่วขณะนั้นทั้งเมืองเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ในสถานการณ์เช่นนี้จางตั๋วมีฐานะเป็นราชเลขาธิการ กลางวันแทบจะไม่ได้อยู่ในจวน สีอิ๋นจึงมีโอกาสไปขโมยยาในหีบ นั่งอยู่ในมุมที่แสงสว่างส่องไม่ถึง ลอบรักษาบาดแผลของตนเอง
เขาไม่อยู่ เรือนชิงถานก็ไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามาโดยพลการ แม้แต่เจียงหลิงก็คอยรับคำสั่งอยู่หน้าประตูเท่านั้น
ส่วนในลานชั้นนอก นอกจากสุนัขเสวี่ยหลงซาตัวนั้นแล้วก็มีบ่าวชราหนึ่งคนคอยเก็บล้างทำความสะอาดเท่านั้น ทุกวันจะคอยส่งอาหารน้ำดื่มให้นางทางหน้าต่างตะวันตกตามเวลา ไม่พูดจาและไม่เคยมองนางแม้สักนิด
วันที่หก สุดท้ายสีอิ๋นก็ทนไม่ไหว เรียกรั้งบ่าวชราผู้นั้นเอาไว้
“ท่านลุงเจียง”
บ่าวชราเงยหน้า ยิ้มอย่างอ่อนโยนให้นาง
นางรู้ตัวว่าใส่เสื้อผ้าไม่เรียบร้อยจึงรีบไปหลบหลังม่านมุ้ง เอียงตัวโผล่ออกมาครึ่งหน้าอย่างเขินอาย
บ่าวชราเห็นนางอึดอัดใจจึงหันหลังกลับ “ข้าจะไปหาเสื้อผ้ามาให้แม่นางสักชุดก็แล้วกัน”
“อ๊ะ ได้หรือ” พูดจบก็ถามอีกหนึ่งประโยคว่า “เกรงว่าคุณชายคงไม่อนุญาต”
“แม่นางคงถูกคุณชายทำให้ตกใจแล้วกระมัง”
คำพูดของบ่าวชราทำให้นางอึดอัดใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ นางลูบบาดแผลบนตัวโดยไม่รู้ตัว พยักหน้าส่งเสียง “อืม” แล้วรีบเอ่ยขอร้องว่า “ท่านลุงอย่าบอกคุณชายเด็ดขาดนะเจ้าคะ”
บ่าวชราเงยหน้าหัวเราะ
อากาศปลอดโปร่งติดต่อกันหลายวันทำให้ลมตะวันออกค่อยๆ อุ่นขึ้น นกนางแอ่นบินกลับมา กำลังสร้างรังอยู่ใต้ชายคาบ้าน ขนอ่อนของนกน้อยนั้นอบอุ่นเปราะบางเหมือนกับหญิงสาวในห้อง
“แม่นางเกรงว่าคงพูดถูก ที่ลั่วหยางแม้แต่ฮ่องเต้ในวังหลวงก็ยังเกรงกลัวคุณชาย”
สีอิ๋นตกใจเล็กน้อย คิดถึงเลือดเนื้อเละเทะบนแผ่นหลังเปลือยเปล่าของเขาในคืนวันแรกจึงเอ่ยว่า “แม้แต่ฮ่องเต้ยังเกรงกลัวคุณชาย เช่นนั้นผู้ใดทำให้เขาต้องรับการลงแส้หนักเช่นนั้นได้”
“เคยถามคุณชายหรือไม่”
นางย้อนคิดอยู่หลังม่านมุ้งเล็กน้อย คิดถึงท่าทางของเขาตอนนั้น ภายใต้น้ำนิ่งซ่อนกระแสน้ำที่นางไม่อาจเข้าใจได้ เหมือนไม่สนใจอะไร แต่ก็คล้ายยึดติดอย่างยิ่ง
“คุณชายบอกว่านั่นเป็นการลงโทษของตระกูล ดังนั้น…เป็นต้าซือหม่าหรือ” พูดจบนางก็รู้สึกว่าตนเองไม่ควรพูดเรื่องส่วนตัวของจางตั๋วตามอำเภอใจต่อหน้าบ่าวของเขา จึงรีบอธิบายว่า “ข้าเคยได้ยินคนในเมืองพูดกันว่าต้าซือหม่าเข้มงวดกับคุณชาย ทุกคนล้วนมีความหวาดกลัว คุณชายก็…”
เสียงพูดเบาลงทุกที บ่าวชรานิ่งเงียบรอคำพูดต่อไปของนาง แต่ผ่านไปครู่ใหญ่กลับไม่ได้ยินเสียงใด เขาก็ไม่สนใจอะไรนัก มองไปยังสุนัขเสวี่ยหลงซาที่นอนหมอบอยู่กลางลานแล้วพูดเรื่อยเปื่อย
“ทุกคนล้วนมีความหวาดกลัว คำพูดนี้ไม่เหมือนคำที่เด็กสาวอายุน้อยเช่นเจ้าจะพูดได้ คุณชายเมื่อก่อนกลัวสัตว์ประเภทสุนัขมาก ตอนนี้ก็ไม่กลัวแล้ว จะบอกว่าตอนนี้เขากลัวอะไรนั้นไม่มีใครรู้จริงๆ”
สีอิ๋นหลุบตาลง “ข้าไม่คิดเช่นนั้น”
“อย่างไรหรือ”
นางย้อนคิดถึงภาพที่เขาฝันร้ายตอนกลางคืนก็ได้แต่สูดจมูก “ข้า…ไม่กล้าพูด”
บ่าวชราก็ไม่ได้ถามต่อ ลุกขึ้นยืนแล้วปัดฝุ่นผงบนมือ “ข้าจะไปหาเสื้อผ้ามาให้เจ้า”
“เอ่อ…ท่านลุง ช้าก่อน ไม่…ไม่ต้องหาเสื้อผ้า ข้ากลัวคุณชายเห็นแล้วจะไม่พอใจ ที่ข้าเรียกท่านเพราะอยากจะขอร้องให้ท่านช่วยข้าสักเรื่อง”
“ช่วยเจ้าเรื่องอะไร”
“ท่านไม่บอกคุณชาย ข้า…ข้าจึงจะกล้าบอกท่าน”
“เช่นนั้นต้องดูว่าแม่นางจะไหว้วานข้าเรื่องอะไร”
นางลังเลอยู่พักหนึ่งจึงพูดเสียงเบาว่า “พี่ชายข้าตาบอด ก่อนข้าจะมาที่นี่ไม่ได้พบเขา ไม่รู้ว่าเขากลับบ้านหรือยัง และไม่รู้ว่าขันทีผู้นั้นเอาเงินให้เขาหรือไม่…”
นางพูดพลางยื่นมือที่บอบบางราวไร้กระดูกออกมาจากหลังหน้าต่าง ในมือถือผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งที่ไม่รู้ว่าห่ออะไรไว้
“นี่เป็นกำยานที่ข้าขโมยมา ข้าไม่ค่อยรู้จัก ดูเหมือนจะเป็น…กำยานหอม ท่านมอบให้พี่ชายข้าได้หรือไม่ ให้เขาดูว่ามันมีราคาแพงหรือไม่”
“เจ้าขโมยมาจากในนี้หรือ”
“ใช่…” นางรู้สึกกลัว “ถ้า…ถ้าในบ้านไม่มีเงินซื้อข้าว ก็ให้เขาเอาของเหล่านี้ไปขาย อย่างน้อยก็เอาไปแลกข้าวสารและผักที่ตลาดตะวันตกได้บ้าง”
บ่าวชราก้มหน้ามองมือที่ไร้ความผิดข้างนั้น “เจ้าขโมยของของคุณชาย ไม่กลัวถูกลงโทษหรือ”
นิ้วมือนางสั่นเทา ร่างกายกระถดถอยไปข้างหลังเล็กน้อย “วันนั้นเขาเห็นแล้ว แต่ไม่ได้โบยข้า…”
“แม่นางตอนนี้ตัวอยู่ที่นี่ ยังมีแรงห่วงคนข้างนอกอีกหรือ”
สีอิ๋นถูมืออย่างร้อนใจเล็กน้อย “ข้าได้พี่ชายเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ เขาได้รับความทุกข์มากมาย…เพื่อข้า ข้าจำใส่ใจไว้เสมอ ไม่มีเขาก็ไม่มีข้า ท่านช่วยข้าสักนิดเถอะ…”
บ่าวชราเงยหน้าขึ้น “เมื่อครู่เจ้าบอกว่าพี่ชายเจ้าตาบอดหรือ”
“ใช่”
“ได้ยินเจียงหลิงพูดว่าวันนี้มีชายหนุ่มคนหนึ่งมาที่จวน เขาสวมชุดสีขาว ใช้แถบผ้าดำปิดตา”
สีอิ๋นรีบยื่นหน้ามาถามว่า “เขาบอกหรือไม่ว่าบนแถบผ้าดำนั้นปักลายอะไรเอาไว้!”
“ปักลายสนลู่ลม”
สีอิ๋นได้ยินดังนั้นสีหน้าก็เบิกบานขึ้นทันใด แต่ก็กลับมามีสีหน้ากังวลอย่างรวดเร็วอีกครั้ง “ตอนนี้เขาอยู่ที่ใด!”
“คุณชายไม่อยู่ ในจวนจะไม่ให้คนนอกรอที่นี่ นี่เป็นกฎ ถ้าเขามาตามหาเจ้า อาจจะยังอยู่หน้าประตูกระมัง”
Comments
