ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน เรื่องราวของเรากับนาง บทที่ 2
เมื่อเห็นตะวันคล้อยไปทางเขาเป่ยหมาง รถม้าที่จางตั๋วนั่งอยู่จึงเคลื่อนออกจากวังหลวง
จ้าวเชียนขี่ม้ามาส่งเขา
เงาร่างบนถนนถงถัวทอดยาว ต้นชิวข้างทางกำลังแตกใบอ่อน ปุยหญ้าที่ไม่รู้ชื่อปลิวไปกลางสายลม
“เจ้าว่าจิ้นอ๋องอยากจะทำสงครามหรือไม่”
คนในรถม้าไม่ได้ส่งเสียง จ้าวเชียนทนไม่ไหว พลิกมือใช้ด้ามจับกระบี่เปิดม่านรถ
“อุดอู้อยู่ข้างในด้วยเหตุใด ออกมาขี่ม้า!”
จางตั๋วกำลังพลิกเปิดเอกสารฉบับหนึ่ง ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาเลยสักนิด “บาดแผลของเจ้าหายแล้วหรือ”
จ้าวเชียนหน้าเสีย จากนั้นก็รีบเอ่ยว่า “พักฟื้นมาห้าวันแล้ว ควรจะออกมาขยับตัวบ้าง อีกอย่างคนที่ลงทัณฑ์เป็นผู้ใดเล่า ล้วนเป็นพี่น้องของพวกเราที่เคยร่วมเป็นร่วมตายกันมา ก็แค่ทำพอเป็นพิธี จะหมายเอาชีวิตของข้าเสียที่ไหน เจ้าคิดว่าทุกคนเป็นใต้เท้าต้าซือหม่าหรือ…”
หน้าเอกสารในมือของจางตั๋วชะงักงัน
จ้าวเชียนหุบปากทันที กระแอมอย่างอึดอัดใจทีหนึ่ง ดึงด้ามจับกระบี่กลับมาแล้วพูดอย่างขุ่นเคือง “ช่างเถอะ เจ้านั่งรถไป เจ้าขี่ม้าไม่ได้”
รถม้าเคลื่อนเคียงกันไป ในเมืองค่อยๆ มีกลิ่นหอมของข้าวต้มเนื้อ ชะล้างบรรยากาศบีบเค้นบนถนนถงถัวให้จางลง
จ้าวเชียนลูบแผงขนคอม้าแล้วเอ่ยว่า “ถ้าฝ่าบาทตัดสินพระทัยเคลื่อนพลไปทางตะวันออก เจ้าจะไปหรือไม่”
“ไม่ไป”
“เพราะเหตุใด คิดถึงในอดีตเจ้ากับข้านำกองทัพขึ้นเหนือ หึ! วันแห่งการใช้เลือดเซ่นคมดาบ เดิมพันศีรษะมนุษย์แลกเงินค่าสุรานั้นเรียกได้ว่าสนุกสนานยิ่งนัก แต่เวลานี้ในลั่วหยางมีอะไรดีบ้าง คหบดีหลายครอบครัวเอาศีรษะหญิงงามมาเดิมพันกับสุราก็คิดว่าตัวเองมีความสุขเหมือนคมมีดได้ดื่มเลือดแล้วหรือ ฆ่าหญิงงามเพื่อสุรา ก็แค่กลุ่มคนถ่อยในคราบสุภาพชนที่สนทนาปรัชญาทำลายแผ่นดิน!”
จ้าวเชียนพูดอย่างกระตือรือร้น แต่ในรถม้ากลับไม่มีการตอบสนองใด
“จางทุ่ยหาน พูดอะไรบ้าง!”
“พูดอะไร พูดเรื่องสงครามด่านจินซานตอนนั้นที่เจ้าถูกจับเป็นเชลย ถูกบังคับให้…”
“เอาล่ะๆ ข้ากลัวเจ้าแล้ว…” จ้าวเชียนหน้าแดงถึงใบหู “ข้าว่า…เรื่องที่ผ่านไปแล้วเจ้าไม่พูดถึงได้หรือไม่”
บรรยากาศเงียบงันไปชั่วขณะ คำพูดคลุมเครือประโยคหนึ่งก็ลอยมาท่ามกลางเสียงฝีเท้าม้า
“เจ้าก็อายเป็นหรือ รู้ยางอายแต่ไร้แรงผลักดันความกล้า จะแตกต่างอะไรกับหญิงผู้นั้น”
จ้าวเชียนหันหน้ามาทันที “เจ้าพอได้แล้วนะ! ด่าก็ด่า ดึงนางเข้ามาทำไม ข้าจ้าวเชียนมองการณ์ไม่ลึกล้ำยาวไกลเช่นเจ้า ก่อนหน้านี้ถูกจับเป็นเชลยได้รับความอัปยศข้ายอมรับ ตัวเองตบปากตัวเอง ใช่ ถ้าไม่มีเจ้า ข้าคงถูกธนูนับหมื่นยิงทะลุอกที่ด่านจินซานไปแล้ว ข้าบอกแล้วว่าถ้าเจ้าต้องการหัวของข้า ข้าก็จะตัดให้เจ้า แต่ถ้าจะเอาข้าไปเปรียบกับสตรีเจ้าก็ลงมา สู้ให้ตายกันไปตรงนี้เลย!”
“เจ้าพูดกับใคร”
จ้าวเชียนเกินจะทนไหว “พูดกับใคร ก็พูดกับใต้เท้าราชเลขาธิการน่ะสิ! ใต้เท้าเป็นขุนนางตำแหน่งสูง ไม่คิดว่าแข็งเกินไปจะหักง่ายหรือ!”
“ไม่คิด ยังแขวะไม่พอ เจ้าไม่จำเป็นต้องเดินไปกับข้า”
“เจ้า…” เสียงของจ้าวเชียนติดอยู่ในลำคอ
ในเวลานี้เองรถม้าก็มาหยุดลงตรงหน้าจวน
“มีเรื่องใด”
“อืม…” จ้าวเชียนกอดอก มองไปยังคนผู้หนึ่งที่อยู่ไม่ไกลแล้วเอ่ยอย่างลังเลใจว่า “คนผู้นี้…เหตุใดจึงดูคุ้นตา”
คนบังคับรถม้าพลิกเปิดม่าน ดอกเหมยที่ร่วงหล่นบนพื้นถูกลมหอบม้วนเข้ามาในสายตาของจางตั๋ว
จางตั๋วเงยหน้าขึ้น เห็นชายผู้หนึ่งนั่งพิงกำแพงอยู่ตรงต้นเหมยใต้กระเบื้องหลังคาสีเขียว สวมเสื้อคลุมตัวหลวม แขนเสื้อปลิวรับลม ตัวเขาถูกปกคลุมด้วยเงาไม้ที่ตัดสลับกับความขาวบริสุทธิ์ของผิวพรรณ ในมือถือไม้เท้าไม้ไผ่สลักลายสนและนกกระเรียน ไม่ใส่เกี้ยวครอบผม ไม่มีเครื่องประดับติดกาย มีเพียงแถบผ้าไหมสีดำที่ปิดตาหนึ่งแถบ ลายสนลู่ลมบนนั้นปักด้วยฝีมืออันยอดเยี่ยม
แม้จะห่างออกไประยะหนึ่ง แต่ชายผู้นั้นดูเหมือนจะได้ยินเสียงของจ้าวเชียนแล้ว แผ่นหลังของเขาขยับออกห่างจากกำแพงที่พิงอยู่ ใช้ไม้เท้าประคองตัวยืนตรง ท่าทางกระฉับกระเฉง มุมปากมีรอยยิ้มราวกับยอดอ่อนต้นใหม่ของป่าสนในฤดูใบไม้ผลิ กลิ่นไม้หอมสดชื่น เขียวขจีไปทั่ว ดึงดูดความสนใจของผู้สัญจรไปมา
จ้าวเชียนใช้นิ้วมือเคาะแขนตนเองอย่างเร็วหลายครั้ง จากนั้นก็ตบหน้าผากในทันใด หันหน้ามองไปทางจางตั๋ว
“เจ้าว่าเหมือนเฉิน…”
คำพูดยังเอ่ยไม่จบ เขาก็ประสานเข้ากับสายตาราวเหยี่ยวบินถลาจู่โจมแล้ว บีบให้จ้าวเชียนกลืนชื่อนั้นกลับไปในทันใด ครั้นหันหน้าไปอีกครั้งก็เห็นชายผู้นั้นเดินมาถึงตรงหน้า ประสานมือโค้งตัว ชายชุดเรียบแตะพื้น
“เฉินจ้าวแห่งหมู่บ้านชิงหลูเขาเป่ยหมาง ชื่นชมชื่อเสียงของใต้เท้าราชเลขาธิการจางมานานแล้ว”
จ้าวเชียนตกใจ “เฉินจ้าว?” พูดจบเขาก็เลิกคิ้ว พลิกตัวลงจากหลังม้าเดินไปหาอีกฝ่ายด้วยความยินดี “เขาซางซานสมัยฮั่นตะวันตกมีสี่ปัญญาชน บัดนี้เหลือเพียงอีเสียนแห่งชิงหลู นั่นหมายถึงเจ้าสินะ”
“ขอรับ”
“ได้ยินว่าท่านเฉินรอบรู้คัมภีร์โจวอี้ เชี่ยวชาญเรื่องปรากฏการณ์บนท้องฟ้า ถึงขั้น…”
เขายังพูดไม่จบ กลับเห็นอีกฝ่ายเดินถอยหลังหนึ่งก้าวแล้วประสานมือคำนับอีกครั้ง
“ชื่อเสียงผูกมัดจอมปลอมเท่านั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงฝุ่นผงในโลกมนุษย์ ถูกจองจำเอาไว้ ไม่ควรค่าให้เอ่ยถึง”
เสียงพูดของเขาสงบและอ่อนโยน ท่าทางอ่อนน้อมถ่อมตนพอเหมาะ ทั้งยังมีการรักษาระยะห่าง
จ้าวเชียนรู้สึกอึดอัดไปชั่วขณะ ไม่ว่าจะรุกคืบหรือล่าถอยก็ไม่เหมาะสม แต่โชคดีที่รู้จักกับจางตั๋วมานาน คำพูดของจางตั๋วเย็นเยือกราวมีดผ่าภูเขา เขายังกล้าอ้าปากต่อคำด้วย เวลานี้สามารถดึงเท้าที่ก้าวเข้าไปใกล้นั้นกลับมาในเวลาเหมาะสมได้ จึงรู้สึกสบายใจอีกครั้ง
“ถ้าท่านเฉินเป็นเพียงฝุ่นผง ข้าจะใช้สิ่งใดมาเปรียบเทียบตัวตนเล่า เกรงว่ามันคงเลวร้ายยิ่งกว่าสุกรสุนัขหรือมูลสัตว์เสียอีก” พูดแล้วก็ประสานมือคำนับกลับ “เมื่อครู่ล่วงเกินอย่างมาก เอ่อ…ความจริง อ้อ ความจริงท่านคล้ายกับสหายเก่าของข้าคนหนึ่งยิ่งนัก”
เฉินจ้าวหัวเราะ “เฉินจ้าวโชคดีแล้ว”
เสียงใสราวเคาะหยกเหมือนตอบรับคำพูดของจ้าวเชียน แต่กลับมองไปทางจางตั๋วที่อยู่ในรถม้า
พระพุทธองค์กล่าวไว้ว่าบนโลกมีดวงตาห้าดวง ดวงตาบนกายเนื้อต่ำที่สุด เห็นใกล้ไม่เห็นไกล เห็นหน้าไม่เห็นหลัง เห็นนอกไม่เห็นใน เห็นกลางวันไม่เห็นกลางคืน เห็นบนไม่เห็นล่าง การเกิดแก่เจ็บตายของคนทั่วไป พลังชีวิตของแผ่นดินล้วนไม่อาจหยั่งรู้ได้
คนผู้นี้เสียตาเนื้อไปแล้ว สิ่งที่ตานี้เห็นคืออะไรกันแน่
Comments
