ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน เรื่องราวของเรากับนาง บทที่ 2
จางตั๋วเอียงคอ เบี่ยงหลบเงาดอกเหมยกิ่งหนึ่งที่ห้อยลงมาตรงหน้าม่านรถม้า จ้องไปยังดวงตาที่ไม่เห็นรูปลักษณ์นั้นพลางพูดเสียงเรียบ
“หาได้ยาก คุณชายอีเสียนเร้นกายอยู่ในเขาเป่ยหมางเป็นเวลานาน ไม่ปรากฏโฉม”
เฉินจ้าวเงยหน้าขึ้น “แค่เพียงสินค้าหายากน่าเก็งกำไร เพิ่มราคาให้ตัวเองเท่านั้น”
จ้าวเชียนยังคิดวิเคราะห์ความหมายคำพูดประโยคนี้อยู่ กลับเห็นจางตั๋วเดินลงจากรถม้า พลิกชายเสื้อเดินไปหาชายผู้นั้นแล้ว
คนผู้นั้นฟังเสียงฝีเท้า กะระยะห่างแล้วถอยหลังสองก้าวอย่างพอเหมาะ จางตั๋วเห็นได้ชัดว่าไม่ได้เห็นใจให้อภัยอีกฝ่ายเช่นเดียวกับจ้าวเชียน เดินตามไปสองก้าวเข้าประชิดตรงหน้าอีกฝ่าย คนผู้นั้นเงยหน้าขึ้นยิ้ม ตัดสินใจไม่ถอยหลังอีก
“ข้าไม่กล้าเข้าใกล้ เหตุใดใต้เท้าต้องทำเช่นนี้ด้วย”
จางตั๋วหัวเราะเย็นชา ก่อนจะเอ่ยเสียงดังว่า “รัชศกซิงชิ่งปีที่สิบเดือนสาม จิ้นอ๋องสั่งให้หญิงงามยกน้ำชาไปที่หมู่บ้านชิงหลู เชิญเจ้าออกจากเขา ถ้าเจ้าไม่ดื่มก็จะฆ่าคนที่ยกน้ำชาไป ในเวลาสามเดือน หน้าหมู่บ้านชิงหลูฆ่าคนไปทั้งหมดยี่สิบกว่าคน แม่น้ำบนเขาย้อมไปด้วยเลือด ไหลผ่านไปเจ็ดวันยังไม่สะอาด แต่เจ้ายังคงสบายใจ นั่งนิ่งอยู่ในหมู่บ้านชิงหลูไม่ยอมออกมา ในเมื่อเจ้ามีนิสัยเช่นนี้ วันนี้มาด้วยเหตุใด”
เฉินจ้าวหันหน้าไปคล้ายเพื่อหลบสายตาของจางตั๋ว
ทันใดนั้นมีลมพัดแถบผ้าดำและปอยผมมาสัมผัสใบหน้าเบาๆ
“ไม่เจอน้องสาวมาหกวันแล้ว ข้าจึงมาตามหาที่นี่”
“ถ้าเจ้ามีญาติพี่น้อง เกรงว่าคงถูกจิ้นอ๋องจับตัวไว้ใช้บังคับเจ้าแล้ว”
“ใช่ ไม่กล้าโกหกปิดบัง” ในน้ำเสียงของเขาแฝงการชื่นชม “ผู้คนเห็นนางเป็นสาวใช้บ้านข้า แต่ข้าปฏิบัติต่อนางอย่างสนิทสนม กิจวัตรประจำวันขาดนางไม่ได้สักวัน”
“หึ โสมม”
จ้าวเชียนยืนอยู่ตรงกลางระหว่างทั้งสองคน ฟังบทสนทนาที่มีความหมายไม่ชัดเจนท่อนนี้จบหน้าผากก็มีเหงื่อผุดอย่างไร้สาเหตุ
“เอ่อ…ทุ่ยหาน นี่ยังอยู่หน้าประตูจวนของเจ้า หรือว่าจะเชิญท่านเฉิน…”
“จับตัวไว้!”
“หา?!” จ้าวเชียนเห็นเจียงหลิงจะเดินเข้าไป จึงรีบขยับตัวมาขวางหน้าเฉินจ้าวแล้วเอ่ยเสียงเข้มว่า “ต้องทำเช่นนี้ด้วยหรือ คุณชายอีเสียนแห่งหมู่บ้านชิงหลู จิ้นอ๋องกับเหอเจียนอ๋องเพื่อเชิญคนผู้นี้ออกจากเขาแทบจะวางเพลิงเขาเป่ยหมางเลยทีเดียว ถึงแม้เจ้าจะไม่ยอมก้มหัวให้ผู้มีปัญญามีคุณธรรม ก็อย่าทิ้งชนักเป็นขี้ปากให้ตัวเองสิ”
“เจ้าถอยไป” จางตั๋วตวัดหางตามองอย่างเย็นชา
จ้าวเชียนกลับพูดอย่างดื้อรั้น “เจ้าคิดว่าข้าจะทำร้ายเจ้าหรือ!”
“แม่ทัพจ้าว เชิญหลบด้วยขอรับ”
จ้าวเชียนร้อนรนไม่คลาย “เอ๊ะ? ไม่สิ” เขาพูดพลางหันตัว ยังคงขวางเจียงหลิงไม่ให้เดินเข้ามาใกล้แล้วเอ่ยถามอย่างสงสัยว่า “ท่านเฉินมองไม่เห็นไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงรู้ว่าข้าเป็นใคร”
เพิ่งสิ้นเสียงของเขาก็ได้ยินเสียงของจางตั๋วดังตามมาข้างหลัง “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าสีอิ๋นอยู่ที่จวนของข้า”
เฉินจ้าวคลายมือที่ถือไม้เท้า คลำมือกดแขนของจ้าวเชียนที่ขวางอยู่ตรงหน้า “ดูท่าใต้เท้าคงถามชื่อของอาอิ๋นแล้ว”
จางตั๋วไม่ได้ตอบคำพูดประโยคนี้ของเขา เพียงแค่มองเจียงหลิงปราดหนึ่ง เจียงหลิงรู้ความหมาย ฉวยโอกาสที่จ้าวเชียนกำลังตะลึงกดไหล่ของเฉินจ้าวด้วยมือข้างเดียว จากนั้นก็ดึงไม้เท้าเคาะหัวเข่าของเขา บังคับให้คุกเข่าลง
จางตั๋วก้มหน้ามองเขา “อยู่ต่อหน้าข้า น้อยคนนักจะยอมตอบดีๆ แต่ข้าจะได้ยินความจริงเสมอ”
เฉินจ้าวเจ็บหัวไหล่ เสียงที่เอ่ยออกมาปนหอบเล็กน้อย “เมืองลั่วหยางมีอำนาจซับซ้อน ผู้คนมีความคิดร้อยพัน แต่กลับไม่รู้ว่าถูกใบไม้ใบเดียวบังตา* แม้แต่ใต้เท้าก็อาจถูกสติปัญญาของตนเองหลอกได้ อาอิ๋นน้องสาวของข้าแตกต่างจากที่ใต้เท้าคิดไว้ แม้ว่าข้าจะเลี้ยงดูนางมา แต่เพราะตาบอดจึงไม่อาจสอนนางอ่านหนังสือรู้อักษรได้ ถ่ายทอดได้เพียงทักษะการดีดพิณแก่นาง ให้นางมีความสามารถในการหาเลี้ยงชีพเท่านั้น พูดไปก็น่าละอายนัก แม้ข้าจะเป็นชายแต่ก็เป็นคนพิการ ต้องอาศัยนางคอยดูแลเพื่อไม่ให้เป็นที่สะดุดตาในเมืองและอยู่รอดได้อย่างมั่นคง จึงสอนนางให้หลบเลี่ยงจากทุกสิ่ง อดทนยอมทุกอย่าง ทำให้นางขี้ขลาดอ่อนแอ อยู่ในจวนของใต้เท้าคงจะถูกใต้เท้าดูหมิ่นไม่น้อยอย่างแน่นอน”
จางตั๋วนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งจึงส่งเสียงอืม “เจ้ายังไม่ได้ตอบข้า เจ้ารู้ได้อย่างไรว่านางอยู่ที่จวนของข้า”
“ขอรับ ข้ารู้นิสัยของนางดี นางอ่อนแอไร้เรี่ยวแรง อยู่ในลั่วหยางไม่มีญาติพี่น้อง ไม่มีทางอยู่ในเมืองตามลำพังได้เด็ดขาด จิ้นอ๋องเห็นนางเป็นหมากทิ้งตาย ไม่มีทางเสี่ยงปกป้องนาง ยามนี้ทหารองครักษ์ในกองทัพกลางได้ระดมกำลังทั้งหมดค้นหา แม้แต่หน่วยงานใหญ่ต่างๆ ในหย่งเหอหลี่ยังต้องรับการสอบสวนเช่นกัน ด้วยความสามารถของแม่ทัพจ้าว อย่าว่าแต่หกวัน สามวันก็น่าจะจับได้แล้ว แม่ทัพจ้าวไม่ควรจะถูกลงโทษ” เขาพูดพลางเงยหน้าขึ้น “ทั่วทั้งเมืองลั่วหยาง คนที่ทำให้แม่ทัพจ้าวรับผิด สามารถซ่อนอาอิ๋นด้วยกำลังคนเดียวได้ มีเพียงใต้เท้าราชเลขาธิการเท่านั้น ดังนั้นข้าจึงเสี่ยงชีวิตมาพบ”
“ข้าฆ่านางไปแล้ว”
“ถ้าใต้เท้าฆ่าคนไปแล้วย่อมต้องเอาศพออกมา จึงจะเป็นการคลี่คลายคดีให้แม่ทัพจ้าว แต่ตอนนี้ทั้งไม่เห็นคนและไม่เห็นศพ ข้ายังคงมีความหวัง”
นอกจากสิ่งที่เห็นได้ด้วยตาเนื้อแล้ว ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการคาดเดานิสัยของมนุษย์ การเข้าใจและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน
นี่คือสิ่งที่จ้าวเชียนไม่ชื่นชอบที่สุด
เหตุผลที่เขาเต็มใจผูกมิตรกับจางตั๋วก็เพราะจางตั๋วไม่เหมือนผู้ที่จะสนทนาอภิปรัชญา รู้เรื่องน้อยนิดก็ขยายความพูดคุยไม่รู้จบ เขาเคยอาบเลือดในสนามรบ เคยติดกลิ่นเหม็นคาวในคุกมาเช่นกัน ไม่เชื่อการคาดเดา เชื่อเพียงคำพูดที่ออกมาจากปากของคนที่ถูกกรีดหนังเห็นกระดูกเท่านั้น แต่จ้าวเชียนไม่รู้ว่าบนโลกนี้ยังมีคนอย่างเฉินจ้าวอยู่ สวมชุดขาวถือไม้เท้าคนตาบอด อ่อนแอทนรับอุปสรรคไม่ไหว ดูเหมือนไม่ใส่ใจอะไร แต่กลับสามารถพูดตรงประเด็นได้
เขาหันไปมองจางตั๋วทันที
Comments
