“เป็นอย่างไรบ้าง” เสิ่นหุยถามเฉินเยวี่ย
เฉินเยวี่ยเดินมาใช้ผ้าห่มห่อตัวนางไว้แน่นแล้วจึงพูดว่า “ได้ยินว่าฝ่าบาทยังไม่ตื่นบรรทมเพคะ”
เสิ่นหุยส่งเสียงตอบรับ ขมวดคิ้วแล้วพยักหน้า
“เหนียงเหนียง วันนี้บุ่มบ่ามเกินไปแล้วแล้ว พะองค์เองยังทรงปกป้องได้ยาก ยังจะ…“ เฉินเยวี่ยถอนหายใจคราหนึ่ง
“ข้ารู้ ข้ากลัวเขาจะกล่าวโทษข้าเช่นกัน แต่สถานการณ์เป็นเช่นนั้น หากข้าไม่ทำอะไรในใจย่อมรู้สึกผิด” นางยื่นมือไปกุมมือของเฉินเยวี่ย “ไม่เป็นไร น่าจะไม่มีอันตรายถึงตาย โทษอื่นก็ไม่มีอะไรมาก อย่างไรเสียอยู่ในมือฮ่องเต้เช่นนี้เดิมทีก็ไม่มีอะไรดีอยู่แล้ว” จากนั้นนางก็มองเฉินเยวี่ยด้วยดวงตาเปล่งประกาย “เรื่องนั้นเล่า”
สีหน้าเฉินเยวี่ยเคร่งเครียดขึ้นหลายส่วน ลดเสียงลงพูดว่า “ได้ยินว่าซื่อจื่อยึดได้อีกสองเมืองแล้วเพคะ”
ดวงตาของเสิ่นหุยเปล่งประกายยิ่งขึ้น ฉายความเลื่อมใสขึ้นหลายส่วน
เดิมทีซื่อจื่อควรเป็นพี่เขยคนรองของนาง ไม่ถูก ต่อให้เป็นตอนนี้เสิ่นหุยก็ยังถือว่าซื่อจื่อเท่านั้นที่เป็นพี่เขยคนรองของนาง
ตอนเสิ่นผูพี่สาวคนรองของเสิ่นหุยยังมีชีวิตอยู่ ซื่อจื่อก็กำลังวางแผนอย่างลับๆ พอเสิ่นผูตายอยู่ในวังหลวง ซื่อจื่อก็ก่อกบฏอย่างยิ่งใหญ่ ฮ่องเต้กริ้วมากจะยึดทรัพย์สินจวนโหวผู้เฒ่า แต่ไม่คิดว่าคนในจวนโหวจะขนของทิ้ง ร่วมก่อกบฏพร้อมกับซื่อจื่อทั้งตระกูล
ผ่านไปหลายปีกองกำลังในมือซื่อจื่อเพิ่มขึ้นจนมิอาจมองข้ามได้แล้ว
เสิ่นหุยยืดคอยาว มองผ่านหน้าต่างที่เปิดอยู่ออกไปข้างนอก ภูเขาที่อยู่นอกกำแพงแดงช่างไกลเหลือเกิน ไกลจนมองเห็นไม่ชัดเจน
ตอนพี่สาวคนรองยังมีชีวิตอยู่คงจะมองภูเขาลำน้ำนอกกำแพงวังทุกวัน รอให้พี่เขยมาช่วยใช่หรือไม่
เสิ่นหุยไม่ได้หวังให้ตนเองได้รับการช่วยเหลือ แต่หวังว่าซื่อจื่อจะบุกเข้าวังหลวง สังหารฮ่องเต้เหลวไหลผู้นั้น ล้างแค้นให้พี่หญิงรองของนาง
ในใจเสิ่นหุยรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ถูก เหมือนเห็นฉากที่ซื่อจื่อถือดาบเข้าวังมาตัดศีรษะฮ่องเต้ชั่วจริงๆ
นางคิดว่าหากตนเองเป็นบุรุษ ไม่ใช่ ไม่จำเป็นต้องเป็นบุรุษ หากตนเองเป็นเหมือนพี่หญิงใหญ่ที่เคยฝึกวรยุทธ์กับบิดาตั้งแต่เด็ก สามารถถือดาบหอกได้ นางก็จะไปสวามิภักดิ์ต่อซื่อจื่อ เป็นทหารลงสนามรบสังหารศัตรู เป็นกำลังส่วนหนึ่งในการตัดศีรษะฮ่องเต้!
สือซิงยกยาเข้ามาแล้วพูดว่า “เหนียงเหนียง วันนี้อยู่ข้างนอกตากลมนานเพียงนั้น รีบเสวยยาสักถ้วยเถิดเพคะ ระวังต้องลมหนาวเป็นหวัดจะทำให้โรคเก่ากำเริบ”
เสิ่นหุยหน้าเสียทันที เอนกายล้มไปอีกด้าน ความตื่นเต้นที่มีหายไปหมด
แต่นางเป็นคนขี้โรค
“ถ้าข้าขยันดื่มยา ดื่มสองเท่า จะทำให้ร่างกายแข็งแกร่งได้หรือไม่” เสิ่นหุยพูดเสียงอู้อี้
“ได้ๆๆ ได้แน่นอนเพคะ!”
เสิ่นหุยรู้ว่าสือซิงกำลังปลอบโยนนางอยู่
นางรู้มาตั้งแต่เด็กว่าตนเองเทียบพี่ชายพี่สาวทั้งหลายไม่ได้ ตอนอายุน้อยไม่รู้ความเคยร้องไห้ด้วยเรื่องนี้ พี่ชายคนโตอุ้มนางไว้บนตักแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า ‘อาหุยน้อยของพวกเราดีที่หนึ่งในใต้หล้า เจ้าก็คือเจ้า ไม่จำเป็นต้องไปเปรียบเทียบกับคนอื่น’
เสิ่นหุยไม่ได้ย้อนคิดถึงเรื่องในอดีตมานานมากแล้ว
ความทรงจำเป็นสิ่งงดงาม แต่น่าเสียดายที่คนไม่อยู่แล้ว พอยิ่งเป็นความทรงจำที่งดงามก็ยิ่งรู้สึกขมขื่น
เสิ่นหุยพลิกตัว สายตาเลื่อนไปบนภาพหงส์สีเหลืองทองบนผ้าห่มแพร นางไม่สามารถเป็นเหมือนพี่หญิงรองที่เชี่ยวชาญการดีดพิณ เดินหมาก คัดอักษร และวาดภาพ เพียงลงมือเขียนอะไรก็สามารถเขียนบทความที่ทำให้อาจารย์โกรธแทบตายออกมาได้ นางไม่มีความกล้าหาญที่จะเสียสละชีพเพื่อแผ่นดินเช่นพี่หญิงใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่มีความสามารถในการลงสนามรบสังหารศัตรูเช่นพี่ชายทั้งสองคน
นางก็คือนาง แต่ว่านางควรจะใช้วิธีของนางเองทำอะไรบางอย่าง