เผยไหวกวงอุ้มเสิ่นหุยเดินผ่านตลาดที่คึกคัก เดินข้ามสะพานหินตรงไปยังรถม้า ซุ่นซุ่ยกับซุ่นเหนียนนั่งอยู่ข้างหน้ารถม้า อิ๋งเฉินยืนอยู่ด้านข้างเงียบๆ ม้าลากรถสองตัวขยับเท้าอยู่กับที่อย่างเบื่อหน่าย
อิ๋งเฉินเห็นเสิ่นหุยกับเผยไหวกวงก่อน นางจึงรีบวิ่งเข้าไปหาแล้วรอรับคำสั่ง
นี่เหนือความคาดหมายของเสิ่นหุย เผยไหวกวงไม่ได้ปล่อยนางเข้าไปในตัวรถม้า แต่วางตัวนางลงบนหลังม้า
เสิ่นหุยจับเชือกบังคับม้าโดยพลัน กลัวว่าจะตกลงไป
เผยไหวกวงปลดม้าตัวนี้ออกมาอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็พลิกตัวขึ้นบนหลังม้า ใช้แขนโอบร่างของเสิ่นหุยแล้วจับเชือกบังคับม้า เขาทิ้งคำพูดไว้หนึ่งประโยคว่า “พวกเจ้ากลับไปก่อน” จากนั้นก็ขี่ม้าจากไป
เดิมทีมีคนบนถนนมากมาย ม้าจึงวิ่งได้ช้ามาก แต่พอมาถึงชานเมืองม้าก็ขยับกีบเท้าวิ่งห้ออย่างเต็มที่ไปตลอดทาง การกระแทกอย่างรุนแรงทำให้ร่างของเสิ่นหุยกระเทือนขึ้นลงหลายครั้ง นางไม่เคยขี่ม้าเร็วเช่นนี้มาก่อน จึงอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงร้องอย่างตกใจ นางหลับตาไม่กล้ามองทางข้างหน้า
“ท่านจะพาข้าไปที่ใดกันแน่!” เสิ่นหุยหลับตาแน่นพลางตะโกนเสียงดัง
ท่ามกลางสายลมพัดแรง เสียงของเผยไหวกวงก็ดังขึ้น “ชมจันทร์” จากนั้นเขาก็ยิ้มบางๆ อย่างไม่ใส่ใจ
เขาเสียสติไปแล้ว!!! เสิ่นหุยคิด
เผยไหวกวงขี่ม้าเร็วนำเสิ่นหุยออกจากตัวตำบลไปจนถึงชานเมือง แล้ววิ่งตามทางขึ้นไปบนภูเขา บนภูเขาเดินทางได้ยาก ม้าวิ่งห้อมาตลอดทางก็เหนื่อยเช่นกัน ความเร็วจึงค่อยๆ ลดลง สุดท้ายขายาวๆ ของม้าก็เหยียบลงบนหญ้า เดินขึ้นเขาไปทีละก้าว
ในที่สุดเสิ่นหุยก็ลืมตาขึ้น การเดินทางครั้งนี้ทำให้ใบหน้าเล็กของนางซีดขาว แต่หางตาและสองแก้มยังคงมีสีแดงเล็กน้อย เมื่อความเร็วของม้าใต้ร่างลดลง การกระแทกก็น้อยลง ความตึงเครียดของนางก็ค่อยๆ สงบลง ส่วนฤทธิ์ยาก็กลับมาอีกครั้ง ฤทธิ์ยานี้แตกต่างจากสุราผลไม้ที่นางเคยดื่มก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง สุราผลไม้นั่นเกือบทำให้นางเสียสติถึงขั้นไม่ต้องการอะไรนอกจากความกระหายทางเพศ แต่ยาที่นางดื่มที่หอเซียงมี่วันนี้กลับกระตุ้นให้หัวใจเกิดความรักความใคร่ขึ้นมาด้วย
“แสงจันทร์งดงามยิ่ง สายลมยามค่ำคืนก็อ่อนโยน” เผยไหวกวงพูดเสียงเรียบ
เสิ่นหุยหันหน้าไป ขมวดคิ้วมองเผยไหวกวงที่อยู่ด้านหลัง ทันใดนั้นก็ประสานเข้ากับสายตาของเขา เขาหัวเราะแล้วถามขึ้น
“เหนียงเหนียงไม่ทรงอยากทำอะไรกระหม่อมบ้างหรือ”
เขารู้อยู่แล้วว่าข้าเพิ่งจะดื่มยาไป…
เสิ่นหุยกัดริมฝีปากอย่างแรงแล้วคลายออกอย่างรวดเร็ว รอยกัดสีขาวปรากฏบนริมฝีปากแดงเรื่อแล้วจางหายไป นางใช้มือข้างหนึ่งจับส่วนหน้าของอานม้า มืออีกข้างจับสาบเสื้อของเผยไหวกวงแล้วขยับเข้าไปจุมพิตเขา
เขามักจะเป็นเช่นนี้ เสื้อผ้าเรียบร้อยอยู่เสมอ ถึงขั้นต้องให้นางเริ่มก่อน เขาจึงจะจุมพิตตอบอย่างช้าๆ
ทางภูเขาคดเคี้ยว หลังม้าโคลงเคลงเล็กน้อย เสิ่นหุยไม่รู้จักผ่อนคลายร่างกายขณะที่ม้าเดิน พยายามต้านทานความโคลงเคลงนี้ ปลายลิ้นจึงชนกับฟันของเผยไหวกวง นางรู้สึกได้ถึงความเจ็บแปลบจึงขมวดคิ้ว
ม้าพักผ่อนพอแล้วก็เริ่มวิ่งไปตามทางภูเขาอีกครั้ง
แผ่นหลังของเสิ่นหุยอิงแนบไปกับแผ่นอกของเผยไหวกวง นางหรี่ตาเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นมองดูบรรยากาศยามค่ำคืน แม้จะไม่ใช่พระจันทร์เต็มดวง แต่ก็ยังสว่างมาก มีกลุ่มดวงดาวเปล่งประกายเป็นฉากหลัง สาดแสงสว่างที่อ่อนโยนให้แก่พื้นที่แห่งนี้
เสิ่นหุยมองพระจันทร์บนท้องฟ้าแล้วพูดโกหกออกมาทันใด “ไหวกวง ข้าหนาว”
เผยไหวกวงลูบนิ้ว จากนั้นก็ถอดชุดคลุมมาคลุมร่างเสิ่นหุย ป้องกันความหนาวจากสายลมยามค่ำคืน
เสิ่นหุยห่อตัวอยู่ในชุดคลุมของเขา ลอบดมกลิ่นอวี้ถานจางๆ บนนั้น ผ่านไปครู่หนึ่งนางก็มองไปยังตำบลเล็กที่เชิงเขา อยู่ไกลเพียงนั้นยังมองเห็นแสงไฟและความคึกคักของตัวตำบลได้