ผ่านไปสองวันก็เป็นวันที่สิบห้าเดือนสอง หลังกินอาหารเย็นแล้ว เผยไหวกวงก็ให้เสิ่นหุยไปพักผ่อนเอง เพราะเขามีธุระต้องออกไปข้างนอก นางพยักหน้าอย่างเชื่อฟังแล้วเทลูกกวาดรสน้ำผึ้งที่เขาซื้อให้มากินหนึ่งเม็ด
พอเผยไหวกวงพาซุ่นเหนียนออกไปแล้ว เสิ่นหุยก็เรียกอิ๋งเฉินมาหาแล้วถามว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าสุสานในตำบลอยู่ที่ใดบ้าง”
อิ๋งเฉินพูดว่า “อยู่บนเขาซีซาน ตำบลนี้เล็กมาก จึงมีสุสานเพียงแห่งเดียวเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ยามดึกเสิ่นหุยให้ซุ่นซุ่ยไปยกบันไดไม้มา นางเหยียบบันไดไม้ปีนขึ้นไปบนหลังคาอย่างระมัดระวัง
ซุ่นซุ่ยกับอิ๋งเฉินมองอยู่ข้างล่าง บอกให้นางระวังตัวไม่หยุด
เสิ่นหุยที่อยู่บนหลังคานั่งหันหน้าไปทางทิศตะวันตก
พอถึงตอนรุ่งสาง นางก็เห็นเงาร่างของเผยไหวกวงเดินกลับมาจากทางทิศตะวันตกอย่างที่คาดการณ์ไว้
แม้จะอยู่ไกลออกไป แต่เผยไหวกวงก็เห็นเงาร่างของเสิ่นหุยที่นั่งอยู่บนหลังคา เขาจึงเร่งฝีเท้าทันที พอมายืนอยู่ในลานเรือนก็เงยหน้าขึ้นมองนางที่อยู่บนหลังคาแล้วถามขึ้น
“ทรงทำอะไรอยู่หรือพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นหุยชี้ไปบนท้องฟ้าแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “นับดาว”
“แล้วทรงนับครบหรือยัง มีทั้งหมดกี่ดวง”
เสิ่นหุยใช้สองมือเท้าคาง “มีเพียงพระจันทร์เต็มดวง ไม่รู้ว่าดวงดาวหายไปที่ใด”
นางอยากจะลงไปแล้ว จึงยืนขึ้นพลางกางแขนเพื่อรักษาสมดุลแล้วก้าวไปด้านข้างทีละนิด
เผยไหวกวงเหลือบตาขึ้นมองเสิ่นหุยที่อยู่ภายใต้แสงจันทร์สลัว แสงจันทร์ที่อ่อนโยนที่อยู่ด้านหลังถึงกับหมองมัวลงกว่าเดิมเพราะนาง
เขาเดินเข้าไปยืนตรงบันไดแล้วประคองนางลงมา เสิ่นหุยมองเผยไหวกวงอยู่นานแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “จั่งอิ้นมีสีหน้าสดชื่นขึ้นมาก ไม่รู้ว่าไปนอนหลับเต็มอิ่มมาจากที่ใด”
เผยไหวกวงไม่ตอบ
เสิ่นหุยดวงตายกโค้ง ครั้งก่อนที่เผยไหวกวงมีสีหน้าสดชื่นเช่นนี้คือเมื่อใด หลังจากที่เขากระอักเลือดติดต่อกันสองครั้งซึ่งเป็นวันถัดมาจากเทศกาลหยวนเซียวหรือวันที่สิบหกเดือนหนึ่ง
และวันนี้ก็คือวันที่สิบหกเดือนสอง
เสิ่นหุยตระหนักได้อย่างชัดเจนว่าไม่ใช่เรื่องที่นางคิดไปเอง แท้จริงแล้ววันที่สิบห้าของทุกเดือนเผยไหวกวงจะหาเรื่องบางอย่างหลบเลี่ยงออกไป
คงเป็นเพราะวิชามารนั่นกระมัง
เผยไหวกวงพูดช้าๆ ว่า “ช่วงนี้เหนียงเหนียงทรงเหม่อลอยมากขึ้นทุกทีแล้ว”
“อืม พอเติบโตขึ้น เรื่องในใจก็มีมากขึ้นเช่นกัน” เสียงของเสิ่นหุยอ่อนโยน นางเห็นฝุ่นเล็กน้อยติดอยู่บนขนตาของเผยไหวกวง จึงดึงสาบเสื้อของเขาเพื่อให้เขาโน้มกายลงมา อยากจะใช้ปลายนิ้วเขี่ยฝุ่นบนขนตาของเขาออก แต่คิดไม่ถึงว่าจะดึงขนตาของเขาออกมาเสียได้
และสิ่งที่นางคิดว่าเป็นฝุ่นบนขนตาเมื่อครู่นั้นคือแสงเงาที่ตกกระทบเท่านั้น
เสิ่นหุยมองดูขนตายาวบนปลายนิ้วขาวเนียนของนางอย่างตกตะลึงแล้วพูดเสียงเบาว่า “ข้า…ข้าไม่ได้ตั้งใจ…”
เผยไหวกวงเหลือบมองคราหนึ่งแล้วจุปาก จากนั้นก็พูดช้าๆ ว่า “ไม่เป็นไร ถือว่าถวายคืนเหนียงเหนียง”
คืนหรือ เสิ่นหุยไม่เข้าใจ
แต่เห็นได้ชัดว่าเผยไหวกวงไม่คิดจะอธิบาย
ยามเที่ยง เสิ่นหุยติดตามเผยไหวกวงเดินทางต่อไป พวกเขาเดินทางไปพลางหยุดไปพลางตลอดทาง เมื่อใกล้ถึงวันที่สิบห้าเดือนสาม เผยไหวกวงก็ทำตามที่เสิ่นหุยคาดการณ์ไว้ เขาหยุดพักในตำบลเล็กๆ แห่งหนึ่งอีกครั้ง
เดินทางรอนแรมมาตลอดทางก็เห็นเพิงขายชาข้างถนน เสิ่นหุยกับเผยไหวกวงจึงลงจากรถม้าไปนั่งในเพิงขายชา คนที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ กำลังดื่มสุราพลางวิพากษ์วิจารณ์ก่นด่า
“คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าฮ่องเต้จะทรงติดกามโรค! ฮ่องเต้เป็นผู้สูงศักดิ์ ทว่ายังสามารถติดโรคสกปรกเช่นนี้ได้ ได้ยินมานานแล้วว่าพระองค์โปรดปรานหญิงงาม แต่คิดไม่ถึงว่า…”
“เฮ้อ น่าอับอายเสียจริง! ขายหน้าแคว้นต้าฉีของพวกเรายิ่ง!”
“ใช่ ถ้าเรื่องนี้เล่าลือไปถึงแคว้นเล็กแคว้นน้อยอื่นๆ ไม่รู้ว่าพวกเขาจะหัวเราะเยาะแคว้นต้าฉีของพวกเราอย่างไร!”
“เฮ้อ เรื่องนี้เล่าลือไปไกลนานแล้ว ใครบ้างไม่รู้ แม้แต่เด็กเล็กต่างก็รู้ว่าฮ่องเต้เป็นโรคที่คนชั้นต่ำเท่านั้นที่เป็นได้…”
“เฮ้อ…”
เจ้าของเพิงทำหน้าอมทุกข์ พูดขอร้องเสียงเบา “นายท่านทั้งหลายโปรดระวังคำพูดด้วย!”
“ถุย! ระวังคำพูดอะไรกัน! ตอนนี้ใครบ้างไม่วิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องนี้!”
เสิ่นหุยตกใจอย่างยิ่ง นางพยายามสะกดกลั้นความตื่นตกใจ มองไปทางเผยไหวกวง
“เอาสุรามา” เผยไหวกวงพูด
ปกติเผยไหวกวงดื่มสุราน้อยครั้งมาก
ยามนี้เขากำลังยิ้มอยู่ ในดวงตาสีดำเข้มแทบจะมีความสุขอย่างบ้าคลั่ง
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 11 เม.ย. 69