ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน เสน่หามายาจอมนาง บทที่ 87-88
ไม่ใช่ว่าเผยไหวกวงคิดจะซ่อนเร้นหรือกักตัวนางไว้ เสิ่นหุยรู้ว่าแท้จริงแล้วเขาไม่หลบเลี่ยงที่จะให้คนนอกรู้ถึงความสัมพันธ์นี้ คนที่กังวลว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาจะถูกเปิดเผยต่อหน้าฝูงชนไม่ใช่เขา แต่เป็นนาง
แต่ว่าเผยไหวกวงไม่เคยใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความรักเช่นนั้นมองนางมาก่อน และไม่เคยโอบกอดนางอย่างสนิทสนมเช่นกัน เขามักจะสวมเสื้อผ้าเรียบร้อย เหยียดเอวหลังตรงอยู่ตลอด แม้แต่ดวงตาก็ยังเย็นชาและใสกระจ่าง
จะพูดอย่างไรดีเล่า ก่อนหน้านี้ตอนที่ทั้งสองคนใกล้ชิดกัน รายละเอียดมากมายถูกเสิ่นหุยมองข้ามไป แต่ครั้งก่อนที่หอเซียงมี่ นางดื่มยาของแม่เล้าแล้วสติรับรู้ชัดเจนเป็นพิเศษ ท่ามกลางเสียงน้ำไหลริน ยามนางซุกใบหน้าที่เห่อแดงลงบนแผ่นอกของเขาก็บังเอิญประสานเข้ากับดวงตาของเขาพอดี
ดวงตาสีเข้มของเขาอ่อนโยนกว่าปกติเล็กน้อย แต่ยังคงใสกระจ่างดังเดิม
เสิ่นหุยยกถ้วยสุราขึ้นอย่างครุ่นคิด แต่ข้อมือกลับถูกเผยไหวกวงจับไว้ เขาพูดว่า “หากทรงอยากลองเสวยสุรา ไปถึงหอสุราในตำบลแล้วค่อยดื่ม สุรานี้ชั้นเลวเกินไป”
“ได้” เสิ่นหุยวางถ้วยสุราในมือลงแล้วยิ้มให้เขาอย่างเชื่อฟัง
วันนี้เป็นวันที่สิบสามเดือนสาม เสิ่นหุยรู้ว่าพวกเขาต้องพักอยู่ที่นี่จนผ่านพ้นวันที่สิบห้าไปแล้ว อย่างเร็ววันที่สิบหกจึงจะออกเดินทางต่อไปได้
ทางด้านสำนักบูรพา หวังไหลกำลังก้มหน้าเขียนจดหมายรายงานเหตุการณ์แก่เผยไหวกวง
ตอนที่จู้อ๋องกับคุนอ๋องมีใจคิดสังหารเผยไหวกวง เผยไหวกวงก็รู้เรื่องนี้แล้ว แต่เขากลับปล่อยไป รอให้สองพี่น้องคู่นี้ร่วมมือกันส่งมือสังหารในยุทธภพมาสังหารตน
แน่นอนว่าการลอบสังหารย่อมล้มเหลว ทำให้คุนอ๋องกับจู้อ๋องว้าวุ่นใจ ยิ่งเผยไหวกวงไม่มีท่าทีตอบสนอง พวกเขาสองคนก็ยิ่งคิดส่งเดช เวลานานเข้าก็ยิ่งควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ เวลาเช่นนี้เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่เผยไหวกวงจะส่งคนเข้าไปยุแยงได้อย่างง่ายดาย
เมื่อเรื่องที่ฮ่องเต้ติดกามโรคถูกเล่าลือออกไปก็มีคนวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานาว่า
‘อีกไม่นานฝ่าบาทก็จะสวรรคตแล้ว แผ่นดินนี้จะขาดผู้ปกครองไม่ได้’
‘ฮ่องเต้ทรงมีพระโอรสเพียงพระองค์เดียว แต่กลับไม่ได้รับความโปรดปราน ตอนนี้พระชนมายุเพียงสี่พรรษา ยังไม่สามารถทำอะไรได้’
‘เผยไหวกวงนั่นต่อให้มีความสามารถล้นฟ้า แต่ไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ ทั้งยังเป็นขันที ถูกกำหนดแล้วว่าขึ้นเป็นฮ่องเต้ไม่ได้ ส่วนเยวี่ยอ๋องก็อ่อนแอขี้โรค ตอนนี้คู่ต่อสู้ที่สำคัญที่สุดคือ…’
เมื่อเป็นเช่นนี้จู้อ๋องกับคุนอ๋องย่อมคิดว่านี่เป็นโอกาสอันดีในการแย่งชิงบัลลังก์กัน
หวังไหลวางพู่กันลง เป่าลมที่หมึกบนจดหมาย พอหมึกแห้งแล้วก็ม้วนจดหมายใส่ลงในกระบอกจดหมาย ผูกติดเท้าของพิราบแล้วปล่อยให้มันบินไป
ก่อนที่หวังไหลจะเขียนจดหมายฉบับนี้ จู้อ๋องกับคุนอ๋องดูเหมือนจะส่งคนไปลงมือกับอีกฝ่ายในเวลาเดียวกัน
เผยไหวกวงอำนวยความสะดวกให้ท่านอ๋องทั้งสองอย่างเงียบๆ ให้พวกเขาได้พบยอดฝีมือในยุทธภพที่ล้ำเลิศไม่เคยทำงานพลาดมาก่อน
ในเมื่อพวกเขาอยากเอาชีวิตของพี่น้องของตนเองถึงเพียงนั้น เผยไหวกวงที่มีความเมตตาย่อมต้องทำให้พวกเขาสมหวัง
ฝูยาเดินเข้ามา มองดูพิราบบินไปไกลก็เริ่มพูดประจบว่า “จั่งอิ้นอยู่ไกลถึงทางใต้ก็จัดการเรื่องทางนี้เรียบร้อยได้ ช่างคาดการณ์ได้ราวกับเทพ คมอาวุธไม่ต้องเลือดสักนิด! ยุแยงความสัมพันธ์ของท่านอ๋องทั้งสองได้สำเร็จ แต่ต่อให้ล้มเหลวก็ตัดเรื่องยุ่งยากไปได้ไม่น้อย! อาศัยแค่มือของท่านอ๋องทั้งสองเท่านั้น ฉลาดยิ่งนัก!”
หวังไหลรู้สึกว่าการประจบของรองผู้บัญชาการสำนักบูรพาไม่ถูกต้อง
จั่งอิ้นเป็นคนที่กลัวความยุ่งยากหรือ ไม่สักนิด บางครั้งจั่งอิ้นก็กระตือรือร้นเรื่องการสังหารคนอย่างยิ่ง เมื่อต้องการสังหารใคร อีกฝ่ายไม่เคยกลัวความยุ่งยากมาก่อน และไม่กังวลที่จะยืมมือคนอื่นสังหารด้วย
เจตนาของจั่งอิ้นเกรงว่าคงอยากให้ท่านอ๋องทั้งสองที่เป็นพี่น้องกันฆ่าฟันกันเอง ส่วนตัวเขาก็ชื่นชมการฆ่าฟันกันเองของพี่น้องโดยไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง
“ทำงานที่นี่เสร็จแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะออกเดินทางไปเมืองกวนหลิง” หวังไหลพูด
ฝูยาพยักหน้า สายตาของเขาเลื่อนไปหยุดที่มือซ้ายของหวังไหล กระแอมกระไอเบาๆ แล้วพูดว่า “หวังไหล อย่าถือโทษข้าเลย”
หวังไหลหัวเราะแล้วพูดว่า “รองผู้บัญชาการพูดล้อเล่นแล้ว เดิมทีเป็นข้าที่ไม่ได้จัดการงานให้ดี ท่านให้ความเมตตาเป็นพิเศษแล้ว”
ฝูยาตบไหล่ของหวังไหลเบาๆ
หวังไหลเข้าใจดีว่าการลงโทษของสำนักบูรพานั้นเข้มงวดอย่างยิ่ง หากทำตามความต้องการของเผยไหวกวงในวันนั้น ลงโทษตามระเบียบ เขาคงไม่เหลือแขนซ้ายด้วยซ้ำ ถูกตัดนิ้วมือทิ้งเพียงสามนิ้ว เพราะฝูยาเห็นแก่ที่หวังไหลเรียกเผยไหวกวงว่า ‘บิดาบุญธรรม’
หลายปีก่อนขันทีรุ่นเล็กที่เรียกเผยไหวกวงว่าบิดาบุญธรรมมีไม่น้อย แต่คนเหล่านั้นไม่รู้ไปอยู่ที่ใดกันหมดแล้ว ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ยังไม่แน่ชัด ในจำนวนบุตรบุญธรรมของเผยไหวกวงจึงเหลือหวังไหลเพียงคนเดียว ฝูยาย่อมต้องผ่อนปรนให้บ้าง
หวังไหลออกจากสำนักบูรพาไปร้านค้าที่ไปประจำเพื่อซื้อขนมถั่วเขียวมากิน เขาไม่ชอบกินขนมถั่วเขียว แต่ซย่าชั่นจูชอบ ทั้งสองคนอยู่ห่างกันไกลกันเพียงนั้น ต่อให้เขาลงแส้เร่งม้าเร็วเพียงใดก็ซื้อไปให้นางไม่ได้ ดังนั้นจึงกินเอง ถือว่านางได้กินแล้วเช่นกัน
เขาเดินผ่านแผงขายของข้างทางแผงหนึ่ง บนรถลากวางของใช้สตรีไว้จำนวนหนึ่ง เขามองไปก็เห็นสร้อยข้อมือลูกปัดสีแดงหนึ่งเส้น มีจี้ห้อยเป็นรูปพริกสีแดงอันเล็ก เขาลองลูบดู พอแน่ใจแล้วว่าปลายของพริกอันเล็กจะไม่บาดข้อมือจึงซื้อกลับมา
ไม่ใช่ของที่มีราคา แต่เขารู้สึกว่ามันเหมาะกับซย่าชั่นจู นางน่าจะชอบเช่นกัน
หวังไหลกลืนขนมถั่วเขียวคำสุดท้ายลงไป เก็บสร้อยข้อมือแล้วพลิกตัวขึ้นหลังม้า ลงแส้เร่งม้าตลอดทางไปเมืองกวนหลิง
Comments



