บทที่ยี่สิบสอง องค์ชายสามแห่งวังมังกร
เช้าตรู่ หมอกปกคลุมไปทั่วทั้งแดนสวรรค์ บดบังทัศนียภาพทั้งหมดไว้ราวกับอยู่ในดินแดนแห่งความฝัน ทำให้ข้าที่ไม่รู้ทางยิ่งหลงทิศทาง ไม่นานก็ไม่รู้แล้วว่าตนเองอยู่ที่ใด
พลันนึกถึงคำถามสำคัญที่สุดคำถามหนึ่งขึ้นมา…ข้าจะไปที่ใด ข้าสามารถไปที่ใดได้
คำถามนี้ไม่มีคำตอบ
แดนสวรรค์ไม่มีป่าเขา มีแต่วัง ข้าเห็นในป่าไผ่เขียวขจีที่อยู่ไกลๆ มีภูเขาจำลองลูกหนึ่งจึงเดินเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในโพรงถ้ำในภูเขาจำลองลูกนั้น กอดหางขดตัวเป็นก้อนกลม
พอเห็นเงาต้นไผ่ด้านนอกไหวเอน ได้ยินเสียงลมพัดผ่าน ข้าก็ตกใจจนต้องชะโงกหน้าออกไปมองสำรวจรอบด้าน เมื่อพบว่าไม่มีใครมาก็จะรู้สึกทุกข์ร้อนพะวักพะวน ความรู้สึกขัดแย้งที่ทั้งไม่อยากถูกคนหาพบ ทั้งเฝ้ารอคอยให้คนมาตามหาเช่นนี้ยากจะเข้าใจได้ สุดท้ายคิดไปคิดมาข้าก็ผล็อยหลับไป
มีเสียงหยอกล้อต่อกระซิกของบุรุษกับสตรีดังมาจากที่ไกล ทำให้ข้าตกใจตื่นขึ้นมาจากหลับฝัน
ข้าเดินออกมาจากโพรงถ้ำอย่างระมัดระวัง ชะโงกหน้ามองไปยังทิศทางที่มาของเสียงก็เห็นบุรุษผู้หนึ่งสวมเสื้อคลุมยาวสีดำกระดุมเสื้อเลี่ยมมุก เส้นผมยาวของบุรุษมีสีเหมือนเปลวไฟ ไหลลื่นลงมาดุจแพรไหม ดูยุ่งเหยิงระเกะระกะ ดวงตาของเขาเป็นสีทองสว่างไสวดุจดวงอาทิตย์ ทว่ากลับถูกอารมณ์ที่เปี่ยมไปด้วยแรงปรารถนาปิดคลุมอยู่ ริมฝีปากของเขาบางและเม้มแน่นเป็นเส้นตรง แต่ขณะเดียวกันมุมปากก็หยักโค้งเป็นรอยยิ้มยั่วเย้า ปลายคางของเขาแหลม ทำให้รูปหน้ายิ่งดูเรียวยาวหล่อเหลา
ที่แปลกก็คือเสื้อคลุมยาวของเขาเปิดอ้าอยู่ เผยให้เห็นหน้าอกที่หนั่นแน่นแข็งแรง และมีหญิงงามนางหนึ่งสวมชุดผ้าโปร่งบางนั่งอยู่บนร่างของเขากำลังเคลื่อนไหวขึ้นลงอย่างมีจังหวะ ทั้งส่งเสียงร้องครวญครางและหอบหายใจไม่หยุด
พวกเขากำลังทำอะไร ข้าชะโงกหน้าออกไปอีกนิดด้วยความอยากรู้ คิดจะเดินเข้าไปดูอย่างจริงจังให้ใกล้กว่านี้
คิดไม่ถึงว่าสายตาของบุรุษผู้นั้นจะมองข้ามหัวไหล่ของหญิงสาว และมองตรงมาที่ข้า รอยหยักโค้งที่มุมปากยิ่งกว้างขึ้น
ในเมื่อถูกพบเห็นแล้ว เช่นนั้นก็ออกไปทักทายเถิด ครั้นแล้วข้าก็เดินออกจากป่าไผ่ไปอย่างสง่าผ่าเผย พยายามโบกมือให้อย่างมีมารยาทมากที่สุดแล้วเอ่ยเสียงดัง “ยินดีที่ได้พบท่านทั้งสอง!”
บุรุษผู้นั้นพอเห็นข้าออกมาก็ตะลึงงันไป ส่วนหญิงสาวที่กำลังเคลื่อนไหวร่างกายไม่หยุดกลับหยุดชะงักร่างแข็งค้างไปทันที นางหันหน้ามาช้าๆ มองข้าราวกับเห็นผี ก่อนกรีดร้องออกมาคำหนึ่ง จากนั้นก็กระโดดลงจากร่างบุรุษผู้นั้นแล้ววิ่งหนีไปโดยไม่หันมามองอีกเลย
ถูกชังน้ำหน้าอีกแล้ว ข้าทำอะไรผิดตรงที่ใดกันแน่ ข้าก้มหน้าลงอย่างหน้าม่อยคอตก ในใจยิ่งเศร้าซึม
บุรุษผู้นั้นพลันหัวเราะขึ้นมา เขาขยับเสื้อผ้าคลุมร่างอย่างลวกๆ ลุกขึ้นเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าข้า มองประเมินข้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “เจ้าเป็นปีศาจบ้านใด เหตุใดจึงขวัญกล้าเพียงนี้”