บทที่ 4
เฉินซงหนานกับสวีซู่มาที่ร้านอาหารที่บอกไว้ในตอนแรก ยามหัวค่ำเมื่อไฟเริ่มเปิดก็ตรงกับเวลาอาหารพอดี แต่ก็ต้องรอถึงจะมีที่นั่ง
“หาที่กินที่ไหนสักที่ก็พอแล้วครับ”
ตลอดทางมานี้เฉินซงหนานรู้สึกได้ว่าสวีซู่เหมือนจะไม่ได้กระตือรือร้นสักเท่าไหร่ จึงออกความเห็นทันที
มีร้านอาหารริมทางเท้าที่หัวมุมมีคนลุกออกมาโต๊ะจึงว่างพอดี ทั้งสองเลยแทรกตัวเข้าไปแทนที่ สั่งอาหารสองสามอย่าง ทั้งยังสั่งเหล้าข้าวฟ่างสดหมักเองที่เถ้าแก่ร้านเป็นคนแนะนำ บอกว่าทุกคนที่ได้ดื่มไม่มีใครบอกว่าไม่ดี
“ดื่มเพียวๆ ได้ไหม” สวีซู่ถาม
เฉินซงหนานปกติดื่มเบียร์อยู่บ้าง หลังจากที่สวีซู่มา จ้าวหนานเซียวก็ส่งเขาให้ไปช่วยงาน อยู่ด้วยกันไม่กี่วันก็เริ่มคุ้นเคยบ้างแล้ว เขาค่อนข้างรู้สึกเคารพวิศวกรจากเครือเจจีกรุ๊ปที่ดูเหมือนอายุมากกว่าตนแค่ไม่กี่ปีแต่ไม่ว่าจะเป็นคุณวุฒิหรือประสบการณ์ล้วนนำหน้าตนไปไกลคนนี้ กระทั่งเกิดความรู้สึกนับถือเลื่อมใสจากก้นบึ้งหัวใจด้วยซ้ำ ได้ยินอีกฝ่ายถามแบบนี้ แน่นอนว่าต้องดื่มได้ แล้วก็นึกถึงที่เมื่อก่อนผู้ใหญ่พูดว่าทำงานสายนี้การดื่มเหล้าเป็นความสามารถขั้นพื้นฐาน ในทรวงอกเขาร้อนระอุ ความฮึกเหิมพุ่งเสียดฟ้า
“ดื่ม!”
สวีซู่ยิ้ม ก่อนจะบอกให้เถ้าแก่ร้านนำมาเสิร์ฟ
เฉินซงหนานพอเหล้าลงท้องได้สองแก้วก็เริ่มพูดมากขึ้นมา พูดถึงความสับสนของตนตอนที่เพิ่งเรียนจบใหม่ๆ ไม่รู้ว่าควรเลือกไปบริษัทชั้นแนวหน้าอย่างเครือเจจีกรุ๊ปหรือว่าสถาบันออกแบบ รู้สึกว่าพอเข้ามาในสถาบันออกแบบ ตนเองอาจจะกลายเป็นส่วนประกอบหนึ่งของสายพานในห้องโรงงาน หรือไม่สามปีห้าปีผ่านไปก็รู้แค่ขั้นตอนไม่กี่อย่างในนั้น ใครก็มาแทนที่ได้ แต่ว่าพอจะไปบริษัทชั้นแนวหน้า ที่บ้านก็ค้านอย่างรุนแรง การลงไซต์ก่อสร้างนานเป็นเดือนเป็นปีโดยไม่ต้องกลับบ้านจนเป็นเรื่องปกติ อย่าว่าแต่เหน็ดเหนื่อยเลย อีกหน่อยไปดูตัวก็จะโดนรังเกียจ สถาบันออกแบบแม้จะมีไปทำงานข้างนอก แต่ก็ยังดีกว่าบริษัทชั้นแนวหน้ามาก อย่างน้อยก็ฟังดูมีหน้ามีตามากกว่า ดีต่อการไปดูตัว เดิมเขาโอนเอียงไปทางบริษัทมากกว่า สุดท้ายก็ขัดใจคนที่บ้านไม่ได้ เลยเปลี่ยนใจ
สวีซู่ฟังไปเงียบๆ ไม่พูดอะไร
เฉินซงหนานขอคำแนะนำเกี่ยวกับการไปเรียนที่ต่างประเทศจากเขา บอกว่าตนก็มีความคิดที่จะไปเรียนต่อยอดที่ต่างประเทศหลังจากทำงานได้สองสามปี
สวีซู่เมื่อมีคนถามก็ตอบกลับ และยังให้ช่องทางการติดต่อเป็นการส่วนตัวของคนที่ดูแลสถาบันปรึกษาด้านการเรียนต่อต่างประเทศแก่เฉินซงหนาน บอกว่าน่าเชื่อถือกว่า อีกหน่อยถ้าเฉินซงหนานไม่มีเวลาสมัครก็ให้ไปหาอีกฝ่าย แล้วบอกว่าเขาแนะนำมา
เฉินซงหนานดีใจอย่างยิ่ง กล่าวขอบคุณซ้ำๆ ด้วยความกระตือรือร้น ก่อนจะถามถึงเรื่องมหาวิทยาลัยและสาขาที่อีกฝ่ายเรียน พอได้ยินคำตอบ ดวงตาก็สว่างวาบ
“บังเอิญจังเลย พี่ก็เป็นรุ่นพี่ผม!”
เฉินซงหนานรู้สึกว่าระยะห่างได้ย่นเข้ามาแล้ว จึงเปลี่ยนไปเรียกอีกฝ่ายว่าพี่
“พี่ ในเมื่อพี่กับวิศวกรจ้าวเป็นรุ่นเดียวกัน แล้วยังสาขาเดียวกัน ทำไมวันนั้นตอนที่เจอกันที่ไซต์ก่อสร้าง ผมเห็นพวกพี่สองคนดูเหมือนไม่รู้จักกัน”
เถ้าแก่ร้านไม่ได้คุยโว เหล้าข้าวฟ่างสดมากจริงๆ ความแรงก็ไม่ใช่น้อยๆ ดื่มไปไม่เท่าไหร่หางตาของสวีซู่ก็ค่อยๆ เจือความมึนเมาสีแดงอ่อน เขาหัวเราะแล้วเอ่ยขึ้น “สมัยเรียนมหาวิทยาลัยเธอได้ที่หนึ่งในทุกวิชา เป็นคนที่ได้ทุนการศึกษาเต็ม ผมก็แค่อยู่ไปวันๆ แถมจบมาตั้งหลายปีแล้ว เธอจะไปจำผมได้ได้ยังไง”
แน่นอนว่าเฉินซงหนานไม่เชื่อ แน่ใจว่าอีกฝ่ายกำลังถ่อมตัว “พี่ก็ถ่อมตัวเกินไป จะเป็นไปได้ยังไง วิศวกรจ้าวไม่ใช่คนอย่างนั้นสักหน่อย”
สวีซู่มองเขาทีหนึ่ง “นายรู้จักเธอมากเลยเหรอ”
เฉินซงหนานไม่ได้รู้สึกว่าน้ำเสียงของสวีซู่แปลกไป พยักหน้าอย่างจริงจัง “หลังจากผมเข้ามาที่สถาบันแล้วก็ติดตามวิศวกรจ้าวมาตลอด เธอมีความเป็นมืออาชีพสูง นิสัยก็ดีมาก สอนให้ผมทำหลายอย่างเป็น ได้ทำงานกับเธอในตอนนั้น ผมช่างโชคดีจริงๆ นะ!”