ถือว่าพวกเธอมาเร็ว ยังไม่ถึงช่วงเวลาที่ผู้คนแน่นขนัด ทว่าที่นั่งภายในร้านก็ถูกครอบครองอย่างกระจัดกระจายไปกว่าครึ่งแล้ว
หญิงสาวบนเวทีก็กำลังนั่งกอดกีตาร์ ร้องเพลงไปพลางหลุบตาลง บรรยากาศดูผ่อนคลาย บาร์เทนเดอร์ย้อมผมสีทองที่เคาน์เตอร์บาร์ด้านหน้าคล้ายกำลังเล่นมายากลอยู่ เขาโยนขวดผสมเหล้าด้วยท่วงท่าที่ดูสบายและช่ำชอง
พอเวินอี่ฝานหาที่นั่งได้แล้วก็สั่งเหล้าราคาถูกที่สุด
จงซือเฉียวมองไปโดยรอบ รู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง “เจ้าของร้านไม่อยู่เหรอ ฉันยังไม่เห็นหนุ่มหล่อสักคน”
เวินอี่ฝานเท้าคาง เอ่ยไปเรื่อยเปื่อย “อาจจะเป็นหนุ่มบาร์เทนเดอร์คนนั้นก็ได้นะ”
“เหลวไหล!” จงซือเฉียวรับไม่ได้อย่างเห็นได้ชัด “เพื่อนที่ทำงานฉันที่มาถนนตั้วลั่วบ่อยๆ บอกว่าเจ้าของผับนี้เรียกได้ว่าเป็นตัวท็อปแห่งถนนตั้วลั่วเลยล่ะ”
“ไม่แน่ว่าอาจจะอุปโลกน์ขึ้นมาเอง”
“…”
เวินอี่ฝานสังเกตเห็นจงซือเฉียวแสดงสีหน้าไม่พอใจเลยนั่งยืดตัวตรงเล็กน้อย พูดเน้นเสียงว่า “ก็ไม่แน่นะ”
จงซือเฉียวร้องฮึในทันใด
ทั้งสองคนหาเรื่องมาพูดคุยกันอยู่พักหนึ่ง จงซือเฉียวก็พูดถึงเรื่องเมื่อตอนบ่าย “จริงสิ วันนี้ฉันดันเจอกับรองหัวหน้าตอน ม.สี่ เขาก็เรียนที่มหา’ลัยหนานอู๋เหมือนกัน เหมือนว่าจะอยู่หอเดียวกับซังเหยียนด้วย แต่ทำไมฉันถึงไม่เคยเห็นหน้าเขามาก่อนนะ”
เวินอี่ฝานตะลึงเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อนี้
“จะว่าไปเธอยังจำ…” จงซือเฉียวพูดพลางเหลือบไปมอง จู่ๆ สายตาเธอก็หยุดอยู่ที่เคาน์เตอร์บาร์ “เอ๊ะ เธอมองไปทางทิศสิบนาฬิกานั่นสิ ‘ตัวท็อปแห่งถนนตั้วลั่ว’ มาแล้วใช่มั้ย”
ในขณะเดียวกันนั้นเองเวินอี่ฝานก็ได้ยินคนเรียก “พี่เหยียน”
เธอมองตามไป
ไม่รู้ว่ามีหนุ่มคนหนึ่งไปยืนข้างบาร์เทนเดอร์ผมทองตั้งแต่เมื่อไหร่
แสงภายในผับมืดสลัว ชายหนุ่มคนนั้นยืนหลังพิงเคาน์เตอร์บาร์ เอียงคอเล็กน้อยคล้ายกำลังคุยกับบาร์เทนเดอร์อยู่ เขามีรูปร่างสูงใหญ่ สวมเสื้อแจ็กเก็ตสีดำสนิท ตอนนี้ถึงเขาจะค้อมตัวลงเล็กน้อยก็ยังสูงกว่าบาร์เทนเดอร์ด้วยซ้ำ
นัยน์ตาดำขลับ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ท่าทางดูเหมือนไม่ค่อยแคร์สังคมเท่าไหร่
โคมไฟหลากสีหมุนวนไปมาเหนือศีรษะเขา พาดลำแสงลงบนใบหน้าเขาเป็นครั้งคราว
เวินอี่ฝานจำอีกฝ่ายได้ในชั่วพริบตา
“มายก็อด!” จงซือเฉียวคงจะเห็นเหมือนกับเธอ จึงพูดเสียงสูงปรี๊ดด้วยความตื่นตระหนกตกใจ “เพื่อนจ๋า! ตัวท็อปก็คือซังเหยียนนี่เอง!”
“…”
“ทำไมพอฉันพูดถึงเขาก็ได้เจอตัวเป็นๆ เลยล่ะ…เธอยังจำเขาได้มั้ย ก่อนที่เธอจะย้ายโรงเรียนเขายังเคยตามจีบเธอ…”
พอได้ยินประโยคนี้ ขนตาของเวินอี่ฝานก็สั่นไหวเล็กน้อย
เวินอี่ฝานรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองอยู่บ้าง ช่วงเวลานั้นมีบริกรเดินผ่านมาพอดี ขณะที่เธอกำลังจะเอ่ยปากขัดจังหวะเพื่อนก็ได้ยินเสียงกรี๊ดดังขึ้นในทันใด เมื่อเงยหน้ามองจึงได้เห็นว่าบริกรคนนั้นคล้ายจะโดนชนเข้า ถาดในมือก็เอียงเล็กน้อย แก้วเหล้าที่อยู่บนนั้นก็เอียงตามไปด้วย
…ซึ่งเอียงมาทางเธอ