เหล้าผสมกับน้ำแข็งหกรดมาบนไหล่ด้านซ้ายของเวินอี่ฝานแล้วไหลลงไปตามทาง วันนี้เธอสวมเสื้อกันหนาวตัวหลวมมา ตอนนี้เสื้อของเธอเปียกไปกว่าครึ่งแล้ว ความหนาวเหน็บแทรกซึมเข้ามาจนหนังศีรษะด้านชา
เวินอี่ฝานสูดลมหายใจเข้าแล้วยืนขึ้นโดยอัตโนมัติ
เสียงภายในร้านดังอึกทึก เหตุการณ์นี้ก็ไม่ถือว่าเล็ก
บริกรคนนั้นหน้าซีดเผือดคล้ายตื่นตระหนกตกใจ กล่าวขอโทษไม่ขาดปาก
จงซือเฉียวยืนขึ้น ช่วยเวินอี่ฝานปัดน้ำแข็งบนเสื้อผ้า เอ่ยพลางขมวดคิ้ว “เป็นอะไรหรือเปล่า”
“ไม่เป็นไร” เวินอี่ฝานเสียงสั่นอย่างควบคุมไม่อยู่ แต่เธอก็ไม่ได้โกรธอะไรนัก พลันมองไปทางบริกรคนนั้น “ไม่ต้องขอโทษแล้วจ้ะ ทีหลังก็ระวังหน่อยแล้วกัน” จากนั้นเธอก็พูดกับจงซือเฉียว “ฉันจะไปจัดการในห้องน้ำแป๊บนึง”
พูดจบเธอก็ช้อนตาขึ้นเล็กน้อยจึงพลันประสานเข้ากับสายตาของใครบางคนโดยไม่คาดฝัน ดวงตาคู่นั้นดูลึกล้ำ เย็นชา และคลุมเครือ
หญิงสาวชะงักค้างไปสองวินาที
เวินอี่ฝานถอนสายตากลับทันทีแล้วเดินไปทางห้องน้ำหญิง
พอเจอห้องน้ำว่างเธอก็เข้าไปถอดเสื้อกันหนาวออก ด้านในเหลือเพียงเสื้อยืดแนบเนื้อ
โชคดีที่มีเสื้อกันหนาวกันเอาไว้ เสื้อยืดด้านในจึงไม่เปียกมากนัก
เวินอี่ฝานหยิบเสื้อกันหนาวไปที่อ่างล้างมือ เธอดึงกระดาษชำระมาชุบน้ำเล็กน้อย พยายามเช็ดคราบเหล้าบนตัวออกไปจนสะอาด
หลังจากจัดการเสื้อผ้าเสร็จเสียเป็นส่วนใหญ่แล้ว เธอก็เดินออกจากห้องน้ำไป
หางตาพลันเหลือบไปเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ตรงทางเดิน เวินอี่ฝานมองไปโดยไม่รู้ตัวก่อนจะชะงักฝีเท้าทันที
ชายหนุ่มคนนั้นยืนพิงผนังอยู่ ปากคาบบุหรี่มวนหนึ่งไว้ ก้มหน้าลงอย่างเกียจคร้าน หน้าตาดูเอ้อระเหยและไร้อารมณ์ ส่วนที่ดูแตกต่างจากเมื่อครู่คือเขาถอดเสื้อแจ็กเก็ตออกแล้วถือเอาไว้อย่างสบายๆ
บนร่างเขาเหลือเพียงเสื้อยืดสีดำตัวเดียว
นับจากที่พบกันครั้งสุดท้าย เวลาก็ล่วงเลยมาหกปีแล้ว
เวินอี่ฝานไม่แน่ใจว่าเขาจะยังจำเธอได้ไหม เธอไม่รู้ว่าควรทักทายเขาหรือเปล่า ความคิดในหัวตีกันไปมาไม่กี่วินาที ในที่สุดเธอก็หลุบตาลง กัดฟันเดินออกไป แสร้งทำเป็นจำเขาไม่ได้ไปเลยแล้วกัน
ผับแห่งนี้ตกแต่งด้วยโทนสีเข้มแบบเรียบง่าย ลวดลายบนแผ่นกระเบื้องหินอ่อนซึ่งแผ่กระจายออกไปอย่างไม่มีแบบแผนสะท้อนกับแสงไฟ เธออยู่ตรงนี้ยังได้ยินเสียงเพลงอันแผ่วเบาจากนักร้องสาวที่แฝงไปด้วยความอาลัยรัก ซาบซึ้งจับใจ
เธอเข้าไปใกล้ชายหนุ่มเรื่อยๆ ขณะกำลังจะเดินผ่านเขาไป ทันใดนั้น…
“เฮ้” เขาก็โพล่งออกมาอย่างไม่ใส่ใจอะไร ฟังดูเหนื่อยหน่ายด้วยซ้ำ
เวินอี่ฝานชะงักฝีเท้า กำลังจะหันไปมองอีกฝ่าย
ทว่าขณะที่ยังไม่ทันได้ป้องกันตัว จู่ๆ ชายหนุ่มก็โยนเสื้อแจ็กเก็ตในมือใส่หน้าเธอ บดบังการมองเห็นของเธอไปกว่าครึ่ง เวินอี่ฝานตะลึงไปโดยพลันแล้วยกมือไปดึงมันลงมาทันที เธอรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
ซังเหยียนยังคงหลุบตา ไม่เงยหน้าขึ้นมา เขาดับบุหรี่ลงบนถังขยะด้านข้าง
ทั้งสองคนยังไม่มีใครเป็นฝ่ายเริ่มพูดก่อน
คล้ายว่าเวลาจะผ่านไปนาน ทว่าในความเป็นจริงกลับเป็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วินาที ซังเหยียนเงยหน้าขึ้นช้าๆ สบตาเธอด้วยสีหน้าที่แสดงถึงความห่างเหิน
“คุยกันหน่อยสิครับ” เขาเอ่ยขึ้น