วั่นเสี่ยวเซิงแค่นเสียงขึ้นจมูก “ทำไมจะเป็นไปไม่ได้เล่า ข้ากลับแปลกใจยิ่งนัก คุณหนูใหญ่ฐานะมั่งคั่งเช่นท่านไปเอาข่าวมาจากไหนว่าบนเขามีโจรร้ายอยู่ ทั้งยังมาบอกข่าวแต่เช้า หรือท่านเดินขึ้นเขามาก่อนแล้วรอบหนึ่ง? ท่านไม่ใช่คนขยันถึงเพียงนั้นกระมัง”
อวิ๋นจ้าวถลึงตาใส่ “ข้าเป็นคนขยันมากนะ”
“สี่เชวี่ยบอกว่าท่านเป็นคนขี้เกียจยิ่งนัก”
“กลับไปข้าจะต้องด่านางสักรอบหนึ่ง พูดจาเหลวไหลอะไร”
วั่นเสี่ยวเซิงไม่ล้อเลียนอวิ๋นจ้าวแล้ว เขามีท่าทีที่จริงจังมากขึ้น “ด่านางไปทำไม จะว่าไปแล้ว ท่านไปได้ข่าวนี้มาจากที่ใดกันแน่”
“เรื่องนี้ไม่ต้องให้เจ้ามาวุ่นวายหรอก” อวิ๋นจ้าวก้มหน้าครุ่นคิด หากเป็นเช่นนี้จริง กล่าวได้ว่าคนร้ายมีความระแวดระวังสูงมาก มิฉะนั้นคงไม่สังเกตเห็นจนต้องล่าถอยกลับไปก่อน นางเงยหน้าถามว่า “ขณะที่พวกเจ้าขึ้นลงเขา ไม่มีใครพบเห็นใช่หรือไม่”
“ใต้เท้าของพวกเราทำอะไรรอบคอบเสมอ พวกเราแอบไปตามเส้นทางลัด ย่อมไม่มีใครพบเห็นแน่” วั่นเสี่ยวเซิงเห็นคิ้วเรียวดั่งใบหลิวของนางขมวดแน่นก็เกิดความสนใจใคร่รู้ขึ้นมา “เกิดเรื่องอะไรขึ้น ถึงทำให้ท่านมั่นใจว่าบนเขาจะต้องมีโจรร้ายอยู่”
อวิ๋นจ้าวไม่ได้ยินคำถามของเขา เพราะคำพูดก่อนหน้านี้ทำให้นางแน่ใจได้เรื่องหนึ่ง…ใต้เท้าลิ่นไม่ได้ยกเลิกนัดกับลู่อู๋เซิงเพราะสังเกตเห็นคนร้ายหรือการซุ่มจับคนร้ายของเจ้าหน้าที่ แต่เป็นเพราะมีเหตุผลอื่น
หรือคนร้ายจะเป็นพวกเดียวกับใต้เท้าลิ่นจริง เขาก็เลยแอบมารายงานว่ามีคนมาซุ่มจับกุม งานคราวนี้ล้มเหลว ถึงได้พากันล่าถอยกลับไป?
หรือนางจะคิดมากเกินไป ทั้งหมดนี้เป็นแค่เรื่องบังเอิญ?
วั่นเสี่ยวเซิงเห็นอวิ๋นจ้าวเอาแต่ขบคิดอยู่กับตนเองก็อดรนทนไม่ได้ ต้องใช้ด้ามดาบสะกิดแขนนาง “นี่ คุณหนูใหญ่สกุลอวิ๋น ท่านพูดอะไรหน่อยสิ”
อวิ๋นจ้าวกลอกตาใส่เขา “เรื่องยังจัดการไม่สำเร็จ เจ้าจะให้ข้าพูดอะไรอีก”
“จะพูดเช่นนี้ก็ไม่ได้ ข้ายอมแลกชื่อเสียงที่สั่งสมมานานกว่าสามปี เพื่อไปแจ้งความกับใต้เท้าเชียวนะ”
“ชิ!” อวิ๋นจ้าวถลึงตาใส่ “อย่าพูดเสียงดังขนาดนี้สิ เรื่องแจ้งความนอกจากเจ้ากับใต้เท้าแล้ว อย่าให้ผู้ใดรู้อีก”
แม้วั่นเสี่ยวเซิงจะมีนิสัยเป็นอันธพาลอยู่บ้าง แต่ก็ยังรู้จักแยกแยะ จึงเอ่ยว่า “คราวนี้ถึงจะกลับมามือเปล่า แต่ใต้เท้าก็ไม่ได้ตำหนิข้าหรอก เพราะแม้จะไม่เจอโจรผู้ร้าย แต่ก็ยังมีร่องรอยให้เห็นอยู่ในป่าไผ่นั่น ซึ่งใต้เท้าไปเห็นมากับตาแล้ว”
อวิ๋นจ้าวรีบถามว่า “พวกเจ้าเจออะไรหรือ”
“เดิมทีป่าไผ่ก็ไม่ได้มีคนกวาดทำความสะอาด ย่อมมีใบไผ่กองทับถมอยู่เต็มไปหมด ตามหลักแล้วหากไม่มีคนเดินไป ใบไผ่ก็ควรอยู่ดีไม่มีอะไรเสียหาย แต่พวกเรากลับเจอว่าในส่วนลึกของป่าไผ่มีใบไผ่ถูกเหยียบลึกจมดินอยู่หลายจุด จากลักษณะและร่องรอยที่ปรากฏ เหมือนจะมีคนจำนวนมากยืนอยู่ตรงนั้น อีกทั้งไม่ได้อยู่แค่เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ด้วย”
อวิ๋นจ้าวใจเต้นโครมครามขึ้นมา เพราะนางรู้ดีว่าเป็นกลุ่มคนที่ดักซุ่มทำร้ายนางกับลู่อู๋เซิงใน ‘วันนั้น’ คาดว่านั่นคงเป็นจุดที่พวกเขาเร้นกายอยู่ นางแสร้งถามว่า “แล้วเป็นไปได้หรือไม่ว่าจะเป็นร่องรอยของคนที่แอบมาพูดคุยกัน”
วั่นเสี่ยวเซิงหลุดหัวเราะออกมาคำหนึ่ง “ล้อเล่นหรือ ใครจะเข้าไปพูดคุยในสถานที่วังเวงเช่นป่าไผ่เล่า หากจะมีก็แค่คู่รักสักคู่หนึ่ง แต่ไม่มีทางหลงเหลือรอยเท้ามากมายปานนี้แน่ ท่านคิดว่าพวกเขาจะกอดกันชมจันทร์หรือ”