สิงฟู่อวี่พูดอะไรไม่ออกไปครู่หนึ่ง อดรู้สึกหัวสมองบวมโตไม่ได้ แต่ไรมาคนที่เขาเผชิญหน้าด้วยมีแต่คนชั่วคนเลว เขาจึงเคยชินต่อการทำหน้าดุดันน่าเกรงขาม ทว่าจู่ๆ ต้องมาเผชิญหน้ากับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง จึงไม่รู้จริงๆ ว่าควรทำหน้าอย่างไร
แต่เขาก็ไม่ได้คิดจะลงโทษนางอยู่แล้ว อย่างมากก็อบรมไม่กี่คำ บอกนางวันหลังอย่าขโมยของอีก
“ถึงไม่มีเงินกินข้าวก็ไม่ควรขโมยของ ถ้าเจอขุนนางคนอื่นก็อาจจับตัวเจ้าไปขังได้” สิงฟู่อวี่พยายามผ่อนคลายน้ำเสียง ยื่นมือไปหยิบเหอเปาที่นางซุกไว้ในอกเสื้อออกมา เปลี่ยนมาเก็บไว้ในกระเป๋าที่เอวของตน จากนั้นก็ถามนาง “หิวหรือยัง เมื่อเช้าไม่ได้กินอิ่มใช่หรือไม่”
อูอีเสวี่ยตกใจจนทึ่มทื่อไปจริงๆ แต่หลังจากได้ยินเขาเอ่ยถาม พลันรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ ใต้เท้าสิงที่แต่ไรมาแววตาคมกริบดุจใบมีด สำรวมในการพูดหัวเราะต่อหน้าคนอื่น มีพลังอำนาจน่าหวั่นเกรงแผ่จากตัวตลอดเวลาถึงกับอ่อนโยนต่อนางเช่นนี้
คงเห็นนางตกใจจนทึ่มทื่อ ไม่พูดไม่จา สิงฟู่อวี่จึงจัดแจงให้คนไปที่ห้องครัวสั่งพ่อครัวให้ย่างแผ่นแป้งมาสักหลายชิ้นกับผัดเครื่องเคียงมาสักสองสามจาน พอดีวันนี้ล่าไก่ป่ากลับมาได้หลายตัว จึงสั่งคนให้ยกน้ำแกงไก่ที่ตุ๋นเสร็จแล้วมาชามหนึ่ง ให้แม่หนูน้อยบำรุงร่างกาย
อูอีเสวี่ยมองอาหารร้อนๆ บนโต๊ะอย่างงงงวย จากนั้นก็มองสิงฟู่อวี่ ความหวาดกลัว ความตื่นตระหนกในตอนแรกถึงตอนนี้ค่อยๆ สงบลงแล้ว คนเมื่อสงบนิ่งลงแล้ว กระบวนความคิดก็จะแจ่มใสมีระบบ มองสายสนกลในของเรื่องราวได้ชัดเจนมากขึ้น
คิดไม่ถึงว่าใต้เท้าสิงที่ดูเคร่งขรึมเฉยเมยที่แท้แล้วจะดีต่อเด็กถึงเพียงนี้ ไม่ถูก เขาไม่ได้ดีต่อเด็กทุกคน แต่ดีต่อนางเป็นพิเศษ
เพื่อยืนยันการคาดเดาของตน นางตัดสินใจจะทดสอบเขา ครั้นแล้วตอนคีบเนื้อนางแสร้งทำเป็นมืออ่อน ทำเนื้อร่วงลงบนโต๊ะ จากนั้นก็มองสิงฟู่อวี่ด้วยนัยน์ตาใสซื่อ
สิงฟู่อวี่ไม่ได้ตำหนินาง หากแต่ช่วยคีบเนื้ออีกชิ้นหนึ่งวางลงบนชามของนาง
อูอีเสวี่ยมองเนื้อที่อยู่ในชาม เงยหน้าขึ้นส่งยิ้มไร้เดียงสาให้เขา เห็นเขาส่งยิ้มมุมปากให้นางเช่นกัน
นางพลันอยากรู้ว่าขีดสูงสุดที่บุรุษผู้นี้มีให้นางอยู่ตรงที่ใด ด้วยเหตุนี้หลังจากนางกินไปได้หลายคำก็วางตะเกียบลง ไถลตัวลงจากเก้าอี้ มาถึงข้างกายสิงฟู่อวี่แล้วปีนขึ้นไปบนตักเขาท่ามกลางสายตาที่มองมาด้วยความประหลาดใจของเขา จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความเคารพและเลื่อมใสพลางส่งยิ้มบริสุทธิ์ไร้เดียงสาไปให้
สิงฟู่อวี่มองนางหนูผู้นี้อย่างงุนงง รู้สึกคาดคิดไม่ถึงต่อการเป็นฝ่ายเข้ามาทำตัวสนิทสนมของนาง นางแย้มยิ้มไร้เดียงสาน่ารัก แตะถูกจุดอ่อนที่ไม่มีใครรู้ของเขาเข้าพอดี
เด็กคนนี้น่ารักเกินไปแล้ว รอยยิ้มของนางคล้ายมีเสน่ห์ขุมหนึ่ง สั่นสะเทือนส่วนที่อ่อนนุ่มในใจของเขา ใบหน้าที่มีสง่าน่าเกรงขามของเขาดูอ่อนโยนลงโดยไม่รู้ตัว
เขาปล่อยให้นางนั่งอยู่บนตักเขาเช่นนั้น ภายใต้สายตาที่เฝ้ารอคอยของนาง เขายื่นมือไปคีบกับข้าวมาให้นาง นางรีบอ้าปากรับแล้วกินลงไป
เห็นนางเคี้ยวอาหารแก้มตุ่ยเขาก็อดคีบเนื้ออีกชิ้นหนึ่งมาส่งให้ที่ข้างปากนางไม่ได้ เห็นนางอ้าปากกัดและเคี้ยวกินด้วยความพอใจ หัวใจที่เย็นชาดุจน้ำแข็งของเขาก็หลอมละลายกลายเป็นน้ำไปโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว
อูอีเสวี่ยชี้มือไปบนโต๊ะ ใช้น้ำเสียงนุ่มนิ่มของเด็กเอ่ยขึ้น “น้ำแกงไก่”
สิงฟู่อวี่วางตะเกียบลง ตักน้ำแกงไก่ให้นางชามหนึ่ง ใช้ช้อนตักส่งให้ถึงปากนาง
อูอีเสวี่ยชิมจากช้อนไปคำหนึ่ง จากนั้นก็บอกเขา “ลวกลิ้น” พูดแล้วยังแลบลิ้นน้อยๆ ที่แดงด้วยความร้อนให้เขาดู ท่าทางน่าสงสารยิ่ง
สิงฟู่อวี่ชะงักไปชั่วขณะ คิดไปคิดมา แล้วก้มหน้าลงช่วยเป่าให้นาง พลางบอกน้ำเสียงอ่อนโยน “ไม่ลวกแล้ว”
อูอีเสวี่ยซดจากช้อนของเขาอีกครั้ง จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นยิ้มให้เขาด้วยสีหน้าพอใจ กลีบปากของเขาก็หยักโค้งขึ้น
นี่ไหนเลยยังจะเป็นใต้เท้าสิงผู้สำรวมในการพูดหัวเราะและเปี่ยมอานุภาพสั่นสะเทือนไปทั่วสี่ทิศ ที่แท้ในเวลาส่วนตัวเมื่อเขาเจอเด็กที่ถูกใจก็จะพูดง่ายเช่นนี้ คราวนี้อูอีเสวี่ยไม่กลัวเขาแล้ว
“กินแผ่นแป้งย่าง” นางกล่าว ใต้เท้าสิงรีบหยิบแผ่นแป้งที่ย่างแล้วมาหักเป็นชิ้นเล็กป้อนให้ถึงปากนาง
“ไม่มีเนื้อ” นางบอกอีก ใต้เท้าสิงก็เอาหมูสับใส่ในแผ่นแป้งย่างอย่างว่าง่ายและป้อนให้นาง
อูอีเสวี่ยเบิกบานใจยิ่ง ใต้เท้าสิงผู้นี้ทั้งคีบอาหารตักน้ำแกง ทั้งป้อนเนื้อสัตว์ให้นางกิน ไม่ว่านางจะพูดอย่างไร ขอสิ่งใดเขาเป็นต้องทำให้ ท่าทางขอสิ่งใดก็ไม่ปฏิเสธทำให้นางรู้สึกว่าครั้งนี้ตนโชคดีแล้ว