ความกังวลที่ทำให้เจินจยาฝูกินไม่ได้นอนไม่หลับอยู่หลายวัน ในที่สุดก็หายไปแล้ว
เผยโย่วอันก็ดูเชื่อคำพูดของนางจริงๆ ทั้งยังรับปากจะไม่เข้ามายุ่งกับเรื่องนี้แล้วด้วย
เจินจยาฝูถอนหายใจออกมายาวๆ คาดว่าเขาไม่มีทางเป็นฝ่ายยกเรื่องที่ตนเคยมาวัดฉือเอินขึ้นมาพูดต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าก่อนแน่ จากนั้นยังนึกไปถึงเรื่องที่เช้าวันนี้มารดาไปที่จวนเว่ยกั๋วกง ล่วงเลยมาถึงยามนี้ก็น่าจะกลับบ้านไปแล้ว นางร้อนใจอยากรู้ถึงผลลัพธ์จึงรีบหันตัวกลับ เร่งเดินไปยังอุโบสถด้านหน้าทันที
เจินเย่าถิงกำลังเดินเล่นฆ่าเวลา สายตาเขากวาดมองสำรวจไปทั่ว ยามเห็นเจินจยาฝูพาถานเซียงกลับมา ดวงตาเขาพลันสว่างวาบ รีบเดินเข้าไปหาทันใด “เป็นอย่างไร ได้เจอฮูหยินผู้เฒ่าหรือไม่”
เจินจยาฝูส่ายหน้า “ฮูหยินผู้เฒ่าหลับอยู่ ไม่สะดวกให้รบกวน ข้าเองก็ไม่ได้เจอหน้านาง พวกเราออกมากันสักพักหนึ่งแล้ว ท่านแม่น่าจะกลับบ้านแล้ว พวกเรารีบกลับไปกันดีกว่าเจ้าค่ะ”
เจินเย่าถิงผิดหวังอย่างมาก เขาไม่อยากจากไปทั้งอย่างนี้จริงๆ จึงเอ่ย “น้องสาวหิวแล้วใช่หรือไม่ ข้าไปบอกให้ภิกษุท่านเตรียมอาหารมาให้ พวกเรากินเสร็จแล้วค่อยไปกันก็ได้…”
ตัวเจินจยาฝูเดินออกไปข้างนอกแล้ว “พี่ชายกินเองเถอะเจ้าค่ะ ข้าขอกลับก่อน”
เจินเย่าถิงมองแผ่นหลังของน้องสาวที่มุ่งไปทางซุ้มประตูแล้วหันกลับไปมองข้างหลังคราหนึ่ง ชะงักเท้าไปเล็กน้อย ก่อนติดตามไปอย่างจนใจ
สองพี่น้องกลับเข้ามาในเมือง มุ่งตรงกลับบ้าน เมื่อถามถึงก็ได้รู้ว่าเมิ่งซื่อกลับมานานแล้วจริงๆ ยามนี้มารดาอยู่ภายในห้อง เจินจยาฝูไม่มีเวลาไปเปลี่ยนเสื้อผ้า รีบร้อนเดินไปหาทันที ทว่ายังไม่ทันไปถึงก็เจอป้าหลิวบนทางเดินเสียก่อน สีหน้าดูไม่ค่อยจะดีนัก จึงหยุดฝีเท้าลง
ป้าหลิวเงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นเป็นสองพี่น้องกลับมาแล้วก็รีบเดินเข้ามาหา
“ท่านป้า เรื่องงานแต่งเป็นอย่างไรบ้าง หมั้นหมายยามใด แต่งเข้ายามใด” วันนี้ตอนเช้าป้าหลิวออกไปพร้อมกับเมิ่งซื่อ ดังนั้นเจินเย่าถิงจึงเปิดปากถามนาง
ป้าหลิวมีท่าทีกระอักกระอ่วน ก่อนที่นางจะถอนหายใจ
เจินจยาฝูพอคาดเดาได้แล้ว นางกดข่มความตื่นเต้นที่พลุ่งพล่านขึ้นมาในใจ รีบดึงอีกฝ่ายเข้าไปซักถามในห้องของตนเอง เพียงไม่นานก็ได้รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น
ที่แท้วันนี้ตอนเช้า เมื่อเมิ่งซื่อไปถึงจวนเว่ยกั๋วกงก็พบว่าซ่งฮูหยินอยู่ที่นั่นด้วย ไม่ได้เปิดปากพูดเรื่องงานแต่ง แต่กลับยกเอาเรื่องที่เฉวียนเกอเอ๋อร์ป่วยหลังเจินจยาฝูมาถึงเมืองหลวงขึ้นพูด ความหมายโดยนัยก็คือเจินจยาฝูดวงแข็ง เกรงว่าวันหน้าจะมีชะตาข่มบุตร บุตรสาวของตนเองไม่อยู่แล้ว เหลือไว้แค่เลือดเนื้อเช่นนี้คนเดียว จะให้วางใจได้อย่างไร ต่อให้เมิ่งซื่อจะเป็นคนที่ใจเย็นและอดทนอดกลั้นมากกว่านี้ แต่พอได้ยินซ่งฮูหยินเอ่ยประโยคเช่นนี้ออกมาต่อหน้าตนเอง นางจะยังอดทนต่อไปอย่างไร จึงโต้เถียงกลับไป บอกว่าก่อนหน้านี้สกุลเผยได้เอาวันเดือนปีเกิดของบุตรสาวตนเองไปตรวจดูแล้ว เหมาะสมกันอย่างยิ่ง หยิบเอาเรื่องชะตาแข็งข่มบุตรมาจากที่ใดกัน ซ่งฮูหยินจึงเอ่ยเย้ยหยัน ได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้มีบางตระกูล เพื่อที่จะอาศัยการแต่งงานปีนป่ายขึ้นสู่ที่สูง จึงเอาวันเดือนปีเกิดของปลอมมาให้ เรื่องเช่นนี้ก็ใช่ว่าไม่เคยไม่มี
ในตอนที่ซ่งฮูหยินเอ่ยประโยคนี้ ซินฮูหยินที่นั่งอยู่ข้างๆ กลับไม่พูดอะไรสักคำเดียว