บทที่ 10
ฤดูใบไม้ผลิเริ่มอบอุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ ดวงอาทิตย์ขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่
เซิ่งอวี่ดูแลดอกไม้ใบหญ้าอยู่ตรงข้างระเบียง เมื่อหันหน้าไปกลับเห็นประตูห้องตะวันออกเปิดอยู่ นางรีบก้าวไปหาทันที
หลายวันมานี้ผู้บัญชาการพาฮูหยินออกนอกจวนติดต่อกัน ทุกคนในจวนต่างเคยชินแล้ว ขอเพียงเห็นประตูเปิดก็รู้ว่าตื่นแต่เช้า
เมื่อเดินไปถึงประตูจึงเห็นว่าเฟิงซุ่นอินนั่งอยู่ที่โต๊ะ กำลังจับพู่กันเขียนบางอย่างอยู่
เซิ่งอวี่เอ่ยถามเสียงดัง “วันนี้ฮูหยินจะยังออกไปข้างนอกหรือไม่เจ้าคะ”
เฟิงซุ่นอินไม่ได้เงยหน้าขึ้นมา เพียงชำเลืองมองหลังมือของตนเองแล้วตอบ “ไม่แล้ว”
นึกไม่ถึงว่าน้ำหญ้าที่ทาจะเห็นผลน่าดู อาการบวมที่หลังมือของนางลดลงแล้ว แค่ยังเหลือสีช้ำเหลืองอมเขียวอีกเล็กน้อย ตั้งแต่กลับมาจากค่ายทหารชางเฟิงก็มารายงานว่าช่วงนี้ผู้บัญชาการไม่มีธุระให้ออกไปข้างนอก ขอให้นางพักผ่อนอยู่ในจวนให้ดี เหมือนตั้งใจให้นางได้รักษามือให้หายสนิท
นางหยุดขยับพู่กัน แล้วเงยหน้าถาม “อีกครึ่งชั่วยามเจ้าค่อยมาใหม่”
เซิ่งอวี่คาดว่ามีงานจะสั่งการ จึงขานรับแล้วถอยออกไป
เฟิงซุ่นอินก้มหน้าลง ตรงหน้ากางตำราพับทบเอาไว้ บนนั้นเป็นคำบรรยายไม่กี่คำถึงทัศนียภาพเกี่ยวกับด่านฮุ่ยหนิงและข้างนอกประตูเมืองทิศตะวันออกของเหลียงโจว ตอนนี้เห็นว่าไม่ต้องตามออกไปข้างนอก นางสามารถเอาเวลามาใช้เขียนต้นฉบับได้พอดี
นางดันตำราพับทบไปข้างหน้า เผยกระดาษใยปอสีเหลืองที่กางรอไว้ที่ข้างใต้ จากนั้นจุ่มพู่กันลงไปในหมึกแล้วคัดลอกข้อความลงบนกระดาษ แต่ระหว่างที่คัดก็มีการปรับแต่งให้สำนวนละเอียดยิ่งขึ้นและบรรยายให้ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม
แน่นอนว่าการ ‘ปรับแต่ง’ เช่นนี้สำหรับนางแล้วเรียกว่า ‘ไขรหัส’
เมื่อเขียนทั้งหมดเสร็จนางก็เขียนเต็มหนึ่งหน้ากระดาษใยปอสีเหลืองพอดี
เฟิงซุ่นอินตวัดปลายพู่กันเขียนกำชับย้ำท้ายสุดสองสามประโยค
‘ไม่ต้องเป็นห่วงอะไร รักษาตัวด้วย’
สุดท้ายลงนามแล้ววางพู่กัน ปลายนิ้วลูบขอบกระดาษใยปอสีเหลืองราวกับคนในครอบครัวยังอยู่ตรงหน้า
“ฮูหยินเจ้าคะ” เซิ่งอวี่กลับมาตามเวลาที่บอก
เฟิงซุ่นอินหลุดจากภวังค์ นางพับกระดาษใยปอสีเหลืองที่หมึกแห้งแล้วเก็บเข้าซองจดหมายที่เตรียมไว้ด้านข้าง บนนั้นเป็นชื่อของน้องชายเฟิงอู๋จี๋
นางวางซองจดหมายลงบนโต๊ะแล้วผลักเข้าหาอีกฝ่าย “ช่วยส่งจดหมายฉบับนี้ไปฉินโจวให้ข้าที”
เซิ่งอวี่ก้าวขึ้นมามอง ทว่าไม่ได้รับมา “ฮูหยินเพิ่งมาถึงจึงไม่ทราบ แต่จดหมายทุกฉบับในเมืองจะต้องส่งไปตรวจสอบยังสถานีส่งสารก่อน ส่วนจดหมายของครอบครัวขุนนางจำเป็นต้องได้รับคำอนุญาตจากท่านผู้บัญชาการก่อนถึงจะส่งออกไปได้เจ้าค่ะ”
เฟิงซุ่นอินตกตะลึง “มีกฎเช่นนี้ด้วยหรือ”
เซิ่งอวี่ยืนยันเช่นเดิม
เฟิงซุ่นอินใคร่ครวญแล้วหยิบจดหมายพร้อมลุกขึ้นเอ่ย “ข้าไปส่งเองแล้วกัน”
เซิ่งอวี่นึกว่านางใจร้อน จึงออกไปจัดแจงรถม้าให้ทันที
เฟิงซุ่นอินคลุมเสื้อคลุมกันลม สวมหมวก ก่อนเก็บจดหมายไว้ในแขนเสื้อเดินออกจากห้อง
เซิ่งอวี่จัดแจงรวดเร็วฉับไว รถม้ามารออยู่ที่ประตูจวนแล้ว เมื่อเห็นนางออกมาก็เชิญนางขึ้นรถม้า ส่วนตนเองนั่งอยู่ข้างนอกรถม้าช่วยนำทางให้นาง
ความจริงสถานีส่งสารตั้งอยู่บริเวณกำแพงเมืองนี่เอง หลังจากเดินทางผ่านถนนอึกทึกจอแจในตัวเมืองหลายสาย รอเสียงค่อยๆ ไกลห่างออกไป รถม้าก็หยุดลง
เฟิงซุ่นอินลงจากรถม้ามายืนมั่นคงแล้วมองไปทางประตูเมืองก่อนทีหนึ่ง ย่อมต้องเป็นประตูเมืองทิศตะวันออก จดหมายที่ต้องการส่งไปยังจงหยวนจะต้องผ่านทางนี้แน่นอน
บริเวณใต้กำแพงเมืองสูงใหญ่มีบ้านเรือนอยู่หลายหลังซึ่งล้วนมีทหารรักษาการณ์ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู หนึ่งในนั้นที่มีขนาดกว้างใหญ่ที่สุดแขวนธงเอาไว้ข้างนอก
เซิ่งอวี่ก้าวเข้าไปบอกเจตนาที่มากับทหารรักษาการณ์ก่อน ถึงหันหน้ากลับมาเชิญเฟิงซุ่นอินเข้าไปข้างใน
เฟิงซุ่นอินเพิ่งก้าวเข้าประตูก็บังเอิญมองเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยพอดี นางหยุดฝีเท้าลงแล้วเอ่ย “ท่านผู้ตรวจการลู่?”
ลู่เถียวอยู่ในชุดขุนนาง พอหันกลับมาเห็นนางก็ยิ้มแย้มเดินเข้าหาพร้อมประสานมือคารวะ “ฮูหยินมาที่นี่ได้อย่างไรกัน”
เฟิงซุ่นอินปลดหมวกลงพลางคารวะกลับ นางหันมองรอบด้าน สถานที่แห่งนี้มีเพียงเขาที่มีตำแหน่งขุนนางสูงสุด ผู้อื่นต่างเป็นเจ้าหน้าที่ประจำสถานีส่งสาร นางจึงหยิบจดหมายออกมาจากแขนเสื้อ “ข้าอยากส่งจดหมายถึงครอบครัวเจ้าค่ะ”
ลู่เถียวรับมามองทีหนึ่ง “เสนาธิการงานพลาธิการฉินโจว?”
เฟิงซุ่นอินพยายามพูดให้ฟังดูไม่สลักสำคัญมากที่สุด “น้องชายข้าเองเจ้าค่ะ เขารับตำแหน่งอยู่ที่ฉินโจว ข้าแต่งงานไกลมาที่นี่ เหลือเพียงติดต่อกับน้องชายผู้นี้แล้ว”
ลู่เถียวเข้าใจ ก่อนเอ่ยทันที “ฮูหยินเป็นนายหญิงจวนผู้บัญชาการ แค่จดหมายถึงครอบครัวฉบับหนึ่งเท่านั้น ไม่มีใครที่นี่จะตรวจสอบ” พูดจบก็หันไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง ให้เขาจัดการส่งออกไป
เฟิงซุ่นอินมองเจ้าหน้าที่ถือจดหมายออกจากประตูไปจัดการ ในใจคิดว่า ต่อให้ตรวจสอบก็ไม่เป็นไร
ข้างนอกพลันมีเสียงอึกทึกดังมา คล้ายมีเสียงกีบเท้าม้าชุดหนึ่งกำลังมุ่งหน้าเข้ามาใกล้
เฟิงซุ่นอินหันมองออกไปข้างนอกอย่างไม่แน่ใจ แต่นางไม่ได้หูแว่ว มีทหารกลุ่มหนึ่งมุ่งหน้ามาทางนี้จริงๆ จึงเดินออกไปมองดูอย่างห้ามไม่ได้
ชาวบ้านละแวกใกล้ๆ จำนวนไม่น้อยถูกดึงดูดให้มารับชมริมถนนเช่นเดียวกัน นั่นเป็นกองพลทหารม้าราวห้าสิบหกสิบนายกองหนึ่ง ผู้เป็นแม่ทัพสวมชุดเกราะ สีหน้าเหี้ยมเกรียม กำลังมุ่งตรงมายังประตูเมืองทิศตะวันออก
ลู่เถียวตามออกมาดูแป๊บหนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นด้านข้าง “นั่นเป็นกองพลที่เตรียมออกไปทลายรังโจรขอรับ”
เสียงผู้คนรอบข้างจอแจ เฟิงซุ่นอินฟังไม่ค่อยถนัด ยังดีที่มองเห็นรูปปากของอีกฝ่าย นางถาม “รังโจรอะไรหรือเจ้าคะ”
“โจรทะเลทรายอย่างไรเล่าขอรับ” ลู่เถียวเอ่ย “ฮูหยินไม่ทราบได้อย่างไร เรื่องนี้ยังเกี่ยวข้องกับท่านอีกด้วย ได้ยินว่าระหว่างที่เดินทางมาแต่งงานฮูหยินเจอกับโจรทะเลทรายเข้า โชคดีที่ท่านผู้บัญชาการเร่งรุดไปถึงทันเวลา พวกเขาถึงได้ตกใจหนีไป พอเรื่องนี้ถูกส่งรายงานขึ้นไปถึงท่านผู้บัญชาการใหญ่เลยมีคำสั่งให้ไปทลายรังโจร คนผู้นี้คือแม่ทัพเมืองอวี๋ซื่อสยง ดูแลซั่นโจวหนึ่งในสิบสี่เมืองแห่งดินแดนเหอซี น่าจะเพิ่งพาคนสนิทไปคารวะท่านผู้บัญชาการใหญ่เสร็จ ตอนนี้รับคำสั่งออกไปทลายรังโจรแล้ว” พูดถึงตรงนี้เขาก็หัวเราะเบาๆ “ดังนั้นถึงได้พูดว่าจดหมายของฮูหยินไม่จำเป็นต้องตรวจสอบ ท่านผู้บัญชาการกับฮูหยินเพิ่งแต่งงานกันก็รักใคร่กลมเกลียว จะปฏิบัติต่อกันเช่นเดียวกับผู้อื่นได้อย่างไร”
“…” รักใคร่กลมเกลียวอันใด แววตาของเฟิงซุ่นอินวูบไหวเล็กน้อย นางไม่รู้เรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย
เวลานี้มองเห็นกองพลนี้เดินทางมาถึงกำแพงเมืองแล้ว กำลังทยอยกันผ่านออกไปนอกประตูเมือง
เฟิงซุ่นอินพลันสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ นางลดเสียงลง “แค่ทลายรังโจรเท่านั้น เหตุใดต้องโยกย้ายทหารม้ามาจากซั่นโจวด้วยหรือ” ทั้งที่รอบๆ เหลียงโจวล้วนมีทหารม้าประจำการอยู่
ลู่เถียวเอ่ย “เดิมทีให้ทหารต่อกรกับโจรเป็นเรื่องง่าย แต่โจรทะเลทรายของที่นี่ไม่ถูกขุดรากถอนโคนเสียที หนนี้ถึงได้โยกย้ายทหารม้าของซั่นโจวมาให้เหลียงโจวใช้งานขอรับ”
เฟิงซุ่นอินพลันนึกถึงโจรทะเลทรายที่ปลอมเป็นชาวบ้านมาขอรับผิดกับพวกเขาตอนออกนอกเมืองวันนั้น ก่อนคาดเดาได้ถึงบางอย่าง แววตานางวูบไหว ไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงลอบเม้มปากน้อยๆ
กองพลทหารม้าออกจากประตูเมืองกันไปหมดแล้ว ชาวบ้านต่างแยกย้าย รอบด้านคืนสู่ความสงบ
ลู่เถียวหันกลับมาเอ่ย “ข้าควรไปทำงานแล้ว หลังจากผ่านไปอีกระยะในเมืองจะมีงานเทศกาลใหญ่ ถึงเวลานั้นจะมาเชิญฮูหยินเข้าร่วมอีกทีขอรับ” พูดจบก็คารวะอย่างเรียบง่ายอีกครั้งแล้วเดินกลับเข้าไปในสถานีส่งสาร
เฟิงซุ่นอินผงกศีรษะ ไม่ได้สนใจคำพูดตามมารยาทของเขานัก นางยืนอยู่ที่เดิมสักพักถึงได้หันกลับเดินออกไปข้างนอก
เซิ่งอวี่ติดตามอยู่ด้านหลังฝั่งขวาของนาง ยังไม่ทันเดินถึงรถม้าพลันเอ่ยเรียกนางขึ้นมา “ฮูหยินเจ้าคะ”
เฟิงซุ่นอินหันมองนาง ทว่ากลับเห็นนางมองไปทางข้างหน้าอย่างรวดเร็วปราดหนึ่ง จึงหันมองตามไป ก่อนเห็นพลธนูกลุ่มหนึ่งจูงม้ายืนอยู่ข้างทาง กำลังขวางอยู่หน้ารถม้านาง
ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเขามาถึงตั้งแต่เมื่อใด เมื่อครู่ตนเองยืนอยู่ตรงนี้นานมาก อาจจะถูกมองเห็นนานแล้ว
เฟิงซุ่นอินหันมองรอบข้างทันที แต่ไม่เห็นเงาร่างของมู่ฉางโจว นางเดินเข้าไปหา
เพิ่งเดินเข้ามาใกล้พลธนูก็เปิดทางให้ เผยให้เห็นรถม้าที่อยู่ด้านหลัง
นางมองแล้วไม่ได้สนใจพวกเขา เหยียบแท่นเหยียบก้าวขึ้นรถม้า เลิกม่านรถม้าเข้าไปก็มองเห็นเงาร่างหนึ่งทันที นางอดตกตะลึงไม่ได้
มู่ฉางโจวนั่งอยู่ภายในรถม้านี่เอง มือข้างหนึ่งวางบนหัวเข่า สายตามองนาง คล้ายกำลังรอนางอยู่
ตั้งแต่เขาทายาให้วันนั้น เฟิงซุ่นอินก็ยังไม่ได้คุยกับเขาอีก นางนั่งลงด้านข้างเขาแล้วเอ่ย “พี่รองมู่มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรเจ้าคะ”
“มาส่งกองพลทลายรังโจรออกจากเมือง” มู่ฉางโจวเอ่ย “บังเอิญเห็นรถม้าเจ้าจอดอยู่ที่นี่พอดี จึงขึ้นมาพักผ่อน”
เฟิงซุ่นอินรู้สึกว่าเขาพูดครึ่งจริงครึ่งเท็จ หากเขาอยากพักผ่อนจริงๆ มีที่ใดจะพักไม่ได้บ้าง กลับจะต้องขึ้นมาบนรถม้าของนางเสียอย่างนั้น
ระหว่างลอบค่อนขอดในใจ แค่เพียงขยับตัวเล็กน้อยนางก็โดนถูกตัวเขาเข้ากะทันหัน นางชำเลืองมองทีหนึ่ง ก่อนเห็นว่าเขานั่งงอเข่า ชายชุดคลุมพาดอยู่บริเวณเอว เผยขายาวกำยำที่อยู่ใต้กางเกงผ้าแพร ติดกับขานางซึ่งขวางกั้นด้วยชายกระโปรง นางเก็บขากลับมาเงียบๆ ขณะที่สายตาเบนหลบ
เดิมทีรถม้าคันนี้ยังกว้างขวาง เวลานี้พอเขานั่งอยู่ที่นี่กลับให้คนรู้สึกเบียดเสียดขึ้นมากะทันหัน
“อินเหนียงเล่า มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร” มู่ฉางโจวถาม “มาส่งกองพลทลายรังโจรเช่นกันหรือ”
เฟิงซุ่นอินช้อนสายตามองเขา ก่อนเอ่ยอย่างแฝงความนัย “ได้ยินว่าพี่รองมู่อ้างชื่อข้าส่งคนไปปราบโจร ข้าย่อมต้องแวะมาดูเช่นกัน”
มู่ฉางโจวมองสำรวจนางขึ้นลงคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มแล้วเอ่ย “เจ้าสาวคนใหม่ของข้าเกือบถูกลักพาตัวระหว่างเดินทางมา ข้าขอคำอนุญาตปราบโจรเพื่อฮูหยินจะมีอะไรไม่เหมาะสมหรือ นอกเสียจากอินเหนียงไม่ใช่ฮูหยินของข้า ข้าถึงใช้ข้ออ้างนี้ไม่ได้”
เฟิงซุ่นอินกลอกตาอย่างอึดอัด ในใจคิดว่า พูดอย่างกับเป็นเรื่องจริง ก่อนเอ่ยเสียงเบา “แต่ท่านเลี้ยง…” ก่อนปิดปากทันท่วงที เพราะตกลงกันแล้วว่าจะต้องทำเป็นไม่รับรู้
มู่ฉางโจวนั่งตัวตรงทันที “เลี้ยงอะไร”
เฟิงซุ่นอินเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วหันกลับมามองเขา “ไม่มีคนอื่น?”
มู่ฉางโจวจับจ้องนาง “ไม่มีคนอื่น พูดมาเถิด”
เฟิงซุ่นอินรู้สึกว่าสายตาของเขาจะตั้งใจมองคนเกินไปแล้ว จึงเบือนหน้าหลบสายตาเขา ขยับปากเอ่ย “เลี้ยงโจร…”
ยังไม่ทันพูดจบเขาพลันโน้มตัวมายื่นมือปิดปากนาง
เฟิงซุ่นอินตกตะลึง ช้อนสายตาขึ้น ถึงพบว่าสายตาเขากำลังมองผ่านนางออกไปจ้องข้างนอกบานหน้าต่าง นางหยุดขยับตัวทันใด ตัวคนอยู่แนบชิดกับแผ่นอกของอีกฝ่าย เพียงหายใจเข้าออกอยู่ในฝ่ามือของเขา
ข้างนอกหน้าต่างมีเสียงของจางจวินเฟิ่งดังขึ้น “ท่านผู้บัญชาการอยู่หรือไม่”
พลธนูนายหนึ่งตอบกลับ “ท่านรองโปรดรอสักครู่ขอรับ”
ริมฝีปากของเฟิงซุ่นอินจึงถูกปล่อยเป็นอิสระ นางผ่อนลมหายใจออกมาทันที
นางเม้มริมฝีปากโดยไม่รู้ตัวพร้อมกับผ่อนลมหายใจออกมา รู้สึกได้ว่าแรงมือที่แตะอยู่ยังทิ้งไออุ่นและความรู้สึกบนริมฝีปากและแก้ม เมื่อนางช้อนสายตามองเขาก็ปะทะกับสายตาเขาที่กำลังมองนางอยู่พอดี ถึงได้พบว่าคนผู้นี้ยังอยู่แนบชิดกับตนเอง นางพลันเบนสายตาหลบอีกครั้งพร้อมขยับหัวไหล่เล็กน้อย
หัวไหล่ถูกจับเอาไว้ทันที นางหยุดชะงัก
มู่ฉางโจวยังคงโน้มตัวมาตรงหน้านาง จับไหล่ขวาของนางไว้แล้วหลุบตาลงมองปอยผมข้างหูขวาของนาง ปลายนิ้วเกลี่ยเบาๆ ถึงได้เอ่ย “ข้ารู้แล้วว่าเจ้าอยากจะพูดอะไร แต่ยังคงเหมือนกับก่อนหน้านี้ เพียงทำเป็นไม่รู้เสีย”
เฟิงซุ่นอินเหลือบมองเขา นางอยากพูดคำว่า ‘เลี้ยงโจรใช้งาน’
วันนั้นโจรทะเลทรายปลอมตัวมาขอรับผิด จากนั้นเขาบอกว่าให้อีกฝ่ายกลับไปแล้วเตรียมตัวให้ดี ระยะนี้อย่าโผล่หน้าออกมาอีก ภายหลังถึงได้จัดแจงเรื่องทลายรังโจร
มิน่าเล่าลู่เถียวถึงบอกว่าโจรทะเลทรายก่อเรื่องไม่หยุดหย่อน เป็นเพราะมีเขาคอยให้ท้าย อีกทั้งเขายังอาศัยข้ออ้างว่าโจรที่นี่จัดการยากเพื่อโยกย้ายทหารม้าของซั่นโจวมา ไม่แน่กองพลทหารม้าเหล่านี้คงเข้าสังกัดกองพลทหารม้าของเหลียงโจวนับจากนี้ มาอยู่ใต้บังคับบัญชาของเขา
หากนี่ไม่เรียกว่าเลี้ยงโจรใช้งานจะเรียกว่าอะไร นางขมวดคิ้ว เอ่ยเสียงเบา “ท่านช่างกล้านัก…”
ปลายหางตาคล้ายเห็นมู่ฉางโจวยิ้มน้อยๆ ประหนึ่งไม่เก็บมาใส่ใจ
ต่อมาตรงหน้าก็โล่งขึ้น เขาถอยออกไปในที่สุด เฟิงซุ่นอินรีบกลับมานั่งตัวตรงพร้อมกับจัดชายกระโปรง รู้สึกว่ากระทั่งสาบเสื้อยังเกือบถูกทับเป็นรอย เมื่อช้อนสายตาขึ้นพลันเห็นเขาหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากสาบเสื้อ
นางมองไปแล้วนิ่งเงียบไร้คำพูด นั่นเป็นจดหมายที่นางเพิ่งส่งออกไป นึกไม่ถึงว่าจะมาอยู่ในมือเขาแล้ว
เขารออยู่ที่นี่ ที่แท้เพื่อรอตรวจสอบจดหมายของนาง
มู่ฉางโจวถือจดหมายฉบับนั้นมองสำรวจอย่างตั้งใจครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้าเอ่ย “ลู่เถียวเป็นเพียงผู้ตรวจการ ตัดสินใจเองไม่ได้ ครั้งหน้าจะส่งจดหมายยังต้องมาถามข้าก่อน”
เฟิงซุ่นอินถึงได้เข้าใจ เจ้าหน้าที่ผู้นั้นรับจดหมายนางไปแล้วแต่กลับส่งตรงไปให้เขา นางกำมือเอ่ย “เพียงจดหมายถึงครอบครัวฉบับหนึ่ง ต้องรบกวนท่านด้วยหรือ”
มู่ฉางโจวถามอย่างไม่ใส่ใจ “เขียนเรื่องอะไรบ้าง”
“ทิวทัศน์ของเหลียงโจว ชีวิตช่วงที่เพิ่งมาถึง” เฟิงซุ่นอินตัดสินใจเอ่ยตรงๆ “ไม่อย่างนั้นพี่รองมู่เปิดอ่านเองเลยก็ได้เจ้าค่ะ”
มู่ฉางโจวมองนาง สายตาเลื่อนไปที่ริมฝีปากของนาง ริมฝีปากนั้นอวบอิ่ม ตอนนี้ยังคงแดงก่ำ พวงแก้มนางเองก็ขึ้นสีแดงระเรื่อ ความเย็นชาบนใบหน้ายิ่งชัดเจนกว่าเดิม น่าจะเพราะเมื่อครู่นี้ถูกเขาปิดปากแรงเกินไป
เขาขยับนิ้วอีกครั้ง ลูบเบาๆ ที่กลางฝ่ามือราวกับสัมผัสนั้นยังคงหลงเหลืออยู่ ก่อนเก็บจดหมายแล้วชะโงกตัวออกไปข้างนอก “ช่างเถอะ ในเมื่อเป็นจดหมายถึงครอบครัวของอินเหนียง ข้าจะช่วยส่งให้เจ้าเอง”
บทที่ 11
เฟิงซุ่นอินเบี่ยงตัวหลบให้เขาออกไปทันที จวบจนมองเห็นม่านไม้ไผ่ถูกปล่อยลง ได้ยินเสียงจางจวินเฟิ่งคุยกับเขาจากด้านนอก นางถึงได้ผ่อนลมหายใจออกมาพร้อมยกมือขึ้นลูบริมฝีปาก
ด้านนอกมีเสียงกีบเท้าม้าดังห่างออกไป คล้ายว่าพลธนูกำลังจากไป นางเลิกม่านหน้าต่างขึ้นมองออกไปข้างนอก เห็นพวกเขามุ่งหน้าไปยังทิศทางของสถานีส่งสารแล้วจริงๆ
สถานที่ไม่ได้ห่างออกไป มู่ฉางโจวไม่ได้ขี่ม้าไป เพียงแค่เดินทอดน่องนำหน้าไปเองโดยมีจางจวินเฟิ่งกับพลธนูติดตามอยู่ห่างออกไปช่วงหนึ่ง เขาตัวสูงก้าวยาว มือถือจดหมายฉบับนั้นของนาง เดินอ้อมไปทางด้านข้างของกำแพงเมือง ไม่นานก็ลับตาไป
เซิ่งอวี่ที่อยู่ด้านนอกสั่งให้รถม้าออกเดินทางแล้ว เฟิงซุ่นอินปล่อยม่านลง ในใจคิดว่า น่าจะส่งออกไปจริงๆ แล้วจริงหรือไม่
ต่อมานึกถึงบทสนทนาในรถเมื่อครู่นี้อีกครั้ง หัวคิ้วนางขมวดแน่น เขาไม่ใช่มู่ฉางโจวคนในอดีตอีกต่อไปแล้วจริงๆ…
แทบจะไม่ได้สนใจว่าเดินทางกลับไปอย่างไร เมื่อยามวิกาลมาเยือนเฟิงซุ่นอินยังคงพะวงถึงจดหมายฉบับนั้น อีกทั้งคอยนึกถึงโจรทะเลทรายกลุ่มนั้นขึ้นมาเป็นระยะ นางทำได้เพียงนั่งอยู่ในห้อง ถือตำราพับทบแสร้งทำเป็นอ่าน
จนกระทั่งเซิ่งอวี่ส่งเสียงดังเรียกนางจากข้างนอกประตูแล้วนำน้ำอุ่นสำหรับอาบเข้ามาส่ง ทั้งยังจุดเทียนให้นางอีกด้วย
เฟิงซุ่นอินใคร่ครวญแล้ววางตำราลงพร้อมถามหยั่งเชิง “สถานที่แห่งนี้มีปัญหาโจรทะเลทรายร้ายแรงหรือไม่”
เซิ่งอวี่ยืนอยู่ด้านขวาของนางอย่างนอบน้อมขณะตอบอย่างจริงจัง “ฮูหยินไม่ต้องเป็นห่วงเจ้าค่ะ โจรทะเลทรายกลุ่มแรกสุดมักฆ่าคนวางเพลิง ทำเรื่องชั่วช้าทุกอย่างก็จริง แต่ถูกท่านผู้บัญชาการปราบปรามไปนานแล้ว ทุกวันนี้ที่โผล่มาเป็นเพียงพวกโจรลักเล็กขโมยน้อยเท่านั้น ไม่นับเป็นอะไร เพียงแค่เอาแต่โผล่มาละแวกเส้นทางการค้าตลอด ค่อนข้างดุดัน หากบังเอิญเจอครั้งแรกคงน่าตกใจไม่น้อยจริงๆ ลำบากฮูหยินให้ได้รับความตกใจไปด้วย ทางการเคยส่งคนไปทลายรังโจรหลายครั้งล้วนไม่ประสบผล ครั้งนี้ท่านผู้บัญชาการออกหน้าเพื่อฮูหยิน ขอท่านผู้บัญชาการใหญ่โยกย้ายกำลังพล จะต้องทลายรังโจรได้โดยเร็วแน่นอนเจ้าค่ะ”
เฟิงซุ่นอินได้ยินน้ำเสียงของนางปกติดี น่าจะเป็นความจริง จึงวางใจลงเล็กน้อย มิน่าเล่าตอนนั้นหูเป้ยเอ๋อร์เจอกับโจรทะเลทรายเข้าแล้วยังหัวเราะพูดว่าเป็นเรื่องเล็กได้
เห็นได้ชัดว่ามู่ฉางโจวคุมแรงเอาไว้เป็นอย่างดี ในเมื่อไม่ว่าอย่างไรเส้นทางการค้าก็เป็นช่องทางทำมาหากินช่องทางหนึ่งของเหลียงโจว เขาต้องการเก็บคนกลุ่มนี้เอาไว้โดยต้องไม่คุกคามการค้า ทั้งกลายเป็นเหตุผลให้ใช้กำลังทหารได้ตลอดเวลา
ไม่พบหน้ากันเจ็ดปี คนเปลี่ยนแปลง ความคิดความอ่านเองก็เปลี่ยนเป็นลึกซึ้งขึ้นแล้ว…
“ฮูหยินเจ้าคะ?” เซิ่งอวี่นึกว่านางยังมีเรื่องอื่นอยากถามอีก
เฟิงซุ่นอินได้สติกลับมา เดิมทียังอยากบอกให้นางคอยดูเรื่องจดหมายตอบกลับด้วย แต่คิดแล้วก็อาจช่วยดูไม่ได้ จึงส่ายหน้าเอ่ย “ไม่มีอะไร ข้าจะนอนแล้ว”
เซิ่งอวี่ค้อมกายแล้วถอยออกไป
ทันทีที่ออกไปก็บังเอิญเห็นเงาร่างของผู้บัญชาการเดินเข้ามาในเรือนหลังพอดี เซิ่งอวี่ก้มหน้าคารวะให้จากระเบียงทางเดิน
มู่ฉางโจวไม่ได้เดินอยู่บนระเบียง แต่เดินเลียบระเบียงผ่านเรือนหลัง ตอนที่กำลังจะผ่านนอกห้องตะวันออก ฝีเท้าของเขาก็หยุดชะงักแล้วหันมองไป
แสงตะเกียงในห้องยังสว่างไสว เงาร่างที่สะท้อนอยู่บนกระดาษหน้าต่างดูบอบบางอ่อนโยน เอาแต่นั่งอยู่นิ่งๆ ราวกับภาพวาด
เขามองสักพักก่อนถามเสียงเบา “ฮูหยินกลับมาแล้วเป็นอย่างไรบ้าง”
เซิ่งอวี่ตอบ “ฮูหยินปกติดีทุกอย่างเจ้าค่ะ แค่เป็นห่วงเรื่องรังโจร เพียงสอบถามถึงบางอย่าง”
มู่ฉางโจวผงกศีรษะ ไม่ได้พูดอะไร
เซิ่งอวี่ถอยออกไปอย่างเข้าใจ
มู่ฉางโจวมองไปทางหน้าต่างอีกครั้ง เดิมทีหลงคิดว่าถ้อยคำในรถม้าวันนี้จะทำให้นางตกใจเข้า แต่ดูท่าจะไม่ใช่เช่นนั้น พอใคร่ครวญให้ดี สมัยเด็กตอนอยู่ที่สกุลเฟิงก็คล้ายไม่เคยเห็นนางกลัวอะไร มิน่าเล่าแม้แต่ตอนเจอกับสายลับเข้านางก็ยังไร้ความเกรงกลัว
อีกทั้งยังฉลาดเกินไปอยู่บ้าง ปลายนิ้วของเขาเคาะต้นขาเบาๆ สายตามองเข้าไปในห้อง เห็นเงาร่างภายในนั้นขยับลุกขึ้นเดินไม่กี่ก้าว ก่อนยกมือขึ้นเบาๆ ปลดเสื้อนอกออก เผยเงาร่างสะโอดสะองของสตรี ก่อนที่เงาร่างจะหายลับไปจากบานหน้าต่าง
สายตาของมู่ฉางโจวหยุดรั้งอยู่ที่นั่นชั่วขณะหนึ่ง ก่อนค่อยๆ หันตัวเดินไปทางห้องหลัก
ในใจเก็บเรื่องราวไว้ย่อมนอนหลับไม่สนิทนัก ตลอดราตรีนี้เฟิงซุ่นอินล้วนนอนหลับไม่ดี เมื่อลืมตาขึ้นก็มองเห็นผ้ามุ้งเหนือศีรษะถูกแสงอาทิตย์จากนอกหน้าต่างอาบย้อมเป็นสีขาวอมฟ้า
ฟ้าเพิ่งจะสว่างเท่านั้น
“ฮูหยิน! ฮูหยินเจ้าคะ!” เซิ่งอวี่กำลังตะโกนเรียกนางอยู่ด้านนอก
เฟิงซุ่นอินลุกขึ้นนั่ง “เกิดอะไรขึ้น”
เซิ่งอวี่เอ่ยเสียงดัง “ท่านผู้บัญชาการขอให้ฮูหยินเตรียมตัวเจ้าค่ะ”
นางตอบสนองได้ขึ้นมา “วันนี้จะออกไปข้างนอกหรือ”
“เจ้าค่ะ”
เฟิงซุ่นอินรู้สึกว่าค่อนข้างกะทันหัน ซ้ำเวลาก็เร็วกว่าปกติอยู่มาก แต่นางก็รีบลุกขึ้นมาเตรียมตัวทันที
รอนางเตรียมตัวพร้อมเดินออกจากประตูจวน ด้านหน้าประตูก็มีพลธนูกลุ่มหนึ่งขี่ม้าคอยอยู่แล้ว
มู่ฉางโจวขี่ม้าอยู่หน้าสุด เขาสวมชุดขุนนางสีดำอมเขียว เอวรัดสายหนัง ทว่าไม่ได้พกดาบ ธนูเองก็อยู่ในมือของพลธนูด้านหลัง มองดูคล้ายต้องการออกไปเที่ยวเล่น
เฟิงซุ่นอินสวมหมวกม่านแพรเรียบร้อย เดินไปขึ้นขี่ม้าด้านข้างเขา เดิมทีอยากถามว่าจะไปทำอะไร แต่พอคิดถึงคำพูดเมื่อวานของเขาแล้วนางก็ตัดสินใจไม่ถามอะไรเสียเลย
มู่ฉางโจวมองนางทีหนึ่ง คล้ายอ่านความคิดของนางออกจึงไม่พูดอะไรด้วยเช่นกัน เพียงกระตุกบังเหียนกระตุ้นม้าไปข้างหน้า
นึกไม่ถึงว่าวันนี้จะไม่ได้ผ่านเส้นทางเล็กที่รวดเร็วเช่นเดิม กลับเดินทางผ่านถนนใหญ่ใจกลางเมืองแทน
เวลายังเช้ามาก ในตัวเมืองยังไม่มีชาวบ้านสัญจรไปมา แต่มีทหารรักษาเมืองเดินลาดตระเวนแล้ว
ทหารจำนวนหนึ่งเดินมาจากสุดปลายถนน เมื่อเห็นพวกเขาก็คารวะมู่ฉางโจวทันที ทหารรักษาเมืองผู้เป็นหัวหน้าเอ่ย “ข้างนอกเมืองกำลังดำเนินการกวาดล้างรังโจร หากท่านผู้บัญชาการจะมุ่งหน้าไปนอกเมืองทิศตะวันออก โปรดระวังตัวด้วยขอรับ”
มู่ฉางโจวเอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “วันนี้แค่จะไปเที่ยวชมทิวทัศน์ข้างนอกเมืองทิศใต้กับฮูหยินเท่านั้น”
เฟิงซุ่นอินมองเขาอย่างอดไม่ได้
ทหารรักษาเมืองตอบรับแล้วถอยหลบไป ให้เขาเดินทางไปก่อนอย่างนอบน้อม
มู่ฉางโจวขี่ม้าผ่านไป มุ่งหน้าไปทางใต้
เฟิงซุ่นอินที่ติดตามอยู่ด้านหลังฝั่งซ้ายของเขาคอยชำเลืองมองแผ่นหลังเขาอยู่หลายครั้ง
จนกระทั่งออกจากประตูเมืองทิศใต้มา นางกวาดสายตาผ่านกำแพงเมืองทีหนึ่ง หลังหันหน้ากลับมาก็ขี่ม้าขึ้นหน้าไปอยู่ขนานกับเขา ถึงได้เอ่ย “พี่รองมู่เอาข้ามาเป็นข้ออ้างอีกแล้ว”
มู่ฉางโจวมองมา “นึกว่าวันนี้อินเหนียงไม่คิดเอ่ยปากแล้วเสียอีก”
เฟิงซุ่นอินเม้มปากเงียบคำ
เขาเอ่ยต่อ “เมื่อวานไม่ได้บอกในรถม้าแล้วหรือ พวกเราเป็นสามีภรรยากัน เหตุใดจะไม่ใช้เล่า”
เฟิงซุ่นอินถูกคำพูดเขาทำให้แววตาวูบไหว มองเขาผ่านม่านโปร่งของหมวกม่านแพรพลางคิดในใจว่า เหตุใดถึงเอ่ยได้เต็มปากเต็มคำเช่นนี้ จากนั้นเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นข้าเองก็สามารถใช้ชื่อของพี่รองมู่ได้เช่นกัน?”
มู่ฉางโจวพลันยิ้มออกมา “จดหมายของอินเหนียงถูกส่งออกไปแล้วด้วยม้าที่เร็วที่สุด นี่ไม่ใช่เป็นเพราะชื่อของข้าหรอกหรือ”
“…” เฟิงซุ่นอินไร้คำพูด นึกไม่ถึงว่าเขาจะรอเอาคืนนางอยู่ที่ตรงนี้ ทว่าเมื่อได้ยินว่าจดหมายถูกส่งออกไปแล้วนางก็ผ่อนคลายลงไม่น้อย ความกังวลใจตลอดทั้งคืนเพิ่งนับว่าสบายใจลงตอนนี้ แม้แต่มุมปากเบื้องหลังม่านโปร่งยังเหยียดออกเล็กน้อย
ขบวนเดินทางไม่ได้หยุดลง มุ่งหน้าตามถนนสายเล็กรกร้างข้างนอกเมืองไปทางทิศตะวันออกต่อ
เฟิงซุ่นอินไม่ได้ถามอะไรอีก แต่คอยสังเกตการณ์รอบข้างตลอดเวลา
ฟ้าอึมครึมมีลมพัด รอบด้านวิเวกวังเวง ดินมีเนินสูงต่ำสลับซับซ้อนและหุบเขาแคบๆ อยู่หลายแห่ง ทิวทัศน์ไม่กว้างนัก ทำให้หากมีคนนอกมาจริงก็ยากจะเห็นพวกเขา
เพียงไม่นานมู่ฉางโจวก็รั้งหยุดม้า
เฟิงซุ่นอินหยุดลงตาม ไม่นานก็มีเสียงม้าวิ่งแว่วมาไกลๆ นางหันมองไปรอบหนึ่งถึงพบว่ามีม้าจำนวนหนึ่งมาจากทางทิศตะวันออก ที่นำมาด้านหน้าสุดคือหูเป้ยเอ๋อร์
ทันทีที่เข้ามาใกล้เขาก็รายงานด้วยเสียงหยาบหนา “ท่านผู้บัญชาการ กองพลทหารม้าซั่นโจวล้มเหลวในการทลายรังโจรแล้วขอรับ!” พูดจบก็หัวเราะออกมา “ถุย ผ่านมาหนึ่งวัน แม่ทัพเมืองอวี๋ผู้นั้นจับตัวใครไม่ได้สักครึ่งคน แทบจะโมโหตายอยู่แล้ว ตอนนี้กำลังรวบรวมกำลังทหารไล่ตามค้นหาไปเรื่อยอยู่! ท่านรองนำกำลังคนไปสนับสนุนแล้วขอรับ”
เฟิงซุ่นอินคิดในใจว่า มิน่าเล่าวันนี้ไม่เห็นพวกเขาสองคน ที่แท้ยุ่งอยู่กับการจับตามองกองพลทลายรังโจรนี่เอง ความล้มเหลวเป็นเรื่องที่อยู่ในการคาดการณ์อยู่แล้ว คำพูดของเขาฟังเหมือนรู้ล่วงหน้ามาแล้วด้วย
หูเป้ยเอ๋อร์ยังอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่หันดวงตาคู่โตมามองเฟิงซุ่นอินก่อน
มู่ฉางโจวเองก็มองเฟิงซุ่นอินทีหนึ่ง “ไม่เป็นไร ไม่ต้องหลบเลี่ยง ฮูหยินไม่ใช่คนนอก”
เฟิงซุ่นอินเบนสายตาหลบอย่างห้ามไม่ได้ เวลาได้ยินเขาเอ่ยคำพูดประเภทนี้มักรู้สึกวางตัวไม่ถูกอยู่ตลอด
หูเป้ยเอ๋อร์มองสำรวจเฟิงซุ่นอินอีกครั้ง ก่อนมองมู่ฉางโจวแล้วยิ้มกว้างหัวเราะ ขยับเข้าใกล้เขาแล้วเอ่ย “พลสอดแนมสืบพบแล้วขอรับ”
มู่ฉางโจวผงกศีรษะ ก่อนกระตุกบังเหียนเอ่ย “เดินหน้าต่อ”
เฟิงซุ่นอินกระตุ้นม้าติดตาม พอจะเข้าใจแล้วว่าเขามาทำอะไร
จนกระทั่งออกจากบริเวณนั้น เสียงฝีเท้าม้าดังกระทบพื้นหินกรวด ด้านหน้ามีม้าเร็วอีกตัวหนึ่งควบมาจนถึงหน้ามู่ฉางโจว
มู่ฉางโจวหยุดม้า
ผู้ที่มาเป็นพลสอดแนมนายหนึ่ง หลังคารวะแล้วเห็นมู่ฉางโจวผงกศีรษะให้ถึงได้เอ่ยรายงาน “เรียนท่านผู้บัญชาการ ค่ายทหารม้าซั่นโจวไม่ได้ส่งทหารทั้งหมดออกไป แต่เหลืออยู่เท่าไรนั้นไม่อาจสืบทราบชัดเจนได้ขอรับ”
มู่ฉางโจวยกมือขึ้นกะทันหันให้เขาหยุดพูด คล้ายกับกำลังเงี่ยหูฟังเสียงรอบข้าง จากนั้นจึงหันกลับไปมองเฟิงซุ่นอิน ขี่ม้าเข้าใกล้ด้านขวาของนางแล้วชี้ไปทางเส้นทางที่พวกเขาเพิ่งผ่านมา “เดินทางตามเส้นทางที่พวกเราผ่านมากลับไป มุ่งตรงไปยังประตูเมืองทิศใต้ หากเจอกับทหาร ไม่ว่าจากฝ่ายใด บอกเพียงว่าตนเองหลงทาง อีกสักพักข้าค่อยตามไปสมทบเจ้า จำเอาไว้ วันนี้พวกเราแค่ออกมาชมทิวทัศน์แถวนอกประตูเมืองทิศใต้ ไม่เคยเดินทางไปที่อื่น” เขาชะงักแล้วเอ่ยต่อ “อย่าให้ถูกพบเห็นเข้าจะดีที่สุด”
เขาพูดจบก็รับคันธนูกับซองลูกธนูมาจากพลธนูแล้วโบกมือ พลธนูขยับเข้าใกล้เฟิงซุ่นอินทันที
เฟิงซุ่นอินมุ่นหัวคิ้ว ดึงบังเหียนแล้วหันหลังกลับทันที
เสียงกีบเท้าม้าที่ด้านหลังค่อนข้างรีบร้อน รอนางเหลียวหลังมองก็พบว่ามู่ฉางโจวห้อตะบึงม้านำหูเป้ยเอ๋อร์กับพลสอดแนมไปไกลแล้ว
นางเข้าใจแล้ว พลสอดแนมในกองทัพจะรายงานสถานการณ์กับแม่ทัพหลักเท่านั้น ดังนั้นพอเจอหน้าเขาถึงได้เอ่ยปาก เมื่อครู่นี้เขากำลังสอดแนมสภาพการณ์ของกองทัพซั่นโจวชัดๆ
ทว่านางก็ต้องทำเป็นไม่รู้เรื่องไม่รู้ราวอะไรทั้งนั้น เดินทางกลับทันทีตามคำสั่งของเขา
นางควบม้าห้อตะบึงไประหว่างที่คิด ริมฝีปากเม้มด้วยความอึดอัดใจ เขาใช้นางเป็นข้ออ้าง ทั้งยังอยากให้นางร่วมมือด้วย…
“ฮูหยินขอรับ!” พลธนูนายหนึ่งเข้ามาใกล้กะทันหัน “คล้ายว่าจะมีทหารลาดตระเวนมาจากทางซ้ายขอรับ”
เฟิงซุ่นอินไม่ได้ยินเสียงจากฝั่งนั้น แต่มองผ่านม่านโปร่งออกไป คล้ายจะมีจุดสีดำเล็กๆ สองจุดจริงๆ โชคดีที่ยังอยู่ห่าง ยังมองเห็นอะไรไม่ชัดทั้งนั้น
ค่ายทหารของเหลียงโจวอยู่ทางขวา ซ้ำยังอยู่ใกล้ประตูเมือง ยังอยู่ไกลจากที่นี่ ดังนั้นมีโอกาสสูงมากที่สองคนนี้จะเป็นทหารลาดตระเวนจากค่ายทหารซั่นโจว ทั้งที่ค่ายของพวกเขาควรอยู่นอกประตูเมืองทิศตะวันออก ทว่ากลับส่งคนออกมาลาดตระเวนรอบด้านไกลถึงเพียงนี้ มิน่าเล่ามู่ฉางโจวถึงให้นางรีบกลับไปทันที เขากำลังป้องกันไม่ให้นางเจอกับพวกเขาแน่นอน
ทันใดนั้นก็นึกที่เขาบอกว่าหากไม่เจอจะดีที่สุดขึ้นมาได้ เฟิงซุ่นอินรั้งบังเหียนแล้วห้อตะบึงม้าไปทางด้านขวาแทน
ท่ามกลางเนินหินชันสลับซับซ้อน ทั้งสองข้างรายล้อมด้วยหน้าผาหินแหลมคมสูงชัน บีบตัวเข้าหากันจนเกิดเป็นช่องแคบเล็กๆ ตรงกลาง เมื่อมองจากด้านบนผ่านช่องแคบนั้นลงไปเบื้องล่างจะเห็นภาพค่ายทหารม้าซั่นโจว
มู่ฉางโจวหันกลับลงเนิน ก่อนเอ่ยกับคนที่อยู่ข้างหลัง “ทุกคนถอยไปให้หมด ไม่ต้องสืบต่อแล้ว รอรับช่วงต่อ”
หูเป้ยเอ๋อร์ถูมือพลางหัวเราะก่อนจะเดินตามไป แล้วก็อดถอนหายใจไม่ได้เมื่อนึกถึงเฟิงซุ่นอิน เอ่ยอย่างสิ้นหวัง “แต่เจ้าคนแซ่อวี๋นั่นป้องกันตัวแน่นหนาน่าดู นึกไม่ถึงว่าจะส่งคนมาลาดตระเวนไกลถึงเพียงนี้ เกรงว่าทางฮูหยินจะเจอเข้าแล้ว ถึงแม้จะบอกได้ว่าหลงทาง แต่ถึงเวลาจะต้องสงสัยมาถึงท่านผู้บัญชาการไม่มากก็น้อยแน่นอน”
มู่ฉางโจวหัวเราะเสียงเย็น ไม่ได้พูดอะไร เขาตวัดกายขึ้นขี่ม้า เดินทางกลับไปทันที
หูเป้ยเอ๋อร์ได้แต่ปิดปาก ก่อนนำพลสอดแนมและคนอื่นๆ ขึ้นม้ามุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกด้วยกันทั้งหมด
มู่ฉางโจวควบม้าเร็วไปได้ครึ่งทางก็มองเห็นรอยเท้าม้าที่ถูกลมพัดจนเลือนไปแล้วครึ่งหนึ่งบนพื้น ทิศทางมาจากด้านค่ายทหารซั่นโจว นึกไม่ถึงว่าพวกเขาจะลาดตระเวนมาถึงที่นี่ เขากวาดตามอง ทว่าไม่เห็นเฟิงซุ่นอิน จึงควบม้าไปข้างหน้าต่อ
พลธนูกลุ่มหนึ่งยืนเรียงแถวขวางอยู่ข้างหน้า คล้ายจะขวางอยู่มานานแล้ว
มู่ฉางโจวเข้าใกล้พร้อมกับมองสำรวจทันที “เจอกับทหารลาดตระเวนหรือไม่”
พลธนูนายหนึ่งประสานมือเอ่ย “เพิ่งไปขอรับ เป็นทหารม้าของซั่นโจว ฮูหยินเห็นว่าหลบไม่พ้นจึงให้พวกเรามาขวางอยู่ตรงนี้ล่วงหน้า พอเจอกับพวกเขาก็ให้บอกว่าท่านผู้บัญชาการกับฮูหยินกำลังชมทิวทัศน์อยู่ละแวกประตูเมืองทิศใต้ ไม่อยากถูกรบกวน จึงสั่งให้พวกเรามากั้นทางอยู่ตรงนี้ไกลๆ เป็นพิเศษ พวกเขามองรอบๆ ไปทีหนึ่งก็จากกันไปแล้วขอรับ”
มู่ฉางโจวมองรอบข้างอีกครั้ง “ฮูหยินเล่า?”
พลธนูเอ่ย “ฮูหยินบอกว่าต้องแกล้งทำเป็นว่าอยู่นอกเมืองทิศใต้ ไม่อาจถูกจับได้ จึงมุ่งหน้าไปทางขวาตามลำพังขอรับ”
มู่ฉางโจวควบม้าไปทางขวา ตลอดทางนั้นเป็นภูมิประเทศราบเรียบโล่งกว้าง ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าไม่มีอะไรขวางกั้น ไม่ได้พบสถานที่ซึ่งเหมาะแก่การซ่อนตัว
เขาพลันนึกบางอย่างออก จึงควบม้าไปข้างหน้าจากนั้นก็รีบลงจากหลังม้า เดินข้ามเนินลาดลงไปยังพื้นที่ต่ำเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว
สถานที่แห่งนี้ยังอยู่ห่างจากประตูเมืองทิศใต้สักระยะหนึ่ง อยู่ใกล้กับค่ายทหารนอกเมืองมาก ความจริงแล้วพื้นที่ลุ่มนี้คือคูที่ขุดไว้ใกล้ค่ายทหาร ผนังคูถูกเจาะเป็นโพรงลึก มีโครงไม้ค้ำยันเอาไว้ ไว้เป็นสถานที่ป้องกันตัวและดักซุ่มกำลังทหาร หากไม่ใช่เวลาสงครามจะไม่ถูกใช้งาน เวลานี้มีหญ้าขึ้นรกชัฏ
มู่ฉางโจวกำธนูเดินไปไม่กี่ก้าวในคูนั้นพลางรับฟังเสียงความเคลื่อนไหวอย่างตั้งใจ สายตาจับจ้องไปยังโพรงแห่งหนึ่ง เขาหยุดยืนห่างจากโพรงนั้นราวสิบก้าวแล้วดึงลูกธนูมาจากด้านหลัง
เขาไม่ได้เอ่ยปากเพราะไม่แน่ใจว่าใช่เฟิงซุ่นอินหรือไม่ เขาเล็งธนูไปยังโพรงอยู่นาน ก่อนจะปล่อยลูกธนูออกไปในฉับพลัน
เฟิงซุ่นอินนั่งถือหมวกม่านแพรอยู่ในโพรง กำลังขมวดคิ้วพลางคำนวณว่าผ่านไปนานเท่าไรแล้ว พลันได้ยินเสียงสวบสาบแผ่วเบาดังขึ้นจากพงหญ้ารกชัฏหน้าโพรง ทันใดนั้นลูกธนูดอกหนึ่งก็ถูกยิงมากะทันหัน นางตกตะลึง ตามมาด้วยเสียงของมู่ฉางโจว “ออกมา”
เฟิงซุ่นอินมองออกไปข้างนอกโพรงทันที เขาใช้วิธีการประเภทนี้มาเรียกข้าหรือ เพื่อป้องกันไม่ให้เขายิงมาอีกครั้ง นางทำได้เพียงโยนหมวกม่านแพรในมือออกไปก่อน
ข้างนอกมีเสียงของมู่ฉางโจวดังขึ้นอีกครั้งทันที ติดกลั้วหัวเราะน้อยๆ ขณะเอ่ยย้ำอีกรอบ “ออกมา”
เฟิงซุ่นอินเม้มปากชะโงกตัวออกไป ตอนนั้นมือข้างหนึ่งก็ยื่นมือกุมข้อมือนางแล้ว ออกแรงช่วยดึงตัวนางออกจากโพรง
“นึกไม่ถึงว่าจะเป็นเจ้าจริงๆ” มู่ฉางโจวมองประเมินนาง แววตาค่อยๆ เข้มขึ้น “อินเหนียงคิดเรื่องมาซ่อนตัวอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
เฟิงซุ่นอินตอบด้วยสีหน้าเย็นชา “พี่รองมู่ไม่ได้บอกเองหรือว่าอย่าให้ถูกเจอตัวจะดีที่สุด”
มู่ฉางโจวเอ่ย “ข้าถามว่าอินเหนียงรู้ได้อย่างไรว่าที่นี่สามารถซ่อนตัวได้”
เฟิงซุ่นอินแววตาวูบไหว แน่นอนว่าเพราะเคยเห็นลักษณะเช่นนี้มาก่อนในค่ายทหารนอกเมืองทิศตะวันออก และยังเคยคำนวณระยะห่างเอาไว้ด้วย หากที่นั่นมี ที่นี่ก็ต้องมีเช่นกัน
เทียบกับสายตาแล้ว ความจริงสิ่งที่ควรค่าให้นางภาคภูมิใจมากที่สุดคือความทรงจำของนาง ขอเพียงตั้งใจจดจำก็จะไม่มีทางลืม ต่อให้เป็นแค่ศาลาริมทางที่เคยเห็นในบันทึกการเดินทางเมื่อหลายปีก่อนแต่เพียงครั้งเดียวนางก็จำทิศทางได้ นับประสาอะไรกับแนวป้องกันทางการทหารเช่นนี้ ทุกสิ่งที่บันทึกลงในตำราพับทบเองก็อาศัยการจดจำกลับไปเขียนเงียบๆ ทั้งนั้น
แต่นางเพียงตอบเรียบๆ “ตอนผ่านมาบังเอิญเห็นเข้าเจ้าค่ะ” พูดจบนางก็ขยับตัว เพิ่งตระหนักว่ายังถูกเขากุมมืออยู่ ต่อให้ผ่านแขนเสื้อก็ยังสัมผัสได้ถึงเรี่ยวแรงของเขากับความอุ่นร้อนรอบข้อมือ นางพยายามดึงมือเบาๆ
มู่ฉางโจวมองมือนางทีหนึ่งก่อนคลายนิ้วออก
เวลานี้เฟิงซุ่นอินนึกโมโหอยู่ในใจ นางเก็บหมวกม่านแพรแล้วหันตัวกลับเดินขึ้นข้างบน
เดินออกมาได้ไม่กี่ก้าว พลธนูนายหนึ่งก็ควบม้าเข้ามาโดยจูงม้าสีน้ำตาลแดงตัวนั้นของเฟิงซุ่นอินมาด้วย จากนั้นรายงานฉับไว “ท่านผู้บัญชาการ ยังมีทหารลาดตระเวนซั่นโจวผ่านมา ต้องการให้ขวางไว้ต่อไปหรือไม่ขอรับ”
เมื่อครู่นี้มู่ฉางโจวมองเฟิงซุ่นอินเดินขึ้นมาจากคูด้วยท่าทางที่เหมือนคุ้นเคยอย่างยิ่ง ยามนี้สายตาจึงเอาแต่จับจ้องนาง “ขวางไว้ เชิญฮูหยินขึ้นม้า”
พลธนูจูงม้ามาตรงหน้าเฟิงซุ่นอินแล้ว ก่อนควบม้ากลับไปขัดขวางอย่างรวดเร็ว
เฟิงซุ่นอินปัดฝุ่นบนชุด สวมหมวกม่านแพร ดวงหน้าเบื้องหลังม่านโปร่งยังคงเย็นชา “วันนี้พี่รองมู่ใช้งานข้ามากพอแล้ว ในเมื่อกลับมาแล้วก็จัดการเองแล้วกันเจ้าค่ะ ข้าจะไปชมทิวทัศน์ของข้าต่อแล้ว”
เพิ่งคิดผละจากไป หัวไหล่นางกลับถูกจับไว้ นางเหลียวมองแล้วก็เห็นมู่ฉางโจวกำลังมองนางยิ้มๆ “บอกแล้วว่าพวกเรามาชมทิวทัศน์ด้วยกัน จะไม่เดินทางร่วมกันได้อย่างไร” พูดจบก็พลันยื่นแขนออกมา
เอวของเฟิงซุ่นอินถูกกระชับแน่นกะทันหัน เมื่อถูกมือของเขาโอบไว้แล้วนางก็รู้สึกตัวเบาขึ้น โดนส่งตัวขึ้นหลังม้าโดยตรง นางจับบังเหียนพร้อมหันกลับไปมองเขาอย่างตะลึงงัน
มู่ฉางโจวเก็บมือกลับมาแล้วตวัดกายขึ้นหลังม้าตนเอง ก่อนดึงสายบังเหียนของนางให้ม้าของนางมาอยู่ด้านข้าง จากนั้นก้มหน้าลงกระซิบข้างหูขวาของนางพอดี “อินเหนียงช่างฉลาดกว่าที่ข้าคิดเอาไว้เสียอีก”
“…” เฟิงซุ่นอินหัวใจกระตุกวาบ ดึงบังเหียนในมือเขากลับมา ทว่าดึงอย่างไรก็ไม่ขยับ ได้แต่นั่งตัวตรงอยู่ติดกับเขาพลางลอบผ่อนลมหายใจออกมา
ม้าที่ขี่อยู่ออกตัว เขาขี่ม้าตรงไปข้างหน้าแล้ว แต่มือยังกุมสายบังเหียนดึงให้ม้าของนางอยู่ข้างกายโดยไม่มีเจตนาจะปล่อยมือสักนิดเดียว
บทที่ 12
ม้าของเฟิงซุ่นอินถูกจูงมาตลอดทางจนกลับเข้าเมือง
หาใช่เพียงแค่นั้น ตั้งแต่ในเมืองมาจนถึงหน้าประตูจวนผู้บัญชาการ มู่ฉางโจวล้วนจูงบังเหียนม้าของนางด้วยตนเอง ม้าสองตัวควบใกล้ชิดกันตั้งแต่ต้นจนจบ ต่อให้นางก้มหน้าอีกทั้งมีม่านโปร่งบดบังก็ยังสัมผัสได้ว่าตลอดทางมีสายตามากมายเพียงใดจับจ้องมาที่นาง…
แสงอาทิตย์ยามบ่ายส่องจากนอกประตูมาถึงมุมโต๊ะ ในที่สุดก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาแล้ว
เฟิงซุ่นอินจับพู่กัน ปิดตำราพับทบในมือ
เพิ่งเขียนบรรยายเกี่ยวกับนอกประตูเมืองทิศใต้เสร็จก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงสถานการณ์ของวันนั้นขึ้นมาอีกครั้ง ในใจนางยังคงแอบรู้สึกไม่สบอารมณ์
เซิ่งอวี่ก้าวเข้ามาจากข้างนอกประตูกะทันหัน สองมือประคองเทียบเชิญใบหนึ่งยื่นมาตรงหน้านางพร้อมเอ่ยเสียงดัง “ฮูหยิน มีเทียบเชิญถูกส่งมาเจ้าค่ะ”
เฟิงซุ่นอินหลุดจากภวังค์ ยื่นมือไปรับมา “ผู้ใดส่งมา”
เซิ่งอวี่ตอบ “ท่านผู้ตรวจการลู่เจ้าค่ะ มาเชิญฮูหยินเข้าร่วมงานสรงน้ำพระ”
เฟิงซุ่นอินกางออกอ่าน เทียบเชิญถูกเขียนโดยลู่เถียวจริงๆ ละแวกดินแดนเหอซีนั้นศาสนาพุทธเฟื่องฟู ทุกปีเมื่อถึงวันสรงน้ำพระ เหลียงโจวจะจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ ลู่เถียวกลัวนางไม่รู้จึงส่งเทียบเชิญมาเป็นพิเศษ เพียงแต่ส่งมาช้าเกินไป วันนี้เป็นวันงานแล้ว
เฟิงซุ่นอินนึกขึ้นได้ว่าวันนั้นที่ไปส่งจดหมายก็เคยได้ยินเขาพูดเรื่องที่ในเมืองจะจัดงานเทศกาลใหญ่สักอย่าง ที่แท้ก็คืองานนี้นี่เอง นางเก็บเทียบเชิญพร้อมกับลุกขึ้น “เช่นนั้นก็ไปเถิด”
เซิ่งอวี่เชิญนางนั่งลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ก่อนเอ่ย “งานสรงน้ำพระของเหลียงโจวจะจัดขึ้นช่วงเย็น ฮูหยินจะรอท่านผู้บัญชาการกลับมาแล้วค่อยไปด้วยกันหรือไม่เจ้าคะ”
เฟิงซุ่นอินชำเลืองมองออกไปนอกบานประตู มู่ฉางโจวหายตัวไปไม่เห็นหน้าตั้งแต่วันนั้นแล้ว หลายวันมานี้คิดว่าไม่เคยกลับมาที่จวนด้วยซ้ำ ข้ออ้างอย่างนางใช้งานได้ดีจริงๆ พอใช้เสร็จแล้วก็ทิ้งขว้าง
“ไม่จำเป็น ข้าไปเอง” นางเอ่ยเรียบๆ
เซิ่งอวี่มองนาง วันนั้นทุกคนในจวนต่างมองเห็นผู้บัญชาการพาฮูหยินกลับมา ทั้งยังจูงบังเหียนม้าของนางด้วยตนเอง ตลอดทางไม่อยู่ห่างสักก้าว ยังคิดว่าผู้บัญชาการกับฮูหยินสนิทสนมกันมากขึ้นแล้ว ขณะนี้จึงรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาอีก แต่ก็ไม่พูดอะไร
ตอนออกจากจวนดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยตก สีท้องฟ้าเริ่มโพล้เพล้ งานเทศกาลจัดขึ้นยามเย็นพอดี
เซิ่งอวี่เลือกบ่าวรับใช้สิบกว่าคนจากในจวนให้เดินทางไปด้วยกัน เผื่อคนในงานเยอะ เมื่อรถม้าเคลื่อนถึงถนนใหญ่ในเมือง คนเดินถนนก็แออัดขึ้นมาดังคาด ลำบากอยู่พอสมควรถึงเคลื่อนไปถึงจุดหมายอย่างเชื่องช้า
เฟิงซุ่นอินได้ยินเสียงอึกทึกจอแจจากข้างนอกนานแล้ว นางเลิกม่านไม้ไผ่ก้าวลงจากรถม้า รอบด้านแน่นขนัดด้วยผู้คน เป็นสภาพของความเจริญรุ่งเรือง นางรู้สึกหนวกหู จึงขยับไปยืนด้านข้างสองสามก้าว ก่อนหันไปเห็นลู่เถียวกำลังก้าวเร็วๆ ออกจากโรงเตี๊ยมข้างถนนมาต้อนรับ
ทันทีที่เห็นนาง ดวงตาของลู่เถียวก็สว่างวาบพร้อมกับยกมือขึ้นคารวะ “ขออภัยฮูหยินด้วย”
เฟิงซุ่นอินคารวะกลับ เดิมทียังนึกว่าหมายถึงเรื่องที่เชิญนางช้า ทว่ายังไม่ทันเอ่ยปากตอบกลับไปก็ได้ยินเขาเอ่ยต่อก่อน “เดิมทีวันนั้นต้องการช่วยฮูหยินส่งจดหมายถึงครอบครัวให้ นึกไม่ถึงว่าภายหลังยังคงเป็นท่านผู้บัญชาการเป็นคนมาส่ง ข้ารับปากฮูหยินแล้วทว่ากลับเกือบทำไม่สำเร็จ ช่างละอายใจนัก”
เฟิงซุ่นอินนึกถึงที่มู่ฉางโจวพูดว่าลู่เถียวไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจขึ้นมา คาดเดาได้ว่าเขาปราศจากอำนาจของผู้ตรวจการมานานแล้ว จะโทษเขาได้อย่างไร อีกทั้งนางไม่สะดวกพูดตรงๆ จึงเอ่ยเพียงว่า “ท่านผู้ตรวจการไม่จำเป็นต้องเก็บมาใส่ใจ เป็นเพราะเดิมทีเหลียงโจวก็ไม่พึงเป็นเช่นนี้”
ลู่เถียวถอนหายใจ “เพราะไม่ใช่ช่วงเวลาปกติก็เท่านั้น ดินแดนเหอซีขนาบหน้าหลังด้วยเพื่อนบ้านที่แข็งแกร่ง เพื่อป้องกันข่าวสารทางการทหารรั่วไหล ความรอบคอบจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังจากนี้ก็คงดีขึ้น”
เฟิงซุ่นอินคิดในใจว่าที่แท้ก็อ้างเหตุผลเช่นนี้ ด้านหลังของดินแดนเหอซีมีเผ่าทูเจวี๋ย* ตะวันตก ด้านหน้ามีเผ่าถู่ปัว** จำเป็นต้องป้องกันตัวจริงๆ เมื่อพูดเช่นนี้เรื่องตรวจสอบจดหมายก็กลายเป็นมีเหตุผลแล้ว
ระหว่างสนทนากันพวกเขาเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยม รอบด้านเหลือเพียงพลทหารที่เดินผ่านไปมาไม่กี่นาย แต่ละนายต่างวิ่งวุ่นออกไปข้างนอก
ลู่เถียวเชิญนางนั่งลงบนเก้าอี้ชาวหูในโรงเตี๊ยม ทั้งยังรินน้ำชาที่เพิ่งต้มสุกให้นางถ้วยหนึ่งพร้อมเอ่ยว่า “ฮูหยินนั่งรออยู่ตรงนี้สักครู่ เดิมทีปีนี้ท่านผู้บัญชาการใหญ่กับฮูหยินผู้บัญชาการใหญ่จะเข้าร่วมด้วยเช่นกัน แต่เพราะเรื่องแม่ทัพเมืองซั่นโจวจึงมาไม่ได้ อีกประเดี๋ยวเชิญฮูหยินเป็นคนจุดธูปไหว้พระคนแรกแล้วกันขอรับ”
เฟิงซุ่นอินตระหนักนานแล้วว่าตนเองสามารถรู้เรื่องราวหลายอย่างจากทางเขา วันนี้ถึงได้ตอบรับนัดอย่างเต็มใจ เวลานี้ได้ยินเขาพูดถึงซั่นโจว นางนั่งลงบนเก้าอี้แล้วจงใจถาม “ท่านแม่ทัพเมืองซั่นโจวอยู่ทลายรังโจรถึงวันนี้แล้วเพิ่งกลับหรือเจ้าคะ”
ลู่เถียวกำลังจะตอบ ทว่าเอ่ยว่า “ช่างเถอะ ถึงอย่างไรก็เป็นเรื่องของทางการ”
เฟิงซุ่นอินเรียบเรียงคำพูดก่อนเอ่ย “ไม่ทราบว่าท่านผู้ตรวจการลู่เคยได้ยินเรื่องที่ข้าจดบันทึกสิ่งที่พบเห็นหรือไม่ ทุกวันนี้ข้าออกไปตระเวนชมทิวทัศน์รอบๆ แต่กลับขาดเพียงเรื่องเล่าหรือเหตุการณ์พิเศษต่างๆ คาดว่าคงทำได้เพียงฟังบางอย่างจากทางท่านผู้ตรวจการลู่แล้ว”
ลู่เถียวเอ่ยทันที “ข้าได้ยินมาแล้ว ฮูหยินช่างเป็นคนมีความสามารถจริงๆ! เพียงแต่เรื่องพวกนี้ก็จะจดลงไปเช่นกันหรือ”
เฟิงซุ่นอินยิ้มบาง “เรื่องใดจดบันทึกได้ เรื่องใดทำไม่ได้ ข้ายังทราบดีเจ้าค่ะ”
ลู่เถียววางใจลง เขาอยู่ที่นี่มานาน อุตส่าห์ได้เจอกับเฟิงซุ่นอินที่มาจากฉางอันทั้งที รู้สึกเป็นกันเองจริงๆ จึงไม่ปิดบังนาง นั่งลงอีกฝั่งของโต๊ะแล้วเริ่มเล่าเรื่องให้ฟังโดยละเอียดด้วยเสียงที่เบาลงมาก
เฟิงซุ่นอินนั่งทางฝั่งขวา บางครั้งอาศัยการอ่านรูปปากเขา สามารถได้ยินเรื่องราวครบถ้วนสมบูรณ์
ซั่นโจวอยู่ไม่ห่างจากเหลียงโจว ครั้งนี้ถึงถูกเลือกให้โยกย้ายกองพลทหารม้ามาช่วยทลายรังโจร นึกไม่ถึงว่าแม่ทัพเมืองอวี๋ซื่อสยงนำกำลังทหารหาญห้าพันนายมาที่นี่ด้วยตนเองแล้วกลับคว้าน้ำเหลว
ผู้บัญชาการใหญ่เหลียงโจวโมโห เข้าใจว่ากับแค่โจรบนเส้นทางการค้ากลับทำให้ทหารม้าของทั้งเหลียงโจวกับซั่นโจวทำอะไรไม่ได้ จึงรู้สึกขายหน้า หมายจะส่งผู้อื่นไปคุมกำลังทหารม้าห้าพันนายของซั่นโจว แล้วส่งทหารม้าของเหลียงโจวไปสนับสนุน ช่วยกันทลายรังโจรให้ราบคาบ
อย่างไรก็ตามอวี๋ซื่อสยงกลับไม่ยอมยกอำนาจการคุมทัพให้ บอกว่าจะเป็นคนคุมทัพไปทลายรังโจรต่อด้วยตนเอง
ผู้บัญชาการใหญ่เหลียงโจวยังไม่ทันอนุญาต พลันได้รู้เรื่องที่เขาไม่ได้นำทหารทั้งค่ายออกไปทลายรังโจร แต่แอบเก็บทหารไว้อีกกว่าพันนาย ซ้ำยังหมายจะก่อความวุ่นวาย จึงบันดาลโทสะยกใหญ่ ยึดอำนาจการคุมทัพของเขา ออกคำสั่งให้ทหารม้าทั้งหมดที่เขาพามาด้วยตกอยู่ในการดูแลของเหลียงโจว ก่อนจะไล่เขากลับซั่นโจวไปตั้งแต่วันนั้น
“ด้วยเหตุนี้ฮูหยินผู้บัญชาการใหญ่จึงไม่มาเข้าร่วมงานเทศกาลด้วยเช่นกัน” ลู่เถียวเล่าถึงตรงนี้พลันหัวเราะออกมา “เดิมทีท่านแม่ทัพเมืองอวี๋กับท่านผู้บัญชาการไม่ลงรอยกัน ทั้งยังสงสัยว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันกับท่านผู้บัญชาการ แต่ท่านผู้บัญชาการใหญ่ได้ยินว่าวันที่เขาทลายรังโจรล้มเหลวแล้วเรียกรวมขุนนางมาปรึกษา ท่านผู้บัญชาการพาฮูหยินออกไปชมทิวทัศน์นอกเมืองทิศใต้ ไม่อยู่ในเมือง ไม่เคยพบหน้าท่านแม่ทัพเมืองด้วยซ้ำ วันนั้นทั่วทั้งเมืองต่างเห็นภาพที่พวกท่านไปกลับด้วยกัน จะพูดว่าท่านผู้บัญชาการมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องยึดกองทัพของเขาได้อย่างไร”
“…” เฟิงซุ่นอินกระจ่างแจ้งแล้ว ดังนั้นที่มู่ฉางโจวจงใจพานางออกไปวันนั้นก็เพื่อไม่ให้ใครกล่าวหาได้ว่าเขาอยู่ในเมือง และเพื่อให้เขาสามารถรับรู้ข้อมูลทางการทหารในค่ายทหารซั่นโจวได้โดยไม่เป็นที่สงสัย
ทุกวันนี้สามารถรับทหารหาญห้าพันนายมาได้อย่างสะอาดหมดจด มิน่าเล่าระยะนี้ถึงไม่เห็นหน้าเห็นตา ที่แท้ก็ยุ่งอยู่กับเรื่องนี้นี่เอง
คิดว่าอวี๋ซื่อสยงไม่น่าใช่คนที่คบหาด้วยง่ายอะไรเช่นกัน ก่อนจะพากองทัพมายังมีการป้องกันล่วงหน้า จงใจทิ้งทหารพันกว่านายเอาไว้ในค่าย ทั้งยังส่งคนออกมาลาดตระเวนไปทั่ว หากผู้บัญชาการใหญ่ส่งคนอื่นมารับช่วงต่อกองทัพของเขาก็จะให้ทหารอีกพันกว่านายในค่ายทหารก่อความวุ่นวาย กลายเป็นว่ากองทัพของซั่นโจวยากจะถูกเหลียงโจวควบคุม
ทว่าดันกลายเป็นการทำตัวอวดฉลาด พฤติกรรมทิ้งกำลังทหารไว้ถูกพลสอดแนมสืบทราบข่าวเข้า กระตุ้นโทสะผู้บัญชาการใหญ่ สุดท้ายทหารหาญห้าพันนายยังคงหลุดไปจากมือ
นางคิดแล้วเอ่ย “เช่นนั้นตอนนี้คนที่คุมทหารไปทลายรังโจรคือท่านผู้บัญชาการเองแล้วหรือ”
ลู่เถียวขบขัน “เหตุใดกลายเป็นฮูหยินมาถามข้าเล่า” ทว่ายังคงเล่าต่อ “ใช่ท่านผู้บัญชาการที่ใดกัน ผลการทลายรังโจรที่ไม่ค่อยดีก่อนหน้านี้ก็ไม่ใช่ท่านผู้บัญชาการคุมทัพ ท่านผู้บัญชาการไม่สนใจเรื่องเล็กพวกนี้มานานแล้ว อำนาจทางการทหารครั้งนี้มอบให้กับท่านรองจางจวินเฟิ่ง เพราะก่อนหน้านี้เขาไปช่วยสนับสนุนท่านแม่ทัพเมืองอวี๋อย่างรวดเร็ว”
เฟิงซุ่นอินคิดในใจว่าเช่นนี้แตกต่างจากมอบให้กับมู่ฉางโจวอย่างไร ถึงอย่างไรกองทัพที่เข้ามาร่วมกับเหลียงโจวก็ล้วนกลายเป็นอยู่ใต้บังคับบัญชาของเขา เขาจะต้องวางแผนทุกก้าวเอาไว้เรียบร้อยแล้วแน่นอน ทั้งยังดึงนางมาเข้าร่วมอีกด้วย…
เพิ่งจะผ่านไปแค่หนึ่งถ้วยชา เสียงจากถนนเองก็ดังขึ้นมา ลู่เถียวลุกขึ้นแล้วเอ่ย “งานกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว เชิญฮูหยินออกไปรับชมพิธีเถิดขอรับ”
เฟิงซุ่นอินลุกขึ้นตาม ขณะเดินออกไปข้างนอกก็เอ่ยถามต่อ “เมื่อครู่นี้ท่านว่าแม่ทัพเมืองอวี๋กับท่านผู้บัญชาการไม่ลงรอยกันหรือ”
ลู่เถียวผงกศีรษะ “เรื่องนี้มิแปลก ข้ามาถึงเหลียงโจวช้า ได้ยินว่าท่านผู้บัญชาการมาจากสายบัณฑิต ทั้งยังครองตำแหน่งสูงและมีอำนาจในเหอซีตั้งแต่อายุยังน้อย ย่อมมีคนเห็นแล้วขัดตา”
เฟิงซุ่นอินจดจำอยู่ในใจโดยไม่ได้พูดอะไร
ท้องฟ้าข้างนอกมืดลงแล้ว แต่โคมบนถนนถูกจุดสว่างไสวดุจยามกลางวัน คนเดินถนนมากขึ้นกว่าตอนที่เพิ่งมาถึง บนท้องถนนแน่นขนัดไปหมดแล้ว
เซิ่งอวี่ที่ยืนรออยู่ตรงประตูสั่งให้องครักษ์แยกยืนสองฝั่งกั้นผู้คนออกไป ถึงมีทางให้เฟิงซุ่นอินเดินตามลู่เถียวไปข้างหน้า
เพียงไม่กี่ก้าวก็เดินถึงแท่นยกพื้นสูงแห่งหนึ่ง แท่นสูงหนึ่งจั้ง ด้านบนตรงกลางวางพระพุทธรูปทองคำสูงครึ่งตัวคนหนึ่งองค์ รอบด้านประดับตกแต่งด้วยดอกไม้แห้งและแถบผ้าแพรหลากสีสัน ควันธูปลอยเอื่อย คาดว่าน่าจะจัดขึ้นเพื่องานวันนี้โดยเฉพาะ ภิกษุกลุ่มหนึ่งนั่งล้อมรอบพระพุทธรูปเคาะบาตรและท่องบทสวดอยู่
ด้านล่างแท่นมีพลทหารยืนเฝ้าระวังอยู่ด้วย ขุนนางบุ๋นในชุดสีครามจำนวนหนึ่งพาคนในครอบครัวมายืนรออยู่ด้านล่างแท่นกันหมดแล้ว ยังไม่ได้เดินขึ้นไปข้างบน
ลู่เถียวนำทางเชิญเฟิงซุ่นอินก้าวขึ้นไปก่อน
เฟิงซุ่นอินเดินตามเขาขึ้นไปแล้วหันมองรอบข้าง เหลียงโจวนิยมขนบธรรมเนียมชาวหูคือความจริง ท่ามกลางผู้คนที่เบียดเสียดกันอยู่บนถนนแทบจะแต่งกายชุดชาวหูไปเสียครึ่งหนึ่ง กลับกลายเป็นนางที่อยู่ในชุดกระโปรงหรูฉวินเอวสูง เพราะเข้าร่วมงานทางพุทธศาสนาจึงไม่ได้สวมหมวก เปิดเผยมวยผมเกล้าสูง มองดูแล้วราวกับคนต่างเผ่าแทน
ลู่เถียวมองนางจากด้านข้างชั่วขณะก่อนเอ่ย “วันนี้ตั้งแต่ได้เจอกับฮูหยินก็อยากจะพูดแล้ว ฮูหยินมาที่เหลียงโจว เปรียบประหนึ่งกระแสลมแรงที่พัดมาจากฉางอันอย่างไรอย่างนั้น”
เฟิงซุ่นอินไม่ทันพูดอะไร ลู่เถียวก็รับกระถางเครื่องหอมด้ามยาวที่จุดไฟแล้วมาจากมือพลทหารด้านข้าง ยื่นส่งมาให้นาง
“ฮูหยินเป็นตัวแทนจวนผู้บัญชาการ เชิญจุดธูปก่อนเถิดขอรับ”
เฟิงซุ่นอินกวาดตามองรอบข้างทีหนึ่ง เดิมทีนางไม่เชื่อในศาสนาพุทธ แต่ตรงหน้าจัดวางสภาพการณ์ยิ่งใหญ่เพียงนี้ย่อมไม่อาจละเลย นางรับกระถางเครื่องหอมด้ามยาวมาแล้วเดินตรงไปยังพระพุทธรูป
วันนี้ประตูเมืองไม่ปิด คนและม้ากลุ่มหนึ่งเพิ่งเร่งกลับมาจากนอกเมืองทิศตะวันออก เมื่อมาถึงถนนใหญ่ในตัวเมืองนั้น เส้นทางกลายเป็นแออัดไม่อาจเดินทางต่อได้อีก พวกเขาจึงได้แต่หยุดลง
มู่ฉางโจวนั่งอยู่บนหลังม้า ขวางกั้นด้วยฝูงชนอยู่ห่างออกไปไกลมาก ทว่ายังคงมองเห็นเงาร่างบนแท่นสูงตั้งแต่แวบแรก เห็นเสื้อแขนกว้างสีเหลืองไข่ห่าน กระโปรงเอวสูงสีแดงทับทิมกระชับเอว มวยผมทรงเมฆาสูง พาดผ้าคล้องแขน กำลังพนมสองมือจุดธูปไหว้อยู่หน้าพระพุทธรูป
หูเป้ยเอ๋อร์ที่อยู่ข้างหลังกำลังรำคาญกับความแออัดบนท้องถนน ผรุสวาทออกมาสั้นๆ ก่อนหันไปเห็นผู้บังคับบัญชาลงจากหลังม้าแล้ว จึงตามลงมาทันทีเช่นกัน
จางจวินเฟิ่งไล่ตามมา ก่อนลงจากหลังม้าเดินไปด้านหลังเขาแล้วเอ่ยกระซิบ “ท่านผู้บัญชาการ กองทัพถูกรับช่วงต่อแล้วเรียบร้อยขอรับ”
“อืม” มู่ฉางโจวยื่นคันธนูให้กับพลธนูที่อยู่ด้านหลัง ก่อนบอกให้พวกเขาจูงม้ากลับไปก่อน จากนั้นเดินไปข้างหน้า
หูเป้ยเอ๋อร์กับจางจวินเฟิ่งเดินตามไป ก่อนเงยหน้ามองเห็นเฟิงซุ่นอินที่ยืนอยู่บนแท่นสูงเข้ากะทันหัน ทั้งสองมองสบตากันอย่างห้ามไม่ได้ จากนั้นมองมู่ฉางโจวที่อยู่ด้านหน้าอีกที
คนบนแท่นสูงจุดธูปเสร็จแล้ว ภิกษุชราที่นั่งอยู่หน้าพระพุทธรูปลูบลูกประคำในมือพร้อมท่องบทสวดเป็นการตอบแทน ตามประเพณีแล้วจะต้องสวดมนต์อธิษฐานให้พรแก่ประสกที่จุดธูปคนแรก
ลู่เถียวเอ่ยขึ้นด้านข้าง “ท่านผู้นี้คือฮูหยินผู้บัญชาการ สตรีสูงศักดิ์สกุลเฟิงแห่งป๋อไห่ มาไกลจากฉางอัน”
ภิกษุชราผงกศีรษะ รับรู้ฐานะแล้วเริ่มสวดมนต์ให้นางเสียงเบา
ลู่เถียวเอ่ยกับเฟิงซุ่นอิน “ภิกษุท่านเคยไปที่ฉางอันมาก่อนเช่นกัน เคยเจอพบกับผู้สูงศักดิ์มาหลายคน ไม่แน่ว่าอาจเคยเจอกับฮูหยินด้วย”
เสียงรอบด้านดังโหวกเหวกเกินไป เฟิงซุ่นอินต้องอ่านปากของอีกฝ่ายถึงเข้าใจคำพูดของเขา นางส่ายหน้าเอ่ย “ไม่มีทางเจ้าค่ะ”
ภิกษุชราเพิ่งสวดเสร็จก็ลืมตาขึ้นเอ่ยกะทันหัน “อาตมาไม่ได้สนใจเรื่องราวทางโลกมานาน แต่ยังคงจดจำสกุลเฟิงได้ สมัยก่อนเคยเข้าร่วมงานทางศาสนาที่วัดต้าฉือเอิน ได้พบกับขุนนางมากมาย หนึ่งในนั้นมีท่านเสนาบดีเฟิงด้วย”
เฟิงซุ่นอินเม้มปากทันใด
ภิกษุชราย้อนรำลึกความทรงจำพลางเอ่ย “นามของจิ้นซื่อประจำปีนั้นติดอยู่บนเจดีย์ห่านป่า คล้ายจะมีคนสกุลเฟิงด้วย”
ลู่เถียวตกใจระคนแปลกใจ “มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ”
เฟิงซุ่นอินนึกไม่ถึงว่าภิกษุรูปนี้จะเป็นผู้ที่เคยไปเยือนฉางอันจริงๆ นางหันไปเอ่ย “ท่านจำผิดแล้ว นั่นไม่ใช่คนสกุลเฟิง…”
ถ้อยคำหยุดลงกะทันหัน สายตาของนางพลันมองเห็นเงาสูงโปร่งร่างหนึ่ง เมื่อมองไปแล้วสายตาก็สบประสานกันพอดี
มู่ฉางโจวยืนอยู่ด้านล่างแท่นสูงนี่เอง ชุดบนตัวกระชับเข้ารูป พกดาบไว้ที่เอว เห็นได้ชัดว่าเพิ่งย้อนกลับมาจากนอกเมือง ดวงตากำลังมองมาที่นาง
ชั่วพริบตานั้นดุจดั่งยังอยู่ในงานราตรีแม่น้ำชวีเจียงเมื่อเจ็ดปีก่อน เพียงแค่ตัวคนเปลี่ยนไปแล้ว
นางผละสายตาออกมา
มู่ฉางโจวที่ยืนอยู่ในมุมมืดของแสงโคมเห็นแววตาของนางแล้วก็กระตุกมุมปากเบาๆ รู้ว่านางยังโมโหไม่หาย
นางมีนิสัยเย็นชา เวลาโมโหก็มักไม่แสดงออก แม้แต่สายตาก็ยังเย็นชา ทว่าเมื่อคู่กับการแต่งกายเช่นนี้กลับโดดเด่นสะดุดตามาก เขาพลันนึกขึ้นได้ว่าสมัยเด็กนางมักชอบแสดงสีหน้าเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง ความเย็นชาเช่นนี้ช่างไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยสักนิดเดียว
งานสรงน้ำพระเริ่มต้นขึ้น สายน้ำบริสุทธิ์ไหลจากเศียรพระพุทธรูปลงมาไม่ขาดสาย อาบย้อมร่างทองคำ พุทธสาวกชายหญิงด้านล่างแท่นสูงเปล่งเสียงสวดมนต์ขึ้นมา เสียงทั้งวุ่นวายและจอแจ เริ่มเบียดเสียดกันมาทางแท่นสูง
ลู่เถียวจำเป็นต้องออกหน้ารักษาความสงบด้วยซ้ำ
เฟิงซุ่นอินหนวกหูกับเสียงจนแยกแยะเสียงพูดรอบข้างไม่ออก คิดอ่านรูปปากผู้คนก็วุ่นวาย นางหันตัวกลับหมายลงไปข้างล่าง ทว่าบรรดาขุนนางชุดสีครามต่างกำลังพาคนในครอบครัวก้าวขึ้นบันไดมาด้านบน ขวางทางอยู่ตรงนั้น นางรู้สึกอึดอัดใจ แต่ก็ไม่สะดวกแสดงท่าทางออกมา ได้แต่ยกมือขึ้นลูบหูซ้ายพร้อมถอยหลบไปด้านข้าง
ทันใดนั้นนางก็เห็นบรรดาขุนนางต่างแหวกทางออกกะทันหัน
เฟิงซุ่นอินช้อนสายตาขึ้นก็เห็นมู่ฉางโจวเดินมาหาอย่างไม่รีบร้อน ก่อนยื่นมือมาโอบบ่านาง ตนเองขวางไว้ทางด้านขวา พานางเดินลงไปข้างล่าง
ภิกษุชราที่ท่องบทสวดเมื่อครู่นี้เอ่ยขึ้นกะทันหัน “คนผู้นี้มิใช่จิ้นซื่อสกุลเฟิงสมัยนั้นหรอกหรือ”
เฟิงซุ่นอินได้ยินครึ่งประโยคแล้วหยุดฝีเท้า มู่ฉางโจวที่อยู่ด้านข้างเพียงมองภิกษุชราทีหนึ่ง ไม่ได้พูดอะไรมาก ก่อนกระชับบ่านางพาเดินลงข้างล่างต่อ
ลู่เถียวเอ่ยขึ้นอยู่ตรงนั้น “ท่านจำคนผิดแล้ว นั่นเป็นท่านผู้บัญชาการทหารเหลียงโจวของพวกเรา”
ภิกษุชราเอ่ยคำสรรเสริญพระพุทธองค์ ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธอีก
จางจวินเฟิ่งกับหูเป้ยเอ๋อร์ที่อยู่ด้านล่างแท่นสูงได้ยินคำพูดของภิกษุชราแล้วต่างตกตะลึง หันมองสบตากัน ต่างยังตั้งสติกันไม่ได้
พอเดินเบียดซ้ายขวาชิดริมถนนออกไปอยู่นาน ห่างจากกลุ่มคนแล้ว รอบด้านถึงเงียบสงบลงบ้าง
เฟิงซุ่นอินก้าวถอยจากข้างกายมู่ฉางโจวด้วยตนเอง “ไม่ขอขอบคุณพี่รองมู่แล้ว ถึงอย่างไรพี่รองมู่ก็ได้รับความช่วยเหลือจากข้าเช่นกัน”
มู่ฉางโจวหันมองนาง ก่อนเผยยิ้มมุมปาก “ถูกแล้ว”
เฟิงซุ่นอินไม่ได้พูดอะไร เพียงเดินไปหารถม้าของตนเอง
เซิ่งอวี่ตามมา ในมือถือน้ำสมุนไพรเชื่อมถ้วยหนึ่ง “สิ่งนี้เอาไว้อธิษฐานเจ้าค่ะ ฮูหยินยังไม่ทันอธิษฐานเลย”
เฟิงซุ่นอินหันหน้าไปมองแล้วก็เห็นแต่ไกลว่าบนแท่นสูงมีคนยกน้ำสมุนไพรเชื่อมไหว้อยู่หน้าพระพุทธรูป เอาไว้สำหรับอธิษฐานจริงๆ นางมองมู่ฉางโจวทีหนึ่ง ก่อนรับถ้วยมา “เช่นนั้นก็ขอให้วันหน้าพี่รองมู่จะทำอะไรล้วนไม่ต้องใช้งานข้า”
มู่ฉางโจวมองนาง ก่อนยื่นมือออกมารับถ้วยนั้นไปแล้วแหงนหน้าดื่มรวดเดียวจนหมด คล้ายกับว่าจงใจ “เกรงว่าเรื่องนี้อธิษฐานไปจะไม่มีประโยชน์”
* ทูเจวี๋ย หรือเตอร์กิก ตามประวัติศาสตร์จีนเป็นคำเรียกรวมชนเผ่าเร่ร่อนที่อาศัยอยู่บริเวณที่ราบสูงมองโกลและในแถบเอเชียกลาง
** ถู่ปัว คือชื่อราชวงศ์หนึ่งของทิเบตในสมัยโบราณ
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 29 ก.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.