X
    Categories: ทดลองอ่านมากกว่ารักหยกคู่เคียงรักพิทักษ์ฉางอัน

ทดลองอ่าน หยกคู่เคียงรักพิทักษ์ฉางอัน บทที่ 3-4

หน้าที่แล้ว1 of 6

บทที่ 3 หงส์มังกร

ถ้อยคำนี้ของหมิงหวาฉังแทรกขึ้นมากะทันหันยิ่ง ทำเอาคำปฏิเสธเดิมของหมิงหวาจางชะงักไป เขาปรายตามองนางเงียบๆ คราหนึ่งก่อนเอ่ยขึ้น

“คฤหาสน์เฟยหงอยู่บนภูเขาหมังซาน เดิมทีรถม้าก็ไม่คล่องตัว พักนี้ยังมีหิมะตกหนัก เส้นทางบนภูเขาคงสัญจรได้ยากนัก ในเมื่อเจ้าไม่ค่อยสบายก็อย่าไปเลย”

หนุ่มน้อยขมวดคิ้วขณะกล่าววาจานี้ สีหน้าแม้จะเย็นชาไว้ตัวเช่นเคย ทว่าดวงตากลับเต็มไปด้วยความจริงจัง ในหมู่คนมากมายที่นี่เขาน่าจะเป็นคนที่เข้าใกล้ได้ยากที่สุด แต่หมิงหวาฉังได้ยินคำตอบนี้ของเขากลับรู้สึกอบอุ่นในใจ

ที่แท้…เขาเข้ามาในโถงแล้วมองนางหลายครั้ง ไม่ใช่เพราะรู้สึกว่านางหาวน่าขายหน้า แต่เพราะเขานึกว่านางไม่สบาย

หมิงหวาฉังฝันร้ายอยู่ครึ่งค่อนคืน ต่อให้พยายามทำตัวให้สดชื่นก็ยังไม่วายหน้าซีดจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว นางเข้ามาในโถงนานเพียงนี้ ไม่ว่าท่านย่า ท่านอาสะใภ้สองคน พี่สาวบ้านรอง หรือน้องสาวบ้านสาม ไม่มีใครสักคนไถ่ถามนางจากใจจริง กลับเป็นหมิงหวาจางพี่ชายที่ขึ้นชื่อว่าเงียบขรึมเย็นชาผู้นี้สังเกตเห็น

ในใจหมิงหวาฉังแสนจะซาบซึ้ง ที่แท้พี่ชายยังคงห่วงใยนาง เมื่อก่อนนางกลัวท่าทางเย็นชาของเขา กอปรกับทั้งสองคนเป็นฝาแฝดหงส์มังกร แต่ผู้หนึ่งดีเลิศ ผู้หนึ่งไร้ประโยชน์ นางรู้สึกว่าเขาจะต้องดูแคลนนางเป็นแน่ ดังนั้นจึงรู้กาลเทศะไม่เคยไปกวนใจเขา ตอนนี้ดูไปแล้วเป็นนางที่ตีความผิดไปเอง

ต่อให้เป็นญาติพี่น้องก็จะต้องรักษาความสัมพันธ์ การติดต่อระหว่างนางกับเขาเดิมทีก็ไม่มาก ขืนนางไม่เข้าหาเขามากหน่อย นางกับเขาจะมีเรื่องอะไรให้พูดคุยกันเล่า

แม้ว่าความจริงแล้วทั้งสองคนจะไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ แต่ก็อยู่อาศัยในจวนเดียวกันมาสิบหกปี นางมองเขาเป็นพี่ชายจากใจจริง หากทั้งสองคนมีความสัมพันธ์ที่ดีกว่านี้ หากเขายินดีให้การคุ้มครองนางมากขึ้น ผู้อยู่หลังม่านเห็นแล้วอาจเลิกคิดสังหารนางใช่หรือไม่

หรือต่อให้ไม่อาจแก้ไข แต่หากนางกอดขาเขาซึ่งเป็นคนใหญ่คนโตของจวนนี้ไว้ วันหน้าเมื่อคุณหนูตัวจริงหวนคืนมา นางก็สามารถขอให้เขาส่งคนมาคุ้มกันนางให้มากหน่อย ให้นางไปจากสกุลหมิงอย่างปลอดภัยได้

ซูหมัวมัวท่านย่าแท้ๆ ของนางมีใจละโมบ ทำลายชีวิตของคุณหนูตัวจริง แม้นี่ไม่ใช่สิ่งที่นางปรารถนา แต่หากว่ากันถึงที่สุดแล้วนางก็ติดค้างคุณหนูตัวจริงอยู่ดี นางเสพสุขลาภยศที่ไม่ใช่ของตนเองมาสิบหกปี ควรรู้จักพอได้แล้ว เมื่อซูอวี่จี้กลับมานางก็ยินดีจะคืนตำแหน่งให้ และจะเป็นฝ่ายไสหัวไปจากจวนกั๋วกงเอง

ทว่า…การสลับคุณหนูตัวจริงตัวปลอมไม่ใช่สิ่งที่นางเรียกร้องต้องการเองเสียหน่อย นางไม่ควรต้องสังเวยชีวิตด้วยเรื่องนี้ นางไม่ไยดีในทรัพย์สินอำนาจของสกุลหมิง แต่รักหวงแหนชีวิตของตนเองอย่างยิ่ง

นางอยากจะอยู่รอดแล้วใช้ชีวิตให้ดี และถ้าเป็นไปได้…ยังต้องการลากตัวคนร้ายที่คิดสังหารนางออกมาด้วย

เพื่อเป้าหมายนี้…ให้นางทำสิ่งใดล้วนได้ทั้งสิ้น เทียบกับชีวิตและความปลอดภัยแล้ว แค่เส้นทางหิมะนับเป็นอะไรเล่า

หมิงหวาฉังกัดฟันก่อนพูดอย่างแน่วแน่ไม่ลังเล “ข้าไม่เป็นไร ขอเพียงได้ติดตามพี่รอง ไปที่ใดก็ไม่เป็นปัญหา พี่รองคงจะไม่รังเกียจว่าข้าเป็นภาระกระมัง”

ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงลอบขมวดคิ้ว สตรีที่ยังไม่ออกเรือนพูดคำจำพวกนี้ได้อย่างไรกัน ไม่สำรวมเอาเสียเลย แต่เมื่อคิดได้ว่าสองคนนี้เป็นฝาแฝดหงส์มังกร โตมาด้วยกันในครรภ์มารดาแบบมือแนบมือเท้าชิดเท้า จะสนิทสนมกันกว่าพี่ชายน้องสาวทั่วไปบ้างก็เป็นเรื่องปกติ นางจึงเพียงขมวดคิ้วไม่ได้พูดอะไร

ความจริงแล้วหมิงหวาจางยังคงไม่เห็นด้วย เหตุที่เขาไม่อยากให้หมิงหวาฉังไปงานเลี้ยงที่คฤหาสน์เฟยหงไม่ใช่เพราะภูเขาหิมะเดินทางยาก แต่เป็นเพราะคนสกุลอู่อย่างเช่นเว่ยอ๋อง เหลียงอ๋อง และเกาหยางอ๋องล้วนไปร่วมงานเลี้ยงนี้เช่นกัน องค์หญิงไท่ผิงฟุ้งเฟ้อรักสนุก นอกเมืองไม่มีผู้ตรวจการคอยจับตามอง งานเลี้ยงจะต้องศีลธรรมเสื่อมทราม มีบุรุษดีเลวปะปนกันแน่ เขาไม่อยากให้หมิงหวาฉังพบเจอสิ่งเหล่านั้น

ทว่านางเพ่งมองเขาแน่วนิ่ง สองตาทั้งดำและกลมดุจกวางน้อยเฝ้ามองเขาด้วยความคาดหวัง ทำเอาบรรดาคำปฏิเสธเอ่ยออกจากปากเขาไม่ได้จริงๆ ได้แต่ยอมถอยหนึ่งก้าวอย่างจนปัญญา

“เอาเถิด แต่ออกไปข้างนอกเจ้าต้องเชื่อฟังข้า ห้ามไปที่ใดเพียงคนเดียว”

หมิงหวาฉังนึกไม่ถึงว่าหมิงหวาจางจะตอบรับ จึงตกตะลึงไปเล็กน้อยก่อนเอ่ยอย่างเบิกบาน “ขอบคุณพี่รอง! พี่รอง ท่านแสนดีที่หนึ่งจริงๆ!”

อารมณ์ระรื่นชื่นบานของสาวน้อยร้อนแรงตรงไปตรงมา ไม่ปิดบังอำพรางแม้แต่น้อย ประกายในดวงตาลุกวาวเจิดจ้าเสียจนผู้อื่นไม่อาจสบมอง หมิงหวาจางเฉยชาจนเคยชิน พอถูกรอยยิ้มที่สดใสเพียงนี้โอบล้อมก็ถึงกับรับมือไม่ทันอยู่บ้าง

แค่จะพานางออกไปข้างนอกด้วยเท่านั้น จำเป็นต้องดีใจถึงเพียงนี้เชียวหรือ

หมิงหวาจางเคยชินกับการเป็นผู้นำ คราวนี้กลับเป็นฝ่ายเบนสายตาออกไปก่อน ครั้นเห็นพี่รองที่เย็นชาดุจเกล็ดน้ำค้างกับทุกคนงดเว้นให้หมิงหวาฉัง หมิงซั่วของบ้านสามก็โกรธจนดึงทึ้งสายผูกกระโปรงไม่หยุด ฮูหยินรองจ้าวซื่อเห็นคู่พี่ชายน้องสาวของบ้านใหญ่สนิทสนมผูกพันกันลึกซึ้งก็คล้ายมีหนามทิ่มตำในดวงตาเช่นกัน

มีแต่ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงที่เห็นภาพฉากนี้แล้วปลื้มใจอย่างยิ่ง บ้านใหญ่มีหมิงหวาจางเป็นบุตรชายเพียงคนเดียว โชคดีหมิงหวาจางโดดเด่นอย่างยิ่ง เป็นเลิศในทุกด้าน เพียบพร้อมทั้งบุ๋นบู๊ ความประพฤติจนถึงรูปโฉมล้วนหาที่ติไม่ได้ นางแสนจะพึงพอใจในตัวเขา มองเขาเป็นเจิ้นกั๋วกงคนถัดไปนานแล้ว เพียงแต่น่าเสียดายที่เด็กคนนี้อุปนิสัยเคร่งครัดเย็นชาเกินไป ไม่ใกล้ชิดกับคนอื่นในสกุลหมิงนอกจากเจิ้นกั๋วกง เขายินดีจะพูดคุยกับหมิงหวาฉังก็เป็นเรื่องดี

คนที่หมิงหวาจางชอบ ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงย่อมมองสูงขึ้น นางกล่าวช้าๆ ว่า “พวกเจ้าพี่น้องเป็นฝาแฝดหงส์มังกร อยู่ในครรภ์มารดาด้วยกันถึงสิบเดือน นอกจากบิดาพวกเจ้า ใต้หล้านี้พวกเจ้าสองคนก็คือคนที่ใกล้ชิดกันที่สุด คู่ครองในอนาคตก็ยังแน่นแฟ้นไม่เท่าพวกเจ้าพี่น้อง เป็นฝาแฝดก็ควรสนิทสนมกันมากหน่อย คนนอกมองดูก็จะพลอยเบิกบานใจไปด้วย เป้าฉิน จงนำผ้าต่วนแพรเดินเส้นสีชาดซ่อนลายคู่หงส์มังกรที่เป็นสินเดิมเจ้าสาวของข้าพับนั้นมา ข้าจะให้เจ้ารองกับนางหนูรองตัดชุดใหม่เพิ่ม พวกเจ้าพี่น้องรูปโฉมชวนมอง สวมชุดลายเดียวกันไปร่วมงานเลี้ยงเสริมความเป็นมงคลให้องค์หญิงไท่ผิงเถิด”

ครั้นได้ยินว่าฮูหยินผู้เฒ่าหมิงถึงกับให้ขนผ้าต่วนแพรก้นหีบออกมา หมิงอวี๋ของบ้านรองก็ถลึงตาใส่หมิงหวาฉังอย่างพยายามซ่อนความริษยาคั่งแค้น ท่านย่าเคยพูดว่าผ้าต่วนแพรพับนี้จะเก็บไว้ให้เป็นสินเดิมเจ้าสาวของบรรดาหลานๆ ตอนนี้เพื่องานเลี้ยงงานเดียวถึงกับมอบให้แต่หมิงหวาฉัง!

หมิงหวาฉังกล่าวขอบคุณแล้วให้เจาไฉรับผ้ามา นางสังเกตเห็นว่าแววตาที่คนบ้านรองกับบ้านสามมองนางไม่นับว่าเป็นมิตร นางจึงลอบแค่นเสียง คิดในใจว่า…เก่งแต่เลือกบีบมะพลับนิ่ม* หมิงหวาจางก็ได้รับผ้าเช่นกัน เหตุใดพวกนางไม่กล้าถลึงตาใส่เขาบ้างเล่า

ตั้งแต่แรกฮูหยินผู้เฒ่าหมิงก็อยากให้หมิงหวาจางพาหมิงหวาฉังไป ตอนนี้ทุกอย่างเป็นดังที่นางปรารถนาจึงวางใจแล้วเอ่ยขึ้น

“แม้คฤหาสน์เฟยหงจะอยู่ในเขตอุทยานหลวง แต่ถึงอย่างไรก็ไม่เหมือนอยู่จวน พวกเจ้าต้องไปหลายวัน รีบไปจัดข้าวของเถิด สะใภ้รอง สะใภ้สาม พวกเจ้าเองก็พาเด็กๆ กลับไปได้ ไม่ต้องรีรออยู่ที่เรือนข้าแล้ว”

คนทั้งหมดลุกขึ้นทำความเคารพ กล่าวคำลาจบก็สวมรองเท้าถอยออกไปตามลำดับ หมิงหวาจางรวดเร็วกว่าใคร สวมชุดคลุมกันลมเสร็จก็เลิกม่านเดินนำไปแล้ว หมิงหวาฉังรีบใส่รองเท้าหุ้มข้อไล่ตามเขาไปทันที

หน้าโถงเหลือเพียงคนบ้านรองกับคนบ้านสาม หมิงซั่วอดกลั้นอยู่นาน ในที่สุดตอนนี้ก็ทนรับความไม่เป็นธรรมไม่ไหว ดึงแขนเสื้อฮูหยินสามไว้พลางเอ่ย

“ท่านแม่ เทียบเชิญขององค์หญิงไท่ผิงที่ส่งให้สกุลหมิงไม่ได้เชิญแต่บ้านใหญ่สักหน่อย ถือสิทธิ์อะไรไม่ให้พวกเราไป แต่หมิงหวาฉังกลับตามพี่รองไปได้”

ฮูหยินสามเหลือบมองสองแม่ลูกบ้านรองอย่างฉับไว ก่อนจะส่งสายตาให้หมิงซั่ว “อาซั่ว ห้ามไร้มารยาท ท่านลุงใหญ่ของเจ้าเป็นกั๋วกง ทุกเรื่องย่อมยึดถือบ้านใหญ่มาก่อน ข้างนอกหิมะตกหนักนัก ก่อนวันปีใหม่เจ้าเป็นหวัดยังไม่หายสนิทดี ต่อให้ท่านย่ายอมให้เจ้าไป ข้าก็ไม่วางใจให้เจ้าออกไปข้างนอก กลับกันเถิด เจ้าควรกลับไปดื่มยาแล้ว”

หมิงซั่วถูกฮูหยินสามฉุดดึงไปอย่างไม่เต็มอกเต็มใจ หมิงอวี๋รั้งท้ายสุด รอจนบ่าวบ้านสามจากไปจนมองไม่เห็นแล้ว นางค่อยพ่นลมขึ้นจมูกแล้วเอ่ยกับมารดาของตน

“ท่านแม่ ท่านอาสะใภ้สามนี่ชอบเล่นอุบายเสียเหลือเกิน นึกว่าพวกเราเป็นคนโง่เขลาหรือ นางไม่ออกหน้าเอง แต่กลับพูดเหมือนจะให้พวกเราออกหน้า”

“ท่านย่าเจ้ายังอยู่ข้างใน พูดให้น้อยลงสักหน่อย” ฮูหยินรองเอ่ยเสียงเรียบ “อีกทั้งที่นางพูดก็ไม่ผิด จวนเจิ้นกั๋วกงหลังนี้เป็นของบ้านใหญ่ไม่ใช่หรือไร”

บ้านรองเป็นสายเลือดอนุ บ้านใหญ่ย่อมมีฐานะมั่นคง อีกทั้งหมิงหวาจางก็มีชื่อเสียงไปทั่วเมืองหลวง ไม่ว่าอย่างไรบรรดาศักดิ์กั๋วกงนี้ก็ไม่มีทางจะตกมาถึงบ้านรองได้ หมิงอวี๋จึงไม่เคยเพ้อฝันถึงฐานะบุตรสาวกั๋วกง เพียงอยากฉวยโอกาสช่วงที่ยังไม่แยกบ้านตระเตรียมสินเดิมเจ้าสาวของตนเองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

น่าแค้นใจที่ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงลำเอียง เรื่องลำเอียงรักใคร่หมิงหวาจางก็แล้วไปเถิด ทว่ากระสอบหญ้าฟาง** ใบนั้นไม่ได้ทำประโยชน์ใด เป็นแค่น้องสาวของหมิงหวาจาง แต่ถือสิทธิ์อะไรถึงได้รับทุกสิ่งทุกอย่าง

หมิงอวี๋ไม่อาจทำใจยอมรับ “อุตส่าห์มีฐานะที่ดีเพียงนั้น แต่ยังไม่ใฝ่รู้ใฝ่เรียน คุณหนูในเมืองลั่วหยางไม่มีใครน่าอายยิ่งไปกว่านางแล้ว เห็นอยู่ว่าหลานสาวสกุลหมิงรุ่นนี้ตั้งชื่อด้วยตัวอักษร ‘หนี่ว์’ แต่ชื่อนางกลับได้ตั้งตามพี่ชาย”

“พอที พูดให้น้อยลงสักหน่อยเถิด” ฮูหยินรองปราม “ใครใช้ให้นางเป็นฝาแฝดหงส์มังกรเล่า ต่อให้ฟาดกระดูกหักก็ยังมีเส้นเอ็นเชื่อมกับพี่ชาย เกิดมาก็ใกล้ชิดกันมากกว่าผู้อื่นสามส่วน ไปเถิด กลับกันได้แล้ว”

ตามหนังสือลำดับเครือญาติสกุลหมิง หลานสาวรุ่นนี้ควรตั้งชื่อโดยมีตัวอักษร ‘หนี่ว์’ เป็นส่วนประกอบ อย่างเช่นหมิงอวี๋กับหมิงซั่ว* ชื่อหลานชายรุ่นนี้จึงจะใช้ตัวอักษร ‘หวา’ ทว่าใครใช้ให้หมิงหวาจางกับหมิงหวาฉังเกิดมาด้วยกันเล่า ตอนที่เจิ้นกั๋วกงตั้งชื่อจึงไม่ได้ยึดตามหนังสือลำดับเครือญาติ แต่เสาะหาคำว่า ‘หวาจาง’ กับ ‘หวาฉัง’ มาจากคัมภีร์ซือจิง** โดยใช้ความหมายในบทกลอนที่ว่า ‘บุปผาบานตระการ เหลืองเรืองจรัสยล ข้าพบวิญญูชน ประเสริฐเลิศอบรม’*** หวังว่าบุตรทั้งสองจะงามตระการเรืองรอง ทั้งยังไม่ขาดศีลธรรมอันดีงาม

ชื่อทั้งสองนี้เพียงเห็นก็รู้ได้ว่าตั้งมาคู่กัน บรรจุล้นด้วยความคาดหวังและความรัก ต่อให้เป็นคนแปลกหน้าก็มองออกถึงความรักความสำคัญที่ผู้ตั้งชื่อมีให้ หมิงอวี๋แสนจะเป็นเดือดเป็นแค้น กระทืบเท้าแรงๆ แล้วเดินตามหลังมารดาไป

ขณะนี้ท่ามกลางลมหนาวหิมะขาว หมิงหวาฉังเองก็กำลังตามติดอยู่ด้านหลังของหมิงหวาจางพลางพูดเจื้อยแจ้วโดยไม่สนใจสีหน้าเฉยเมยของเขาแม้แต่น้อย

“พี่รอง ขอบคุณยิ่งนักที่ท่านยินดีพาข้าออกจากจวน คฤหาสน์เฟยหงอยู่ภูเขาอะไรนะ ไกลหรือไม่ ข้าต้องเอาสิ่งใดไปบ้าง ระหว่างทางจะหนาวหรือไม่”

หมิงหวาจางถูกเสียงรบกวนจนปวดศีรษะ ในใจรู้สึกจนปัญญาอย่างยิ่ง นางคือคนที่สอง…ต่อจากเซี่ยจี้ชวน…ที่รู้ทั้งรู้ว่าเขามีสีหน้าเย็นชาก็ยังจะโผล่มาใกล้เขา ทว่านางไม่เหมือนกับเซี่ยจี้ชวน คนผู้นั้นหน้าหนา ชักสีหน้าใส่ได้ตามแต่ใจ แต่หมิงหวาฉังเป็นสตรี เขาจะทอดทิ้งไม่ไยดีนางไม่ได้จริงๆ

หมิงหวาจางกล่าว “เจ้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคฤหาสน์เฟยหงอยู่ที่ใด เหตุใดต้องการจะไปให้ได้ มิสู้ข้าบอกท่านย่าให้เจ้ารั้งอยู่ในจวน…”

“ไม่ได้!” หมิงหวาฉังท่าทางราวกับลูกสุนัขที่ถูกเหยียบหาง กระโดดผึงขึ้นทันตา คว้าจับแขนเสื้อเขาไว้แน่น แทบจะเกาะบนร่างเขาอยู่แล้ว “ไม่ได้นะไม่ได้ ท่านรับปากข้าแล้ว ห้ามกลับคำเชียว!”

หมิงหวาฉังทำเรื่องเช่นนี้จนเคยชิน ยื้อยุดชายแขนเสื้อเขาไว้ส่วนหนึ่งอย่างช่ำชอง เงยหน้ามองเขาอย่างน่าสงสาร

ทั้งที่สองคนอายุเท่ากัน แต่ความสูงของเขากลับสูงกว่านางมาก โครงร่างแม้ยังหลงเหลือความบอบบางของหนุ่มน้อย ทว่าบ่าไหล่ผายกว้างแล้ว แขนขาก็เพรียวยาว ยืนอยู่ใต้ชายคาดั่งไผ่อ่อนหลังฝน แลดูสูงสง่าหมดจดโดดเด่น นางต้องเงยหน้าพอสมควรจึงจะมองเห็นปลายคางของเขาได้

การเรียนดีดพิณ เดินหมาก คัดอักษร และวาดภาพของหมิงหวาฉังเละเทะไม่เป็นท่า มีเพียงวิชา ‘ลูกอ้อนหลบการลงโทษ’ ที่ฝึกฝนได้กลเม็ดมาพอตัว เจิ้นกั๋วกงพ่ายแพ้ให้กับสายตาของนางเป็นประจำ หมิงหวาจางเองก็กำลังจนปัญญากับดวงตาที่อยู่ใกล้แค่คืบ มิหนำซ้ำยังมีน้ำตาเอ่อคลอราวลูกสุนัขที่ถูกทอดทิ้ง เขาหมายจะชักแขนเสื้อกลับคืนมา แต่นางนึกว่าเขาจะปฏิเสธจึงรีบกอดแขนเขาแน่น ทั้งพิงมาบนร่างเขาอย่างน้อยอกน้อยใจ

“พี่รอง!”

หมิงหวาจางสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นอ่อนนุ่มที่แนบชิดมาบนแขน เขาจึงเอ่ยอย่างหมดหนทางแล้วจริงๆ “ข้าไม่ได้จะกลับคำ เจ้ายืนดีๆ ก่อน”

หมิงหวาฉังเบิกสองตาจนกลมโต มองเขาอย่างระแวง “จริงหรือ”

หนุ่มน้อยแทบจะถอนหายใจออกมา “จริง”

เห็นหมิงหวาฉังคลายมือออกอย่างเริงร่า หมิงหวาจางก็ลอบพรูลมหายใจ มีเวลาตอบคำถามเมื่อครู่ของนางเสียที

“คฤหาสน์เฟยหงอยู่บนภูเขาหมังซานทางทิศใต้ องค์หญิงไท่ผิงหมายจะชมเมืองลั่วหยางทั้งเมืองจากระยะไกล จึงทุ่มเงินมหาศาลสร้างคฤหาสน์บนยอดสูงสุด รอจนเข้าสู่เขตภูเขาหมังซาน เพียงเงยหน้าก็จะมองเห็นคฤหาสน์ของนางได้ ทิวทัศน์ดี แต่เส้นทางไปไม่ง่ายดาย บนภูเขาหนาวกว่าตัวเมืองลั่วหยาง เจ้าเตรียมเสื้อผ้าเนื้อหนา ผ้าห่ม กับเตาอุ่นไว้ ไม่ต้องกังวลว่าสัมภาระจะหนัก เอาไปให้เต็มที่ ทั้งยังมี…”

“เดี๋ยวก่อน! พี่รอง ท่านพูดช้าลงหน่อยเถิด” หมิงหวาฉังหันขวับ “เจาไฉ รีบมาจำของที่จะต้องเอาไป!”

หมิงหวาจางได้ยินชื่อนี้หว่างคิ้วก็กระตุกอย่างไม่อาจควบคุม เขามองหมิงหวาฉังคราหนึ่งด้วยสีหน้าซับซ้อน สุดท้ายยังคงยอมแพ้

ช่างเถิด นางชอบเรียกชื่ออะไรก็เรียกชื่อนั้นไปแล้วกัน ชื่อเจาไฉนี้…ก็ดียิ่ง

หมิงหวาจางชะลอความเร็วลง พูดไล่เรียงใหม่ตั้งแต่ข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นระหว่างทาง เจาไฉเพ่งสมาธิจดจำ หมิงหวาฉังถ่ายทอดความกดดันไปที่ผู้อื่นได้สำเร็จ นางอยู่ว่างๆ จึงหาอะไรดูไปรอบๆ

ท่ามกลางลมหิมะทั่วลานเรือน สิ่งที่ชวนมองที่สุดไม่พ้นหมิงหวาจาง หนุ่มน้อยยืนเอามือไพล่หลังอยู่ใต้ชายคา ชุดสีแดงเข้มสะท้อนกับหิมะที่สะสมอยู่นอกทางระเบียง ฉาบระบายเป็นสีสันที่จับตาหนึ่งชั้น

เมื่อก่อนก็รู้ว่าหมิงหวาจางรูปโฉมหล่อเหลา วันนี้ได้มองระยะใกล้ หมิงหวาฉังยิ่งค้นพบว่าการที่เขากลายเป็นแสงจันทร์ขาว* บุรุษในฝันของสตรีในเมืองลั่วหยางได้นั้นมีเหตุผลทีเดียว นางยังสังเกตพบว่าคอเสื้อของเขายับเสียแล้ว น่าจะเป็นเพราะเมื่อครู่ถูกนางดึงแขนเสื้อ

รูปโฉมของเขาน่ามองดั่งจันทร์บนเมฆ ตัวตนของเขาก็สูงส่งเย็นกระจ่างดั่งจันทร์ ทว่าตอนนี้เสื้อผ้าถูกดึงจนยับ กระทบต่อราศีความหล่อเหลาของเขาจริงๆ นางจึงยื่นมือไปจัดคอเสื้อให้เขาราวคนคุ้นเคยกันมานาน

หมิงหวาจางตื่นตระหนก ถอยหลังหนึ่งก้าวทันใด ครั้นหมิงหวาฉังได้สบกับดวงตาที่ใสหมดจดทว่าเย็นยะเยือกดุจน้ำแข็งคู่นั้น มือของนางก็ยกค้างอย่างเก้อกระดากเล็กน้อย

“พี่รอง คือว่าคอเสื้อของท่านยับอยู่…”

หมิงหวาจางรีบเหลือบมองแล้วใช้มือเดียวดึงคอเสื้อให้เข้าที่

สีหน้าของเขาดูน่ายำเกรงเสียจนมิอาจก้าวล่วง หมิงหวาฉังถึงขั้นเกิดความรู้สึกผิด คล้ายตนเองเป็นอันธพาลลวนลามเขาอยู่ นางเขี่ยนิ้วมือไปมาด้วยความกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง ส่วนเขาเม้มริมฝีปากบาง ยังคงแลดูซื่อตรงสูงศักดิ์ถึงเพียงนั้น

“กลับเรือนแล้วข้าจะสั่งคนเขียนใบรายการส่งมาให้เจ้า หากไม่มีเรื่องอื่น ข้าขอตัวก่อน”

หมิงหวาฉังฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้ แม้อยากจะสอบถาม ทว่าเห็นสีหน้าเขาไม่อยากจะไยดีนาง นางจึงลังเลขึ้นมา หมิงหวาจางเห็นนางกระอึกกระอักก็ถามขึ้น

“ยังมีเรื่องอะไรหรือ”

หมิงหวาฉังขบริมฝีปากถามอย่างขัดเขิน “คือว่า…อาหารในงานเลี้ยงจะมีให้กินจนอิ่มหรือไม่”

บทที่ 4 ทางออก

จบคำคล้ายอณูอากาศนิ่งสนิท เพียงได้ยินเสียงลมหิมะที่นอกทางระเบียง เจาไฉทนดูต่อไปไม่ไหวจึงลอบดึงเสื้อของหมิงหวาฉัง

“คุณหนู…”

“เจาไฉ อย่าก่อกวน เรื่องนี้สำคัญมาก” หมิงหวาฉังปัดมือเจาไฉออก ก่อนร่ายเหตุผลอย่างฉะฉาน “ใช่ว่าพี่รองไม่รู้ แต่ไหนแต่ไรเจ้าภาพงานเลี้ยงในเมืองลั่วหยางมักจะใจแคบ ให้ของว่างมาราวกับเลี้ยงนก กินคำเดียวก็หมดแล้ว หากอดทนแค่หนึ่งมื้อก็ช่างเถิด แต่นี่ต้องไปถึงสามวัน หากไม่พอกินข้าจะได้เตรียมตัวล่วงหน้าพกของกินไปด้วย”

นางชี้แจงอย่างหนักแน่นขึงขัง หมิงหวาจางถึงกับตอบไม่ได้ นั่นเพราะ…เขาเองก็ไม่รู้จริงๆ ว่างานเลี้ยงครั้งนี้มีของว่างพอกินหรือไม่

ปกติไปงานเลี้ยงคงไม่มีใครไปเพื่อกิน หมิงหวาจางอึ้งงันไปชั่วขณะก่อนกล่าวว่า “ที่เจ้ากังวลก็มีเหตุผล ข้าไม่รอบคอบเอง เจ้าชอบกินสิ่งใดก็พกไปเพิ่มเถิด”

หมิงหวาฉังเพิ่งยิ้มพลางขานรับก็นึกถึงความฝันเมื่อคืน รู้สึกว่าตอนนี้คนที่น่าสงสัยน้อยที่สุดคือหมิงหวาจาง เขาคือยันต์คุ้มชีพของนางในอนาคตเชียว นางรู้สึกว่าจำเป็นต้องสานสัมพันธ์อันดีกับเขาไว้อย่างยิ่ง จึงรีบถามประจบ

“พี่รอง ท่านชอบกินสิ่งใด ร้านของว่างทุกแห่งในเมืองลั่วหยางข้าล้วนคุ้นเคย ท่านอยากกินรสชาติใดข้าจะช่วยท่านพกไปเอง!”

“ขอบคุณ แต่ไม่ต้อง” หมิงหวาจางปฏิเสธอย่างไม่ลังเล

หมิงหวาฉังนึกว่าเขาขัดเขินจึงเอ่ยอย่างมีน้ำใจ “พี่รอง ท่านไม่ต้องเกรงใจกับข้า ได้ยินว่าเขตเมืองทางทิศใต้มีร้านหนึ่งเพิ่งเปิดใหม่ ทำขนมดอกเหมยได้หวานและสดชื่น ของหมดเป็นประจำ หากท่านอยากกินพรุ่งนี้ข้าจะให้จิ้นเป่าไปต่อแถวแต่เช้า รับรองว่าช่วยซื้อให้ท่านได้แน่นอน”

หมิงหวาจางรู้แล้วว่านางมีสาวใช้คนหนึ่งชื่อเจาไฉ หากอีกคนจะชื่อจิ้นเป่าก็ดูเหมือนไม่เหนือความคาดหมาย เขามองหน้านาง ในใจรู้ชัดเจนว่าเป็นนางต่างหากที่อยากกิน เดิมทีเขาคิดจะเตือนนางว่าในงานเลี้ยงที่คฤหาสน์เฟยหงให้ระวังวาจาการกระทำ อย่าเข้าใกล้คนแปลกหน้า จะได้ไม่ถูกหอบม้วนเข้าสู่การต่อสู้ภายในของสกุลหลี่กับสกุลอู่ ทว่าพอเขาเห็นสาวน้อยตรงหน้านี้สองตาเป็นประกายหมายจะไปกินเลี้ยงแค่นั้นจริงๆ เขาก็รู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องพูดแล้ว

ในสมองนางมีแต่เรื่องกินดื่ม มีหรือจะไปไยดีจวิ้นอ๋องเหล่านั้น เขาพรูลมหายใจเบาๆ ก่อนตอบ “ข้าไม่กินรสหวานและไม่กินขนม เจ้าเตรียมของตนเองก็พอ ไม่ต้องห่วงข้า หนึ่งวันก่อนเดินทางข้าจะส่งคนมาตรวจรายการสัมภาระกับเจ้า ยังมีเรื่องอื่นอีกหรือไม่”

หมิงหวาจางมีใบหน้าเรียบเย็นสง่างาม หมดจดดั่งจันทราหลังฝน หมิงหวาฉังส่ายหน้าเล็กน้อย ไม่กล้าตอแยเขาอีก

นางระทดท้ออยู่บ้าง หลายปีที่ผ่านมานางไม่สนิทสนมกับเขา แม้แต่จะแสดงความห่วงใยก็ถามไถ่ไม่ถูกจุด นางถึงกับไม่รู้ว่าเขาไม่กินรสหวาน

ใต้หล้านี้มีคนไม่ชอบกินรสหวานได้อย่างไรกันนี่

หมิงหวาจางกำชับหมิงหวาฉังเสร็จก็หันกายจากไป รอจนเขาเดินไปไกล เจาไฉค่อยกล้ายื่นหน้ามาแล้วเอ่ยเสียงเบา

“คุณหนู คุณชายรองช่างเคร่งขรึมยิ่งนัก เมื่อครู่เขาอยู่ บ่าวไม่กล้าพูดจาสักนิด”

หมิงหวาฉังต้องลมจนร่างสั่น กระชับคอเสื้อขนกระต่ายที่ฟูฟ่องก่อนกล่าวว่า “ใช่ นี่ถึงเรียกว่าสูงศักดิ์โดยกำเนิด น่าเกรงขามแม้ไร้โทสะ ฮัดเช่ย เร็วเข้า รีบกลับกันก่อน ข้าจะแข็งตายอยู่แล้ว!”

หมิงหวาฉังแทบจะวิ่งกลับไปที่เรือนตนเอง หลังจากเข้าห้องนางก็ถือเตาอุ่นไว้ในอ้อมอก กินขนมไปหนึ่งจาน ดื่มน้ำขิงไปครึ่งถ้วย ในที่สุดค่อยรู้สึกว่าตนเองกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

นางสวมกระโปรงยาวสีแดงแกมเงิน เสื้อตัวบนสีขาว คอเสื้อเย็บขอบด้วยขนสัตว์ ร่างเอียงล้มไม่เป็นท่าบนหมอนอิง เมื่ออยู่ท่ามกลางกลิ่นจื่อเถิง* ที่อบอุ่นก็ทำให้นางหาวอย่างง่วงงุน

หากเป็นเมื่อก่อนนางคงจะกลับขึ้นเตียงไปนอนชดเชยแล้ว ทว่าวันนี้ยังมีงานสำคัญ นางจึงฝืนทำตัวให้กระปรี้กระเปร่า เอ่ยเรียกด้วยเสียงที่ดังขึ้น

“หรูอี้”

สาวใช้ที่เกล้ามวยผมทรงหยวนเป่า** นางหนึ่งขานรับ วิ่งอย่างฉับไวมาถึงข้างกายหมิงหวาฉังแล้วเอ่ยเสียงหวานใส

“คุณหนู มีอะไรหรือเจ้าคะ”

สาวใช้สี่คนข้างกายหมิงหวาฉังมีชื่อว่าเจาไฉ จิ้นเป่า จี๋เสียง และหรูอี้ ปกติเจาไฉจะดูแลเสื้อผ้าเครื่องประดับของนาง และคอยติดตามนางออกไปข้างนอก จิ้นเป่าเก่งการครัวรสมือดี รับผิดชอบเรื่องกินดื่ม บางครั้งนางจะให้จิ้นเป่าเปิดครัวเล็กหรือออกไปซื้อของว่างตามที่นางนึกอยากกิน จี๋เสียงสุขุมรอบคอบ ดูแลเครื่องใช้และเรื่องความสะอาดทั้งในเรือนและในลานเรือน หรูอี้หัวไวประสานงานเก่ง มีหน้าที่ช่วยนางสืบข่าว วิ่งเต้นสานสัมพันธ์

หมิงหวาฉังกระดิกนิ้วมือ เห็นหรูอี้รู้ใจเข้ามาใกล้ก็สั่งการเสียงเบา “เจ้าออกไปถามบ่าวหญิงที่มีอายุดูว่าใครรู้จักหมัวมัวสกุลซูบ้างหรือไม่ นางเป็นแม่นมของท่านแม่ข้า เมื่อก่อนรับใช้อยู่เรือนหลัก”

ในฝันบอกเหตุนั้นเจิ้นกั๋วกงพูดอย่างชัดเจนหนักแน่นว่าหมิงหวาฉังเป็นตัวปลอม ซูอวี่จี้ต่างหากที่เป็นบุตรสาวที่แท้จริงของเขา บิดาพูดอย่างเด็ดขาดถึงเพียงนั้น หมิงหวาฉังจึงไม่สงสัยในจุดนี้ว่าจริงหรือเท็จ ทว่านับตั้งแต่จำความได้นางกลับไม่เคยได้ยินใครเอ่ยถึงซูหมัวมัวผู้นี้มาก่อน

มิหนำซ้ำในวันที่ความจริงถูกเปิดเผยก็มีเพียงซูอวี่จี้มาแสดงหลักฐานที่จวน เจิ้นกั๋วกงยอมรับทันทีที่ตรวจสอบเสร็จ ไม่ได้ตามหาตัวการอย่างซูหมัวมัวมายืนยันแต่อย่างใด แม่นมที่มีความสามารถสับเปลี่ยนคุณหนูจวนกั๋วกงได้ควรมีฐานะสูงในเรือนชั้นในจึงจะถูก เหตุใดหมิงหวาฉังไม่มีภาพจำของคนผู้นี้แม้แต่น้อย

พอได้รับคำสั่ง หรูอี้ก็ออกไปทันที

 

สมกับเป็นคนช่างเจรจา ใช้เวลาเพียงถึงยามบ่ายหรูอี้ก็สืบได้กระจ่างแล้ว

ใต้แสงโคมไฟ หมิงหวาฉังดื่มนมเปรี้ยวผสมเนื้อส้มพลางฟังหรูอี้ “…คนที่คุณหนูให้ถามถึงนั้นเป็นคนเก่าแก่มาก บ่าววิ่งถามตลอดทั้งบ่าย ถามไปสิบกว่าคนค่อยพบคนที่เคยได้ยินชื่อซูหมัวมัวเสียที แต่นางก็ไม่คุ้นเคยกับซูหมัวมัว รู้เพียงว่าซูหมัวมัวเคยเป็นแม่นมที่ฮูหยินไว้ใจที่สุด ติดตามฮูหยินออกจากเมืองไท่หยวนมาจวนกั๋วกงซึ่งตอนนั้นยังอยู่ที่เมืองฉางอัน ซูหมัวมัวรับใช้ใกล้ชิดฮูหยิน บุตรชายกับสะใภ้ของนางก็ช่วยฮูหยินดูแลร้านค้าในเมืองฉางอัน มีหน้ามีตาอย่างยิ่ง เมื่อสิบหกปีก่อนนางเกษียณกลับบ้านเกิดแล้วก็ไม่เคยปรากฏตัวอีก”

สิบหกปีก่อน? นั่นไม่ใช่ปีที่ข้าเกิดพอดีหรือ หมิงหวาฉังรีบถาม “เหตุใดนางถึงเกษียณกลับบ้านเกิดเล่า”

“ไม่ทราบแน่ชัดเจ้าค่ะ ดูเหมือนนางมีหลานชายที่ฉลาดเรียนเก่งอยู่คนหนึ่ง ที่ผ่านมาฝากญาติช่วยเลี้ยง แต่เมื่อหลานชายค่อยๆ โตขึ้น นางรู้สึกว่าครอบครัวแยกกันอยู่ไม่เหมาะสม จึงพาบุตรชายกับสะใภ้กลับบ้านเกิด ตั้งอกตั้งใจดูแลหลานชายเล่าเรียน”

หมิงหวาฉังเลิกคิ้ว ไม่อาจยอมรับเหตุผลนี้ได้ เกษียณกลับบ้านเกิดไปใช้เวลาอยู่กับหลานชาย ฟังดูคล้ายน่าเชื่อถือ ทว่าซูหมัวมัวไม่ใช่อาจารย์สอนหนังสือเสียหน่อย นางกลับบ้านเกิดไปจะสอนอันใดหลานชายได้ ยึดตามความคิดของคนทั่วไป รับหลานชายมาอยู่พร้อมหน้ากันที่เมืองฉางอันจะไม่เหมาะสมกว่าหรือ

ยิ่งไปกว่านั้นหวังอวี๋หลันเสียชีวิตหลังคลอด ร้านค้าที่นาที่เป็นสินเดิมเจ้าสาวไม่มีคนจัดการ ทารกน้อยสองคนก็ร้องไห้รอป้อนนมอยู่ เวลาเช่นนี้ซูหมัวมัวในฐานะแม่นมของหวังอวี๋หลันควรรั้งอยู่จวนกับผู้เป็นนายช่วยดูแลนายน้อยกับนายหญิงน้อยและให้บุตรชายกับสะใภ้ของตนดูแลร้านค้าที่นาของผู้เป็นนายต่อไปไม่ใช่หรือ ก่อนที่นายน้อยทั้งสองจะเติบใหญ่ ลำพังแค่จัดการสินเดิมเจ้าสาวเหล่านี้ก็สามารถได้เงินทองก้อนโต ซูหมัวมัวขอเกษียณกลับบ้านเกิดไปในช่วงเวลาเช่นนั้นไม่สอดคล้องกับวิสัยของคนที่มุ่งหาผลประโยชน์จริงๆ

หมิงหวาฉังถามอีก “ใครเป็นคนอนุญาตให้ซูหมัวมัวไปจากจวนกั๋วกง”

หรูอี้ขมวดคิ้วพยายามทบทวน ก่อนตอบอย่างไม่แน่ใจว่า “น่าจะเป็นท่านกั๋วกงนะเจ้าคะ ตอนนั้นจวนกั๋วกงยังอยู่ที่เมืองฉางอัน ฮูหยินตั้งครรภ์คุณชายรองกับคุณหนู แต่สภาพครรภ์ไม่สู้ดี กอปรกับสถานการณ์ในตัวเมืองฉางอันไม่ค่อยสงบ มีการค้นหาผู้คิดกบฏไม่เว้นแต่ละวัน ท่านกั๋วกงเกรงว่าฮูหยินจะตกใจ จึงให้ส่งฮูหยินไปบำรุงครรภ์ที่เรือนพักของสกุลหมิงบนภูเขาจงหนาน ฮูหยินคลอดคุณชายรองกับคุณหนูที่เรือนพักแห่งนั้นเอง น่าเสียดายที่ฮูหยินไม่อาจผ่านพ้น เพิ่งคลอดฝาแฝดหงส์มังกรก็ด่วนจากไป ต่อมาท่านกั๋วกงก็พาคุณชายรองกับคุณหนูกลับมาที่จวน ดูเหมือนตั้งแต่ตอนนั้นก็ไม่เห็นซูหมัวมัวแล้ว น่าจะเป็นท่านกั๋วกงที่ให้นางไป”

หมิงหวาฉังไม่รู้ว่าปีที่นางเกิดมีเรื่องมากมายเช่นนี้ นางครุ่นคิดไม่พูดไม่จา ไม่นานนักการคาดเดาหนึ่งก็ค่อยๆ ผุดขึ้นมา

สิ่งที่ทำให้คนเราต้านทานแรงเย้ายวนของผลประโยชน์ได้ก็มีแต่ผลประโยชน์ที่มากยิ่งกว่า เป็นเพราะหวังอวี๋หลันคลอดอยู่นอกเมือง เรือนพักบนภูเขามีกฎระเบียบน้อยกว่าจวนกั๋วกง ด้วยเหตุนี้จึงมอบโอกาสให้ซูหมัวมัวได้ฉกฉวย ลอบสลับตัวทารกหญิงสองคน จากนั้นก็ร้อนตัวฉวยจังหวะที่หวังอวี๋หลันเสียชีวิตและเจิ้นกั๋วกงยังไม่รู้ความจริงอ้างว่าขอเกษียณกลับบ้านเกิดเพื่อจะหลบหนีใช่หรือไม่

เป็นไปได้อย่างยิ่ง กระนั้นหมิงหวาฉังกลับรู้สึกอยู่ตลอดว่านางมองข้ามอะไรบางอย่างไป จึงถามอีก “ตอนนั้นคนที่ติดตามท่านแม่ข้าไปรอคลอดบนภูเขาจงหนานยังมีใครอีก”

หรูอี้ส่ายหน้า “บ่าวไม่รู้เจ้าค่ะ”

นี่เป็นเรื่องเมื่อสิบหกปีก่อน สิบสองปีก่อนหรูอี้เพิ่งเข้าจวน นางจะรู้เรื่องที่เกิดตั้งแต่รัชศกหย่งฮุยของเกาจงฮ่องเต้ได้อย่างไรกัน หมิงหวาฉังจึงกล่าวขึ้น

“เจ้าจงสืบหาต่อ ดูว่าใครที่ไปเรือนพักแห่งนั้นเป็นเพื่อนท่านแม่ข้าอีก หาพบแล้วก็อย่าพูดออกไป มารายงานข้าก่อนค่อยลอบพาคนเหล่านั้นมา”

หรูอี้ตอบรับ เว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนถามอย่างระมัดระวัง “คุณหนู ท่านสืบเรื่องนี้ไปเพื่ออันใดเจ้าคะ”

แน่นอนว่าเพื่อรักษาชีวิตน้อยๆ ของข้าอย่างไรเล่า หากไม่ใช่เพราะชีวิตถูกคุกคามโดยคนที่ไม่รู้ชื่อ ใครจะยินดีสืบเรื่องเก่านานปีพวกนี้กัน หมิงหวาฉังระบายลมหายใจคราหนึ่งก่อนตอบ

“ข้าสนใจอยากจะรู้บางอย่าง เรื่องพวกนี้เจ้าห้ามบอกคนอื่น ออกจากประตูบานนี้ไปแล้วห้ามเอ่ยถึงกับใครทั้งสิ้น แม้แต่ท่านพ่อกับพี่รองก็ไม่ได้ รู้หรือไม่”

หาได้ยากที่หมิงหวาฉังจะเข้มงวดเพียงนี้ หรูอี้ถูกทำให้ตกใจจึงรีบรับคำทันที

หมิงหวาฉังถามความจบก็ให้หรูอี้ออกไป นางนั่งอยู่ในห้องเพียงลำพัง มองดูเปลวเทียนที่ไหวระริก จากนั้นก็บังเกิดความรู้สึกเลื่อนลอย

นางคือหมิงหวาฉัง แต่กลับไม่ใช่หมิงหวาฉังแห่งจวนเจิ้นกั๋วกง รอปีหน้าคุณหนูตัวจริงหวนคืนมา นางจะหันหน้าไปทางใดดีเล่า

ฉวยโอกาสรีบหาบุรุษที่ดีออกเรือนไปเสียในปีนี้ดีหรือไม่

ความคิดนี้ผุดขึ้นในสมองเพียงชั่วพริบตานางก็ปฏิเสธแล้ว การเกี่ยวดองระหว่างตระกูลขุนนางชนชั้นสูงใช่มุ่งหมายมาที่ตัวเจ้าสาวจริงๆ หรือไร สิ่งที่พวกเขาอยากจะแต่งด้วยก็แค่หุ่นที่เป็นสัญลักษณ์ของทรัพย์สินและการเกี่ยวดองเชื่อมสัมพันธ์กับครอบครัวฝ่ายหญิงเท่านั้น ตัวเจ้าสาวกลับเป็นสิ่งที่ไม่สำคัญที่สุด แม้กระทั่งบิดาที่เคยมองนางดุจอัญมณีล้ำค่า พอรู้ฐานะที่แท้จริงของนางแล้วก็ยังทอดทิ้งนางได้ เหตุใดถึงคิดว่าบุรุษอื่นที่เพิ่งรู้จักกันจะไม่ทิ้งขว้างนางเล่า

รั้งอยู่สกุลหมิงต่อหรือ ข้อนี้ถูกหมิงหวาฉังขีดทิ้งไปแต่แรก นางไม่อยากอยู่ให้ถูกสังหารตายโดยไม่รู้ตัว

หรือบางทีควรกลับสกุลซูครอบครัวที่แท้จริงของข้า หมิงหวาฉังก็ไม่รู้สึกว่านี่เป็นทางเลือกที่ดีอะไร มีท่านย่าที่มุ่งหวังทรัพย์สินเสียจนเอาหลานสาวแท้ๆ ไปสลับกับคุณหนูจวนกั๋วกงได้ ครอบครัวเช่นนี้จะเป็นคนดีได้หรือ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าซูหมัวมัวยังมีหลานชายที่โดดเด่นมากอยู่อีกคนหนึ่ง ถึงขั้นทุ่มกำลังทั้งครอบครัวสนับสนุนให้เขาเล่าเรียน ขืนนางกลับไป ใครจะรู้ว่านางจะถูกขายทิ้งหรือไม่

รั้งอยู่จวนเจิ้นกั๋วกงไม่ได้ กลับสกุลซูก็ไม่ได้อีก เช่นนั้นนางก็ได้แต่หาทางเป็นเจ้าบ้านเสียเองแล้ว ทว่าการพึ่งพาตนเองไม่ได้เรียบง่ายเพียงแค่ซื้อเรือนหนึ่งหลัง นางเป็นสตรี คิดจะอยู่เพียงลำพังโดยไม่มีบิดา พี่ชาย และสามีก็จำต้องเป็นเจ้าบ้านหญิง ทว่าการจดทะเบียนเป็นเจ้าบ้านหญิงมีเงื่อนไขเข้มงวดหลายอย่าง ใช่ว่าคิดจะทำกันได้ง่ายๆ

ต่อให้นางหาลู่ทางจดทะเบียนกับทางการได้สำเร็จ แต่คนไร้ประโยชน์ที่ไม่แตกฉานการดีดพิณ เดินหมาก คัดอักษร และวาดภาพเลยสักอย่างเช่นนางนี้ วันข้างหน้าจะยังชีพได้อย่างไรกันเล่า

หมิงหวาฉังนึกถึงอนาคตที่มืดมนก็ถอนหายใจยาวให้กับตนเอง ครั้นพบว่านมเปรี้ยวผสมเนื้อส้มที่ถืออยู่ในมือใกล้จะเย็นชืดจึงยกดื่มจนหมดในคราเดียว

ฟ้าใหญ่ดินใหญ่ กินนอนยังคงใหญ่ที่สุด โชคดีเหลือแสนยังมีเวลาถึงปีหน้า นางค่อยๆ คิดอ่านได้ เรื่องเร่งด่วนตอนนี้คืองานเลี้ยงที่คฤหาสน์เฟยหงซึ่งกำลังจะมาถึงต่างหาก

หมิงหวาฉังเอาใบรายการสิ่งของออกมา จดเพิ่มอย่างจริงจังว่านางจะพกของกินอะไรไปด้วยบ้าง ขนมดอกเหมยที่เขตเมืองทางทิศใต้ซื้อได้ยากมากจริงๆ นางจะต้องรีบสั่งให้จิ้นเป่าไปเตรียมแล้ว

 

ชั่วพริบตาวันที่สิบสี่เดือนหนึ่งก็มาถึง เมืองลั่วหยางจะยกเลิกคำสั่งห้ามออกนอกบ้านเรือนยามวิกาลเป็นเวลาสามวัน ภายในช่วงนี้ทั่วแคว้นรื่นเริงได้เต็มที่ ไม่มีข้อห้ามใดๆ บนตำหนักเทวาหมื่นลักษณ์แขวนโคมแดงสูงเด่น ถนนใหญ่ตรอกเล็กล้วนตกแต่งไปด้วยโคมไฟเทศกาล แม้แต่พระพุทธรูปใบหน้าการุณย์ทว่าเย็นชานั้นยังคล้ายถูกฉาบด้วยอารมณ์ที่อบอุ่นของผู้คน มีราษฎรจากเมืองและอำเภอโดยรอบหอบบุตรหลานเตรียมมาชมงานโคมไฟของเมืองลั่วหยาง ขณะเดียวกันกลับมีม้าล้ำค่ารถม้าวิจิตรจำนวนมากมุ่งหน้าออกนอกเมืองสวนกระแสผู้คน

องค์หญิงไท่ผิงจัดงานเลี้ยงที่คฤหาสน์เฟยหงบนภูเขาหมังซาน เชื้อเชิญผู้มีความสามารถทั่วเมืองหลวงไปชมโคมไฟย่ำหิมะบนภูเขา นับตั้งแต่ฮ่องเต้หญิงปกครองบ้านเมืองมา คตินิยมที่ว่า ‘ไร้ความสามารถคือจรรยาสตรี’ ก็กลายเป็นคำเสียดสี ยามนี้ไม่เพียงมีฮ่องเต้หญิงปกครองใต้หล้า ยังมีกลุ่มขุนนางหญิงซึ่งมีซั่งกวนหวั่นเอ๋อร์เป็นตัวแทนเข้าร่วมการปกครอง การเป็นฮ่องเต้และขุนนางไม่ใช่สิทธิ์เฉพาะของบุรุษอีกต่อไป มีสตรีก้าวออกจากห้องหอมามีส่วนร่วมในขอบเขตที่เคยมีแต่บุรุษมากขึ้นเรื่อยๆ งานเลี้ยงขององค์หญิงไท่ผิงคราวนี้ก็เช่นเดียวกัน ไม่เพียงเชิญบุรุษตระกูลขุนนางที่เก่งกาจ แต่ยังเชิญสตรีชนชั้นสูงที่เปี่ยมความสามารถมาจำนวนมาก

ชั่วขณะนี้ภูเขาหมังซานมีแต่ยอดอาชากับรถม้างามหรู กลิ่นเครื่องหอมอบอวลทั่วถนน เดิมทีหมิงหวาฉังยังกังวลว่าเส้นทางขึ้นเขาสัญจรยาก นึกไม่ถึงว่าหิมะที่สะสมอยู่ล้วนถูกล้อรถม้าไม่ขาดสายบดจนราบเรียบแล้ว นางนับว่าไปถึงยอดเขาได้ราบรื่นทีเดียว ครั้นนางลงจากรถม้าก็ถูกภาพตรงหน้าสะกดสายตาไว้

อาภรณ์งามระยับ ทองหยกเต็มไปทั่วบริเวณ เกรงว่าผู้มีอำนาจวาสนาทั่วเมืองลั่วหยางคงมาอยู่ที่นี่กันหมดกระมัง หมิงหวาฉังเป็นปลาเค็มมาสิบหกปี เพิ่งเห็นงานเลี้ยงใหญ่เพียงนี้เป็นครั้งแรก จึงมองหาหมิงหวาจางทันที

“พี่รอง”

หมิงหวาจางจูงม้าพูดคุยบางอย่างอยู่กับคนที่หน้าประตู ครั้นเห็นหมิงหวาฉังมองมาก็วางเชือกบังเหียนใส่มือผู้ติดตาม สั่งการอย่างกระชับ

“เจ้าจูงม้าไปเข้าคอก อย่าให้กินหญ้าของพวกเขา ใช้หญ้าของพวกเรา เจ้าไปจับตาดูด้วยตนเอง ห้ามผิดพลาดเด็ดขาด”

ผู้ติดตามขานรับแล้วจูงม้าจากไป หมิงหวาจางเดินมาทางหมิงหวาฉังแล้วไถ่ถาม “ระยะเวลาขึ้นเขานานกว่าที่คาด เจ้าไม่สบายที่ใดหรือไม่”

หมิงหวาฉังส่ายหน้า “ข้าไม่เป็นไร บนรถม้ามีให้กินให้ดื่ม จะไม่สบายที่ใดได้ ว่าแต่พี่รองเถิด ขี่ม้าตลอดทาง ไม่ได้ถูกไอเย็นเล่นงานกระมัง”

ยังมีแก่ใจกินดื่ม ดูท่าจะสบายหายห่วง หมิงหวาจางกล่าว “ระยะทางเท่านี้สำหรับข้าไม่นับเป็นอะไร ในเมื่อเจ้าไม่เป็นไร ข้าก็จะส่งเจ้าไปที่พักก่อน”

หมิงหวาจางกับหมิงหวาฉังกำลังจะออกเดิน เสียงกังวานกลั้วหัวเราะของคนผู้หนึ่งก็พลันดังมาจากด้านหลัง

“จิ่งจัน”

หมิงหวาฉังไม่ทันสังเกตว่าพี่ชายเลิกคิ้วเผยสีหน้าจนใจ นางหันไปตามเสียงก็เห็นหนุ่มน้อยผู้หนึ่งยืนอยู่ใต้ต้นสนหิมะ คนในชุดสีเขียวครามดูสูงโปร่งลุ่มลึก มองหมิงหวาฉังพลางยักคิ้วเผยรอยยิ้ม สีหน้าไม่เคร่งครัดทำตามใจชอบ

“จิ่งจัน นี่คือน้องหญิงรองกระมัง”

 

* เลือกบีบมะพลับนิ่ม เปรียบเปรยถึงการเลือกรังแกผู้ที่ข่มเหงได้ง่าย หรือเลือกทำในสิ่งที่จัดการได้ง่าย

** กระสอบหญ้าฟาง เปรียบเปรยถึงคนสมองขี้เลื่อย ไม่เป็นโล้เป็นพาย หรือไร้ความรู้ความสามารถ

* ชื่อของหมิงอวี๋ (妤) กับหมิงซั่ว (妁) ล้วนมีตัวอักษร ‘หนี่ว์’ (女) ซึ่งแปลว่าสตรีเป็นส่วนประกอบ

** คัมภีร์ซือจิง คือคัมภีร์รวมบทกวีที่เก่าแก่ที่สุดของจีน เป็นหนึ่งในห้าคัมภีร์ (อู่จิง) อันเป็นหนังสือสำคัญของสำนักข่งจื่อ (ขงจื๊อ)

*** เป็นท่อนหนึ่งจากบทกลอน ‘บุปผาบานตระการ’ (ฉังฉังเจ่อหวา) ในคัมภีร์ซือจิง เนื้อความท่อนนี้ชมว่านอกจากจะตระการเรืองรองดั่งบุปผา ยังได้รับการอบรมให้เป็นคนดีมีความสามารถ

* แสงจันทร์ขาว หมายถึงคนหรือเรื่องราวที่ประทับอยู่ในใจ ทว่าทำได้แค่มอง ไม่อาจสัมผัสไม่อาจอยู่ร่วม

* จื่อเถิง คือต้นวิสทีเรีย (Wisteria) เป็นไม้เถาผลัดใบตระกูลถั่ว ออกดอกเป็นพวงระย้าสีม่วง มีกลิ่นหอมมาก

** มวยผมทรงหยวนเป่า คือทรงผมที่รวบเป็นมวยสูงอยู่บนศีรษะลักษณะคล้ายหยวนเป่า ซึ่งเป็นทองก้อนหรือเงินก้อนที่หลอมเป็นทรงคล้ายอานม้า ปลายสองด้านโค้งมนเชิดขึ้น ตรงกลางบุ๋มลง

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 30 .. 69

หน้าที่แล้ว1 of 6

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: