บทที่ 1
เงาร่างด้านข้างทอดลงบนกระดาษหน้าต่างบางๆ ของโรงเตี๊ยม เงานั้นเลือนรางจนแทบแยกไม่ออกว่าเป็นผู้ใด
เพิ่งรุ่งสาง ภายในห้องมีเพียงแสงสลัว เงาร่างที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างขยับตัว ก่อนจะยกมือผลักบานหน้าต่างให้แง้มออก
โรงเตี๊ยมเล็กเกินไป ภายนอกหน้าต่างก็คือลานข้างนอกแล้ว เมื่อเลยกำแพงลานออกไปก็เป็นทิวทัศน์กว้างสุดลูกหูลูกตา
ช่วงฤดูใบไม้ผลิ เดือนสาม สถานที่แห่งนี้ยังไม่อาจมองเห็นสีสันเขียวขจีใดๆ ห่างไกลออกไปเป็นเส้นทางสายโบราณที่คลุ้งไปด้วยฝุ่นทรายสีเหลือง สองข้างทางมีแต่ทิวเขาและทุ่งหญ้าทอดยาวจนจรดขอบฟ้า ปกคลุมทุกสรรพสิ่ง
นางสูดลมหายใจเข้าลึกผ่านหมวกม่านแพร ลมแรงนัก นานแล้วที่ไม่ได้สัมผัสลมอย่างอิสระเช่นนี้ รวมถึงไม่เคยเดินทางไกลเช่นนี้มานานแล้วเช่นกัน จนกระทั่งลมแทรกเข้าสู่ทรวงอก เย็นยะเยือกถึงก้นบึ้งของหัวใจ นางจึงเริ่มรู้สึกถึงความเป็นจริงเพียงเล็กน้อย
เมื่อสายลมนั้นพัดผ่านไป สายตาของนางจึงหันกลับมามองไปยังลานของโรงเตี๊ยม…
ใจกลางลานมีรถม้าคันหนึ่งจอดอยู่ ด้านซ้ายขวาห้อมล้อมด้วยผู้ติดตามที่แต่งกายด้วยชุดเดินทางทะมัดทะแมงจูงม้าพกดาบกลุ่มเล็ก คนที่อยู่ตรงหน้าทางเข้าลานซึ่งบรรดาผู้ติดตามต่างเรียกกันว่า ‘หัวหน้าหน่วยคุ้มกัน’ ไว้หนวดเครารกเต็มใบหน้ากำลังจูงม้าตัวใหญ่สีแดงเข้มพ่วงพีตัวหนึ่ง อีกฝ่ายสวมชุดเดินทางเช่นกัน และกำลังบ่นพึมพำอะไรบางอย่างออกมาไม่หยุด คาดว่าคงบ่นเรื่องเส้นทางที่ไกลแสนไกล
นางได้ยินไม่ชัดนัก จึงละสายตาจากไปด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะเห็นว่ามีม้าแคระจำนวนหนึ่งกำลังถูกจูงเข้ามา ด้านหลังม้าพวกนั้นมีสาวใช้ตามมาเป็นกลุ่ม ทุกคนใช้ผ้าบางคลุมใบหน้าเพื่อกันลม หลายคนถือสัมภาระเดินมาอย่างสะลึมสะลือ ต่อให้เป็นคนที่ตื่นแล้วก็ยังดูมึนๆ งงๆ
คนกลุ่มนี้ที่คุ้มกันนางเดินทางมามีจำนวนรวมกันไม่เกินยี่สิบคน แต่เมื่อเทียบกับฐานะของนางในตอนนี้ก็ถือว่าใหญ่โตมากแล้ว
ขณะเย้ยหยันตนเองอยู่ในใจ ตอนที่นางกำลังจะหันมองไปทางห้องพักฝั่งตรงข้าม พลันฟ้าก็แลบวาบผ่านบนขอบฟ้าแล้วตามมาด้วยเสียงฟ้าร้องเปรี้ยงดังสนั่น มีบางสิ่งนอกกำแพงลานพังครืนลงมา มันดำเกรียมและมีเปลวไฟลุกไหม้อยู่ พุ่งตกลงมาตรงๆ กวาดเอากระเบื้องจากขอบหลังคาหล่นตามลงมา กระแทกพื้นในลานดังลั่น พร้อมกับฝุ่นฟุ้งตลบ
ทั่วทุกสารทิศตื่นตระหนกวุ่นวาย บรรดาผู้ติดตามพากันปลอบขวัญพวกม้าที่ตื่นเตลิด สาวใช้ที่สัปหงกเองก็ถูกทำให้สะดุ้งตื่น พากันกรีดร้องอย่างตกใจเสียขวัญ
“ถุย! สภาพอากาศบ้าอะไรนี่ กำลังจะออกเดินทางอยู่แล้ว กลับมีฟ้าผ่าลงมากลางวันแสกๆ!” หัวหน้าหน่วยคุ้มกันจัดหมวกบนศีรษะให้เข้าที่แล้วดึงบังเหียนม้าไว้แน่น เงยหน้าด่าฟ้าเสียงดัง ก่อนหันมากระชากเสียงใส่เหล่าสาวใช้ต่อ “เงียบเสีย! ก็แค่กิ่งไม้โดนฟ้าผ่าหักลงมาเท่านั้น มีอะไรให้ต้องร้องโวยวาย!” ด่าจบแล้วคล้ายยังไม่หายโกรธ เขาปล่อยม้าไว้แล้วเดินไปเตะกิ่งไม้ดำไหม้ทิ้งด้วยความหัวเสีย “บทจะผ่าก็ผ่าลงมา ทำข้าตกอกตกใจหมด!”
เฟิงซุ่นอินเบี่ยงตัวชิดหน้าต่างด้านขวา ปลายนิ้วยังแตะอยู่บนช่องหน้าต่างที่แง้มเปิด ได้ยินเสียงก่นด่าดังลั่นของหัวหน้าหน่วยคุ้มกันแล้วมุมปากนางก็เหยียดออกเป็นรอยยิ้มหยัน
ช่างรับกับสถานการณ์นัก บางครั้งชีวิตคนเราก็สามารถเกิดเรื่องกะทันหันเสียยิ่งกว่าฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ เฉกเช่นสถานการณ์ของนางในเวลานี้
“ไป ยังไม่รีบไปดูฮูหยินคนใหม่อีก!” หัวหน้าหน่วยคุ้มกันสั่งสาวใช้เสียงดัง ทั้งยังหันหน้ามองมาทางห้องพักแขก
เฟิงซุ่นอินชิงปิดหน้าต่างลงก่อน
สาวใช้คนหนึ่งวิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อน เมื่อเปิดประตูห้องพักก็เห็นเฟิงซุ่นอินที่นั่งตัวตรงอยู่ข้างหน้าต่าง หมวกม่านแพรที่สวมใส่คลุมลงมาปิดบังใบหน้า ไม่เห็นกระทั่งรอยยับย่นตรงชายชุด จึงถามด้วยความตกใจไม่หาย “เมื่อครู่นี้เสียงดังเพียงนั้น ฮูหยินไม่ตกใจเลยหรือเจ้าคะ”
“ไม่นี่” เฟิงซุ่นอินได้ยินแล้วไม่รู้สึกว่าเสียงนั้นดังสักเท่าไร
สาวใช้รู้สึกไม่อยากจะเชื่อ มองนางอยู่อีกหลายครั้งถึงได้ปิดประตูล่าถอยออกไป
“หลบไป! ท่านพี่!” ใครบางคนก้าวปราดมาถึงหน้าประตูห้องพักพร้อมกับตะโกนเสียงดัง
ท่ามกลางความวุ่นวาย หัวหน้าหน่วยคุ้มกันยิ่งไม่สบอารมณ์มากกว่าเดิม “ก็ได้ๆ รออีกประเดี๋ยวค่อยออกเดินทางต่อ! ให้คุณชายเฟิงเข้าไปถามไถ่ให้เสร็จก่อน!”
ประตูห้องพักถูกผลักเปิดอีกครั้ง ผู้ที่มายังตบขอบประตูไปอีกหนึ่งทีคล้ายกลัวเฟิงซุ่นอินจะไม่ทันสังเกตเห็นเขาอย่างไรอย่างนั้น “ท่านพี่!”
เฟิงซุ่นอินเงยหน้าขึ้นมา พอมองเห็นอีกฝ่ายก็ปลดหมวกม่านแพรลง เขาคือเฟิงอู๋จี๋น้องชายของนาง
เมื่อครู่นี้ตอนมองไปทางห้องพักฝั่งตรงข้ามแล้วไม่เห็นอีกฝ่ายก็เดาไว้อยู่แล้วว่าเขากำลังหลบเลี่ยงพวกคนข้างนอกเหล่านี้อยู่แน่ๆ ไม่ผิดจากที่คาดจริงๆ เขาทำตัวเช่นนี้ ไม่ยอมเข้าใกล้คนกลุ่มนั้นมาตลอดการเดินทาง
เฟิงอู๋จี๋ปรี่เข้ามาใกล้ ชุดสีครามที่สวมใส่ยับย่นเล็กน้อย เสื้อคลุมกันลมไม่เข้าที่ คาดว่าเมื่อครู่นี้คงได้รับความตกใจอยู่บ้างเช่นเดียวกัน ทันทีที่เข้ามาใกล้ก็มองสำรวจหูซ้ายของนางก่อน ถึงได้ถามอย่างเป็นห่วงเป็นใยว่า “เมื่อครู่นี้ไม่ได้รู้สึกไม่ดีใช่หรือไม่ขอรับ”
เฟิงซุ่นอินยกมือขึ้นทัดปอยผม “ไม่เป็นอะไร พวกเขาไม่ได้รู้สถานการณ์ของข้า เจ้าเองก็ไม่ใช่ว่าไม่รู้นี่”
เฟิงอู๋จี๋เดินมาทางด้านขวาของนางแล้วผลักหน้าต่างออกดูข้างนอก เห็นหัวหน้าหน่วยคุ้มกันนำคนออกไปสำรวจข้างนอกโรงเตี๊ยม บรรดาสาวใช้กับคนที่เหลือเองก็ไปเตรียมรถม้ากันแล้ว เขาปิดบานหน้าต่างให้สนิท ถึงได้หันกลับมาเอ่ยอย่างสบายใจ “ท่านพี่ ตอนนี้พ้นฮุ่ยโจวมาแล้วนะขอรับ”
เฟิงซุ่นอินผงกศีรษะ “อืม ออกห่างจากฉางอันมาไกลมากแล้ว”
เฟิงอู๋จี๋พลันร้อนใจขึ้นมา “ท่านพูดแค่นี้เองหรือ ราวกับไม่ทราบว่าท่านกำลังจะเดินทางไปทำอะไร!”
เฟิงซุ่นอินเอ่ย “รู้ ไปแต่งงาน”
“…” เฟิงอู๋จี๋ถูกน้ำเสียงสบายๆ ของนางทำให้โมโหจนสะอึกไปเล็กน้อย
ใช่แล้ว นางกำลังจะไปแต่งงาน น้องชายอย่างเขาตามมาถึงที่นี่เพื่อมาส่งตัวเจ้าสาว กลุ่มคนที่อยู่ข้างนอกล้วนเป็นคนที่เดินทางไกลมารับตัวเจ้าสาว มิฉะนั้นจะเอาแต่เรียกนางว่า ‘ฮูหยิน’ ได้อย่างไร
ด้วยเรื่องนี้เฟิงอู๋จี๋จึงอารมณ์เสียมาตลอดทาง ไม่อยากได้ยินคำเรียก ‘ฮูหยิน’ หากเลี่ยงได้ก็เลี่ยง เวลานี้เดินทางมาถึงที่นี่ก็ไม่อาจทนไหวอีกต่อไป “อิงตามความเร็วเช่นนี้ ต่อไปก็จะเข้าด่าน จากนั้นตรงไปยังเหลียงโจว ตลอดการเดินทางนี้ท่านไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยหรือ”
เฟิงซุ่นอินถามกลับ “จะให้รู้สึกอย่างไรเล่า หรือข้ายังปฏิเสธการแต่งงานนี้ได้?”
เฟิงอู๋จี๋อึ้งงันพูดไม่ออกอีกครั้ง เขาสะบัดแขนเสื้ออย่างไม่สบอารมณ์
เมื่อเดือนที่แล้วจู่ๆ ผู้บัญชาการใหญ่เหลียงโจวก็ส่งคนเดินทางไกลมาฉางอันเพื่อสู่ขอคนกับสกุลเฟิง บอกว่าต้องการสู่ขอคู่ครองที่ดีให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา
ไม่เคยมีเรื่องเช่นนี้มาก่อน ที่ผ่านมาเคยได้ยินแต่ว่าการแต่งงานล้วนเป็นการตัดสินใจของบิดามารดาและวาจาของแม่สื่อ ไฉนเลยจะเคยได้ยินเรื่องหัวหน้าจัดแจงเรื่องการแต่งงานให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาเช่นนี้
แต่ผู้บัญชาการใหญ่เหลียงโจวนั้นมีอำนาจมาก เหลียงโจวมั่งคั่งเจริญรุ่งเรืองไม่น้อยหน้าเมืองหลวงทั้งสองแห่ง ทั้งยังดูแลสิบสี่เมืองสำคัญในดินแดนเหอซี* รวมถึงควบคุมแคว้นต่างๆ ในดินแดนซีอวี้ ขุนนางระดับสูงผู้มีอำนาจปกครองชายแดนเช่นนี้แม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องเกรงใจ ใครเลยจะกล้าดูแคลน เมื่อเขาทำเรื่องเช่นนี้ก็ไม่มีผู้ใดกล้าทักท้วง
ตอนนั้นเฟิงอู๋จี๋รู้สึกแค่ว่าแปลกพิลึก จึงไล่ต้อนซักไซ้เหตุผลจากแม่สื่อที่ถูกส่งมา
คำตอบของอีกฝ่ายคือท่านผู้บัญชาการใหญ่มองว่าดินแดนเหอซีนิยมขนบธรรมเนียมชาวหู** ถึงแม้เหลียงโจวจะเจริญรุ่งเรือง แต่บรรดาสตรีในเมืองยังห่างชั้นกับบรรดาคุณหนูจากเมืองหลวงทั้งสองอยู่มาก อีกทั้งทราบข่าวว่าสกุลเฟิงแห่งป๋อไห่มีบุตรสาวที่ยังไม่ออกเรือน เป็นคู่แห่งโชคชะตาที่สวรรค์สรรค์สร้างพอดี…
ไม่ว่าฟังอย่างไรก็คล้ายเป็นคำพูดที่เตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว กล่าวได้ไหลลื่นไม่มีติดขัด เมื่อเฟิงอู๋จี๋ซักไซ้รายละเอียดต่อ อีกฝ่ายก็ไม่ตอบอะไรแล้ว
เพียงไม่กี่วัน แม้แต่ฮ่องเต้พระองค์ปัจจุบันก็รู้เรื่องนี้
ได้ยินว่าผู้บัญชาการใหญ่เหลียงโจวตั้งใจถวายฎีกาเรื่องนี้ต่อฮ่องเต้ บอกว่าตนมีใจเทิดทูนต่อเมืองหลวงทั้งสอง แต่จนใจที่ตัวอยู่ห่างไกลใช้ชีวิตสันโดษ ชิงชังที่ตนเองไร้บุตรชายบุตรสาวอายุเหมาะสม ไม่อาจเอื้อมหมายปองเชื่อมสัมพันธ์กับราชวงศ์ จึงทำได้เพียงขอเป็นตัวแทนให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปสู่ขอหญิงงามจากเมืองหลวงทั้งสอง เช่นนี้ก็นับว่าได้รับพระเมตตา บารมีแผ่ไพศาลถึงแดนซีเป่ย*** กลายเป็นเรื่องเล่าขานอันดีงาม…
แม้จะเป็นเรื่องเล่าขานอันดีงาม เพียงแต่นึกไม่ถึงว่าจะตกใส่ศีรษะของสกุลเฟิงเสียได้
ฮ่องเต้กลับไม่ได้ตอบรับในทันที เพียงบอกให้คนสกุลเฟิงตัดสินใจเอาเอง อย่างไรก็ตามสกุลเฟิงไม่อาจปฏิเสธการแต่งงานนี้จริงๆ เพราะสกุลเฟิงนั้นแตกต่างจากอดีตมานานแล้ว
ใช่แค่แตกต่างจากอดีตเสียที่ใดกัน กระทั่งว่าเทียบปุถุชนไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ…
แต่เฟิงอู๋จี๋ยังคงทนไม่ได้ เขากดเสียงลง แทบจะพูดอยู่ข้างหูของเฟิงซุ่นอิน “ดินแดนเหอซีมิใช่สถานที่ปลอดภัย ท่านดูเพียงฟ้าฝนที่เมื่อครู่จู่ๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงก็รู้แล้ว พวกเขาส่งคนมาสู่ขอท่านเมื่อเดือนก่อน เดือนนี้ก็รีบส่งคนมารับตัวแล้ว ระยะห่างจากเหลียงโจวมาฉางอันไม่ใช่เพียงพันหลี่** เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าพวกเขามั่นใจว่าพวกเราไม่อาจปฏิเสธการแต่งงานนี้ ขบวนรับตัวถึงได้ตามติดแม่สื่อมาเลยทันที! ทั้งเรื่องรีบเร่งสู่ขอ พิธีการทำอย่างขอไปที พวกนี้ไม่พูดถึงก็ได้ แต่เจ้าบ่าวกลับไม่แม้แต่จะปรากฏตัว! อย่างน้อยท่านก็ต้องถามสิว่าจะต้องแต่งให้ผู้ใดกันแน่!”
เฟิงซุ่นอินฟังเขาระบายโทสะออกมาจนจบในลมหายใจเดียวแล้วกลับยิ้มออกมาแทน “ถามแล้วอย่างไร สภาพข้าในทุกวันนี้ยังจะเลือกใครได้อีกหรือ”
เฟิงอู๋จี๋อัดอั้นตันใจจนหน้าเขียวแล้วด้วยซ้ำ ทว่าเห็นสีหน้ายิ้มแย้มของนางแล้วก็ไม่อาจพูดอะไรต่ออีก
“หนังสือสมรสอยู่กับท่านแม่” เฟิงซุ่นอินเอ่ยขึ้นมากะทันหัน “นางย่อมรู้ว่าข้าจะแต่งให้ใคร นางตกลงไปแล้วข้าจะว่าอะไรได้อีก คงไม่ถึงกับให้ข้าแต่งกับคนไร้ค่าใกล้ตายหรอกกระมัง”
เฟิงอู๋จี๋ขมวดคิ้วนิ่งเงียบ มารดาของพวกเขาพูดถึงเรื่องการแต่งงานครั้งนี้น้อยมาก อีกทั้งไม่ให้เขายุ่มย่าม เขาถามอยู่หลายครั้งล้วนแล้วแต่ถูกตำหนิกลับมา ทำอะไรไม่ได้เลย
แลกเปลี่ยนหนังสือสมรสกันแล้ว ความจริงนับว่าพิธีการเสร็จสิ้น ต่อให้คิดมากไปกว่านี้ก็ไร้ความหมาย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกะทันหัน มารดากับเฟิงซุ่นอินกลับใจเย็นกันทั้งคู่ มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้สึกว่าไม่ยุติธรรม
ไม่ใช่ว่าห้ามแต่งงาน เขาแค่ทนให้พี่สาวของตนแต่งงานอย่างไม่เป็นธรรมเพียงนี้ไม่ได้เท่านั้นเอง นางลำบากมามากพอแล้ว
เฟิงซุ่นอินนั่งอยู่ที่โต๊ะ หลุบตาลงพลางจับหมวกม่านแพรในมือเล่น ก่อนถามขึ้นอีกครั้งอย่างกะทันหัน “ก่อนออกเดินทางจากฉางอันครั้งนี้ ท่านแม่มีคำพูดอะไรฝากถึงข้าหรือไม่”
ความคิดวุ่นวายยุ่งเหยิงของเฟิงอู๋จี๋หยุดชะงักลงทันควัน สีหน้าเขากลับกลายเป็นกระอักกระอ่วน เขาถอยไปนั่งอีกมุมหนึ่งอย่างเงียบๆ
เฟิงซุ่นอินเงยหน้าขึ้นเห็นสีหน้าของเขา สีหน้าก็หม่นลง “ข้าเดาว่าท่านแม่น่าจะพูดว่า ‘อย่างน้อยนางก็ยังมีประโยชน์อยู่บ้าง’ ใช่หรือไม่”
“เหตุใดท่าน…” เฟิงอู๋จี๋เกือบหลุดพูด ‘เหตุใดท่านถึงทราบ’ ออกมาโดยไม่รู้ตัว ทว่าเปลี่ยนคำกลางคัน “เหตุใดท่านถึงคิดเช่นนี้เล่า…” พูดจบเขาก็รู้สึกไม่เป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง
เฟิงซุ่นอินใบหน้าซีดเซียว ไม่พูดอะไรสักคำ
ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับมารดาห่างเหินมานาน หลายปีมานี้นางเองก็ไม่ได้อาศัยอยู่กับครอบครัว แต่พักอยู่ที่ชานเมืองฉางอันตามลำพังมาตลอด กระทั่งการแต่งงานครั้งนี้สองแม่ลูกยังไม่ได้พบหน้ากัน ยิ่งไร้ซึ่งการจากลาอย่างอบอุ่นอาวรณ์
เฟิงอู๋จี๋รู้ว่านางเป็นคนช่างสังเกตจึงเริ่มเสียใจที่พูดเรื่องพวกนี้ออกมา เดิมทีก็ลำบากอยู่แล้ว เขากลับยิ่งทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจ ในเมื่อไม่ว่าจะมองอย่างไรการแต่งงานครั้งนี้ก็คล้ายมารดาผลักไสนางให้ผู้อื่นไปส่งๆ…
ภายในห้องเงียบลง หัวหน้าหน่วยคุ้มกันที่อยู่ข้างนอกย้อนกลับมาแล้ว เอ่ยถามเสียงดังอย่างหงุดหงิดว่า “เสร็จหรือยัง ไม่มีฟ้าร้องไม่มีฝนตก ยังจะเดินทางต่อหรือไม่ ยังไม่ถึงเหลียงโจวเลยนะ!”
เพลิงโทสะที่เพิ่งมอดดับไปพุ่งกลับขึ้นมาอีกครั้ง เฟิงอู๋จี๋เอ่ยกับเฟิงซุ่นอินอย่างชิงชัง “เหลียงโจวๆ! ตอนนั้นแม้แต่คำสู่ขอของอู่เวยจวิ้นกง* แห่งเหลียงโจวท่านยังปฏิเสธได้ ตอนนี้กลับต้องมาแต่งงานกับขุนนางชั้นผู้น้อยคนหนึ่ง เหลียงโจวน่ะ ตอนนั้นพวกเราไม่สนใจเสียด้วยซ้ำ!”
เฟิงซุ่นอินที่กำลังอึดอัดใจถูกถ้อยคำของอีกฝ่ายกระตุ้นความทรงจำในอดีตอันเนิ่นนานขึ้นมา ยังไม่ทันย้อนนึกโดยละเอียดก็ถูกกดกลับลงไปยังก้นบึ้งหัวใจอีกครั้ง นางย่นหัวคิ้วแล้วเอ่ยขัดเขา “ตอนนี้ไม่ใช่ตอนนั้น ตอนนี้จำเป็นต้องสนใจแล้ว”
เฟิงอู๋จี๋เบ้ปาก สุดท้ายลุกขึ้นเดินออกไปอย่างคับข้องใจ
เฟิงซุ่นอินผ่อนลมหายใจออกมา ก่อนลุกขึ้นพร้อมสวมหมวกม่านแพรใหม่อีกครั้ง แล้วหยิบห่อผ้าไหมสีเขียวบนโต๊ะก้าวเดินออกไปอย่างไม่รีบร้อน
สภาพภายนอกกลับสู่ปกตินานแล้ว หัวหน้าหน่วยคุ้มกันนั่งอยู่บนหลังม้าพลางโบกมือเร่ง ทุกคนต่างขึ้นขี่ม้ากันหมดแล้ว
นางเดินไปขึ้นรถม้าท่ามกลางสายตาของทุกคนเหมือนที่ทำมาทุกวันตลอดการเดินทางนี้
“ช้าก่อน ข้ามีเรื่องจะถามเจ้า” รถม้าเพิ่งเคลื่อนตัว ข้างนอกรถก็มีเสียงพูดของเฟิงอู๋จี๋ลอยเข้ามา ประสานไปกับเสียงกีบเท้าม้าดังแว่ว
เฟิงซุ่นอินนั่งหันไปทางหน้าต่างรถม้า ได้ยินคำพูดต่อมาของน้องชายอย่างชัดเจน “เจ้าเดินทางครั้งนี้มารับตัวเจ้าสาวให้ผู้ใดกัน”
ที่แท้สุดท้ายแล้วเฟิงอู๋จี๋ยังคงไม่ยอมตัดใจ นึกไม่ถึงว่าจะไปถามกับหัวหน้าหน่วยคุ้มกันแทน นางคิดในใจว่า ถามไปแล้วอย่างไร ยังปฏิเสธไม่แต่งได้หรือ ถึงอย่างไรมาถึงที่นี่แล้ว อีกไม่นานก็ได้รู้เองอยู่แล้ว
“คุณชายเฟิงไม่สนใจพวกเรามาตลอดทาง จู่ๆ จะถามเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่ออันใดกัน” หัวหน้าหน่วยคุ้มกันพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ ไม่จริงจังนัก “พิลึกจริง ท่านกลับไม่รู้ว่าพี่เขยตนเองเป็นใคร เช่นนั้นคนนอกอย่างพวกเราจะยังรู้ได้อย่างไร ถึงอย่างไรพวกท่านก็ให้ความสำคัญกับคำสั่งของบิดามารดา ส่วนทางพวกเรามีคำพูดของแม่สื่อ หากท่านยังห่วงว่าจะถูกหลอกแต่งงานก็ลองไปถามท่านผู้บัญชาการใหญ่เหลียงโจวของพวกเราดูได้ หรือจะให้ไปทูลถามฝ่าบาทก็ยังได้ ข้าแค่มารับตัวเจ้าสาวตามคำสั่งเท่านั้น รู้เพียงว่าฮูหยินจะแต่งให้กับขุนนางของเหลียงโจว ส่วนที่ว่าจะเป็นขุนนางคนใด พอไปถึงก็รู้เองนี่”
“เหลวไหล!” เฟิงอู๋จี๋ต่อว่าเสียงดังไปทีหนึ่ง คล้ายจะโมโหมาก ไม่มีคำพูดอื่นใดอีก
เฟิงซุ่นอินเลิกม่านหน้าต่างมองออกไปข้างนอก หัวหน้าหน่วยคุ้มกันกำลังมองส่งเฟิงอู๋จี๋ที่ขี่ม้าไปด้านหลังรถม้าอย่างโมโหโทโส ขณะยิ้มจนหนวดเคราบนใบหน้ากระเพื่อม
นางเม้มปาก เฟิงอู๋จี๋อารมณ์เสียตลอดการเดินทาง หัวหน้าหน่วยคุ้มกันเองก็ไม่เกรงใจ ดูท่าประโยคเมื่อครู่นี้จะจงใจกลั่นแกล้งน้องชายนาง ตั้งใจไม่พูดถึงคนผู้นั้นทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ
แค่ขบวนรับตัวเจ้าสาวยังเป็นเช่นนี้ คาดว่าคนที่นางแต่งงานด้วยคงไม่ใช่คนดีเช่นเดียวกัน
ดีที่ว่านางเดินทางไปครั้งนี้ไม่ได้มีความคาดหวังใดต่อคนที่แต่งงานด้วยอยู่แล้ว
บทที่ 2
การเดินทางครั้งนี้ของพวกเขาเริ่มออกเดินทางกันตั้งแต่ต้นฤดูใบไม้ผลิ ทุกวันแทบไม่ได้หยุดพัก มีเพียงช่วงก่อนหน้านี้ที่อากาศกลับมาหนาวเย็น ทำให้การเดินทางต้องล่าช้าไปไม่น้อย
เดินทางมาถึงตอนนี้จึงนับว่าใกล้ถึงที่หมายเสียที
เหตุการณ์ฟ้าผ่าเมื่อตอนกลางวันไม่ได้ส่งผลต่อการเดินทางแต่อย่างใด ภายหลังยังเพิ่มความเร็วมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ คล้ายว่ายิ่งเดินทางยิ่งรีบเร่ง
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันเป็นคนจงใจเร่งความเร็วเอง พอยิ่งใกล้ถึงเหลียงโจว เขาก็บ่นโวยวายน้อยลง น่าจะเพราะอารมณ์ดีขึ้น อย่างตอนนี้เดินทางอยู่ดีๆ ยังเอ่ยหยอกเย้าผู้คนรอบข้างขึ้นมาด้วย “ดูท่าฟ้าผ่าตอนนั้นจะไม่ได้หมายขู่ขวัญพวกเรา แต่เป็นสวรรค์เห็นเหลียงโจวมีงานมงคลเลยมาร่วมความครึกครื้นด้วย! เช่นนี้เห็นทีจะเป็นคู่แท้ที่สวรรค์ลิขิตมาแน่นอน!” กล่าวจบยังไม่ลืมดึงเฟิงอู๋จี๋มามีส่วนร่วมด้วย “คุณชายเฟิง ท่านเห็นด้วยหรือไม่”
เฟิงอู๋จี๋แค่นเสียงเย็นหนักๆ เป็นการตอบกลับ เสียงดังมาจากที่ไกลมาก คาดว่าน่าจะติดตามอยู่ข้างหลังอีกแล้ว
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันเสียงดังเพียงนี้ อยากจะไม่ได้ยินยังยากเลย
เฟิงซุ่นอินนั่งอยู่ในรถม้า รู้สึกแค่ว่าเขาพูดมากจนน่ารำคาญ สายตาของนางเหลือบมองไปทางบานหน้าต่างทีหนึ่ง ก่อนเอื้อมมือหยิบตำราพับทบขนาดเท่าฝ่ามือเล่มหนึ่งออกมาจากห่อผ้าไหมสีเขียว
การเดินทางครั้งนี้ทั้งยาวไกลและยาวนาน นอกจากอ่านตำราก็ไม่มีวิธีอื่นที่จะฆ่าเวลาได้แล้ว
ความจริงอ่านอยู่ไม่นาน ความสนใจของนางก็ไม่ได้อยู่ที่ตำราแล้ว ยามที่แสงสว่างส่องทะลุบานหน้าต่างเข้ามาผสานไปด้วยแสงแดดที่ไม่อบอุ่นไม่หนาวเย็น คิดว่าน่าจะพ้นช่วงเที่ยงวันแล้ว เฟิงซุ่นอินปิดตำราพับทบ หันไปเอ่ยกับคนที่อยู่นอกหน้าต่างว่า “หยุดสักครู่”
เดินทางมานานเพียงนี้ นี่กลับเป็นครั้งแรกที่นางเอ่ยปากร้องขอ ข้างรถม้ามีสาวใช้ที่คล่องแคล่วก้าวเข้ามาถามใกล้บานหน้าต่าง “ฮูหยินต้องการดื่มน้ำหรือพักผ่อนเจ้าคะ”
เฟิงซุ่นอินเอ่ย “ไม่ต้อง แถวนี้น่าจะมีศาลาริมทางอยู่แห่งหนึ่ง ขอจอดพักตรงนั้นสักครู่ก็พอ”
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันได้ยินแล้วชิงเอ่ยแทรกเสียงดัง “ฮูหยินเคยมาที่นี่หรือไร รู้ได้อย่างไรว่าที่นี่มีศาลาริมทางอยู่หลังหนึ่ง”
เฟิงซุ่นอินตอบกลับ “เคยอ่านเจอในบันทึกการเดินทางเล่มหนึ่ง ไม่เคยเห็นกับตา”
“ในเมื่อเคยอ่านมาสมัยก่อน เช่นนั้นก็น่าจะจำผิดไป ตอนที่ข้าเดินทางไปฉางอันไม่เห็นว่าข้างหน้านี้จะมีศาลาริมทางอะไร!” หัวหน้าหน่วยคุ้มกันไม่เก็บไปใส่ใจ
“ไม่อย่างนั้นคงเขียนผิด” เฟิงซุ่นอินเอ่ย
“หือ?” หัวหน้าหน่วยคุ้มกันที่ขี่ม้าอยู่เหลียวหลังมองรถม้าทีหนึ่งด้วยความรู้สึกแปลกๆ ขณะคิดในใจว่าประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร เหตุใดถึงมั่นใจเพียงนี้ว่าไม่ได้จำผิด!
ผู้ติดตามคนหนึ่งที่อยู่ด้านข้างขยับเข้าใกล้แล้วเอ่ยกับเขาเสียงเบาว่าเดิมทีมีศาลาริมทางอยู่หลังหนึ่ง เพียงแต่อยู่ติดกับภูเขา เป็นเพราะถนนหลวงเปลี่ยนเส้นทางมานานแล้ว ดังนั้นจึงไม่ได้อยู่บนทางข้างหน้าเท่านั้นเอง
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าทันควัน กลอกตามองบนให้กับผู้ติดตามอยู่นาน ก่อนชำเลืองมองรถม้าแล้วได้แต่โบกมือเอ่ย “เช่นนั้นก็ฟังคำพูดของฮูหยิน แวะไปหยุดพักตรงนั้นสักพัก!”
คณะเดินทางมุ่งหน้าออกไปด้านข้างตามคำสั่ง ก่อนจะหยุดลงด้านนอกศาลาริมทางที่เก่าผุพังหลังหนึ่ง
รถม้าเพิ่งจอดสนิท เฟิงซุ่นอินก็เลิกม่านไม้ไผ่ตรงประตูรถชะโงกตัวออกมา
สาวใช้คนหนึ่งรีบวิ่งมาวางแท่นเหยียบ นางก้าวลงบนแท่นเหยียบลงจากรถม้า ก่อนจัดหมวกม่านแพรเล็กน้อยแล้วเดินไปทางด้านหลังรถม้า
เฟิงอู๋จี๋ติดตามอยู่ด้านหลังคณะตามคาด คณะเดินทางเร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ เขากลับชะลอลงจนตามไม่ทัน เวลานี้ขี่ม้าทิ้งห่างอยู่ด้านหลังช่วงใหญ่ราวกับไม่เต็มใจเดินทางไปต่ออย่างไรอย่างนั้น
เมื่อเห็นเฟิงซุ่นอินลงจากรถม้าทั้งยังมุ่งหน้ามาที่ตนเอง เขาถึงได้หนีบท้องม้า กระตุ้นม้าวิ่งเหยาะๆ ไปถึงตรงหน้านาง
เฟิงซุ่นอินหยุดยืนอยู่หน้าม้าของเขาแล้วพูดว่า “ถึงเวลาต้องจากกันแล้ว”
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันพอได้ยินเช่นนั้นก็รู้ทันทีว่าถึงเวลาอำลากับคุณชายสกุลเฟิงผู้โมโหมาตลอดทางท่านนี้เสียที จึงยินดีปรีดายิ่ง รีบสั่งให้ทุกคนขี่ม้าถอยห่างออกไปด้านข้างทันที จะได้ให้สองพี่น้องรีบๆ บอกลากันให้เสร็จ
มิฉะนั้นหากต้องคอยเผชิญหน้ากับคุณชายหน้าตาเย็นชาเช่นนี้ทุกวัน คนไม่รู้จะหลงนึกว่าพวกเขาหลอกคนมาแต่งงานจริงๆ!
เฟิงอู๋จี๋ลงจากม้า ผงกศีรษะให้เฟิงซุ่นอินด้วยความไม่เต็มใจ
การเดินทางครั้งนี้เขาไม่อาจร่วมขบวนแต่งงานไปด้วยจนถึงปลายทาง เพราะยังต้องรีบกลับไปรับตำแหน่งอีก
อาจมีสาเหตุมาจากฎีกาฉบับนั้นของผู้บัญชาการใหญ่เหลียงโจว ในเมื่อฮ่องเต้ทราบเรื่องแล้วย่อมต้องแสดงเจตนา ‘พระเมตตาแผ่ไพศาลถึงแดนซีเป่ย’ ออกมาให้เห็นจริงๆ เพื่อให้เฟิงซุ่นอินแต่งออกไปอย่างมีหน้ามีตามากขึ้น ครั้งนี้ไม่เพียงแต่พระราชทานสินเดิมให้ ยังมอบตำแหน่งเสนาธิการงานพลาธิการในฉินโจวให้กับเฟิงอู๋จี๋เป็นพิเศษด้วย
แม้จะเป็นตำแหน่งขุนนางนอกเมืองหลวง ระดับขั้นไม่สูง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ดีกว่าเดิมไม่รู้กี่เท่าแล้ว ในเมื่อไม่ว่าอย่างไรก่อนหน้านี้คนสกุลเฟิงก็ไม่มีวาสนาได้เข้ารับราชการเลยด้วยซ้ำ
“ทำหน้าบึ้งไปไยเล่า” เฟิงซุ่นอินเอ่ย “สกุลเฟิงไม่เหลืออะไรแล้ว บัดนี้มีโอกาสได้พลิกฟื้นสถานการณ์ ควรรู้สึกโชคดีมากกว่านะ”
เฟิงอู๋จี๋เอ่ยอย่างอัดอั้นตันใจ “แต่ไม่ว่ามองอย่างไรล้วนคล้ายเอาท่านพี่มาแลกกับอนาคตของข้า”
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าไม่ใช่การเต็มใจแลกของข้าเอง”
เฟิงอู๋จี๋ตกตะลึง
เฟิงซุ่นอินเอ่ยเรียบๆ “ข้าเองก็เบื่อหน่ายกับการถูกขังอยู่ที่ฉางอันตลอดเวลานานแล้ว”
เฟิงอู๋จี๋อ้าปากค้าง เมื่อนึกขึ้นได้ว่าสำหรับนางแล้วช่วงเวลาหลายปีมานี้ที่ฉางอันไม่มีความทรงจำน่ายินดีอะไรให้ย้อนนึกถึงจริงๆ เขาก็พูดอะไรไม่ออก
เฟิงซุ่นอินผินหน้ามองไปทางหัวหน้าหน่วยคุ้มกันที่กำลังขี่ม้าอย่างเบื่อหน่ายอยู่ไกลๆ ก่อนหันกลับมากดเสียงลงเอ่ย “ก่อนจากกันข้ามีบางอย่างจะฝากฝังเจ้า ฮ่องเต้พระองค์ปัจจุบันทรงให้ความสำคัญกับชายแดน ทุกคนในใต้หล้าล้วนรับรู้ หลังเจ้าไปอยู่ที่ฉินโจว หากสามารถช่วยสังเกตการณ์แนวชายแดนแทนฝ่าบาท เป็นหูเป็นตาให้พระองค์ได้ล่ะก็ เป็นไปได้มากที่จะคว้าโอกาสฟื้นฟูสกุลเฟิงขึ้นมาใหม่” นางชะงักไปแล้วเอ่ยต่อว่า “ข้าจะช่วยเจ้าเอง”
เฟิงอู๋จี๋มองนางอย่างแปลกใจ นึกไม่ถึงว่านางจะคิดไปไกลเพียงนี้ คงมิใช่ว่าที่ตลอดการเดินทางไม่แยแสเรื่องการแต่งงานเพราะล้วนกำลังใคร่ครวญถึงเรื่องนี้หรอกนะ จากนั้นเขารีบเข้าใกล้นางแล้วพูดอย่างร้อนรนว่า “ท่านคงไม่ได้คิดจะ…ข้าเป็นห่วงด้วยซ้ำว่าท่านจะมีชีวิตไม่ดีที่เหลียงโจว แล้วท่านจะช่วยเหลือข้าได้อย่างไร ในเมื่อไม่ว่าอย่างไรทุกวันนี้ท่านยัง…”
เบื้องหลังหมวกม่านแพรมองเห็นใบหน้าของเฟิงซุ่นอินได้ไม่ชัด เห็นเพียงรอยยิ้มไม่ยี่หระ “ไม่เป็นไร ไม่ต้องเป็นห่วงข้า เจ้าแค่รับปากว่าตนเองจะปลอดภัยสบายดีก็พอ”
เฟิงอู๋จี๋ยังอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่นางยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้เขาขึ้นม้าได้แล้ว
“ไปเถิด”
ม้าของหัวหน้าหน่วยคุ้มกันกับเหล่าผู้ติดตามที่อยู่ห่างออกไปส่งเสียงร้องติดต่อกันสองหน คล้ายคำเร่งที่จับต้องไม่ได้
เฟิงอู๋จี๋ทำได้เพียงขึ้นขี่ม้าเงียบๆ ในใจยังคงไม่สบอารมณ์กับคนกลุ่มนั้น แต่เมื่อมองเฟิงซุ่นอิน ในดวงตาก็มีเพียงความห่วงหาเศร้าสร้อยเท่านั้น เขากำสายบังเหียนแน่นแล้วพูดขึ้นว่า “ท่านพี่วางใจได้ ฉินโจวก็ไม่นับว่าอยู่ห่างจากเหลียงโจวเกินไป วันหน้าข้าค่อยหาโอกาสไปเยี่ยมเยียนท่าน หากข้าเจอว่าท่านแต่งงานไปแล้วมีชีวิตที่ไม่ดี ต่อให้อีกฝ่ายเป็นโอรสสวรรค์ข้าก็จะคิดบัญชีกับเขาอยู่ดี!” พูดจบก็หันม้ากลับและควบม้าออกไปทันที ราวกับกลัวว่าหากพูดต่ออีกเพียงคำเดียวน้ำตาจะไหลออกมา
เฟิงซุ่นอินไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น นางเพียงยืนรับลมมองส่งม้าของเขาห้อตะบึงไปไกล จวบจนเงาร่างของเขาถูกฝุ่นควันตลบกลบทับเลือนหายไปจากสายตาถึงได้หันตัวกลับเดินไปทางรถม้า
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันนั่งอยู่บนหลังม้าสังเกตการณ์จากระยะไกลมาสักพัก แม้ไม่ได้ยินว่าสองพี่น้องพูดคุยอะไรกัน เห็นเพียงว่าคุณชายสกุลเฟิงผู้นั้นควบม้าหนีออกไปด้วยท่าทางเหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อก็เกือบกลอกตาใส่ เสียใจอะไรกัน คิดว่าพี่สาวกำลังจะไปแต่งงานหรือกระโดดลงบ่อเพลิงกันแน่! จิ๊ๆ
เขาลูบหนวดเครา ดวงตาคู่จับจ้องเฟิงซุ่นอินที่เดินกลับมา เห็นนางก้าวเดินอย่างไม่รีบร้อน หมวกม่านแพรปลิวพลิ้วเบาๆ ตามสายลม ท่วงท่าดูบอบบางน่าสงสารอย่างพรรณนาไม่ถูก เพียงแต่แม้จะมองไม่เห็นใบหน้า ทว่าบรรยากาศที่มอบให้ผู้คนกลับเป็นความเหินห่างเย็นชา ราวกับไม่เป็นอะไรทั้งนั้น ชวนให้คนประหลาดใจขึ้นมาอีกอย่างห้ามไม่อยู่
ความจริงเขารู้สึกมานานแล้วว่าฮูหยินคนใหม่ผู้นี้ดูแปลกๆ
ตอนแรกสุดที่พวกเขาไปรับตัวเจ้าสาว สถานที่ที่ให้เดินทางไปรับกลับเป็นอารามเต๋าแถบชนบทของฉางอันแห่งหนึ่ง ได้ยินมาว่าที่นั่นคือที่พำนักของ ‘คุณหนูสูงศักดิ์’ ท่านนี้
ทั้งที่มารดายังมีชีวิตอยู่ แต่ตอนที่ขบวนออกเดินทางกลับไม่เห็นอีกฝ่ายมาส่ง มีเพียงน้องชายที่ร่วมเดินทางมาด้วย อีกทั้งตัวนางเองต้องแต่งงานไปไกลเพียงนั้นกลับไม่ร้องไห้ไม่โวยวาย ข้างกายปราศจากผู้ติดตามไม่พูดถึง การเดินทางครั้งนี้นอกจากสินเดิมที่ฮ่องเต้พระราชทานให้แล้ว สัมภาระติดกายของนางก็มีเพียงห่อผ้าไหมสีเขียวห่อเดียวที่พกขึ้นรถม้ามาด้วย สาวใช้บอกว่าข้างในนั้นนอกจากเสื้อผ้าจำนวนหนึ่งก็มีแค่ตำรา กระดาษ พู่กัน และหนังสือไม่กี่เล่มเท่านั้น
ดูท่าเหล่าตระกูลสูงศักดิ์ ตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่สูงส่งก็คงแค่นี้เอง พอประสบกับความตกต่ำขึ้นมาก็ไม่เหลืออะไรอีกแล้วจริงๆ
ระหว่างที่หัวหน้าหน่วยคุ้มกันนึกทอดถอนใจ เฟิงซุ่นอินก็ก้าวขึ้นรถม้าแล้ว
ม้าที่กำลังกินหญ้าอย่างสบายใจตะกุยกีบเท้าเล็กน้อยอย่างอยู่ไม่สุข ตำราพับทบที่นางอ่านก่อนหน้านี้แล้วถูกวางทิ้งไว้ในรถม้ายังไม่ได้เก็บให้เรียบร้อยก็ลื่นไถลตกลงไปบนพื้นตามการเคลื่อนไหวของรถ
สาวใช้รีบวิ่งไล่ตามไปเก็บมาให้
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันร้อนใจอยากออกเดินทางต่อแล้ว จึงเอ่ยขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ “ก็แค่ตำราเล่มหนึ่ง ที่เหลียงโจวเองก็มี ไม่ต้องเก็บแล้ว!”
เฟิงซุ่นอินเลิกม่านไม้ไผ่เอ่ย “เก็บกลับมา นั่นเป็นต้นฉบับงานเขียนของข้า”
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันตกใจระคนประหลาดใจทันใด เสียงยิ่งดังกว่าเก่า “โอ๊ะ นึกไม่ถึงว่าฮูหยินยังเขียนตำราเป็นด้วย”
เฟิงซุ่นอินผินหน้าไปเล็กน้อย ก่อนเอ่ยกับอีกฝ่ายผ่านม่านผืนบาง “ก็แค่ฆ่าเวลาว่างๆ เท่านั้น ทางข้ายังมีตำราเล่มอื่นอีก มิสู้ให้หัวหน้าหน่วยคุ้มกันยืมอ่านแล้วกัน ตลอดการเดินทางเจ้าจะได้มีอะไรทำแก้เบื่อ”
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันฉีกยิ้ม “ข้าอ่านออกเพียงไม่กี่ตัวอักษรเองขอรับ”
เฟิงซุ่นอินเองก็หัวเราะเบาๆ “ข้าเห็นว่าก่อนหน้านี้เจ้าตอบกลับน้องชายข้าได้ฉะฉาน ฝีปากคมกริบ ยังนึกว่าอ่านตำรามามากเสียอีก”
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันพลันยิ้มต่อไม่ออก หุบยิ้มลงพลางกระแอมกระไอไปทีหนึ่ง เข้าใจในที่สุด ที่แท้นางมองออกมานานแล้วว่าเขากำลังกลั่นแกล้งน้องชายของนาง จึงรอเอาคืนเขาอยู่ นึกไม่ถึงว่านางจะเป็นคนอารมณ์ร้ายคนหนึ่ง!
สาวใช้เก็บตำราพับทบเล่มนั้นกลับมา เฟิงซุ่นอินยื่นมือออกไปรับแล้วปล่อยม่านไม้ไผ่ลง
จนกระทั่งรถม้าเริ่มออกเดินทางอีกครั้ง นางถึงได้ปลดหมวกม่านแพรลงพร้อมก้มหน้าลูบกระโปรงหรูฉวิน* ที่ยับย่น เป็นเพราะตอนบอกลาน้องชายนางพยายามกลั้นอารมณ์และบีบมือแน่นเกินไป ตอนนี้เวลามือกางออกปลายนิ้วก็ยังขาวซีดอยู่
นางปิดตาลงก่อนลืมตาขึ้นใหม่ พร้อมเอ่ยพึมพำกับตนเองเบาๆ “ไม่เป็นไร คุ้มค่าแล้ว”
อาจเพราะหัวหน้าหน่วยคุ้มกันโดนกระตุ้นเข้าให้ การเดินทางที่เหลือจึงไม่เคยหยุดลงอีก เขาเอาแต่คอยตะโกน “รีบเดินทางๆ” เป็นระยะ จนเร่งเดินทางนานติดต่อกันสามชั่วยาม** แม้แต่เวลากินข้าวยังกินระหว่างทาง ยอมเสียเวลาไม่ได้แม้แต่น้อย
ถึงอย่างไรก็เป็นแถบซีเป่ย ดวงอาทิตย์ตกช้า รอลำแสงสุดท้ายของอาทิตย์อัสดงหายลับไปหลังยอดเขา ขบวนเดินทางจึงหยุดลงในที่สุด
เฟิงซุ่นอินคร้านจะถือสาหาความกับอีกฝ่าย ปล่อยให้เขาทำตนเองเหน็ดเหนื่อยไป ตลอดการเดินทางนางแทบจะปิดตาพักผ่อนอยู่เสมอ
ยามนี้รู้สึกว่าเสียงกระแสลมจากภายนอกคล้ายเบาลง นางถึงลืมตาขึ้นมองผ่านหน้าต่างออกไปข้างนอก พอจะมองเห็นกำแพงเมืองสูงตระหง่านอยู่ข้างหน้าอย่างเลือนราง
นางเข้าใจแล้ว มิน่าเล่าหัวหน้าหน่วยคุ้มกันถึงรีบเร่งเพียงนี้ ที่แท้ก็อยากผ่านด่านภายในวันนี้ คาดว่านี่น่าจะเป็นประตูทางเข้าเขตเหลียงโจวแล้ว
ไม่ผิดจากที่คาด น้ำเสียงแข็งกระด้างของหัวหน้าหน่วยคุ้มกันดังขึ้นมาจากข้างนอกว่า “ฮูหยิน มาถึงด่านฮุ่ยหนิงแล้ว หลังพ้นด่านไปจะต้องระมัดระวังสักหน่อย ที่นี่คนมากและวุ่นวาย เทียบกับเมืองหลวงของจงหยวนไม่ได้หรอกนะ!”
เฟิงซุ่นอินเพียงคิดว่าเขาจงใจเอาคืนที่นางเยาะเย้ยเขาไปก่อนหน้านี้ จึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจแต่อย่างใด ยังคงเลิกม่านมองสำรวจกำแพงด่านสูงใหญ่ที่อยู่ด้านนอก รวมถึงเงาร่างขมุกขมัวของทหารรักษาการณ์บนกำแพงเมือง กวาดตามองอยู่สองรอบถึงได้เก็บสายตากลับมา
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันเองก็ไม่พูดมากอีก หันกลับไปแล้วตรงไปเคาะประตูทันที “ทหารรักษาการณ์เล่า รีบเปิดด่านให้พวกเราเข้าไปสิ!”
ที่ด้านบนมีทหารรักษาการณ์ตะโกนตอบกลับมา “ประตูด่านปิดแล้ว ไม่มีธุระอะไรวันพรุ่งนี้ค่อยข้ามด่าน!”
“ใครบอกว่าไม่มีธุระ พวกเราได้รับคำสั่งให้ไปรับตัวเจ้าสาวมา!”
น้ำเสียงของทหารรักษาการณ์ด้านบนยังคงไม่เป็นมิตร “ไปรับเจ้าสาวของผู้ใด”
เฟิงซุ่นอินที่อยู่ในรถม้ารับฟังเสียงตะโกนถามตอบจากด้านนอก ขณะคิดว่าคราวนี้หัวหน้าหน่วยคุ้มกันคงไม่อาจแกล้งโง่งมต่อไปแล้ว
ชั่วพริบตาต่อมาหัวหน้าหน่วยคุ้มกันตะโกนตอบเสียงดังตามคาด “ท่านผู้บัญชาการทหารเหลียงโจว!”
เฟิงซุ่นอินเลิกคิ้ว นึกไม่ถึงว่าที่แท้นางจะต้องแต่งให้กับผู้บัญชาการทหารเหลียงโจว
เช่นนั้นก็ไม่น่าแปลกใจที่ผู้บัญชาการใหญ่เหลียงโจวจะเป็นคนจัดแจงเรื่องแต่งงานให้ด้วยตนเองแล้ว ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารช่วยดูแลการปกครองและกิจการทางการทหาร เป็นตำแหน่งสำคัญที่มีอำนาจอย่างแท้จริง นับเป็นมือขวาของผู้บัญชาการใหญ่ ตำแหน่งเป็นรองเพียงผู้บัญชาการใหญ่
ตอนนี้กลายเป็นว่านางประหลาดใจแทนว่าเหตุใดเขาถึงเลือกนางที่ตกอยู่ในสภาพอย่างทุกวันนี้
ทหารรักษาการณ์ยังคงไม่สนใจ “ท่านผู้บัญชาการทหารเหลียงโจวคนใด”
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันหยิบป้ายคำสั่งออกมาแล้วด้วยซ้ำ ทว่ากลับต้องแหงนคอตะโกนมาถึงตอนนี้ เขาหมดความอดทนไปนานแล้ว ยามนี้ได้ยินแล้วจึงบันดาลโทสะ อ้าปากสบถด่าทันใด “ตาสุนัขของเจ้าบอดไปแล้วหรือไร! เหลียงโจวยังมีผู้บัญชาการทหารอยู่สักกี่คนเชียว? ท่านผู้บัญชาการทหารมู่ฉางโจวอย่างไรเล่า!”
รอบด้านเงียบสงัดหลังสิ้นเสียงตะโกน ฉับพลันนั้นมีเสียงถามแผ่วเบาดังมาจากในรถม้าที่อยู่ด้านหลัง “ผู้ใดนะ”
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันขมวดคิ้วหันกลับไปถลึงตาใส่รถม้าทีหนึ่ง คิดในใจว่า นี่ตั้งใจจะแกล้งข้าอีกแล้วหรือไร เสียงดังถึงเพียงนี้ยังจะได้ยินไม่ชัดอีก จึงตะโกนอีกรอบเสียเลย “ท่านผู้บัญชาการทหารเหลียงโจว มู่ฉางโจว!”
ภายในรถม้า เฟิงซุ่นอินนั่งเอียงตัวหันหน้าไปใกล้บานหน้าต่าง มือหนึ่งยังกำม่านเอาไว้ขณะได้สติกลับมาอย่างตะลึงงัน จวบจนตอนนี้ถึงได้มั่นใจว่าตนเองไม่ได้ฟังผิดไป
มู่ฉางโจว?
บทที่ 3
ไม่ได้ยินนามนี้มานานเกินไปแล้วจริงๆ
ทว่าแทบจะชั่วขณะเดียวกับที่ได้ยินนามนี้ ในสมองของเฟิงซุ่นอินก็ผุดเงาร่างร่างหนึ่งที่ห่างหายไปจากความคิดนานแล้ว กระทั่งความทรงจำในวัยเด็กอันห่างไกลเหล่านั้นเองก็ถูกกระตุ้นออกมาด้วยเช่นเดียวกัน
เวลานั้นนางยังเป็นคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์แห่งฉางอัน บิดาไม่เพียงรับสืบทอดบรรดาศักดิ์มี่กั๋วกงจากบรรพบุรุษ ทั้งยังเป็นเสนาบดีกรมทหารของราชวงศ์ปัจจุบัน มารดามาจากสกุลเจิ้งแห่งสิงหยาง ได้รับแต่งตั้งเป็นจวิ้นฟูเหริน**
แม้ในสองเมืองหลวงจะมีชนชั้นสูงและผู้มีอำนาจมากมาย ทว่าสกุลเฟิงก็ถือเป็นหนึ่งในตระกูลที่มีชื่อเสียงและมีเกียรติอย่างมาก
สมัยที่นางอายุเก้าขวบ สกุลเฟิงได้ต้อนรับแขกผู้หนึ่ง
อู่เวยจวิ้นกงแห่งเหลียงโจวกับบิดาของนางคบหารู้จักกันมานานแล้ว เขามีบุตรบุญธรรมอยู่คนหนึ่ง ได้ยินว่าค่อนข้างฉลาดเฉลียว ด้วยต้องการเข้าเมืองหลวงมาเล่าเรียนเตรียมตัวสอบ จึงขอพักอาศัยอยู่ที่สกุลเฟิง
บรรดาพี่น้องในตระกูลต่างพูดว่าดินแดนเหอซีมียอดคนอยู่มากมาย ตระกูลของอู่เวยจวิ้นกงสกุลมู่แน่นอนว่าเป็นยอดคนเช่นเดียวกัน เพียงแต่ไม่รู้ว่าบุตรชายบุญธรรมผู้นี้หน้าตาเป็นอย่างไร
สกุลเฟิงเคยแต่สืบทอดด้านบุ๋น พอมาถึงรุ่นบิดาของเฟิงซุ่นอินกลับสร้างความชอบทางการทหาร บิดาของนางเองก็ได้ดูแลกรมทหารด้วยเหตุนี้ คนในตระกูลย่อมชื่นชมบุคลิกองอาจของชายนักรบ
แต่ก็มีคนคาดการณ์ทันใดว่าบางทีอีกฝ่ายอาจอายุมากแล้ว ในเมื่อไม่ว่าอย่างไรผู้ที่เข้าเมืองหลวงมาเตรียมตัวสอบได้ล้วนผ่านการเล่าเรียนอย่างหนักมาหลายปี บางคนแม้แต่ลงหลุมไปแล้วยังสอบไม่ผ่านจิ้นซื่อ*** ด้วยซ้ำ บางทีคนผู้นี้อาจแค่เพราะอาศัยอำนาจของอู่เวยจวิ้นกงถึงได้ถูกรับเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมก็เท่านั้น
ยามนั้นเฟิงซุ่นอินที่หันหน้าออกจากกลุ่มคนไปทางมุมลานเรือนด้วยความเบื่อหน่าย บังเอิญเห็นบ่าวรับใช้นำคนเข้ามาพอดี…
เด็กหนุ่มร่างผอมผิวขาวสะอาดผู้หนึ่ง สวมชุดผ้าแพรคอกลมสีฟ้าอ่อน ดวงหน้าสะอาดสะอ้าน รูปร่างปราดเปรียว สายตาหันมองมาทางพวกเขาแล้วยกมือขึ้นคารวะอย่างสุขุม
อายุไม่มากนัก อย่างมากเพียงสิบสามสิบสี่ปี
ทุกคนต่างชะงักงันไร้คำพูด คงเพราะจินตนาการกับความจริงแตกต่างกันเกินไปหน่อย
เฟิงซุ่นอินเพียงกวาดตามองผ่านๆ ก็ผละจาก คิดในใจว่า เดาผิดกันหมดแล้ว เป็นบัณฑิตที่ทั้งอายุน้อยและอ่อนแอคนหนึ่งชัดๆ…
ภายหลังบิดาของนางเคยเล่าให้ฟังเป็นพิเศษว่าเขามีนามว่าฉางโจว แม้จะเป็นบุตรบุญธรรม แต่ถูกเลี้ยงดูอยู่ในสกุลมู่มาตั้งแต่เด็ก อู่เวยจวิ้นกงเห็นเป็นดั่งบุตรชายแท้ๆ กระทั่งลำดับรุ่นยังไล่เรียงตามบุตรแท้ๆ ถือเป็นบุตรคนรองของตระกูล
เมื่อมีคำพูดของบิดา ย่อมไม่มีคนในสกุลเฟิงยกฐานะบุตรบุญธรรมของเขามาพูดถึงอีก คนที่อายุน้อยกว่าเขาล้วนต้องเรียกเขาว่า ‘พี่รองมู่’
เฟิงซุ่นอินอายุยังน้อย คลุกคลีอยู่กับบรรดาพี่ชายน้องชายในตระกูลบ่อยๆ ได้ไม่เป็นปัญหา จึงมักได้ยินเรื่องราวบางอย่างของมู่ฉางโจวอยู่เป็นประจำ น่าเสียดายขณะที่คนในตระกูลนางเริ่มสนิทสนมกับเขามากขึ้นเรื่อยๆ นางกลับคบหากับเขาไม่รอด
นางเป็นคนหยิ่งทะนง ส่วนเขาเป็นคนพูดน้อย ทั้งที่เขาอาศัยอยู่ที่สกุลเฟิงนานถึงสี่ปี แต่ระหว่างทั้งสองกลับแทบไม่ได้พูดคุยกันเป็นการส่วนตัว ล้วนแต่ได้ยินผู้อื่นเอ่ยชมว่าเขาสง่างาม เป็นสุภาพชนอายุน้อยอย่างไรบ้าง
โอกาสพบหน้าในสถานการณ์ทางการก็มีอยู่ไม่มาก เพียงไม่กี่ครั้ง นางเองก็แค่เรียกเขาอย่างสุภาพและห่างเหินตามผู้อื่นว่า ‘พี่รองมู่’
เขาเคยตอบรับนางกลับมาหรือไม่ นางเองก็ไม่ได้สนใจ
บางครั้งบรรดาพี่ชายน้องชายในตระกูลจะแอบพูดคุยกันลับหลัง บอกว่าเขาสุขภาพอ่อนแอ ต้องคอยดูแลให้มากสักหน่อย เฟิงซุ่นอินรู้สึกแค่ว่ายุ่งยาก จึงยิ่งออกห่างจากเขาโดยไม่รู้ตัว
ภาพประทับใจที่ลึกซึ้งมากที่สุดคือตอนสี่ปีให้หลัง ปีนั้นเป็นปีสอบขุนนาง เขาที่เพิ่งอายุสิบเจ็ดปีกลับสอบผ่านเป็นจิ้นซื่อได้ภายในครั้งเดียว สร้างความตกตะลึงทั่วทั้งสองเมืองหลวง
ราชสำนักจัดงานเลี้ยงยามค่ำที่บริเวณแม่น้ำชวีเจียงให้บรรดาจิ้นซื่ออย่างยิ่งใหญ่เอิกเกริก เฟิงซุ่นอินเองก็ไปร่วมรับชมด้วย
ราตรีนั้นทุกบ้านเรือนในฉางอันต่างออกมาร่วมเฉลิมฉลอง ทั่วทุกหนแห่งเบียดเสียดแออัดด้วยรถม้า สตรีงามละลานตา ล้วนแต่พรั่งพรูมายังแม่น้ำชวีเจียงเพื่อชมโฉมและท่าทีของเหล่าจิ้นซื่อ
บิดายิ้มแย้มบอกกับนางว่านั่นเป็นเพราะขุนนางกับผู้สูงศักดิ์หลายคนจะฉวยโอกาสอันดีนี้เลือกสรรบุตรเขยที่เหมาะสม ในเมื่อไม่ว่าอย่างไรบรรดาจิ้นซื่อหน้าใหม่เหล่านี้ต่างเป็นผู้สูงศักดิ์คนใหม่ของราชสำนัก ที่นั่งอยู่ในรถม้าเหล่านั้นแทบจะเป็นคุณหนูสูงศักดิ์ของสองเมืองหลวงทั้งสิ้น
เฟิงซุ่นอินไม่ได้พูดอะไร แม้นางจะอายุยังน้อย แต่ก็ฟังความนัยออกแล้ว
บิดาชี้ไปข้างหน้าต่อ ‘เดิมทีเห็นว่าเจ้าอายุยังน้อยเลยยังไม่เคยพูดเรื่องนี้กับเจ้า แต่เด็กคนนั้นมีพรสวรรค์ล้ำเลิศ อนาคตสดใสแน่นอน อีกทั้งพวกเจ้ายังโตมาด้วยกันอีก มิสู้เลือกเขาไปเสียเลย’
สายตาของทุกคนที่อยู่ที่นี่แทบจะหันมองไปทางนั้นทั้งสิ้น น่าจะรวมถึงบรรดาคุณหนูสูงศักดิ์เหล่านั้นที่นั่งอยู่ในรถม้าด้วยเช่นกัน
เวลานั้นเฟิงซุ่นอินยืนอยู่ริมแม่น้ำชวีเจียง นางหันหน้ามองไปเห็นเพียงเรือนร่างบัณฑิตบอบบางสะอาดสะอ้านท่ามกลางกลุ่มคนที่อยู่ไกลๆ ก่อนส่ายหน้า ‘ข้ากับเขามิใช่คนบนเส้นทางเดียวกันเจ้าค่ะ’
บิดายิ้มอย่างจนใจ
ทว่าท่ามกลางกลุ่มคนที่อยู่ข้างหน้า กลับเห็นอีกฝ่ายหันหน้ามองมาทางนางกะทันหัน
ตอนที่เฟิงซุ่นอินมองไปถึงพบว่าเขากำลังมองบิดานางแล้วยกมือขึ้นคารวะ สายตาของพวกเขาไม่ได้สบประสานกันด้วยซ้ำ
หลังจากราตรีนั้นเขาก็เข้าสู่เส้นทางขุนนาง ได้ยินว่าหลังจากนั้นไม่นานก็ได้รับคำสั่งแต่งตั้งและออกจากฉางอันไป
นับแต่นั้นก็ต่างคนต่างอยู่ ไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอีก คาดว่าแต่ละคนล้วนมีอนาคตที่สดใสรออยู่
ผู้ใดจะคาดว่าเพิ่งผ่านไปหนึ่งปีบิดาของนางจะถูกคนชี้ความผิด ถูกริบตำแหน่งขุนนางและบรรดาศักดิ์
เรื่องราวหลังจากนั้นนางจงใจปิดผนึกไปนานแล้ว ไม่อยากไปนึกถึงอีก…
เหมือนตกจากก้อนเมฆลงสู่ปลักโคลน พริบตาเดียวสกุลเฟิงก็ไม่เหลือความรุ่งเรืองแม้แต่น้อย
ช่วงเวลานั้นก่อนที่บิดาจะตายจากไป บรรดาญาติพี่น้องในตระกูลเริ่มทำตัวห่างเหินไปแล้ว จวบจนทุกวันนี้ตระกูลที่เคยใหญ่โตเหลืออยู่เพียงมารดา น้องชาย และนางสามคนเท่านั้น
ถึงแม้ความผิดจะไม่เดือดร้อนมาถึงคนในครอบครัว แต่ยังคงมีผลกระทบอยู่ พวกนางยังสามารถพำนักอยู่ในฉางอัน ทว่าสกุลเฟิงไม่มีสิทธิ์ก้าวเข้าสู่เส้นทางขุนนางอีกต่อไป อีกทั้งยังไร้ซึ่งอิสระในการเดินทางเข้าออกฉางอันอีก เสมือนอยู่ในกรงขัง ต้องคอยระวังการถูกกลั่นแกล้ง
จนกระทั่งเกิดการแต่งงานครั้งนี้ขึ้น
เฟิงซุ่นอินมุ่นหัวคิ้วด้วยคิดไม่ตกจริงๆ
เป็นมู่ฉางโจวไปได้อย่างไร
วันนั้นเฟิงอู๋จี๋พูดเรื่องที่นางเคยปฏิเสธคำสู่ขอของตระกูลอู่เวยจวิ้นกง ในใจนางยังแค่นึกถึงแล้วปล่อยผ่านไป มั่นใจว่าเวลานั้นเขามีชื่อเสียงโด่งดังก้องสองเมืองหลวง ตระกูลสูงศักดิ์ที่รวมตัวอยู่ริมแม่น้ำชวีเจียงอยากรับเขาเป็นบุตรเขยมากมายเพียงนั้น น่าจะแต่งภรรยาคนงามมาอยู่ข้างกายไปนานแล้ว
นอกจากนี้เขาน่าจะได้รับตำแหน่งขุนนางบุ๋นอยู่ที่ใดสักแห่ง ต่อมาก็จะถูกเรียกตัวกลับไปยังเมืองหลวงตะวันออกอย่างลั่วหยาง หรือไม่ก็เมืองหลวงตะวันตกอย่างฉางอัน เข้าสู่ศูนย์กลางของราชสำนัก วันหนึ่งในอนาคตก็อาจได้รับแต่งตั้งให้เป็นถึงโหวหรืออัครเสนาบดีก็เป็นได้
เหตุใดถึงมาเป็นผู้บัญชาการทหารเหลียงโจว อีกทั้งยังมาเกี่ยวโยงกับนางในปัจจุบันได้
เปลวเทียนตรงหน้าวูบไหวกะทันหัน นางหลุดจากภวังค์ ยื่นมือออกไปจับตัวตะเกียง ผินหน้ามองออกไปถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าท้องฟ้าภายนอกหน้าต่างรถม้าสว่างโร่แล้ว
ราตรีนั้นหลังจากที่หัวหน้าหน่วยคุ้มกันบันดาลโทสะ ทหารรักษาการณ์กับพลทหารด้านบนรีบลงมาเปิดประตูด่านให้พวกเขาฉับไว เปิดทางให้พวกเขาเข้าไปในด่านทันที
หลังจากนั้นก็ต้องเร่งเดินทางอย่างเร่งรีบตลอดทาง ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ วันก่อนแม้แต่จะไปให้ถึงจุดพักม้ายังไม่ทันเลยด้วยซ้ำ ได้แต่นอนกลางแจ้งบนถนนไปคืนหนึ่ง
ถึงแม้การเร่งเดินทางติดต่อกันหลายวันจะเหน็ดเหนื่อยเพียงใด ทว่านางไม่ได้เก็บมาใส่ใจนัก ตั้งแต่ราตรีนั้นที่ได้ล่วงรู้ข่าวนี้กะทันหัน หลายวันมานี้นางล้วนไม่ค่อยสงบใจนัก เมื่อคืนบังเอิญเจอกับสภาพอากาศย่ำแย่พอดี จะอย่างไรนางก็นอนไม่หลับ นั่งคิดอะไรในรถม้าจนถึงยามนี้โดยไม่รู้ตัว
หลังหลุดจากภวังค์ถึงคล้ายได้ยินเสียงคนเรียกนางอยู่ข้างนอก นางขยับตัวเข้าไปใกล้บานหน้าต่าง จึงได้ยินเสียงสาวใช้อย่างชัดเจน “ฮูหยินเจ้าคะๆ รบกวนตื่นได้แล้วเจ้าค่ะ ควรออกเดินทางต่อแล้ว”
เฟิงซุ่นอินตั้งสติ เป่าเทียนให้ดับแล้วเอ่ยตอบ “ตื่นแล้ว”
สาวใช้สองคนเดินตามกันเข้ามาแล้ววางน้ำสะอาดสำหรับล้างหน้ากับเสบียงแห้งและชารสอ่อน ทว่าไม่ได้รั้งอยู่ปรนนิบัติ เนื่องจากตลอดการเดินทางนี้นางไม่เคยให้ใครปรนนิบัติมาก่อน ทุกวันจะจัดการตนเองให้เรียบร้อยด้วยตนเองเสมอ ทุกคนล้วนคุ้นชินแล้ว
ข้างนอกรถม้ายังมีสาวใช้กลุ่มหนึ่งยืนล้อมกางผ้าสักหลาดบดบัง รอเฟิงซุ่นอินจัดแจงตนเองเสร็จเรียบร้อย พวกนางถึงได้แยกย้ายกันไปเตรียมพร้อมออกเดินทางต่อทันที
แม้มาถึงที่นี่แล้วหัวหน้าหน่วยคุ้มกันก็ไม่ได้ปล่อยให้หยุดพักแม้แต่น้อย ตลอดทางยังคงคอยเร่งเดินทางเหมือนเดิม เขาเดินห่างออกไปไกลมาก ปากคาบหูปิ่ง* แผ่นหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมสั่งผู้ติดตามที่อยู่ด้านข้าง “รีบไปสืบเส้นทางข้างหน้าเสีย! ข้าอยากถึงที่หมายเสียเดี๋ยวนี้เลย!”
“ท่านผู้บัญชาการทหาร…” เฟิงซุ่นอินที่อยู่ในรถม้าเอ่ยปากขึ้นมากะทันหัน
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันได้ยินเพียงถ้อยคำต้นประโยค เขาเหลียวหลังมองรถม้าปราดหนึ่งด้วยความประหลาดใจ ขณะคิดว่า อย่างไรกัน ไม่ได้บอกท่านแล้วหรือไรว่าเป็นใคร คงไม่ใช่ยังถือสากันอีกหรอกนะ ต่อมาถึงได้เข้าใจขึ้นมากะทันหัน ฉีกปากยิ้มพลางเอ่ยเสียงดัง “ฮูหยินไม่ต้องใจร้อน มิใช่ว่าใกล้ได้พบหน้าแล้วหรือ”
เฟิงซุ่นอินนั่งอยู่ในรถม้า ริมฝีปากเม้มเข้าหากัน เดิมทีอยากถามว่า ‘ท่านผู้บัญชาการทหารทราบหรือไม่ว่าต้องแต่งกับข้า’ แต่รู้สึกว่าประโยคเช่นนี้ฟังดูแปลกประหลาดเกินไป นางจึงเอ่ยปากถามไม่ได้
พอลองคิดดูให้ดีแล้ว มู่ฉางโจวอาจจะจำนางไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ
รถม้าโยกคลอน ม่านหน้าต่างถูกสายลมพัดโบกสะบัดเบาๆ เฟิงซุ่นอินผินหน้ามองออกไปแล้วเห็นว่ารถม้าวิ่งเข้าสู่พื้นที่ราบแห้งแล้งเต็มไปด้วยฝุ่นตลบ คล้ายทะเลทรายไกลลิบๆ สีเหลืองจางๆ เหมือนจะเป็นเนินทรายที่เรียงต่อกันราวกับคลื่นทะเล
บนถนนมีเพียงคณะเดินทางของพวกเขา เรียกว่าเงียบสงบเกินไปแล้ว
ทันใดนั้นเสียงหวีดแหลมของขลุ่ยก็ดังแหลมปรี๊ดขึ้นมา ราวกับมีดที่แทงทะลุโสตประสาท
เฟิงซุ่นอินยกมือขึ้นปิดหูซ้าย หัวคิ้วขมวดแน่น ตอนที่กำลังจะมองออกไปรถม้าพลันหยุดลง หัวหน้าหน่วยคุ้มกันที่อยู่ข้างนอกตะโกนเสียงดัง “มีสัญญาณเตือน! เร็วเข้า!”
นางเพิ่งตระหนักได้ว่านี่คือสัญญาณที่ส่งมาจากผู้ติดตามที่ถูกส่งไปสืบเส้นทางก่อนหน้านั้น
ผู้คนข้างนอกชุลมุนวุ่นวาย สาวใช้คนหนึ่งเปิดม่านไม้ไผ่ออกอย่างตะลีตะลาน “ฮูหยิน รีบลงจากรถม้าไปหลบเร็วเจ้าค่ะ เกรงว่าจะมีโจรทะเลทรายบุกเข้ามา!”
มีแต่เสียงเอะอะโหวกเหวกวุ่นวายเกินไป เฟิงซุ่นอินได้ยินไม่ชัด แต่คาดว่าสาวใช้หมายถึงพวกโจรชนเผ่าซาถัว เคยได้ยินบรรดาพ่อค้าชาวหูที่เดินทางไปกลับฉางอันพูดถึงมานานแล้วว่าโจรกลุ่มนี้เน้นเล็งลักขโมยจากขบวนพ่อค้ากับชาวบ้านเป็นหลัก
นางยังไม่ทันได้คิดอะไรมากก็รีบเอื้อมมือล้วงเข้าไปในห่อสัมภาระใต้ที่นั่ง มือคลำลึกลงไปจนถึงก้นห่อแล้วหยิบมีดสั้นเล่มบางเล่มหนึ่งออกมาจากใต้กองตำราพับทบหนาหลายเล่ม จากนั้นยัดใส่เข้าไปในแขนเสื้อแล้วเหน็บปากแขนเสื้อ ก่อนชะโงกตัวออกไปข้างนอกรถม้า
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันโยนหูปิ่งในปากทิ้งไปนานแล้ว เขาโบกมือแรงๆ ไล่บรรดาสาวใช้ “พาฮูหยินไปซ่อนเสีย!” ตะคอกจบแล้วก็หันไปสั่งผู้ติดตามคนอื่นต่อ “บังคับรถม้าไปไกลๆ!”
บรรดาผู้ติดตามวุ่นวายทว่าไม่ได้ไร้ระเบียบ เคลื่อนไหวกันอย่างฉับไว
สองข้างทางล้วนเป็นทุ่งร้าง เฟิงซุ่นอินถูกเหล่าสาวใช้พาไปซ่อนตัวฝั่งที่มีทั้งต้นไม้และก้อนหิน เมื่อเหลียวหลังกลับไปมองทุ่งโล่งอีกฝั่งก็เห็นฝุ่นทรายตลบฟุ้ง พวกโจรทะเลทรายน่าจะมาถึงแล้ว
ต้องโทษที่คณะเดินทางนี้คนน้อย พอนำสินเดิมมาด้วยหลายคันรถทำให้ดูไม่เหมือนขบวนที่มีเจ้าหน้าที่คุ้มกันอย่างทางการ
เพิ่งคิดได้ดังนี้หัวหน้าหน่วยคุ้มกันที่อยู่บนหลังม้าก็กระชากเสื้อคลุมออก เผยให้เห็นเกราะเหล็กที่แนบแน่นบนอก พร้อมสบถลั่นด้วยโทสะ “ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำจริงๆ! กล้ามาปล้นหัวหน้าทหารอย่างข้าเสียได้!”
บรรดาผู้ติดตามก็พร้อมใจกันถอดเสื้อคลุม เผยให้เห็นอาวุธครบมือ แล้วรวมตัวกันไปยืนขวางอยู่ด้านหน้า
เท้าข้างหนึ่งของเฟิงซุ่นอินเหยียบลงบนดิน มือจับลำต้นไม้แห้งขณะหันกลับไปมองพวกเขาทีหนึ่งพร้อมกับรู้สึกตัวขึ้นมา นางมองออกนานแล้วว่าหัวหน้าหน่วยคุ้มกันผู้นี้เป็นนักรบในกองทัพคนหนึ่ง ที่แท้ผู้ติดตามที่นำมาด้วยเองก็ไม่ใช่ผู้คุ้มกันธรรมดา แต่เป็นพลทหารในกองทัพทั้งสิ้น
ไกลออกไปบนเนินดิน เงาโจรปรากฏขึ้นเรียงราย พวกมันอาจยังไม่รู้ว่าพวกหัวหน้าหน่วยคุ้มกันเป็นทหาร หรืออาจเห็นว่าฝ่ายตนคนมากกว่า จึงยังคงโห่ร้องพลางพุ่งเข้าใส่เช่นนี้
เหล่าสาวใช้ที่อยู่ด้านข้างตกใจสะดุดล้มไปหลายคน ถึงอย่างนั้นก็ยังเงียบกริบดุจจักจั่นจำศีล
เฟิงซุ่นอินกุมมีดสั้นไว้ในแขนเสื้อ ปลายนิ้วเย็นยะเยียบ
ก่อนออกเดินทางมานางก็เคยพิจารณาแล้วว่าตนเองในเวลานี้ไม่อาจเทียบกับในอดีต ไร้คนให้พึ่งพา หากวันใดพบเจออันตรายก็ทำได้เพียงพึ่งพาตนเองเท่านั้น เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าช่วงเวลานั้นจะมาถึงไวเพียงนี้
ฉับพลันนั้นนางเหลือบเห็นร่องดินที่อยู่ข้างหน้าที่สะดวกต่อการหลบซ่อนตัวมากกว่า นางสูดลมหายใจเข้าลึกแล้ววิ่งรุดไปทางนั้นทันที
คลับคล้ายแว่วเสียงบางอย่างลอยมาตามลม…
“หยุด หมอบลง!”
นางได้ยินไม่ชัด สงสัยว่าตนเองหูแว่วไป ต่อให้เป็นเรื่องจริงก็ไม่รู้ว่าคนผู้นั้นพูดกับใคร ยิ่งไม่รู้ว่ามาจากทางใด นางได้แต่เพ่งความสนใจไปทางเงาร่างโจรที่เข้ามาใกล้พร้อมเร่งฝีเท้าไวขึ้น
ทันใดนั้นลูกธนูดอกหนึ่งก็ลอยผ่านมาปักแฉลบลงพื้นข้างเท้า
นางสะดุ้งตกใจ ลูกธนูสกัดชายกระโปรงหรูฉวินจนนางล้มลงทันควัน เจ็บจนขมวดคิ้วแน่น
มีเสียงสบถด่าอย่างโมโหโทโสว่า “หูหนวกหรือไร! จะวิ่งทำอันใด อย่าขยับ!”
“ฮูหยินอย่าขยับเจ้าค่ะ!” เหล่าสาวใช้ที่อยู่ด้านหลังร้องเตือนนางอย่างลนลาน
เฟิงซุ่นอินเข้าใจแล้ว ก่อนหน้านี้นางไม่ได้หูแว่ว แต่เป็นเสียงที่พูดกับนางจริงๆ นางตีหน้านิ่งขบริมฝีปาก พยายามข่มความเจ็บไม่เคลื่อนไหว ขณะที่มือยังคงกุมมีดสั้นเอาไว้แน่น
แทบจะในเวลาเดียวกันนั้นเองเสียงบางเบาราวกับแว่วผ่านสายลมพลันดังมาจากเหนือศีรษะ คล้ายมาจากทางด้านหลังตนเอง
นางลอบเงยหน้าพร้อมเลิกหมวกม่านแพรมุมหนึ่งขึ้น แล้วก็เห็นเงาร่างโจรที่พุ่งมาถึงริมถนนแล้วถูกฝนธนูพรมใส่เป็นแถว เพียงพริบตาเดียวมีสองสามคนตกจากหลังม้า คนที่เหลือหันหัวม้าหนีอย่างลนลาน เหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วยิ่ง ต่อมาพวกที่ตกจากม้าเองก็คลานลุกขึ้นมาหลบหนีลูกธนูทั้งที่บาดเจ็บอย่างทุลักทุเล วิ่งไปล้มไป ไม่กล้าหันหน้ากลับมามองด้วยซ้ำ
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันที่พาคนไปหมอบซุ่ม เวลานี้ก็ลุกขึ้นมาพร้อมชูดาบ ขึ้นขี่ม้าพาคนไล่ตามไปทันที
เฟิงซุ่นอินหอบหายใจก่อนหันกลับไปมองข้างหลัง แต่ก็ไม่เห็นใคร หลังจากได้สาวใช้สองคนที่รุดมาช่วยประคองลุกขึ้นจึงหันไปมองอีกครั้ง ถึงได้พบว่าบริเวณพื้นที่โล่งห่างออกไปอีกราวสามสี่ร้อยฉื่อ* มีเนินหินสูงราวสองจั้ง** แต่ใต้เนินคล้ายถูกขวางกั้นด้วยหุบเขาลึกร่องหนึ่ง ไม่อาจเข้าใกล้
บนเนินหินนั้นมีคนกลุ่มหนึ่งควบม้าถือคันธนูอยู่ทุกคน มองเห็นรูปร่างไม่ชัด
จากนั้นคนกลุ่มนั้นก็หันหัวม้ากลับ ผละจากเนินแห่งนั้นไป
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันนำคนย้อนกลับมาพอดี น่าจะไม่ได้ไล่ตามไปไกลนัก ผรุสวาทมาตลอดทาง ตอนที่หันหน้ามามองกลับหัวเราะเสียงดังพร้อมเอ่ยอย่างไม่เกรงใจ “ไม่เป็นอะไรแล้ว เรื่องเล็กแค่นี้เอง! ฮูหยินอย่าได้ตกใจจนนึกเสียใจภายหลัง บอกแล้วว่าสถานที่แห่งนี้เทียบเมืองหลวงไม่ได้!”
ลมหายใจของเฟิงซุ่นอินยังไม่กลับมาสงบดี สายตาเย็นชามองอีกฝ่ายผ่านหมวกม่านแพร นี่เรียกว่าเรื่องเล็กหรือ
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันไม่เห็นนางแสดงอาการหวาดกลัวก็นึกแปลกใจขึ้นมาแทน ก่อนจะชี้ไปที่ด้านหลังนางกะทันหัน พร้อมหัวเราะอีกครั้ง “เมื่อครู่นี้ขบวนคนที่มารับมาถึงแล้ว สามารถไปสมทบกันข้างหน้าได้เลย!”
เฟิงซุ่นอินเดาได้ว่าคนพวกนั้นน่าจะเป็นกลุ่มคนที่มารับจึงโล่งอก นางลอบเก็บมีดสั้นให้เรียบร้อย ก่อนข่มความเจ็บเดินย้อนกลับไปยังขบวน
เสียเวลาไปนาน รถม้าถึงเริ่มออกเดินทางต่อ เพียงแต่คณะเดินทางเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปแล้ว ผู้ติดตามทุกคนต่างเผยชุดเกราะให้เห็น
เฟิงซุ่นอินนั่งอยู่ในรถม้า นางถือผ้าเปียกเช็ดมือและใบหน้า ขณะฟังเสียงบ่นที่ไม่ค่อยชัดนักของหัวหน้าหน่วยคุ้มกันที่อยู่ข้างนอก “หากรู้เช่นนี้ก็เปิดเผยฐานะไปตั้งแต่แรกแล้ว จะได้ไม่ต้องเจอพวกเศษสวะนี่ ที่จริงก็แค่อยากเดินทางแบบเงียบๆ หน่อยเท่านั้นเอง”
ไม่ว่าจะมือ แขน หรือน่องขานางก็รู้สึกเจ็บอยู่บ้างจากการหกล้มก่อนหน้านี้ นางขมวดคิ้วข่มกลั้น คิดถึงความตั้งใจอันแน่วแน่ก่อนออกเดินทาง แล้วก็นึกถึงมู่ฉางโจวกับเรื่องวุ่นวายในอดีตทั้งหมด ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด จึงยกมือขึ้นปิดหูขวาไม่อยากได้ยินเสียงใด หลับตาพักผ่อนชั่วคราวเสียเลย
เงียบสงบได้เสียที
ถนนหนทางที่เดินทางต่อจากนั้นช่างยาวไกลเหลือเกิน
เวลาผ่านไปนานจนเฟิงซุ่นอินสะดุ้งตกใจตื่นกะทันหัน ถึงรู้สึกตัวว่าตนเองเผลอผล็อยหลับไปสักพัก นางรีบหันมองออกไปนอกหน้าต่างก็พบว่าท้องฟ้ามืดลงแล้ว ข้างนอกมีแสงจันทร์ส่องอยู่
รถม้าหยุดลงพอดี
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันตะโกนอยู่ข้างนอก “รวมตัวกันที่นี่ล่ะ!”
เฟิงซุ่นอินตื่นเต็มตาทันใด
เพียงไม่นาน คล้ายมีเสียงกีบเท้าม้ากลุ่มหนึ่งดังจากไกลๆ เข้ามาใกล้รถม้า ค่อยๆ ได้ยินชัดขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นทยอยกันรั้งบังเหียนหยุดลง
น่าจะเป็นกลุ่มคนที่มารับกลุ่มนั้น
เฟิงซุ่นอินยังไม่ทันมองออกไปข้างนอกก็ได้ยินเสียงคนจากข้างนอกกล่าวแสดงความเคารพโดยพร้อมเพรียงกันเสียงดังฟังชัดว่า “ท่านผู้บัญชาการ!”
นางตกตะลึง ท่านผู้บัญชาการ? ผู้บัญชาการคนใด
ผู้บัญชาการทหาร?
ตามมาด้วยเสียงตะโกนของหัวหน้าหน่วยคุ้มกันที่ดังขึ้นว่า “เชิญฮูหยินลงมาเจอหน้าเถิดขอรับ!”
เฟิงซุ่นอินนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งถึงหลุดจากภวังค์ความคิด รู้กระจ่างชัดแล้วว่าผู้ใดมา นางเม้มริมฝีปาก ก่อนเลิกม่านก้าวออกจากรถม้า
สายลมราตรีเย็นเล็กน้อย แสงจันทร์แผ่คลุมทั่วผืนดิน ผู้ติดตามสองฟากต่างชูคบเพลิงส่องให้เห็นเงาคนวูบไหวอยู่รอบด้าน นางเหยียบแท่นเหยียบก้าวลงจากรถม้า เงยหน้ามองผ่านหมวกม่านแพรไปทางกลุ่มคนบนหลังม้าซึ่งถือธนูอยู่ตรงหน้า
ชัดเจนว่าพวกเขาเองก็กำลังมองนางจากบนหลังม้า
เฟิงซุ่นอินกวาดตามองไปโดยรอบ เห็นว่าบนหลังม้าที่อยู่ตรงกลางมีเงาร่างผ่ายผอมที่สุดร่างหนึ่ง ทั้งไม่ได้สะพายคันธนูอยู่บนหลัง ดูจากท่าทางแล้วน่าจะเป็นคนที่นางต้องพบ จึงหันไปเผชิญหน้าเขาแล้วโค้งกายคารวะ
“เอ๊ะ?” อีกฝ่ายหันหน้าไปถามคนข้างๆ พลางร้องตกใจ “นางคารวะให้ข้าด้วยเหตุใดกัน!”
เฟิงซุ่นอินตกตะลึงตัวแข็งทื่อ ไม่ใช่เขาหรือ
ด้านข้างคนผู้นั้นมีคนยกคันธนูดันไหล่เขาออกกะทันหัน ก่อนจะขี่ม้าก้าวออกมา เหยียบย่ำแสงจันทร์และแสงคบเพลิงตรงมาหา
สายตาของเฟิงซุ่นอินตกลงบนร่างผู้ที่มา ผ่านม่านผืนบางมองเห็นเพียงว่าคนที่นั่งอยู่บนหลังม้าสวมชุดสีเข้ม ผมเกล้าเก็บเรียบร้อย อกผายไหล่ผึ่ง สะพายธนูยาวบนแขน ดูสง่างามราวกับบุรุษแปลกหน้าที่ไม่เคยพบหน้ามาก่อน
เขารั้งบังเหียนหยุดม้าลงตรงหน้านาง บดบังสายตาของผู้อื่น ก่อนโน้มตัวลงมาเล็กน้อย ยื่นมือข้างที่ไม่ได้คล้องคันธนูมาใช้ปลายนิ้วเลิกม่านบนหมวกของนางขึ้น
เฟิงซุ่นอินถึงกับกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัวอยู่ครู่หนึ่ง สายตาเลื่อนจากปลายนิ้วที่ยื่นมาตรงหน้าขึ้นไปมองใบหน้าของเขา แต่เพราะแสงสว่างจากด้านหลังจึงมองเห็นหน้าเขาได้ไม่ชัด เห็นเพียงว่าเขากำลังจ้องมองนางอยู่
ชั่วพริบตาต่อมาอีกฝ่ายพลันเก็บมือกลับไป ม่านแพรตกลงมาตามเดิม
เฟิงซุ่นอินได้ยินเขาเอ่ยสั่งว่า “ส่งฮูหยินเข้าเมืองไปพักผ่อน”
* ดินแดนเหอซี ปัจจุบันคือพื้นที่มณฑลกานซู่และชิงไห่ทางตะวันตกของแม่น้ำหวงเหอ (แม่น้ำเหลือง) ในที่นี้คือพื้นที่ของมณฑลเหลียงโจวนั่นเอง
** หู เป็นคำเรียกรวมชนเผ่าที่อยู่ทางภาคเหนือกับภาคตะวันตกของประเทศจีนโบราณ
** หลี่ (ลี้) เป็นหน่วยมาตราวัดของจีน โดย 1 หลี่เทียบได้กับระยะทางประมาณ 500 เมตร
* จวิ้นกง เป็นบรรดาศักดิ์ในสมัยโบราณของขุนนางจีน แต่งตั้งให้เชื้อพระวงศ์หรือผู้มีคุณงามความชอบ โดยบรรดาศักดิ์ห้าขั้นรองจากชั้นอ๋องคือกง โหว ป๋อ จื่อ หนาน แต่ละสมัยจะมีคำเรียกและลำดับแยกย่อยต่างกัน จวิ้นกงเป็นขั้นรองลงจากกั๋วกง (ขั้นสูงสุด) ในลำดับกง
* ชุดหรูฉวิน คือชุดแต่งกายรูปแบบหนึ่งของชาวฮั่น ท่อนบนเป็นเสื้อตัวสั้น ท่อนล่างเป็นกระโปรงสอบ มีสายผูกรอบลำตัวขับเน้นช่วงใต้อกหรือเอวให้เด่นชัด
** ชั่วยาม หน่วยนับเวลาของจีน เทียบได้กับเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง
** จวิ้นฟูเหริน เป็นตำแหน่งของนายหญิงตราตั้งชั้นสูง โดยเป็นรองจากตำแหน่งกั๋วฟูเหริน
*** จิ้นซื่อ คือผู้ผ่านการสอบขุนนางในรอบสุดท้าย
* หูปิ่ง คือขนมแป้งอบทรงกลมแบนโรยด้วยงาขาว เป็นอาหารขึ้นชื่อของดินแดนตะวันตก
* ฉื่อ เป็นหน่วยวัดความยาวของจีน สมัยโบราณเทียบระยะประมาณ 10 นิ้ว
** จั้ง เป็นหน่วยวัดระยะจีน มีความยาวประมาณ 3.33 เมตร
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 26 ก.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.