ทดลองอ่านเรื่อง Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 2
ผู้เขียน : matgam
แปลโดย : ทรรศิกา จางวิบูลย์
ผลงานเรื่อง : 망한 세상에서 살아남기
ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน
จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
– – – – – – – – – – – – – – – – –
Trigger Warning
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ
เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง การฆาตกรรม
มีการบรรยายถึงเลือด สภาพศพ ชิ้นส่วนร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ อาการบาดเจ็บ
สาเหตุการเสียชีวิตในรูปแบบต่างๆ การใช้อาวุธและของมีคม สถานการณ์อันน่าขยะแขยง
เรื่องราวเหนือธรรมชาติ การบูลลี่ การใช้ถ้อยคำหยาบโลน อาการป่วยทางจิต บาดแผลทางใจในวัยเด็ก
การใช้ความรุนแรงในครอบครัว การทารุณกรรมเด็ก การกักขังหน่วงเหนี่ยว การลักพาตัว
การมีอคติและเหยียดหยามคนรักร่วมเพศ การใช้สารเสพติดหรือการติดยา
การเสพติดแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ
สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **
– – – – – – – – – – – – – – – – –
บทที่ 9.1
การตัดสินใจของอึนซู
ขยับตัวไม่ได้เลย…
ร่างกายถูกตรึงค้างไว้เหมือนถูกมัดจนแน่นหนา ลองบิดตัวไปมาก็แล้ว ทว่าไม่มีวี่แววว่าจะขยับได้เลยแม้แต่น้อย ในที่สุดผมก็ขมวดคิ้วและลืมตาตื่นขึ้นด้วยความหงุดหงิด แต่ไม่ว่าจะหลับตาหรือลืมตาภาพเบื้องหน้าก็ยังคงมืดมิดไม่ต่างกัน
“นอนต่อเถอะ…” เสียงพึมพำดังอยู่ข้างๆ
อ๋อ ผมไม่ได้ถูกมัด…แต่คิมแจยองกำลังใช้แขนและขากอดก่ายผมอยู่ต่างหาก
“อึดอัด”
“อืม…”
“ขยับออกหน่อยสิ”
“อืม…”
นั่นคือการตอบรับหรือเปล่า ผมเข้าใจถูกใช่ไหม คิมแจยองที่กำลังหลับฝันหวานซุกไซ้ใบหน้าเข้ากับซอกคอผมพร้อมหายใจดังสม่ำเสมอและกระชับกอดผมแน่นกว่าเดิม ผมพยายามเรียกเขาอีกหลายครั้ง ทว่าคราวนี้เขาไม่ยอมแม้แต่จะขานรับ ดูเหมือนจะหลับไม่รู้เรื่องไปแล้ว
ที่นี่ที่ไหนกันเนี่ย
พื้นที่ตรงนี้มืดสนิทจนมองอะไรไม่เห็น อากาศค่อนข้างเย็น โชคดีที่ผมและคิมแจยองห่มผ้าผืนหนาอยู่ ดูเหมือนคิมแจยองน่าจะเปิดแผ่นทำความร้อนไฟฟ้าไว้ ผมเลยรู้สึกได้ถึงความอุ่นจากแผ่นหลัง ถ้างั้นก็แปลว่าที่นี่เป็นสถานที่ที่ไฟฟ้าเข้าถึงสินะ…
โว้ย แค่จะคิดยังรู้สึกรำคาญ
ผมหลับตาลงใหม่โดยใช้เสียงลมหายใจของคิมแจยองต่างเพลงกล่อมนอน
พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้งไฟในห้องก็เปิดสว่างอยู่ก่อนแล้ว ผมหาวหวอดใหญ่พลางเหยียดแขนบิดขี้เกียจ ก่อนจะรู้สึกได้ว่าแขนขาที่เคยรัดพันรอบกายอย่างแน่นหนาได้หายไปแล้ว ผมจึงคลำดูตรงที่ว่างข้างตัว คิมแจยองไม่อยู่แล้ว ไปไหนของเขากัน จังหวะที่ลุกขึ้นมองไปรอบๆ นั้นเอง…ผมก็เผลอสบถออกมาโดยไม่รู้ตัว
“บ้าไปแล้ว อะไรวะเนี่ย”
ผนังด้านหนึ่งถูกรูปถ่ายยึดครองพื้นที่จนหมด บุคคลในรูปถ่ายล้วนเป็นคนคนเดียวกัน ใบหน้าคุ้นเคยนั้นมองจากที่ไกลๆ ยังรู้เลยว่าเป็นใคร มันก็แน่อยู่แล้วล่ะ นายแบบหลักในรูปถ่ายนั้นคือผมเอง ผมลงจากเตียงเดินไปตรงที่ผนังติดรูปถ่าย ขายังคงสั่นอยู่เล็กน้อย แต่เนื่องจากได้หลับสนิทไปตื่นใหญ่เลยรู้สึกดีขึ้นกว่าเดิมมาก
“…เอาซะครบเลยนะ”
รูปถ่ายทั้งหลายมีทั้งด้านข้าง ด้านหลัง และหน้าตรง แต่ผมกลับไม่มีความทรงจำว่าเคยถ่ายรูปพวกนี้ ซึ่งนั่นย่อมหมายความว่าต้องมีคนแอบถ่าย…ส่วนคนร้ายนั้นต่อให้ไม่ต้องรอชี้ตัวก็ชัดเจน เล่นเอาหัวเราะไม่ออกเลย สายตาผมไล่ดูรูปถ่ายไปเรื่อยๆ จนมาหยุดอยู่ที่รูปเซลฟี่ของผมกับคิมแจยองซึ่งเป็นรูปเดียวที่ไม่ใช่รูปแอบถ่าย แต่ด้วยเหตุผลบางประการทำให้มันยับยู่ยี่และดูเก่ามาก
“อึนซู”
ทันใดนั้นเสียงทุ้มต่ำก็ดังมาจากด้านหลังหู ผมสะดุ้งยกมือปิดหูข้างนั้นแล้วหันกลับมา ใบหน้าคิมแจยองโน้มเข้ามาใกล้มากซะจนอึดอัด
ไอ้เวรนี่ มาไม่ให้สุ้มให้เสียง…!
การต้องมองใบหน้าคิมแจยองในระยะประชิดขนาดนี้โดยที่ยังไร้ภูมิคุ้มกันเป็นเรื่องอันตรายต่อหัวใจอย่างยิ่ง ครั้นผมดันไหล่คิมแจยองออก เขาก็ถอยหลังตามแรงโดยไม่ขัดขืน ก่อนจะยืดหลังที่โน้มอยู่นิดๆ ให้เหยียดตรง
“…นายสูงขึ้นอีกใช่ไหมเนี่ย”
“ก็นิดหนึ่ง”
“น่าหงุดหงิดชะมัด”
สังเกตจากความสูงในระดับสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เขาน่าจะสูงขึ้นอีกอย่างน้อยราวๆ ห้าเซนติเมตรและโครงร่างก็เหมือนจะใหญ่ขึ้นด้วย คิดอยู่เหมือนกันว่าตอนสู้กับชายูฮยอกขนาดตัวทั้งคู่ดูไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่ ผมรู้สึกเหมือนตัวเองไม่สูงขึ้นเลยแม้แต่หนึ่งมิลลิเมตรด้วยซ้ำ พอคิดได้แบบนั้นก็ทำให้อารมณ์เสียขึ้นมาดื้อๆ ผมปรายตามองคิมแจยองแล้วเดินผ่านเขาไปทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาหนังด้านหลัง
“…ทำไรน่ะ มานี่มา”
ผมนึกว่าคิมแจยองจะรีบตามมานั่งเบียดกันบนโซฟาทันที แต่กลายเป็นว่าเขาเอาแต่ยืนนิ่งอยู่กับที่พลางหลุบตาลงมองผม ดวงตาหม่นเศร้าไร้ประกายนั้นสร้างบรรยากาศที่ทั้งมืดมนและหดหู่ เขาน่าจะกำลังคิดอะไรแปลกๆ อยู่แน่นอน ผมเลยเอื้อมมือไปหา สอดนิ้วเข้าไประหว่างนิ้วเรียวยาวของเขา ก่อนจะเกี่ยวกุมไว้แน่นแล้วดึงเข้าหาตัว คิมแจยองถูกดึงมาตามแรงแล้วนั่งลงข้างผม ส่วนผมก็เอนหลังพิงโซฟาอย่างสบายอารมณ์ นิ้วมือยังคงสอดประสานกับคิมแจยองในท่าเดิม
“กำลังสงสัยอยู่เลยว่าทำไมถึงตั้งโซฟาหันหน้าเข้าหาผนัง นายนั่งดูรูปถ่ายตรงนี้เหรอ”
“อื้อ”
“ไอ้สตอล์กเกอร์นี่ นายแอบถ่ายรูปพวกนั้นตั้งแต่ตอนไหนน่ะ”
คิมแจยองไม่ยอมตอบและทำเพียงเอนศีรษะพิงไหล่ผม กลิ่นสบู่ลอยมาจากตัวเขา จะว่าไปแล้วผมนอนเป็นผักมาเกินเดือน พอได้สติปุ๊บก็ดันต้องล้มลุกคลุกคลานกินฝุ่นจากทั่วสารทิศอีก…ผมยกแขนอีกข้างขึ้นมาดมฟุดฟิดดูว่ามีกลิ่นอะไรโชยออกมาหรือเปล่า อืม…นี่มันกลิ่นสบู่แบบเดียวกับของคิมแจยอง ดูท่าเขาคงอาบน้ำให้ผม
“เอ่อ แล้วที่โดนแทงท้องเป็นยังไงบ้าง”
คิมแจยองดูปกติมากจนผมลืมไปซะสนิท ผมจับเสื้อเขาเลิกขึ้น เนื้อหนังตรงหน้าท้องที่โดนท่อเหล็กหนาแทงทะลุสมานกันเรียบร้อยแล้ว เหลือแค่รอยแดงจางๆ ที่บอกให้รู้ว่าเคยมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นเท่านั้น ผมไล้ปลายนิ้วไปตามรอยแผลเป็น หวนนึกถึงเลือดที่พวยพุ่งออกมาจากแผลดั่งน้ำพุแล้วขนลุกซู่
“หายหมดแล้วนี่…ฉันตกใจมากนะ นึกว่านายคงต้องตายแล้วแน่ๆ…”
“ตกใจเหรอ”
“พุงทะลุเป็นรูขนาดนั้นไม่ตกใจได้ไง”
“งี้นี่เอง”
เมื่อสบตากันคิมแจยองก็ยกยิ้มแล้วทัดผมไปไว้หลังใบหูให้ผม สัมผัสจากเรียวนิ้วนั้นช่างอบอุ่นและอ่อนหวานเหมือนกับที่คนรักทำให้กัน
“ฉันไม่ตายโดยทิ้งอึนซูไว้หรอก แต่ถ้าตายไปด้วยกันก็อีกเรื่อง…”
หมายความว่าถ้าตัวเองตายจะลากผมให้ตายตกไปตามกันเหมือนผีพรายใช่ไหม เอามาพูดอย่างกับเป็นเรื่องโรแมนติกเลยนะ…
“หัวหน้าคะ รุ่นพี่อึนซู จะกินข้าว…เอ่อ ฉันเข้ามาขัดจังหวะหรือเปล่าคะเนี่ย”
ตอนนั้นเองบานประตูก็เปิดออก โคฮเยจูเดินเข้ามา ภาพเสื้อคิมแจยองที่ถูกเลิกขึ้น มือผมที่ลูบไล้ผิวเปลือยเปล่าของเขา ตลอดจนมือเขาที่แตะข้างแก้มผมอยู่ ใครเห็นก็ชวนให้เข้าใจผิดได้ทั้งนั้น โคฮเยจูมองเราตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วหัวเราะคิกคัก สายตาเหมือนพวกโรคจิตไม่มีผิด ยัยประสาทนั่นอยู่กับคิมแจยองมาจนถึงตอนนี้เลยเหรอเนี่ย ผมรีบชักมือออกจากหน้าท้องเขาและช่วยจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย
“ทำต่อกันเลยก็ได้นะ”
“ทำอะไร ไม่ทำเฟ้ย”
“ถ้างั้นก็เรียนเชิญออกมาเอาข้าวได้แล้ว”
หลังจากโคฮเยจูออกไปแล้ว ผมดันรู้สึกเขินขึ้นมาซะอย่างนั้นเลยเสมองไปทางอื่นก่อนจะลุกขึ้น ไม่สิ…ต้องบอกว่าพยายามจะลุกขึ้นมากกว่า ถ้าไม่ถูกคิมแจยองรั้งไว้ก่อนน่ะนะ
“จะไปไหน”
“ก็ยัยนั่นบอกให้ออกไปเอาข้าวไม่ใช่เหรอ”
“โคฮเยจูหมายถึงฉันต่างหาก”
“…แล้วฉันล่ะ”
“รออยู่นี่แหละ”
เขาคงไม่ได้จะทำตัวใจแคบโดยการปล่อยให้ผมอดข้าวหรอกใช่ไหม พอผมเริ่มทำหน้าบูด คิมแจยองก็ปล่อยมือจากต้นแขนผมแล้วเปลี่ยนมาประสานนิ้วเข้าด้วยกัน มือเขาถูกับฝ่ามือผมช้าๆ แล้วกระชับแน่นจนไร้ช่องว่าง ทำเอาผมรู้สึกคันยุบยิบโดยไม่รู้สาเหตุจนต้องเบือนหน้าหนี ทันใดนั้นน้ำเสียงเย็นชาก็หลุดออกมาจากปากคิมแจยอง
“อย่าหลบตาฉัน”
“ฉันหลบตอนไหน”
“ตอนนี้นายก็ยังไม่มองฉันเลยนะ”
ผมทำหน้ายู่สบตากับคิมแจยอง อารมณ์ความรู้สึกที่ฝังลึกอยู่ข้างในดวงตาสีอ่อนจางของเขาคือ…ความโกรธเกรี้ยว ทำไมถึงโกรธล่ะ ลมหายใจเขาหอบหนักและถี่กระชั้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผมตะลึงกับปฏิกิริยานั้นอยู่ชั่วครู่ แต่ยังไม่วายคิดไร้สาระ นึกชื่นชมว่ากระทั่งดวงตาแฝงพิษสงของเขาก็ยังดูงดงาม
“มานี่มา”
เรื่องข้าวอะไรช่างมันไปก่อน ตอนนี้คงต้องรีบเอาใจหมอนี่เป็นอันดับแรก ผมยกแขนโอบหลังคิมแจยองแล้วดึงเข้าหาตัว ตั้งใจแค่จะตบปลอบเบาๆ เท่านั้น แต่เขาดันผ่อนแรงทิ้งตัวให้ผมกอด ผลก็คือผมล้มหงายหลังโดยมีคิมแจยองล้มทับลงมาอีกที
“หนัก”
แม้ผมจะบ่นว่าหนัก แต่เขาก็ไม่มีทีท่าจะลุกขึ้น เฮ้อ เอาเถอะ เอาที่สบายใจเลย ผมยอมแพ้กับการลุก หันมาลูบผมนุ่มสลวยของเขาแทน คิมแจยองแนบหูกับหน้าอกผมเหมือนทารกแรกเกิดที่โหยหาความสบายใจจากการได้ยินเสียงหัวใจพ่อแม่เต้น เสียงลมหายใจของเขากลับมาสงบอีกครั้ง
“คิมแจยอง”
“อืม”
“ทำไมถึงโกรธขนาดนี้ล่ะ ให้ฉันช่วยนายยังไงดี ขอแค่บอกมา ฉันทำให้ได้ทุกอย่าง”
คิมแจยองเงยหน้าขึ้นจ้องมองผมนิ่ง สายตาเหมือนกำลังประเมินอะไรอยู่ เขาแนบแก้มลงบนหน้าอกผมอีกครั้ง ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ ทั้งที่ผมลองแหย่เขาเล่นว่าแน่ใจแล้วหรือไงว่าจะมีโอกาสแบบนี้อีก คิมแจยองก็ยังคงหุบปากเงียบเหมือนเดิม
โครก…
เราอยู่กันแบบนี้นานแค่ไหนแล้วนะ สุดท้ายก็นานจนท้องผมร้องประท้วงนั่นแหละ คิมแจยองถึงได้ยอมลุกขึ้น
“อยู่เฉยๆ อย่าขยับไปไหนล่ะ”
“อ้าวเฮ้ย”
ความหมกมุ่นจนยึดติดของหมอนี่เดี๋ยวนี้ไม่คิดจะปิดกันแล้วสินะ สมัยอยู่ที่โรงเรียนใครกันแน่ที่พยายามทำตัวอ่อนโยนเรียกคะแนนจากผม
หลังจากที่คิมแจยองออกไป ผมก็ลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบแล้วเดินไปลองหมุนลูกบิดดู
แกร๊ก
ประตูเปิดอ้าทันที พอแอบมองผ่านช่องประตูออกไปด้านนอกก็เห็นอควาตัวใหญ่ยักษ์ดักอยู่ ทันทีที่รู้สึกว่าสายตาสบเข้ากับรูที่เจาะไว้สำหรับดวงตาบนหน้ากากนั่น แขนยาวของมันก็ยื่นมาผลักบานประตู
ปัง
ประตูปิดสนิทลงทันที ถึงจะไม่ได้ล็อก แต่ก็ไม่ยอมปล่อยให้ผมออกไปข้างนอกเลยงั้นสินะ ผมหันมองรอบห้อง จะบอกว่าเป็นห้องที่มีของจำเป็นทุกอย่างแล้วก็คงได้ ที่นี่มีห้องน้ำในตัวด้วย ถึงจะไม่มีประตูทำให้มองเห็นด้านในชัดแจ๋วก็เถอะ
“…นี่ฉันกำลังถูกกักขังใช่ไหมเนี่ย”
ชีวิตที่ถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวนั้นแสนสบาย ก่อนอื่นเลยคือมีอาหารที่คิมแจยองนำมาให้กินจนอิ่มหนำสำราญสามมื้อต่อวัน ได้ออกกำลังกายนิดหน่อยเพื่อฟื้นฟูพลังกล้ามเนื้อแขนขา ได้อ่านหนังสือการ์ตูนแก้เบื่อ แถมยังได้เคี้ยวขนมที่คิมแจยองป้อนให้อีก นี่มันสัตว์ที่ถูกเลี้ยงระบบปิดชัดๆ ถ้าถามว่าสบายไหม มันก็สบายอยู่หรอก แต่มันต้องสบายขนาดนี้เลยหรือไง ผมมั่นใจว่าโลกล่มสลายไปแล้ว และตัวผมก็ผ่านนาทีชีวิตมาเกินสิบครั้งแล้วด้วย
“นี่ คิมแจยอง อีฮยอนอูน่ะ…”
ภาพใบหน้าของอีฮยอนอูแวบผ่านเข้ามาในความคิด หมอนั่นตายแล้วหรือยังนะ เสียเลือดมากขนาดนั้นคงตายไปแล้วแน่ๆ ทั้งที่รับปากไว้ว่าจะกลับไปหาแท้ๆ ผมรู้สึกผิดเลยที่รักษาสัญญาไม่ได้ ภาพต่อมาก็คือภาพพี่ที่คลุ้งกลิ่นเหล้า ภาพชายูฮยอกคำรามด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยแดงก่ำ และภาพเจ้าหมีสีน้ำตาลที่รับการโจมตีของชายูฮยอกได้อย่างสบายๆ ถ้าถามออกไปคิมแจยองจะยอมตอบไหมนะ ผมเหลือบมองคิมแจยองที่กำลังขมวดคิ้วเป็นปม
“เป็นอะไรน่ะ”
“ปวดหัว”
ผมเอามือไปแตะหน้าผากเขา แต่ก็ไม่เห็นจะร้อนเลยนี่ ค่อนข้างเย็นด้วยซ้ำ ผมใช้นิ้วหัวแม่มือกดลงไปตรงหว่างคิ้วที่ขมวดแน่นเพื่อให้มันคลายออก
“…หนวกหูน่า”
คิมแจยองกำลังเพลิดเพลินกับสัมผัสของผมอยู่ดีๆ ก็โพล่งขึ้นมาอย่างหงุดหงิด
หนวกหู? หนวกหูอะไร
ผมเบิกตากว้างหันไปมองรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นจะมีอะไรและไม่ได้ยินเสียงใดๆ เลยด้วยซ้ำ
“นายได้ยินอะไรเหรอ”
“อาโรกันเชีย”
“อาโร…กันเชีย?”
“มันอยู่ในหัวฉัน…ทำยังไงก็ไม่ตายสักที อึนซู ฉันปวดหัวจัง…”
เสียงที่ได้ยินในหัวงั้นเหรอ ถ้างั้นแบบนี้ผมอาจจะเจอคำใบ้เกี่ยวกับคิมแจยองก็ได้ ผมพาเขาไปที่เตียงแล้วจับให้นอนลง มือข้างหนึ่งสอดนิ้วเข้าไปประสานกัน ส่วนอีกข้างหนึ่งก็วางบนหน้าผากเย็นเฉียบของเขา ในเมื่อคิมแจยองชื่นชอบการสัมผัสที่ให้ความสนิทชิดเชื้อ หากค่อยๆ ชักจูงอย่างนุ่มนวลแบบนี้เขาต้องยอมเปิดปากบอกแน่
“อาโรกันเชียคือใคร”
“…ราชาแห่งจันทราสีชาด”
“จันทราสีชาด?”
คิมแจยองบอกว่าอาโรกันเชียผู้เป็นหนึ่งในเจ็ดราชาแห่งจันทราสีชาดถูกดูดกลืนเข้ามาอยู่ในร่างกายของตัวเอง ด้วยเหตุนี้เขาจึงสามารถใช้พลังบางส่วนของราชาและควบคุมเหล่าอควาให้อยู่ใต้บังคับบัญชาได้ อาโรกันเชียซึ่งเป็นดั่งปรสิตในหัวปรารถนาให้คิมแจยองดูดกลืนพลังทั้งหมดของราชาไว้แล้วไปแก้แค้นเหล่าราชาที่สังหารตนแทนให้ อาโรกันเชียสุดจะทนกับความไม่จริงจังของคิมแจยองในตอนนี้เลยเอาแต่บ่นจู้จี้ไม่หยุดจนคิมแจยองเกิดความเครียด
“เดี๋ยวนะ แล้วทำไมนายต้องไปแก้แค้นแทนด้วยล่ะ บอกไปเลยว่าหาทางทำเองเหอะ ใครใช้ให้โดนสาปล่ะ นี่ อาโรกัญชงกัญชาอะไรนั่นน่ะ ฟังอยู่หรือเปล่า ถ้ารังแกหมอนี่อีกหน แกเตรียมตายด้วยมือฉันได้เลย”
เมื่อผมข่มขู่ด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว แก้มนวลเนียนของคิมแจยองก็กระตุกเหมือนกำลังกลั้นขำอะไรบางอย่าง ครู่ต่อมาเขาก็ระเบิดหัวเราะเสียงดังลั่น ว้าว…เพิ่งเคยเห็นคิมแจยองยิ้มกว้างขนาดนี้เป็นครั้งแรกเลยแฮะ พอหัวเราะแล้ว…อย่างกับโฆษณาเครื่องดื่มเกลือแร่เลย ผมรู้สึกต้นคอร้อนผ่าวเลยกำลังคิดจะเบือนหน้าหนี แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าเขาโกรธตอนที่ผมหลบตา ผมจึงได้แต่มองใบหน้าสดใสนั้นอย่างเหม่อลอย
“อาโรกันเชียกำลังโมโหน่ะ”
“…แล้วไงล่ะ สักหมัดไหม”
หรือว่าเหตุผลที่ผู้ส่งสารแห่งพระเจ้าบอกให้ผมฆ่าคิมแจยอง…จะเป็นเพราะเรื่องนี้ เพราะคิมแจยองครอบครองพลังของจันทราสีชาดอยู่สินะ จิ๊กซอว์ในหัวผมเริ่มปะติดปะต่อเข้ากันได้แล้ว
“เดี๋ยวนะ ฉันมีเรื่องอยากถามอาโรกันเชียหน่อย”
“เรื่องอะไรเหรอ”
“เรื่องจันทราสีชาดนั่นเอาไว้ก่อน ฉันอยากรู้ว่าดวงจันทร์สีขาวที่อยู่ข้างๆ กันคืออะไร มันทำให้มนุษย์มีความสามารถมากขึ้นใช่ไหม”
ผมรอคำตอบจากอาโรกันเชีย แต่คิมแจยองกลับเงียบไปนาน งอนที่เมื่อกี้ผมทำให้โมโหหรือเปล่านะ เป็นถึงองค์ราชาซะเปล่า ทำใจน้อยไปได้ ผมกดนวดหว่างคิ้วของคิมแจยองที่เริ่มขมวดเข้าหากันอีกครั้ง
“…ดวงจันทร์สีขาวคือวิญญาแห่งพระเจ้า”
“วิญญา?”
“ข้าขอพูดตามตรงก็แล้วกัน ดวงจันทร์สีขาวคือวิญญาแห่งพระเจ้า เพื่อป้องกันไม่ให้ดวงจันทร์สีแดงทำลายห้วงมิติ มันจึงตามติดอยู่ด้านหลังพร้อมกับมอบพลังของพระเจ้าให้เผ่าพันธุ์ต่างๆ ในมิตินั้นหยิบยืม ทว่าพลังแห่งการดำรงอยู่ของพระเจ้าถึงขีดจำกัดแล้ว ไม่อาจแบ่งพลังให้กับเผ่าพันธุ์ทั้งหมดบนโลกได้อีก ดังนั้นจึงต้องปลุกพลังให้ตื่นรู้ได้แค่เผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุดของมิติเท่านั้น ซึ่งสำหรับที่นี่ก็คือมนุษย์โลก ซ้ำร้ายยังปลุกให้มนุษยชาติตื่นรู้ได้เพียงแค่ครึ่งเดียว”
คิมแจยองเอื้อนเอ่ยข้อเท็จจริงใหม่ออกมาเรื่อยๆ ด้วยเสียงแหบแห้งไร้อารมณ์
“เดี๋ยวสิ เดี๋ยวก่อน! ช้าๆ พูดช้าๆ หน่อยสิ!”
พอผมร้องขอ เขาก็พูดช้าลง
“ผู้ที่สามารถรับพลังจากพระเจ้าได้ดีเป็นพิเศษจะกลายเป็น ‘วีรบุรุษ’ ของมิตินั้นๆ ซึ่งก็คือไอ้คนที่เคยสู้กันไปเมื่อครั้งก่อน เขาแข็งแกร่งกว่าราชาหนุ่มมากนัก หากราชาหนุ่มหมั่นฝึกฝนตามที่ข้าบอกเป็นอย่างดี ลำพังแค่มนุษย์นั่นย่อมไม่คณามืออยู่แล้ว ถึงได้บอกว่าให้หัดฟังข้าบ้าง…นายอยากให้ฉันพูดต่อไหม”
“พะ…พูดต่อเลย”
“ขืนปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป โลกจะต้องล่มสลายเพราะดวงจันทร์สีแดงเป็นแน่ ตอนนี้ยังมีราชาอีกตั้งหกองค์ ขอเพียงสถานการณ์เป็นไปตามคาด ทั้งหมดก็จะพากันมายังโลกมนุษย์ และเมื่อถึงตอนนั้นมนุษย์ทั้งหลายจะไม่ร่วมมือกันเพื่อต่อสู้หรืออย่างไร จังหวะนั้นแหละที่ข้าขอให้ช่วยแก้แค้นแทนให้”
“จะไม่มีการยึดร่างคิมแจยองหรืออะไรทำนองนั้นใช่ไหม”
“ตัวข้าสิ้นไปตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว มีเพียงจิตที่ยังหลงเหลืออยู่ข้างในจิตใจของราชาหนุ่ม วันใดที่ราชาหนุ่มดูดกลืนพลังทั้งหมดของข้าไว้ได้ ข้าก็จะสูญสิ้นไปเอง”
สรุปว่าสิ่งที่อาโรกันเชียต้องการคือการทำให้คิมแจยองยืนอยู่ฝ่ายมนุษย์และมีความสามารถมากพอจะต่อกรกับฝ่ายจันทราสีชาดได้นั่นเอง
“เอาจริงนะ ฉันจะเชื่อใจแกได้เหรอ แกอยู่ฝ่ายเดียวกับไอ้พวกที่จะมาทำลายล้างโลกไม่ใช่หรือไง”
“…ห้ามด่าอึนซูว่าโง่นะ”
“ด่าฉันโง่เรอะ ไอ้นี่ เฮ้ย นายไม่ต้องมากรองคำให้นะ พูดตามออกมาตรงๆ เลย”
“…ข้าพูดว่าโง่เมื่อไรกัน ข้าแค่อยากให้พวกเจ้าตัดสินใจอย่างชาญฉลาดก็เท่านั้น ฟังให้ดีนะเจ้ามนุษย์ แม้เหล่าราชาจะจับมือเป็นพันธมิตรกันบ้างตามวาระ แต่ก็ยากที่จะมองว่าเป็นพวกเดียวกัน บนดวงจันทร์สีแดงมีสงครามเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ขนาดตัวข้าเองก็ยังไม่พ้นถูกสาปจนสิ้นเลยไม่ใช่หรือไร จงคิดให้รอบคอบ หากทำตามที่ข้าบอก เจ้าจะสามารถรักษามิตินี้ไว้ได้ ทั้งยังรักษาชีวิตของครอบครัว มิตรสหาย และคนรักของเจ้าได้ด้วย…”
คิมแจยองท่องตามอาโรกันเชียคำต่อคำด้วยน้ำเสียงแหบแห้งไร้อารมณ์ แต่กลับรู้สึกเหมือนอาโรกันเชียกำลังพยายามโน้มน้าวผมอยู่ยังไงชอบกล ดูท่าคงเกลี้ยกล่อมคิมแจยองไม่สำเร็จสิท่า แต่ก็นั่นแหละนะ หมอนี่ไม่ใช่ประเภทที่จะก้าวขาออกมาปกป้องโลกสักหน่อย อีกอย่างก็อาจต้องเผื่อใจไว้ด้วยว่าคำพูดของอาโรกันเชียอาจเป็นหลุมพรางก็ได้ ผมเอ่ยถามพลางใช้นิ้วเกี่ยวเส้นผมของคิมแจยองเล่น
“นายอยากจะเอายังไงล่ะ”
“…”
คิมแจยองเม้มริมฝีปากแน่นสนิทเหมือนหอยกาบ ดูออกเลยว่าเขามีสิ่งที่ต้องการ…แต่ดันไม่ยอมตอบ พอผมหรี่ตามอง คิมแจยองก็ขยับแก้มนุ่มเข้ามาแนบกับฝ่ามือผม ยังจะมาอ้อนอีก ผมล่ะเกลียดจริงๆ เวลาเขาใช้วิธีนี้เลี่ยงอะไรที่ตัวเองไม่อยากพูด เมื่อผมขึงตาใส่ เขาก็คว้าแขนผมแล้วลากขึ้นเตียง
“นอนกันเถอะ”
“มานงมานอนอะไรกัน ตอบมาก่อน”
“ฉันไม่ได้นอนตั้งหลายเดือนติดกัน ง่วงมากเลย…”
พอผมนอนลงหนุนแขนเขาต่างหมอน เขาก็ยกแขนอีกข้างมาโอบหลังผมไว้ ผมได้ยินเสียงกรุ๊งกริ๊งดังมาจากคอของคิมแจยองจึงสอดมือเข้าไปในปกเสื้อเขาก็เห็นจี้สีน้ำเงิน สร้อยคอของแม่ผมเอง ตัวสร้อยที่ขาดถูกเปลี่ยนเป็นเส้นใหม่ เขาหามันเจอสินะ พอผมลูบไล้สร้อยคอที่ไม่ได้เห็นมานาน คิมแจยองก็ปรือตาขึ้นมอง
“…เอาสร้อยคอไปใส่ไหม”
“ไม่เป็นไร นายใส่ไว้เถอะ”
“โอเค…”
คิมแจยองยิ้มบางๆ ดูท่าจะง่วงจริงๆ อย่างที่บอก เปลือกตาเขาปิดลงอย่างรวดเร็ว ผมรอจนแน่ใจว่าลมหายใจเขานิ่งและคงที่แล้วจึงค่อยเรียกหน้าต่างสถานะขึ้นมาเงียบๆ
[System]
ซอนอึนซู
อายุ : 19
เพศ : ชาย
อาชีพ : นักเรียนมัธยมปลาย
ฝ่าย : อธรรม
ฉายา : [ผู้ตื่นรู้คนแรก*]
สกิล : [ทักษะหัตถ์พระเจ้า Lv.2*] [ฝันพยากรณ์*] [โอม จงซ่อม จงฟื้น จงคืนสภาพด่วน Lv.2*] [รอยแผลศักดิ์สิทธิ์ (ล็อก)*]
[รอยแผลศักดิ์สิทธิ์ (ล็อก)]
– เงื่อนไขในการปลดล็อก : กรุณาเก็บเสียงโห่ร้องสรรเสริญให้ครบ 100 คน (0/100)
ผมได้ยินเสียงในหัวพูดถึงการจารึกรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ลงบนร่างกายมนุษย์ผู้ต่ำต้อย สุดท้ายผมก็ได้สกิลมาจริงๆ ด้วยแฮะ ถึงจะเป็นสกิลที่ต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากหนึ่งร้อยคนก่อนถึงจะปลดล็อกได้ก็เถอะ แต่แบบนี้ผมไม่ต้องติดล็อกไปตลอดชีวิตเลยหรือไง ถ้าเป็นคนอย่างชายูฮยอกก็ว่าไปอย่าง คนอย่างผมจะไปเอาเสียงโห่ร้องสรรเสริญจากใครที่ไหนได้ตั้งหนึ่งร้อยคน อันที่จริงตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นสกิลนี้ผมก็แทบถอดใจยอมแพ้ไปแล้ว
นั่นสินะ ยอมแพ้ไปซะยังจะสบายใจกว่า เพราะผมได้รับสกิลนั่นมาก็เพื่อให้เอาไว้ฆ่าคิมแจยอง สมมติว่าปลดล็อกแล้วใช้สกิลได้ตามใจนึก…ผมจะหาทางเลี่ยงไม่ฆ่าหมอนี่ได้หรือเปล่านะ แค่จินตนาการว่าร่างกายของคิมแจยองเย็นชืดก็รู้สึกแย่สุดๆ แล้ว ผมไม่รู้จะทำความเข้าใจกับความรู้สึกไม่พึงประสงค์นี้ยังไงเลยอ้อยอิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนค่อยๆ ปิดเปลือกตาลง เพราะไม่อยากคิดอะไรทั้งนั้น
สบายจัง…
นึกว่าจะไม่ง่วงเพราะนอนไปเยอะมากแล้ว ที่ไหนได้แค่อยู่ข้างคิมแจยองร่างกายผมก็มักจะอ่อนเปลี้ยอยู่เรื่อย ความรู้สึกก็เหมือนกับเวลาอยู่ใกล้หมาหรือแมวที่กำลังหลับแล้วรู้สึกง่วงตามนั่นแหละ คงเพราะผมพึ่งพาเขามาตลอดตั้งแต่ก่อนจะถึงวันแห่งหายนะล่ะมั้ง ว่าแต่มันถือเป็นสัญญาณที่ดีใช่ไหมนะ…
“กระทั่งเหล่าผู้รุกรานแห่งจันทราสีชาดก็ยังไม่อาจขัดขืนพระประสงค์ของพระเจ้า แล้วเจ้านั่นนับเป็นตัวอะไร มีเขาเข้ามาข้องเกี่ยวคราใด อนาคตเกิดความพลิกผันไปเสียทุกครั้ง มิหนำซ้ำอนาคตที่มองเห็นแต่ละครั้งล้วนเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าเหตุใดท่านผู้นั้นถึงส่งข้ามาหาเจ้า สบโอกาสสังหารเมื่อใด เจ้าต้องสังหารให้ได้ หากปล่อยให้เจ้านั่นดูดกลืนพลังของผู้รุกรานจนหมด หายนะที่ไม่อาจย้อนกลับจะมาเยือนอย่างแน่นอน”
“ฮ้าววว…”
บทสนทนาบางส่วนระหว่างผมและผู้ส่งสารแห่งพระเจ้าผุดขึ้นมาในหัวอีกแล้ว
อาโรกันเชียบอกว่าต้องตามหาพลังทั้งหมดของคิมแจยองให้ได้เพื่อปกป้องโลก ในขณะที่ผู้ส่งสารแห่งพระเจ้าบอกว่าหากคิมแจยองได้พลังทั้งหมดมาเมื่อไหร่หายนะจะมาเยือน เนื้อความทั้งสองฝั่งตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงจนยากจะตัดสินว่าควรฟังใครมากกว่ากัน
ว่าแต่ทำไมทั้งคู่ต้องมาพล่ามอะไรกับผมด้วยเนี่ย จะเอาอะไรกับประชาชนตาดำๆ อย่างผมนักหนา
“ตื่นแล้วเหรอ”
“อืม…แขนนายไม่ชาหรือไง”
“อื้ม โอเคอยู่”
หมอนี่ดื้อจะเสนอแขนให้ผมนอนหนุนท่าเดียว ผมเอาชนะไอ้คนดื้อนี่ไม่ไหวจริงๆ เลยนอนหนุนแขนเขาแทนหมอนอยู่หลายวัน เขาโอเคจริงๆ ใช่ไหม เลือดน่าจะไม่เดินด้วยซ้ำ แต่พอลองคิดอีกทีเขาคือคนที่ได้รับพลังอันมหาศาลมาครอบครอง แค่สละแขนให้ผมนอนหนุนคงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
“อึนซู หิวไหม มีอะไรที่อยากกินหรือเปล่า”
“อะไรก็ได้…นี่ พูดก็พูดเหอะ…นายกะจะไม่ให้ฉันออกไปจากที่นี่เลยหรือไง”
เมื่อได้ยินผมถามตรงๆ คิมแจยองก็ปิดปากแน่นสนิท ไอ้หมอนี่ เจอคำถามไม่ถูกใจทีไรก็หุบปากทุกที คิดว่าสวยแล้วจะทำอะไรก็ได้เหรอ สวยแล้วจะได้ตามใจทุกอย่างหรือไง ผมทำหน้างอง้ำพลางดึงแก้มเขา ทันใดนั้นคิมแจยองก็ตีหน้าเศร้าหางตาตกน้ำตาคลอ ทีนี้ล่ะมาแกล้งทำตัวน่าสงสาร แสร้งทำเก่งนักนะไอ้จิ้งจอกจำแลง หมอนี่มีกี่หางกันแน่ ผมชักจะนับไม่ถูกแล้ว
“…โอเคๆ ไปเอาข้าวมาได้แล้ว ฉันจะไปอาบน้ำ”
ตัวผมเองที่ยอมคิมแจยองทุกครั้งก็เกินเยียวยาพอกัน ร่างกายผมดันจดจำวินาทีที่น้ำตาร่วงพรูจากดวงตาของเขาได้เลยแอบกลัวสีหน้าแสนเศร้านั่นอยู่ลึกๆ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมเพิ่งรู้ตัวว่าแพ้ทางให้กับน้ำตาคนสวย
“อืม เดี๋ยวเอาชุดใหม่มาให้ด้วย”
“จ้ะ”
พอผมลุกจากเตียงตั้งท่าจะเดินไปห้องน้ำ สายตาคิมแจยองก็ไล่ตามมาติดๆ เขาจ้องมองผมนิ่ง ผมขยิบตาให้ไปทีหนึ่งก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำ ทีแรกก็ตะขิดตะขวงใจเหมือนกันที่ต้องมาตัวติดกับคิมแจยองตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ถึงหมอนี่มันจะชอบผม แต่พอดูไปแล้วเขาเหมือนจะไม่มีความต้องการทางเพศเลยแม้แต่นิดเดียว ตอนนี้ผมเลยไม่ได้ใส่ใจอะไรมากแล้ว คนเราเวลาชอบใครขึ้นมาก็มักจะอยากทำอะไรต่อมิอะไรกันไม่ใช่เหรอ แต่นี่ยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งรู้สึกว่าความชอบที่เขามีต่อผมมันต่างจากที่คิดไว้เล็กน้อย
ชอบสกินชิป แต่กลับไม่มีอารมณ์ทางเพศเลยเนี่ยนะ…แบบนี้ควรอธิบายว่ายังไงดีล่ะ จะบอกว่าเป็นความหมกมุ่นแบบผิดๆ ที่มีต่อเพื่อน หรือต้องบอกว่าเหมือนไอ้ลูกหมาที่อยากผูกขาดเจ้าของไว้กับตัวดี
ยังไงก็เถอะ ในเมื่อผมไม่ได้เป็นเกย์ อยู่แบบนี้ก็ถือว่าสุขกายสบายใจไม่หยอก
หลังจากอาบน้ำเย็นเจี๊ยบเสร็จ ผมก็เดินตัวสั่นออกมา คิมแจยองรีบสวมเสื้อโค้ตขนแกะตัวหนาให้ผมทันที อีกทั้งช่วยเช็ดผมให้ด้วยผ้าขนหนูแล้วเริ่มใช้ไดร์เป่าจนแห้ง
ที่นี่มีน้ำให้ใช้ได้ตามต้องการ มีไฟฟ้า มีแผ่นทำความร้อน และมีแม้กระทั่งไดร์เป่าผม น่าขันที่ทั้งหมดนี้คือผลลัพธ์จากการที่คิมแจยองควบคุมและใช้ประโยชน์จากพวกอควา พวกอความีชีวิตอยู่มาอย่างน้อยๆ ก็หลายหมื่นปี ภูมิปัญญาที่มีจึงอยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์ไปมาก พวกอควาอาศัยภูมิปัญญาเหล่านั้นผลิตไฟฟ้าขึ้นมาด้วยแหล่งพลังงานรูปแบบอื่นๆ ทั้งยังดึงน้ำมากรองให้สะอาดแล้วกักเก็บไว้ในแท็งก์ได้อีกด้วย นี่มันไม่ต่างอะไรกับการมีทาสฉลาดๆ มาให้ใช้แรงงานฟรีชัดๆ
“อะไร จู่ๆ ทำไมมีช็อกโกพาย”
“เห็นว่าวันนี้คือวันที่หนึ่งมกรา”
“โห รู้จักเตรียมอะไรแบบนี้ด้วยแฮะ”
“ฉลองที่อายุยี่สิบไง”
ถาดที่คิมแจยองถือมาด้วยมีข้าวสวยและเครื่องเคียง แถมด้วยช็อกโกพายกองโตราวกับภูเขา ช็อกโกพายชิ้นบนสุดมีตัวอักษรเขียนไว้อย่างเป็นระเบียบและประณีตราวกับใช้ไม้บรรทัดทาบ ตัวอักษรทุกตัวถูกเขียนขึ้นด้วยไวท์ช็อกโกแลต
‘Happy New Year ♡’
“ฉันเขียนเองแหละ”
“แล้วจะใส่หัวใจมาเพื่อ?”
พอมีรูปหัวใจพ่วงมาด้วย มันก็ดูเหมือนคู่รักสวีตกันไม่ใช่หรือไง ผมหยิบช็อกโกพายชิ้นที่มีตัวอักษรยัดใส่ปากคิมแจยอง ถึงแม้เขาจะปฏิเสธไม่ยอมกินมากกว่าวันละหนึ่งมื้อและยืนยันว่าแค่อาหารเล็กน้อยก็ได้รับพลังงานเพียงพอแล้วก็เถอะ แต่ผมก็ยังคอยป้อนขนมให้เขากินอยู่เรื่อยๆ คนเราจะมีชีวิตด้วยการกินอาหารเพียงมื้อเดียวได้ยังไง ทั้งที่เขาไม่สนใจเรื่องกินเลยสักนิด แต่กลับกินทุกอย่างที่ผมยื่นให้อย่างขยันขันแข็ง พอมองดูแล้วก็น่ารักดีเหมือนกัน
“โคฮเยจูกับคนอื่นๆ ทำอะไรกันอยู่”
“เล่นบอร์ดเกม”
“ฉันก็อยากเล่นบอร์ดเกม”
“เดี๋ยวไปเอามาให้”
“ไม่อะ จะเล่นกับคนอื่นด้วย”
“…”
คิมแจยองต้องการผูกขาดผมไว้คนเดียว ถ้าผมพูดถึงคนอื่นเมื่อไหร่ เขาจะแสดงทีท่าไม่พอใจออกมาอย่างโจ่งแจ้ง มันสมเหตุสมผลตรงไหนกับการขังผมไว้ให้อยู่แต่ในห้องทั้งวัน นี่มันเรียกว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนแล้วนะ
“ไม่ได้เหรอ”
“ไม่ได้”
คิมแจยองปฏิเสธเสียงแข็งด้วยสายตาเย็นชา ผมพยักหน้าและไม่ร้องขออะไรอีก ก่อนจะก้มหน้าก้มตาตักข้าวกิน แต่แล้วผมก็มองเห็นว่ามือเขากำแน่นอยู่ตรงหัวเข่า ข้อนิ้วที่เดิมทีก็ขาวอยู่แล้วยิ่งซีดขาวหนักเข้าไปอีก ผมวางช้อนแล้วยื่นมือไปวางทาบบนหลังมือเขาก่อนตบเบาๆ เพื่อปลอบประโลม เขาถึงได้ค่อยๆ ผ่อนแรงลง
คิมแจยองอ่อนไหวขึ้นมานิดหน่อย…ไม่สิ หมอนี่อ่อนไหวขึ้นมามากๆ เลยล่ะ เขาไม่ได้ตะคอกเสียงดังหรือใช้ความรุนแรงใดๆ แต่มันคงจะดีกว่านี้ถ้าทะเลาะกันแล้วคุยแบบเปิดอกได้ จะทนเก็บงำทุกอย่างไว้ในใจคนเดียวขนาดนั้นทำไมก็ไม่รู้ ผมกลัวเขาจะร้องไห้อีกเลยไม่กล้าแม้แต่จะเปิดประเด็น เฮอะ นี่คนหรือปลาแสงอาทิตย์กันแน่
ยังไงก็เถอะ ตอนนี้ถึงเวลาที่ต้องออกไปแล้ว
ต่อให้ผมพร่ำพูดว่าคิมแจยองสวยและน่ารักขนาดไหน แต่ผมก็ไม่ได้อยากมีชีวิตแบบโดนขังอยู่ที่นี่และต้องมองแต่หน้าเขาอยู่แบบนี้ ผมแน่ใจว่าโคฮเยจูอยู่ข้างนอก และดูจากร่างกายที่หายดีเรียบร้อยทั้งที่วันแรกเหวอะหวะไปด้วยแผลน้อยใหญ่ นั่นหมายความว่าฮวังซูยอนเองก็ต้องอยู่ที่นี่ด้วยเหมือนกัน ดังนั้นผมคงต้องหาวิธีเรียกพวกเธอมาให้ได้ จึงซ่อนกระดาษโน้ตที่เขียนตอนคิมแจยองไม่เห็นไว้ในแขนเสื้อ ก่อนจะแสร้งทำเป็นพลั้งมือทำแก้วแตกจนเศษแก้วคมบาดลึกเข้าไปในฝ่ามือ
“โอ๊ย!”
ผมลอบสังเกตท่าทีคิมแจยองก่อนจะเห็นว่าเขากำลังจ้องเลือดสีแดงสดที่ไหลรินลงมาตามสันมือผมอย่างว่างเปล่า
“…ตายๆ ช่วงนี้ออกกำลังกายเยอะไปหน่อย คุมแรงไม่ค่อยได้เลยแฮะ”
พอได้ยินผมบ่นกับตัวเองเหมือนพูดคนเดียว คิมแจยองก็ถอนหายใจเบาๆ ก่อนออกไปด้านนอก และก็เป็นไปตามคาด เขาพาฮวังซูยอนมา ฮวังซูยอนก้มหน้างุด ปากพึมพำอะไรบางอย่างที่น่าหดหู่ แต่พอเห็นผมเธอกลับยิ้มสดใส ไม่อยากเชื่อว่าตัวผมจะดีใจที่ได้เจอเจคิลล์กับมิสเตอร์ไฮด์ร่างเลียนแบบขนาดนี้ มุมปากผมค่อยๆ ยกยิ้มตาม แต่สุดท้ายก็ต้องปั้นหน้าตึงเข้าไว้เมื่อเห็นสีหน้าคิมแจยอง
“ซอนอึนซู!”
“ไง หวัดดี ไม่เจอกันนานเลย”
“มือเป็นอะไรน่ะ ใครทำ ไอ้พวกที่โรงอาหารอีกแล้วเหรอ”
“โรงอาหาร?”
“พวกนั้นจงเกลียดจงชังอะไรนายนักหนาก็ไม่รู้ ฉันไม่เข้าใจเลย”
แม้ภายนอกเธอจะดูปกติดี แต่สิ่งที่พูดออกมากลับฟังดูสับสนไร้ที่มาที่ไป ผมยิ้มแหยพร้อมพยักหน้า พอฮวังซูยอนเอื้อมมือมาหา แสงสว่างเรืองรองก็ห่อหุ้มมือผม ตอนที่ฮวังซูยอนกำลังใช้สกิล คิมแจยองยกมือขึ้นปิดปากแล้วหันหน้าหนี ดูเหมือนพลังของพระเจ้าและพลังของดวงจันทร์สีแดงจะขัดแย้งกันเลยทำให้เขารู้สึกพะอืดพะอม ทันทีที่คิมแจยองละสายตาไป ผมก็ไม่ยอมพลาดโอกาสทองรีบยัดกระดาษโน้ตที่กำรอไว้ใส่มือฮวังซูยอน เธอเบิกตากว้างแล้วกะพริบปริบๆ ก่อนยิ้มแป้นพลางหย่อนกระดาษโน้ตเก็บไว้ในกระเป๋า เมื่อการรักษาเสร็จสิ้น ฮวังซูยอนก็นำกระดาษโน้ตออกจากห้องไปได้โดยสวัสดิภาพ
“…ต่อจากนี้แม้แต่น้ำก็คงต้องป้อนไหมเนี่ย”
“บ้าหรือไง พูดมาได้ น่าขนลุก”
เมื่อได้ลองกำมือที่หายดีและโวยวายใส่คิมแจยองที่ขยันพูดแต่อะไรแปลกๆ แล้วนั่นแหละ ร่างกายที่ตึงเครียดถึงได้ผ่อนคลายลง สติสตังของฮวังซูยอนไม่คงที่เท่าไหร่นัก คาดเดาไม่ได้เลยว่าจะเป็นยังไง…แต่ก็ถือว่าผมเสี่ยงทอยลูกเต๋าไปแล้วล่ะนะ
‘ฉันอยากออกไป ขอวิธีหน่อย ฮือออ’
สิ่งที่ผมเขียนก็มีเนื้อหาคร่าวๆ ประมาณนี้ ด้านหลังยังใจดีเขียนแนะนำวิธีการไว้ด้วยว่า ‘กรุณาสอดคำตอบมาใต้ชามข้าว’ แต่ผ่านมาได้สองวันจนแล้วจนรอดใต้ชามข้าวก็ยังว่างเปล่า ซวยชะมัด ผมน่าจะหาทางเรียกโคฮเยจู ไม่น่าเรียกฮวังซูยอนมาเลย ในขณะที่กำลังเจ็บใจอยู่นั้นเอง ในที่สุดใต้ชามข้าวก็มีกระดาษโน้ตตอบกลับมาหนึ่งแผ่น ผมรีบซ่อนให้พ้นจากสายตาคิมแจยอง
‘ขอโทษทีนะคะ ฉันฮเยจูเองค่ะ พอดีเพิ่งเห็นกระดาษโน้ต ขอวิธีแล้วฉันจะรู้ไหมล่ะคะ 555’
ยัยนี่ก็พึ่งไม่ได้พอกัน
‘ถามจริง? หมอนี่จะให้ฉันอยู่แบบนี้ไปตลอดชีวิตเลยน่ะเหรอ’
ผมส่งกระดาษโน้ตกลับไปอีกครั้งด้วยความอึดอัดใจ ซึ่งคำตอบก็ยังคงมาช้าเหมือนเดิม
‘อึดอัดขนาดนั้นก็ลองจุ๊บดูสิคะ สู้ๆ ต่อจากนี้พักการติดต่อผ่านกระดาษโน้ตก่อนนะคะ ถ้าโดนจับได้ตายชัวร์’
หา? จุ๊บเนี่ยนะ? บ้าหรือเปล่าเนี่ย
ผมช็อก หยิบกระดาษโน้ตของโคฮเยจูยัดเข้าปากแล้วกลืนลงท้อง
ไม่รู้เลยว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว สิ่งที่สามารถทำในห้องได้มีจำกัด ผมเบื่อจนใกล้จะเป็นบ้า เบื่ออ่านหนังสือการ์ตูนเล่มใหม่ทุกวันแล้วเหมือนกัน อยากออกไปข้างนอก ผมทำท่าทางหงุดหงิดก็แล้ว ทำท่าทางโมโหก็แล้ว แสดงออกสารพัด แต่คิมแจยองก็ยังไม่คิดจะเปลี่ยนใจ
“ขลุกอยู่แต่กับฉันคนเดียว นายเองก็คงจะเบื่อเหมือนกันใช่ไหมล่ะ”
“อึนซูเบื่อการอยู่กับฉันเหรอ”
“เปล่า ไม่ได้เบื่อหรอก แต่…ถ้าเราได้ออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกบ้างก็น่าจะสนุกกว่านี้ไง”
“ฉันชอบที่นี่ อึนซูกับฉัน อยู่ด้วยกันแค่สองคน”
ให้ตายเหอะ ไอ้คนหัวแข็งนี่ ผมควรทำยังไงกับหมอนี่ดี จู่ๆ ก็เกิดความรู้สึกชั่ววูบอยากหยุมหัวคิมแจยองที่มุดเข้ามาในอ้อมกอดผมเหลือเกิน แต่ผมก็จำใจต้องอดกลั้นไว้ จุดนี้อาโรกันเชียเองก็ดูเหมือนจะยอมแพ้ไปแล้วเพราะเงียบไปเลย แปลว่าตอนนี้ก็ไร้อุปสรรคขวางกั้นแล้วสิ ขณะกำลังเหม่อมองไอ้คนน่าหมั่นไส้อย่างคิมแจยองที่หายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอด้วยสีหน้าผ่อนคลาย จู่ๆ ความคิดไร้สาระก็ผุดขึ้นมาในหัว
จุ๊บ…เชี่ยเอ๊ย
ผมบ้าไปแล้ว ใช่แน่ๆ เพราะถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวก็เลยเป็นบ้า
“คิมแจยอง”
“…อืม”
“ดูนี่นะ”
คิมแจยองเงยหน้ามองผมด้วยสายตาที่มีแต่ความง่วงงุน ผมยกตัวขึ้นเล็กน้อยแล้วแตะริมฝีปากลงไปบนแก้มของเขา ทันใดนั้นคิมแจยองก็ยิ้มกว้างทั้งที่ยังคงงัวเงีย
“ฉันขอออกไปไม่ได้เหรอ”
“อือ…ไม่ได้…”
“…นะ…นี่ก็ไม่ได้เหรอ”
ผมกลืนน้ำลายดังเอื๊อกแล้วถูไถริมฝีปากเขาด้วยริมฝีปากผม ก่อนจะแอบเห็นว่ามุมปากคิมแจยองคว่ำลงนิดๆ
“…ไม่ได้”
คำตอบตามหลังมาช้าไปชั่วขณะ คิมแจยองกะพริบตาถี่ไล่ความง่วง ผมพุ่งจู่โจมใบหน้าเขาซ้ำอีกครั้งด้วยการบดริมฝีปาก แลบลิ้นออกมาเบาๆ และเลียที่ริมฝีปากล่างของเขา เขาส่งเสียงในลำคอพร้อมสูดลมหายใจเข้าลึก
เวรแล้วไง ริมฝีปากนุ่มฉิบหายเลย
ผมสอดลิ้นเข้าไประหว่างริมฝีปากที่เผยอแยกออกเล็กน้อยก่อนเย้าแหย่เรียวลิ้นนุ่มของเขา
“…”
คิมแจยองไร้ปฏิกิริยาตอบสนอง หรือว่าผมจะทำเกินไปหน่อยกันนะ ผมรีบผุดลุกขึ้นด้วยความอับอาย หัวใจที่ก่อนกระทำการอุกอาจยังปกติดีตอนนี้เริ่มเต้นแรงจนเหมือนกับจะหลุดออกมาทางปาก
“ละ…แล้วแบบนี้โอเคหรือยัง”
ผมไม่ควรเชื่อโคฮเยจูเลย รู้ทั้งรู้ว่าคิมแจยองไม่ได้ชอบผมแบบนี้แท้ๆ สงสัยอยากจะออกไปข้างนอกมากจนเสียสติ ผมทนสบตาคิมแจยองไม่ไหวเลยเบือนหน้าไปมองทางอื่นพลางพูดพล่ามน้ำไหลไฟดับ
“โทษที ผู้ชายด้วยกัน ทำบ้าอะไรลงไปวะเนี่ย ฉันคงบ้าไปแล้ว…อุ๊บ!”
สองนิ้วเรียวยาวสอดลึกเข้ามาในปากผม ผมพยายามเบี่ยงตัวหลบตามสัญชาตญาณ แต่กลับถูกคิมแจยองใช้มืออีกข้างจับท้ายทอยไว้แล้วบังคับให้นิ่งอยู่กับที่ ผมไม่รู้จะจัดการกับนิ้วที่สอดเข้ามาอย่างรุนแรงนี้ยังไงเลยคว้าข้อมือเขาไว้ ทว่ามันกลับไม่เป็นผลใดๆ ทันทีที่ถูกปลายนิ้วกดแถวโคนลิ้น ผมก็รู้สึกอยากอาเจียนจนเผลอส่งเสียงออกมา คิมแจยองจ้องผมอย่างปวดร้าวทรมานด้วยสีหน้าคล้ายกับโกรธโดยที่ผมเองก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน
“ยะ…หยุด…”
กระทั่งน้ำตาผมรื้นจนคลอเบ้า เขาถึงได้ถอนนิ้วออกไปในที่สุด
“แค่ก…แค่ก…”
ผมไอโขลกอยู่พักหนึ่งพลางมองค้อนใส่คิมแจยอง แต่หมอนี่กลับเอาแต่จ้องนิ้วมือเปียกชื้นของตัวเองอย่างว่างเปล่า
“ไม่ชอบก็บอกด้วยคำพูดสิวะ ไอ้เวรนี่…”
พอเป็นจุ๊บแล้วชอบ แต่พอเป็นจูบแล้วมันน่าขยะแขยงขนาดนั้นเลยหรือไง ผมก็พอเข้าใจแหละนะ ถ้าจู่ๆ มีผู้ชายอกสามศอกเข้ามาจูบ ผมก็คงได้ประเคนหมัดใส่หน้าอีกฝ่ายก่อนแน่นอน ทว่าใช้วิธีนี้ตอบโต้มันไม่เกินไปหน่อยหรือไง นายคือคนที่จีบฉันก่อนนะเว้ย ไอ้ชาติชั่ว! น้ำตาที่คลอเบ้าอยู่ไหลรินอาบแก้ม นี่มันไม่ยุติธรรมเลย ผมไม่อยากให้เขาเห็นตอนร้องไห้จึงยกแขนขึ้นมาบังตา แต่คิมแจยองกลับจับข้อมือผมแล้วดึงแขนออก
“อะไร…ดะ…เดี๋ยว! อุ๊บ!”
ใบหน้าของคิมแจยองขยับเข้ามาใกล้ในชั่วพริบตาและริมฝีปากเราก็ประกบกันในเสี้ยววินาที ฟันที่กระทบกันชวนให้รู้สึกซาบซ่าน แต่ยังไม่ทันได้ซึมซับความรู้สึกนั้น เรียวลิ้นที่ลื่นและชื้นแฉะก็เลื่อนสอดเข้ามา ลิ้นนั้นไม่เหมือนกับนิ้วมือที่รุกล้ำเข้ามาด้วยความหยาบโลน มันทั้งงุ่มง่ามและเงอะงะ ผมพยายามดันออกด้วยการเกร็งปลายลิ้นตัวเอง แต่ก็ต้องตกใจที่กระทั่งปลายลิ้นก็ยังถูกเขาดูดดึง ลิ้นเขาไล้เลียอย่างไร้จุดหมายไปทุกซอกทุกมุมในปากผม ครั้นผมหายใจไม่ทัน ทุบหน้าอกเขาดังปึ้กๆ เขาถึงได้ยอมผละริมฝีปากออกเล็กน้อย เส้นสายสีใสทอดยาวระหว่างริมฝีปากเรา สีหน้าคิมแจยองว่างเปล่า ไม่ยอมละสายตาจากริมฝีปากผม
“แฮ่ก…แฮ่ก…ไอ้เวร…”
“อึนซู…”
สองข้างแก้มของเขาขึ้นสีระเรื่อ มันสวยจนใจผมหวั่นไหว ทว่าแววตาเขากลับลุกวาวราวกับอยากจะจับผมกลืนกินเสียเดี๋ยวนี้ แม้แต่มือที่ลูบเนื้ออ่อนด้านในข้อมือผมก็ยังบ่งบอกถึงความรู้สึกปรารถนาอย่างลึกล้ำจนสัมผัสได้ ผมรีบขืนตัว พยายามเอนไปด้านหลัง แต่คิมแจยองกลับรุกเข้ามาเร็วกว่า ทันทีที่ลิ้นของเราพัวพันกันอีกครั้ง ใบหน้าของผมก็แทบลุกเป็นไฟ
โห เชี่ย จูบได้โคตรห่วยแตก…
กว่าการจูบอันแสนเงอะงะที่ไม่เห็นใจฝ่ายตรงข้ามเลยสักนิดจะจบลงได้ ริมฝีปากและลิ้นของผมก็ร้อนผ่าวไปหมด พอผมเลียริมฝีปากล่างเบาๆ ก็รู้สึกได้ถึงรสคาวคล้ายสนิม ปากผมคงแตกยับเลยสิท่า คิมแจยองมองผมอยู่ก่อนแล้วด้วยดวงตาเป็นประกายราวกับคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส* ที่ค้นพบทวีปใหม่
“อึนซู…ฉันชอบแบบนี้จัง…”
เมื่อมองหน้าคิมแจยองที่ซ่อนความรู้สึกตื่นเต้นจากจูบแรกไว้ไม่มิด ริมฝีปากผมก็แห้งผากขึ้นมาอีกครั้ง ที่ผ่านมาเราได้แต่สกินชิปกันแบบเด็กน้อยมาตลอด ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าไม่ใช่เพราะเขาไม่มีความต้องการทางเพศ ทำไมผมถึงไม่เคยสังเกตเห็นเลยนะ ทั้งที่แตะนู่นจับนี่หรือกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันมาตั้งขนาดนั้น หรือว่า…เดิมทีก็ไม่มีจริงๆ นั่นแหละ แต่เพิ่งจะมีขึ้นมาเมื่อครู่…จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนผมเพิ่งเผลอไปยุ่งกับอะไรบางอย่างที่ไม่สมควรยุ่งเข้าให้แล้ว ผมพยายามปัดความสับสนทิ้งไปและวางมือสองข้างลงบนหัวไหล่เขา ไอ้ที่ซวยไปแล้วก็ช่างเหอะ ตอนนี้ถึงเวลายิงตรงเข้าประเด็นสักที
“…ฉันขอออกไปข้างนอกไม่ได้เหรอ”
“…”
“จุ๊บก็จุ๊บไปแล้ว…”
“…ถ้าทำอีกหนก็อาจจะได้…”
ไอ้บ้านี่
“…ถ้างั้นนายอยู่เฉยๆ ไปเลย คราวนี้ฉันจะเป็นคนทำเอง”
ผมถอนหายใจสั้นๆ ก่อนประกบริมฝีปากที่บวมจนไม่รู้จะบวมยังไงเข้ากับริมฝีปากคิมแจยอง
บทที่ 9.2
หลังจากตื๊ออยู่นาน และแล้วในที่สุดผมก็สามารถออกมาข้างนอกได้ แม้ข้างนอกที่ว่าจะไม่ใช่ข้างนอกจริงๆ แต่เป็นแค่นอกห้องก็ตาม อันดับแรกดูจากที่ไม่มีหน้าต่าง ที่นี่คงจะเป็นชั้นใต้ดิน ส่วนล็อบบี้นั้นอยู่ตรงกึ่งกลาง มีทางเดินแยกออกไปสามทางคล้ายรังมด ห้องที่ผมอยู่กับคิมแจยองคือห้องสุดท้ายของทางเดินตรงกลาง เพดานค่อนข้างสูง พวกอควาที่ร่างใหญ่โตโอฬารจึงเดินไปเดินมาได้อย่างสบาย แต่เวลาคิมแจยองเดินผ่าน พวกอควาก็จะพากันก้มหน้าประหนึ่งกำลังแสดงความเคารพ พอผมกับคิมแจยองจูงมือกันเดินออกมาที่เลานจ์ก็เจอกับฮวังซูยอน โคฮเยจู และโอฮันบิท ผมตรงดิ่งไปหาฮวังซูยอนทันทีเพื่อรักษาริมฝีปากที่แตกและบวมเจ่อ
“อะไร ทำไม”
คิมแจยองมองริมฝีปากผมที่ตอนนี้กลับสู่สภาพปกติอย่างไม่สบอารมณ์นัก ผมขึงตาใส่เขา จากนี้ต้องไม่ตามใจเขาไปสักระยะ ผมทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ห้องนั่งเล่นพลางถอนหายใจ ทั้งที่ออกจากห้องมาได้ตามที่หวังแล้ว แต่กลับไม่โล่งใจเท่าไหร่ ถ้าถามถึงเหตุผลล่ะก็ แน่นอนอยู่แล้วว่าต้องเป็นเพราะผมกับคิมแจยองจู…นั่นแหละ ทั้งหมดเป็นเพราะใบหน้าเขา ก็ใบหน้านั่นทำท่ากระอักความสุขแล้วยังทำปากเผยออ้าซะลามก ท้องน้อยผมถึงได้ปั่นป่วนไปหมด ไหนจะตอนที่ผมรีบจูบรีบจบงาน เขาก็ดันมาขยุ้มคอเสื้อผมเหมือนจะยื้อไว้อีก…โอ๊ย เวรเอ๊ย
ฉันไม่ได้เป็นเกย์ ฉันไม่ได้เป็นเกย์ ฉันไม่ได้เป็นเกย์โว้ย…
ใครใช้ให้หมอนี่สวยสิ้นเปลืองแบบนี้ล่ะ…พูดตามตรงถ้าตั้งใจจะจีบใครด้วยใบหน้านั่นจริงๆ ไม่ว่าชายหรือหญิงก็โดนตกหมดแหละ มีหรือจะไม่ใจอ่อน
โคฮเยจูส่งเสียงโห่แซวพลางมองผมสลับกับคิมแจยอง เสียงหัวเราะโรคจิตของเธอชวนให้ผมรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเลยชูนิ้วกลางให้
“คังด็อกโฮล่ะ”
ผมมองจนทั่วแล้ว แต่ก็ไม่เจอเจ้าหมีสีน้ำตาล คิมแจยองเล่าว่าเจ้าหมีสีน้ำตาลตัวจริงตายไปแล้วตั้งแต่อยู่ที่โรงเรียนวันนั้น และเขาได้ใช้ศพของเจ้าหมีสีน้ำตาลรวมเข้ากับเศษซากวิญญาณที่ค้างอยู่ในศพสร้างเป็นอควาขึ้นมา ทว่าในตอนนั้นคิมแจยองอยู่ในสภาวะจวนเจียนจะคลั่ง เจ้าหมีสีน้ำตาลจึงกลายเป็นตัวตนที่คลุมเครือ มนุษย์ก็ไม่ใช่ อควาก็ไม่เชิง เจ้าตัวสามารถแยกแยะใบหน้ามนุษย์ได้ ซึ่งต่างจากอควาตัวอื่นๆ ที่แยกแยะใบหน้ามนุษย์ไม่ออก อีกทั้งยังแข็งแกร่งชนิดที่ว่าจะไปไหนมาไหนตามลำพังข้างนอกก็ยังได้ ดังนั้นคิมแจยองจึงพาเขาติดสอยห้อยตามไปด้วยเสมอเพื่อเอาไว้ใช้งานตอนที่ออกตามหาผม
“อยู่ข้างนอก”
“ทำไมไปอยู่ข้างนอก”
“พอดีตอนนี้พวกเรากำลังโดนล้อมอยู่น่ะ”
คิมแจยองตอบเหมือนมันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่ทุกคำที่ตอบกลับมานั้นชัดเจนเลยว่าเรื่องใหญ่
“…ล้อม? ใครล้อม”
“พี่ยูฮยอก”
“อะไรนะ”
“พี่ยูฮยอกไง ไม่ใช่เหรอ ก็ฉันเห็นอึนซูเรียกแบบนี้นี่”
น้ำเสียงคิมแจยองฟังดูแข็งทื่อ ดูเหมือนเขาจะไม่พอใจที่ผมเรียกชายูฮยอกว่าพี่ยูฮยอก
“นายกำลังจะบอกว่าตอนนี้ที่นี่ถูก เอ่อ…ชายูฮยอกหาเจอแล้วงั้นเหรอ”
“ซอนอึนโฮเคยมาแล้วหนหนึ่ง อีฮยอนอูเองก็อยู่กับทางนั้น ดูท่าคงรู้พิกัดตั้งแต่แรกแล้ว”
“อีฮยอนอู? หมอนั่นยังมีชีวิตอยู่เหรอ”
“ฉันไว้ชีวิตน่ะ”
ไว้ชีวิต?
ขณะที่กำลังคิดว่าเขาหมายความว่ายังไง ผมก็หันไปเห็นโอฮันบิทที่อยู่ด้านหลังและกำลังใช้มืออันสั่นเทากุมตรงหัวใจตัวเอง จังหวะเดียวกันนั้นผมก็นึกถึงตราสัญลักษณ์ลวดลายเรขาคณิตบนร่างของอีฮยอนอู โอฮันบิทน่าจะมีตราสัญลักษณ์นั่นประทับไว้เหมือนกัน ถ้ามีก็แปลว่าสี่คนนี้ อีฮยอนอู โอฮันบิท โคฮเยจู และฮวังซูยอนต้องทำสัญญาอะไรบางอย่างกับคิมแจยองไม่ผิดแน่ ส่วนฝ่ายที่มีอำนาจเหนือกว่าในสัญญาย่อมเป็นคิมแจยองอยู่แล้ว ถ้ามองว่าอีฮยอนอูลงเอยด้วยการตกอยู่ในสภาพนี้เพราะทรยศ ถ้างั้นการทรยศก็น่าจะหมายถึงความตาย ไม่อยากจะเชื่อเลย แบบนี้มันเรียกว่าทาสดีๆ นี่เองไม่ใช่หรือไง
“แล้วจากนี้…จะเอาไงต่อ”
“รวบรวมพวกมันทั้งหมดไว้ในที่เดียวแล้วกำจัดทิ้ง”
ผมหลงคิดไปว่าในเมื่อเราใช้ชีวิตตัวติดกันตลอดทั้งวัน ไอ้โรคจิตนี่คงไม่สร้างเรื่องอะไรหรอก ดูเหมือนว่านั่นจะเป็นความคิดที่ผิดอย่างมหันต์
“ทั้งหมด?”
“อืม ทั้งหมด”
“จำเป็น?”
“อืม จำเป็น”
คิมแจยองยิ้มอย่างเก้อเขินพลางช่วยเสยผมไปไว้ด้านหลังให้ผม แม้มันจะเป็นสัมผัสที่แสนจะอ่อนโยน แต่การกระทำกับคำพูดนั้นเหมือนไปกันคนละทาง ไม่ว่าจะเมื่อก่อนหรือตอนนี้ก็ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ผมทำหน้าเครียดพลางคว้าข้อมือคิมแจยอง ตราบใดที่คนเหล่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับผม หมอนี่จะฆ่าใครก็ฆ่าไป ขอแค่ไม่ใช่คนที่เกี่ยวข้องกับผมเป็นพอ…
“เอ่อ คือ…คนในครอบครัวฉันก็ด้วยเหรอ”
ไม่มีเสียงตอบรับ ธงแดงโบกสะบัดส่งสัญญาณเตือนอยู่ในหัวผม ผมจับข้อมือคิมแจยองแน่นพร้อมพูดอย่างร้อนรน
“นายมีเหตุผลอะไรถึงต้องทำขนาดนี้”
“…ฉันกลัว”
“หา?”
“เพราะฉันกลัวไง…”
คิมแจยองจับศีรษะผมโน้มเข้าหาตัวเอง ผมตัวแข็งทื่อและพิงศีรษะเข้ากับหน้าอกแกร่งของเขา ไม่ว่ายังไงไอ้เวรนี่ก็คงมุ่งจะฆ่าทุกคนจริงๆ สินะ
ผมหันคอเล็กน้อยเพื่อมองคนอื่นๆ โอฮันบิทยังคงตัวสั่นเทาอยู่อย่างนั้น ฮวังซูยอนทำหน้าเหม่อลอยเหมือนไม่ได้คิดอะไรเลยสักอย่าง ส่วนโคฮเยจูที่สบตากับผมก็ชี้นิ้วไปที่ข้างขมับแล้วหมุนวนเป็นวง
ว่าไงนะ โรคจิต? เรื่องนั้นผมรู้ดียิ่งกว่าใครเลยล่ะ
ผมขยับปากถามว่า ‘ทำไงดี’ โคฮเยจูลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนทำปากจู๋แล้วเอานิ้วแตะที่ริมฝีปากตัวเอง
ยัยประสาท…
ผมผิดเองที่ถามโคฮเยจู สมองยัยนั่นมีแต่เรื่องพรรค์นั้นหรือไง ถ้าให้ผม…กับคิมแจยองอีกหน ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นเรื่องใหญ่เข้าจริงๆ เพราะเมื่อกี้คนที่เลือดสูบฉีดจนร้อนรุ่มไม่ได้มีแค่ผมคนเดียว…
ตั้งสติหน่อย หมอนั่นเป็นผู้ชาย เราเองก็เป็นผู้ชายนะเฟ้ย
ยังไงผมก็ลงทุนถึงขั้นจูบแล้ว แต่จะให้ไปต่อมากกว่านี้ก็คงไม่ได้ ผู้ชายอกสามศอกที่มีไอ้นั่นเหมือนกันมันจะทำกันได้ยังไง ไม่สิ…มีตรงไหนให้ทำด้วยหรือไง ทางไหนล่ะ ชั่วขณะที่ได้ลองจินตนาการภาพคิมแจยองนอนอยู่ใต้ตัวผม ใบหน้าก็พลันร้อนผ่าวขึ้นมา
เชี่ยเอ๊ย! อย่าจินตนาการสิวะ! ถ้าเอาใบหน้านั่นมาจินตนาการ มันก็ดูจะเป็นไปได้หมดน่ะสิ!
ผมสงบจิตสงบใจก่อนสูดลมหายใจเขาลึก
“อะแฮ่ม นายกลัวอะไรฉันไม่รู้หรอกนะ แต่แจยอง…การแตะต้องคนในครอบครัวมันออกจะไร้มนุษยธรรมเกินไปหน่อยไหม”
“อืม รู้ แต่อึนซู…ฉันไม่ใช่มนุษย์”
“ใครหน้าไหนมันพูดแบบนั้น นี่ นายน่ะคือมนุษย์ถูกแล้ว แสดงความเป็นมนุษย์ออกมาหน่อยสิ”
“เดิมทีฉันก็น่าจะไม่ใช่มนุษย์ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”
คิมแจยองพูดด้วยน้ำเสียงหม่นหมองพลางใช้ฝ่ามือใหญ่ลูบท้ายทอยผมไปด้วยเบาๆ ในเมื่อเขากลายเป็นราชาแห่งสัตว์ประหลาด ดังนั้นที่พูดก็ไม่ผิด แต่ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปครอบครัวผมคงตายหมดไม่เหลือแน่ ผมจึงรีบพูดโดยเจาะจงเลือกเฉพาะคำที่เขาน่าจะชอบด้วยความร้อนใจ
“อย่าทำแบบนั้นเลย เราสองคนออกไปกันเองไม่ได้เหรอ แค่เราสองคน”
“แค่เราสองคน?”
“ไปอยู่ด้วยกันสองคนในที่ที่ไม่มีใครกันเถอะ นั่นไง บ้านพักตากอากาศที่จังหวัดคังวอนนั่นไง! ไปกัน ไปตกปลาด้วยกัน…”
“จำเป็น?”
คิมแจยองใช้โทนเสียงเดียวกันตอบราวกับต้องการย้อนถามผมก่อนหน้านี้ ผมเงยหน้าขึ้นมองเขา ถ้ามองแค่ผิวเผินหน้าเขานิ่งดูไร้อารมณ์ แต่ถ้าตั้งใจมองจะเห็นว่าเขาหงุดหงิดอยู่หน่อยๆ ผมลอบกลืนน้ำลายก่อนออกแรงดึงเขา
“ใช่สิ จำเป็น”
คิมแจยองก้มตัวลงตามแรงดึง ผมใช้ปากแตะที่ริมฝีปากเขาเบาๆ ทั้งที่อุตส่าห์จุ๊บแล้ว หมอนี่ก็ยังจะทำหน้ามุ่ยอยู่เหมือนเดิมไม่ต่างจากเด็กน้อยที่ถูกขัดใจ
“ไม่เอา”
เอาอีกแล้ว ตอนนี้ต่อให้ผมจะตื๊อหรืออ้อนวอนแค่ไหนเขาก็คงจะปฏิเสธท่าเดียว ไอ้โคตรดื้อเอ๊ย! ผมเดือดปุดๆ ยืดตัวขึ้นสะบัดคิมแจยองออกแล้วเดินกระฟัดกระเฟียดไปทางห้องพัก พวกอควารีบเบี่ยงตัวหลบเพื่อไม่ให้ชนผมอย่างกับได้รับคำสั่งอะไรมา ผมจงใจพุ่งหมัดไปที่ร่างกายของอควาตัวหนึ่ง แต่ยังไม่ทันที่หมัดจะโดนตัว ร่างที่สร้างจากของเหลวของมันก็แหวกเป็นรูโหว่ คิมแจยองที่เดินตามมาด้านหลังคว้าหน้ากากของอควาตัวนั้นแล้วบีบจนแตกกระจาย ผมมองอควาที่ร่างสลายพลางหลุดหัวเราะเสียงแห้งออกมา
“ฆ่าเพื่อ?”
“มันหลบมือของอึนซูนี่นา”
คราวนี้ผมเดินเข้าไปหาอควาอีกตัวแล้วปล่อยหมัด ร่างกายมันเปลี่ยนจากของเหลวเป็นของแข็งเพื่อรับหมัดของผม แรงโจมตีไม่ได้มากมายอะไร แต่อควาที่โดนต่อยก็ยังถอยหลังไปหนึ่งก้าว คิมแจยองเข้าไปใกล้มันและยื่นมือไปหา ดูท่าแล้วคงตั้งใจจะทำลายหน้ากากอีกเหมือนกัน ผมจึงรีบคว้าข้อมือเขาทันที
“คราวนี้อะไรอีก”
“มันแตะโดนนาย”
“เฮ้ย…เชี่ยแม่ง นายจะเอายังไงกับฉันกันแน่วะ!”
พอผมระเบิดอารมณ์ออกมากะทันหัน คิมแจยองก็คลายแรงจากมือที่จับหน้ากากอควาอยู่
“หยวนให้ครั้งก็แล้วสองครั้งก็แล้ว ถามจริงดิ…อยากให้บนโลกนี้เหลือแค่นายกับฉันเหรอ อยากให้ฉันถูกขังอยู่ในห้องเล็กๆ แบบนั้น กินข้าวที่นายประเคนให้ คอยออดอ้อนและแจกจุ๊บให้นายไปวันๆ แบบนี้เหรอ”
“…”
“ไอ้เลวเอ๊ย…คนอย่างนายแม่ง คิดว่าสวยอะไรขนาดไหนกันถึงได้…เฮ้อ พอเหอะ ไสหัวไปให้พ้น”
“อึนซู”
“บอกให้ไสหัวไปไง! ไม่ต้องตามมาด้วย วันนี้ฉันจะอยู่คนเดียว ถ้าเข้ามานะ ฉันจะไม่พูดกับนายอีก รู้ไว้เลย”
ผมเดินเข้าห้องปิดประตูดังปังโดยไม่หันกลับไปมอง เพราะถ้าเห็นหน้าของเขา ผมอาจจะใจอ่อนเอาได้ ในจังหวะก่อนที่จะประตูปิด ผมได้ยินเสียงหน้ากากของอควาแตก สุดท้ายก็ฆ่าอควาตัวเมื่อกี้จนได้สินะ ผมยืนตรงหน้าประตูเงี่ยหูฟังสถานการณ์ข้างนอก แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงเขาเดินมาใกล้ห้องแต่อย่างใด
ดูท่าไอ้ผู้ส่งสารแห่งพระเจ้านั่นคงไม่ได้พูดไร้สาระไปเรื่อยเปื่อยแล้วล่ะ คำพูดที่บอกว่าอนาคตส่วนใหญ่กำลังเปลี่ยนไปในทิศทางที่ไม่น่ายินดีนั้นต้องหมายความว่าคิมแจยองมีส่วนในการทำลายล้างโลกแน่ๆ เวลาคนบ้าได้อำนาจมาครอบครองย่อมทำได้สารพัดเรื่องอยู่แล้ว หมอนั่นไม่ ‘จำเป็น’ ต้องไปไกลๆ กับผมแค่สองคนก็ได้ เพราะหลังจากที่ฆ่าทิ้งจนเกลี้ยง ยังไงก็จะเหลือแค่เราสองคนอยู่ดี
“ตั้งใจจะฆ่าครอบครัวฉันหมดทุกคนเนี่ยนะ เกินไปแล้ว!”
ผมยังโกรธไม่หายจึงกระฟัดกระเฟียดยกเท้าเตะโซฟา
แกร๊บ
เสียงบางอย่างข้างในโซฟาที่แข็งราวกับหินปริแตก ดูจากที่อุตส่าห์ขนมันมาจากโรงเรียน แสดงว่ามันต้องเป็นโซฟาตัวโปรดของคิมแจยอง…ผมรู้สึกหวั่นใจขึ้นมาชั่วขณะ รีบเช็กว่ามีจุดไหนแตกหักหรือเปล่า พอมองภายนอกแล้วก็ไม่มีอะไรผิดสังเกต พอนั่งลงไปก็ไม่มีปัญหา ผมเลยโล่งใจแล้วล้มตัวนอนแผ่
“จะโน้มน้าวยังไงดีวะเนี่ย”
คนอย่างหมอนั่นโน้มน้าวได้หรือเปล่าเถอะ
“…ถ้างั้นก็ฆ่าทิ้งแม่งเลยดีไหมวะเนี่ย”
[รอยแผลศักดิ์สิทธิ์ (ล็อก)]
– เงื่อนไขในการปลดล็อก : กรุณาเก็บเสียงโห่ร้องสรรเสริญให้ครบ 100 คน (1/100)
สกิลยังคงล็อกไว้อย่างแน่นหนา ผมจะปลดล็อกได้ก็ต่อเมื่อได้รับเสียงโห่ร้องสรรเสริญจากร้อยคน…เดี๋ยวนะ มาแล้วหนึ่ง? จู่ๆ ผมก็นึกถึงเสียงโห่แซวเหมือนพวกโรคจิตของโคฮเยจูเมื่อครู่ เอาเถอะ สงสัยอะไรทำนองนั้นก็เอามานับเป็นแต้มได้เหมือนกัน แต่ถึงอย่างนั้นหนทางยังอีกยาวไกล ไอ้ที่เหลืออีกเก้าสิบเก้าคนจะให้ผมไปสรรหาจากไหน
ผมเคยสงสัยว่าทำไมอาโรกันเชียถึงมาโน้มน้าวผมแทนที่จะเป็นคิมแจยอง แต่ตอนนี้ผมเข้าใจแล้ว คิมแจยองเล่นไม่ใส่ใจการแก้แค้นของอาโรกันเชียเลย โน้มน้าวกับผีน่ะสิ ต่อให้รั้งขากางเกงเขาไว้จนย้วยก็ไม่มีทางหันมาสนใจเด็ดขาด ดูเอาก็แล้วกัน คิมแจยองลงมือฆ่าแม้กระทั่งผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างอควาได้โดยไม่กะพริบตา ผมว่าสำหรับคิมแจยองแล้ว ความเคียดแค้นต่อมนุษย์ที่พรากผมไปจากเขานานๆ อาจมีมากกว่าความเคียดแค้นต่อสัตว์ประหลาดจากดวงจันทร์สีแดงที่จะมาทำลายล้างโลกด้วยซ้ำ
“ซอนอึนโฮ…โอ๊ยแม่ง หรือว่าพี่ไปทำอะไรไว้”
ผมได้ยินว่าพี่เองก็เคยมาที่นี่ ถ้างั้นก็แปลว่าอยู่ฝ่ายเดียวกับคิมแจยองน่ะสิ…แต่สุดท้ายก็หันไปเลือกข้างชายูฮยอกแล้วยังเชียร์หมอนั่นอีกนี่ ถ้างั้นหรือว่าพี่หักหลังคิมแจยอง ถ้าที่ผ่านมาซอนจงกรุ๊ปซ่อนตัวผมไว้ ถ้างั้นก็ช่วยไม่ได้ที่คิมแจยองจะรู้สึกไม่ดีต่อครอบครัวผม
“อยากจะบ้าตาย…”
หัวผมปวดตื้อไปหมด ในสถานการณ์ปัจจุบันไม่มีทางอื่นแล้วนอกจากโน้มน้าวคิมแจยองให้ได้ ถ้าชายูฮยอกล้อมที่นี่ไว้หมดอย่างที่บอกจริงๆ ถ้างั้นผมก็ไม่มีเวลาแล้ว โบราณว่าตีเหล็กต้องตีตอนร้อน ผมจึงรีบยันตัวลุกขึ้นทันที ถึงแม้จะไม่อยากเผชิญหน้ากับหมอนั่นเพราะผมอารมณ์เสียสุดๆ แต่จะให้ปล่อยไปแบบนี้เฉยๆ ก็ไม่รู้ว่าเขาจะก่อเรื่องอะไรอีก เอาเป็นว่าเก็บเขาไว้ข้างตัวน่าจะดีกว่า
จังหวะที่ผมกำลังจะเปิดประตูนั้นเอง
ตู้ม! ตู้ม!
เสียงระเบิดดังขึ้นสองครั้งติด เพดานเริ่มสั่นรุนแรงราวกับเกิดแผ่นดินไหว
“เฮือก!”
เพียงพริบตาเดียวเพดานก็ถล่มลงมา ผมรีบวิ่งไปยังประตูเพื่อหมุนลูกบิด แต่เพดานที่ยุบต่ำลงกลับกลายเป็นอุปสรรคทำให้ประตูเปิดไม่ออก บริเวณเหนือประตูส่งเสียงเปรี๊ยะพร้อมรอยแตกร้าว ถ้ายังดึงดันจะเปิดให้ได้มีหวังมันคงได้พังลงมาหมดแน่ คิมแจยองกับพวกอควาอาจจะรอดต่อให้ถูกอาคารถล่มทับ แต่ผมที่เป็นแค่ผู้ตื่นรู้ธรรมดาๆ คนหนึ่ง ถ้าโชคร้ายก็ตาย แต่ถ้าโชคดีหน่อยก็…ตายอยู่แล้วเห็นๆ นี่หว่า! จนถึงตอนนี้ผมไม่กล้าเชื่อดวงห่วยๆ ของตัวเองแล้ว
ไม่น่าเลย รู้แบบนี้เกาะติดอยู่ข้างๆ คิมแจยองยังจะซะดีกว่า!
ดวงผมเชื่อไม่ได้ก็จริง แต่ถ้าเป็นคิมแจยองผมเชื่อมั่นมาก ไม่ว่าจะเจออันตรายรูปแบบไหนเขาจะต้องช่วยผมได้แน่ แต่ไอ้การช่วย ‘แค่ผม’ คนเดียวเนี่ยน่ะสิคือปัญหา
“อึนซู อึนซู ได้ยินฉันไหม”
คิมแจยองตะโกนมาจากด้านนอกประตู น้ำเสียงฟังดูร้อนรนกว่ายามปกติ
“…อือ ได้ยิน”
พอได้ยินเสียงเขา หัวใจผมก็พลันเต้นถี่รัว แต่ด้วยเหตุผลอื่น ถ้าเมื่อกี้มันเต้นแรงเพราะกลัวตายจากการถูกอาคารถล่มทับ ตอนนี้หัวใจผมก็คงเต้นแรงเพราะความรู้สึกโล่งที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างจากการเห็นทางรอด ผมอยากจะเปิดประตูไปจุ๊บแก้มคิมแจยองซะเดี๋ยวนี้ แต่จู่ๆ จะไปแสดงออกว่าดีใจทั้งที่เรายังทะเลาะกันอยู่ก็คงน่าขันเกินไปหน่อย ผมเลยตอบไปแบบนิ่งๆ
“ถ้าเปิดประตูออกมาเพดานถล่มแน่ ฉันจะนับถึงสามแล้วเปิดนะ นายกระโดดพุ่งออกมาเลย!”
“ได้!”
“หนึ่ง สอง สาม!”
ประตูเปิดออกในจังหวะที่คิมแจยองนับสาม ผมพุ่งตัวเข้าหาเขาทันที เพดานด้านหลังที่เสียสมดุลแตกร้าวเป็นทางแล้วถล่มครืนลงมา คิมแจยองอุ้มผมขึ้นแล้วรีบวิ่งออกจากจุดนั้นด้วยความเร็วสูง จุดที่พังทลายโดยสิ้นเชิงคือฝั่งโถงทางเดินตรงกลางซึ่งเคยเป็นห้องผม ผนังส่วนอื่นเองก็เกิดรอยร้าวเช่นกัน ซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ว่ามันมีสิทธิ์ถล่มอีกต่อกันเป็นทอดๆ
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น มีเรื่องอะไรกันแน่…”
“ฝ่ายนั้นเปิดก่อนน่ะสิคะ จะเรื่องอะไรล่ะ”
โคฮเยจูตอบภายใต้แสงไฟติดๆ ดับๆ ในขณะเดียวกันมือก็น้าวสายธนูทดกำลังแล้วยิงรัวๆ โอฮันบิทกำลังผูกเชือกรองเท้าผ้าใบ ส่วนฮวังซูยอน…เธอดูเหม่อลอยเหมือนไม่ได้คิดอะไรเลยสักอย่าง ส่วนพวกอควาก็ยืนเรียงแถวจัดระเบียบกันพร้อมหอกในมือ
“ท่าทางครอบครัวจะขาดความอบอุ่นยิ่งกว่าที่คิดอีกนะคะเนี่ย”
“…หา?”
“รู้ทั้งรู้ว่ารุ่นพี่อยู่ตรงนี้ แต่ยังเลือกที่จะระเบิดอาคาร มันก็ชัดเจนแล้วไหมคะ”
พอได้ยินที่โคฮเยจูพูด ผมก็รู้สึกชาวูบเหมือนเลือดไหลออกจนหมดตัวเพราะซ่อนความตกใจไว้ไม่อยู่ หลังจากเงยหน้ามองคิมแจยองที่วางผมลงบนพื้น ผมก็ได้เผชิญกับสีหน้าเย็นชา หัวใจผมเต้นแรงยิ่งกว่าเมื่อครู่ ผมจับมือคิมแจยองแน่นและรีบเอ่ยปากเหมือนหาข้ออ้าง
“ฉันว่าต้องมีเรื่องเข้าใจผิดกันแน่นอน ถ้ามองแค่ภายนอกครอบครัวฉันอาจจะดูเลวไปบ้าง…แต่ทุกคนไม่ใช่คนประเภทที่จะทิ้งสายเลือดของตัวเองหรอกนะ”
คิมแจยองค่อยๆ ปล่อยมือผม ผมพยายามคว้ามือเขาไว้อีกครั้ง แต่ดันถูกอควาสองตัวเข้ามาจับแขนทั้งสองข้างซะก่อน ดูจากที่พวกมันไม่มีปีกแสดงว่าอยู่ระดับสูงและแข็งแกร่งกว่าอควาทั่วไป ผมพยายามสะบัดออก ทว่าพวกมันกลับไม่สะทกสะท้านใดๆ
“ปกป้องอึนซู”
“นะ…นายกำลังจะทำอะไร สืบดูให้รู้แน่ชัดแล้วค่อยเคลื่อนไหวก็ได้ไม่ใช่หรือไง เวรเอ๊ย!”
“…”
“นี่! เฮ้ย!”
ไม่ว่าจะเรียกคิมแจยองสักเท่าไหร่เขาก็ไม่หันกลับมา ผมจึงทำได้แค่เหม่อมองคิมแจยองเดินขึ้นบันไดไปโดยมีเหล่าอควาเรียงแถวตามหลัง ดูท่าสถานที่ที่เหมือนรังมดแห่งนี้จะซ่อนอควาจำนวนมากไว้ทุกซอกทุกมุม ทั้งที่เมื่อกี้เหมือนอยู่ให้เห็นแค่ไม่กี่ตัวแท้ๆ…ชายูฮยอกก็ชายูฮยอกเถอะ มนุษย์จะต่อกรกับอความากมายขนาดนี้ได้ยังไงกัน จำนวนมันก็เรื่องหนึ่ง แต่ไอ้ที่ตามหลังคิมแจยองออกไปคืออควาระดับสูงตั้งเจ็ดตัวเชียวนะ
“โคฮเยจู เธอห้ามเขาหน่อยสิ!”
“โอ๊ย ไม่รู้ด้วยหรอกค่ะ ฝ่ายนั้นหาเรื่องเองทั้งหมดนี่ ใครสั่งให้ใช้ระเบิดล่ะ”
“…ขอโทษนะครับ”
โคฮเยจูส่ายหน้าพลางเดินออกไปด้านนอก ส่วนโอฮันบิทก็เอ่ยขอโทษผมเสียงแผ่วและเดินตามโคฮเยจูออกไปด้วย สมาชิกที่เหลือมีเพียงอควาสองตัวที่จับผมอยู่และฮวังซูยอน
“จะไปไหน”
อควาที่คุมตัวผมเริ่มลากผมให้เดินไปทางอื่นที่ไม่ใช่บันไดตรงหน้า แสดงว่าประตูที่เปิดออกไปสู่บนดินได้ต้องมีมากกว่าหนึ่งบาน เอาไงดีทีนี้ ต้องหาวิธีให้ได้ คิดสิคิด…!
ในขณะกำลังเค้นสมองอย่างหนัก ผมก็เห็นฮวังซูยอนเดินตามหลังมาด้วยสีหน้าว่างเปล่า ใช่แล้ว ถ้าเป็นฮวังซูยอนล่ะก็…!
“ฮวังซูยอน ฮวังซูยอน ตั้งสติหน่อย เธอได้ยินที่ฉันพูดไหม ฮวังซูยอน!”
“…หืม?”
ทันใดนั้นฮวังซูยอนที่ก้มหน้าก็เงยหน้าขึ้นมากะทันหัน สายตายังคงไร้จุดโฟกัสเหมือนเคย ดูไม่น่าฝากความหวังอะไรได้ แต่นอกจากเธอ ผมก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
“เธอเคยเห็นซอนอึนโฮใช่ไหม จำซอนอึนโฮได้ไหม”
“…ซอนอึนโฮ?”
“อืม มันจะมีคนหนึ่งที่หน้าเหมือนฉันมากๆ เธอช่วยออกไป…ตามหาซอนอึนโฮให้หน่อยได้ไหม”
“คนที่หน้าเหมือน…ซอนอึนซูเหรอ…”
ฮวังซูยอนพึมพำว่า ‘คนที่หน้าเหมือน…คนที่หน้าเหมือน…’ ซ้ำไปซ้ำมา อควาระดับสูงตัวหนึ่งที่จับตาดูเราคุยกันยื่นมือออกไปหาฮวังซูยอน ก่อนที่เธอจะโดนมันจับตัวไว้ได้ ผมก็ทำทีเป็นสะบัดแขนอีกหนและบิดตัวดิ้นไปดิ้นมา อควาระดับสูงที่กำลังจะจับฮวังซูยอนจึงหันกลับมาจับตัวผมใหม่ ไม่รู้เป็นเพราะคำสั่งของคิมแจยองหรือเปล่า ไอ้พวกนี้เลยไม่กล้าทำรุนแรง
“ใช่ ไปหาคนที่หน้าเหมือนฉันแล้วก็ตามหาครอบครัวเขาให้หน่อย ช่วยเขาที!”
“…ทำไม่ได้…คนทรยศ…”
“นั่นไม่ใช่ครอบครัวฉัน เป็นครอบครัวของคนที่หน้าเหมือนฉันต่างหาก ไม่ถือว่าเป็นการทรยศหรอกน่า”
เมื่อโผล่ขึ้นมาบนดิน แสงจันทร์สีแดงก็สาดส่องลงมา ผมหันมองไปรอบๆ เห็นไฟแอลอีดีฝีมือมนุษย์สว่างโร่สุดลูกหูลูกตา
“ทางโน้น! เร็วเข้า ฮวังซูยอน!”
พอผมพยักพเยิดคางแล้วตะโกนลั่น ฮวังซูยอนที่ตามหลังมาก็ชะงักกึก อควาระดับสูงหันไปมองเธอ ฮวังซูยอนกำลังจ้องทิศที่ผมชี้ไปอย่างเหม่อลอย อควาระดับสูงยื่นมือออกไป แต่ฮวังซูยอนไวกว่าเลยวิ่งไปทางโน้นก่อนแล้ว
สำเร็จ!
ผมกำหมัดแน่น มองแผ่นหลังฮวังซูยอนที่ไกลออกไปทุกที
ภายในห้องประชุม ผู้บัญชาการอิมกยูยศพลตรีประดับดาวสองดวงซึ่งเป็นผู้บัญชาการกองพลที่เจ็ดสิบสามและปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองบัญชาการรับมือวิกฤตการณ์ชาติกำลังนั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะ เขากวาดตามองไปรอบๆ ด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ โศกนาฏกรรมเพิ่งผ่านมาได้ไม่กี่วัน บรรยากาศจึงเศร้าโศกอย่างยิ่ง
‘เราไม่ควรร่วมมือกับสัตว์ประหลาดเลยตั้งแต่แรก ทางซอนจงกรุ๊ปมีอะไรอยากพูดไหมครับ’
ผู้บัญชาการอิมกยูเอ่ยปากทำลายความเงียบ
ผู้เข้าร่วมการประชุมจากซอนจงกรุ๊ป ได้แก่ ประธานซอนจงยอล กรรมการผู้จัดการซอนอึนรกผู้เป็นลูกชายคนโต และซอนอึนโฮผู้เป็นลูกชายคนกลาง ส่วนประธานกิตติมศักดิ์อย่างซอนจงบูซึ่งมีตำแหน่งสูงกว่านั้นได้เกษียณไปนานแล้วเพราะอาการป่วยเรื้อรังจึงไม่ได้เข้าร่วมการประชุม ผู้บัญชาการอิมกยูมองว่าซอนจงยอลกับซอนอึนรกที่เอะอะก็หัวร้อนดูจะรับมือง่ายกว่าจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์มาก โดยเฉพาะประธานซอนจงยอลที่ยังคงตั้งสติไม่ได้เนื่องจากลูกชายคนเล็กถูกสัตว์ประหลาดลักพาตัวไป
‘เฮอะ พอได้ยินว่าจะได้คุมสัตว์ประหลาดไม่ใช่ฝ่ายคุณหรอกเหรอครับที่กุลีกุจอรีบตกลงรับข้อเสนอ’
แน่นอนว่าสิ่งที่เรียกว่าตัวแปรย่อมโผล่มาเสมอ ซอนอึนโฮลูกชายคนกลางแห่งซอนจงกรุ๊ปที่เนื้อตัวมีกลิ่นเหล้าคลุ้งอยู่ตลอดเวลาเบิกตากว้างพลางออกปากโต้เถียง
‘ทีแรกเธอเองไม่ใช่เหรอที่เป็นคนดึงพวกสัตว์ประหลาดเข้ามายุ่ง’
‘เฮอะ แล้วเรื่องที่พันตรีวังพยายามจะลักพาตัวน้องชายผมล่ะครับ ไม่เห็นพูดถึงเลยล่ะ’
‘พันตรีวังแค่ตั้งใจจะคุ้มกันเขาเท่านั้น เราสูญเสียบุคลากรที่มีค่าของกองทัพไปแท้ๆ พูดจาเกินไปหน่อยไหม’
‘คุ้มกันหรือลักพาตัว…คนตายพูดไม่ได้นี่เนอะ คุณไม่คิดงั้นเหรอครับ’
แกร๊ก…
นายทหารที่ยืนอยู่ด้านหลังยกปืนจ่อศีรษะซอนอึนโฮ
‘อย่าดูหมิ่นพี่ชายผม!’
เขาคือร้อยโทวังบารึมลูกพี่ลูกน้องของพันตรีวังบยองซึงผู้ล่วงลับ ผู้บัญชาการอิมกยูได้วางกำลังทหารไว้ด้านหลังบรรดาผู้เข้าร่วมประชุมเพื่อสร้างความกดดัน อีกทั้งยังคาดการณ์ไว้แล้วว่าซอนอึนโฮจะหยิบยกเรื่องของพันตรีวังขึ้นมาพูด จึงจงใจให้ร้อยโทวังบารึมอยู่ด้านหลังซอนอึนโฮพอดี
‘คิดจะทำอะไร!’
เมื่อประธานซอนจงยอลตะคอกเสียงดัง ผู้บัญชาการอิมกยูก็ยกมือ
‘ร้อยโทวังออกไปก่อน’
‘…ขออภัยครับท่าน’
ร้อยโทวังบารึมลดปืนลงและจ้องซอนอึนโฮด้วยความโกรธ เขาส่งเสียงฮึดฮัดก่อนจะออกจากห้องประชุมไป บรรยากาศในห้องประชุมเย็นยะเยือกยิ่งกว่าเมื่อครู่
‘ผมคิดว่าเราควรคุยเรื่องอะไรที่มีประโยชน์กว่านี้หน่อยนะ’
ผู้บัญชาการอิมกยูเมินหน้าตาขึ้งเคียดของซอนอึนโฮ
พันตรีวังน่าจะวางแผนลักพาตัวซอนอึนซูน้องเล็กตระกูลซอนจริงๆ พันตรีวังขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา ทั้งยังไม่ยอมรายงานเบื้องบน แม้จะไม่รู้แน่ชัดว่าตั้งใจลักพาตัวซอนอึนซูไปไว้ที่ไหน แต่คนตายยังไงก็พูดไม่ได้อยู่แล้ว
‘ได้ แล้วคุณชายูฮยอกล่ะคิดเห็นยังไง คราวนี้ฝ่ายที่เสียหายมากที่สุดคือ X มาร์ตไม่ใช่เหรอ’
ผู้บัญชาการอิมกยูชวนคุยเหมือนใส่ใจด้วยความเอื้ออาทร ผู้ที่เข้าร่วมการประชุมจากฝ่าย X มาร์ตมีเพียงสองคนคือหัวหน้าชายูฮยอกและที่ปรึกษาฮอจุน ผู้บัญชาการอิมกยูไม่ใช่คนเดียวที่มองคนหนุ่มเหล่านี้ด้วยสายตาหยามเหยียด เหล่าผู้นำทหารที่นั่งตรงโต๊ะรวมถึงทหารที่ยืนด้านหลังล้วนสบตากันพลางส่งเสียงหัวเราะเย้ยหยัน ยังไงก็ตามทั้งหมดนี้ยังไม่มีใครเคยเห็นพลังของชายูฮยอกด้วยตาตัวเองมาก่อน
‘…ถูกต้องครับ ฝ่ายที่เสียหายมากที่สุดคือพวกผม เราไม่รู้ด้วยซ้ำครับว่าพวกท่านร่วมมือกับสัตว์ประหลาด’
ผู้บัญชาการหรี่ตาลงเมื่อได้ยินคำพูดชายูฮยอก เมื่อครู่ชายูฮยอกยังตกอยู่ในอาการช็อกแท้ๆ ตอนนี้กลับไล่สายตามองรอบห้องด้วยสีหน้าเย็นชาและกล่าวจี้จุดอย่างเฉียบคม
ไม่รู้จริงๆ น่ะเหรอ
ผู้บัญชาการอิมกยูปรายตาไปทางซอนอึนโฮที่ดูกระสับกระส่ายพลางคลำหาอะไรบางอย่างใต้โต๊ะ ก่อนจะก้มหน้าเล็กน้อยเพื่อดูดโซจูชนิดแพ็กเสียบหลอด ผู้บัญชาการอิมกยูนึกเคืองอยู่ในใจพลางเก็บสายตากลับมา
‘มันคือความลับของรัฐบาล เราไม่มีทางเลือกอื่น ฉันขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งทั้งกับเธอและพลเมืองที่เสียสละของเรา’
คำขอโทษของผู้บัญชาการอิมกยูเหมือนออกมาจากใจจริง แต่ชายูฮยอกยังคงมีสีหน้าแข็งกร้าวโดยไม่มีวี่แววผ่อนปรน
‘แต่อย่างน้อยเหตุการณ์นี้ก็แสดงให้เห็นว่าคุณชายูฮยอกสามารถต่อกรกับ ‘สิ่งนั้น’ ได้ ทางเราได้ยินว่าพลังของ ‘สิ่งนั้น’ ใช้กับคุณชายูฮยอกไม่ได้ผลด้วยนี่’
คำว่า ‘สิ่งนั้น’ ในที่นี้หมายถึงคิมแจยอง กองทัพประกาศกร้าวว่าจากนี้จะไม่เรียกคิมแจยองด้วยชื่ออีกต่อไป ซึ่งเท่ากับว่าทางกองทัพมองคิมแจยองเป็นสัตว์ประหลาดไม่ใช่มนุษย์ ผู้คนต่างแซ่ซ้องสรรเสริญที่กองทัพเข้ามาแทรกแซง ส่วนคนที่รู้ความจริงว่าพวกนั้นอาศัยพลังของคิมแจยองมาเพิ่มกำลังของตัวเองก็ได้แต่ขบขันกับความหน้าไหว้หลังหลอกนี้
‘…ครับ ผมต่อกรกับพลังนั้นได้’
‘ถือเป็นข่าวดีในข่าวร้ายนะ พูดก็พูดเถอะ ทางเราได้ยินมาว่ามีเชลยด้วยนี่ เธอได้ข้อมูลอะไรมาบ้างไหม’
‘เรื่องนั้นผมจะอธิบายให้ท่านฟังเองครับ’
ฮอจุนยืนขึ้นพร้อมหยิบกระดาษที่จดบางอย่างไว้ด้วยลายมือเต็มแผ่นออกมาจากแฟ้ม ผู้บัญชาการอิมกยูและเหล่าทหารพากันขมวดคิ้วเมื่อเห็นเด็กน้อยเสนอตัว ฮอจุนมองข้ามสายตาน่าหงุดหงิดเหล่านั้นแล้วเดินไปยืนที่หน้าไวท์บอร์ด
‘ปัจจุบันอีฮยอนอูอยู่กับทางเราครับ เขาเดินเข้ามาเอง ดังนั้นเราควรมองว่าเป็นผู้แจ้งเบาะแสมากกว่าเชลยนะครับ’
‘แล้วจะแน่ใจได้ยังไงว่าเขาเป็นผู้แจ้งเบาะแสจริง’
‘…ในส่วนนี้ได้รับการยืนยันแล้วจากการใช้เซรุ่มความจริงครับ ยังไงลองสอบถามกับทางคุณซอนอึนโฮจากซอนจงกรุ๊ปดูก็ได้ครับ คุณซอนอึนโฮเองก็อยู่ในเหตุการณ์’
แน่นอนว่าไม่ได้มีการใช้น้ำยาแห่งความสัตย์จริงอะไรทั้งนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่มีวัตถุดิบ ฮอจุนจึงปรุงยาได้ไม่เต็มที่ อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะตราสัญลักษณ์ลวดลายเรขาคณิตบนหน้าอกอีฮยอนอู ขืนบุ่มบ่ามใช้ยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทบังคับให้เขาสารภาพบางทีอาจถึงตายได้ อีกอย่างชายูฮยอกก็มองเห็นแล้วด้วยว่าอีฮยอนอูอยู่ฝ่ายธรรมะ ประกอบกับพิจารณาจากสถานการณ์ต่างๆ แล้วหลายหน ความเป็นไปได้ที่อีฮยอนอูจะพูดเท็จจึงมีค่อนข้างต่ำเลยตัดสินใจให้การคุ้มกันเขาไปก่อน
‘ผมขอพูดตามสิ่งที่อีฮยอนอูเล่าก็แล้วกันนะครับ สิ่งนั้นมีชื่อว่าคิมแจยอง เขาเป็นผู้รอดชีวิตจากโรงเรียนมัธยมปลายมกซอง ปัจจุบันอยู่ปีสาม ผลการเรียนอยู่ในระดับยอดเยี่ยมถึงขั้นสามารถเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยฮันกุกได้ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมชั้น โด่งดังในหมู่นักเรียนเพราะรูปลักษณ์หน้าตาที่โดดเด่น แต่ก็เป็นแค่นักเรียนธรรมดาครับ’
‘เดี๋ยวก่อนนะ ทางนั้นก็เด็กเหมือนกันเหรอ ชิ พวกเด็กสมัยนี้นี่…’
‘ผู้พันคิม’
เมื่อได้ยินผู้พันคิมชางชิกพึมพำ ผู้บัญชาการอิมกยูก็เอ่ยเรียกเป็นเชิงเตือน
‘ทางนั้นก็เด็กเหมือนกัน’ งั้นเหรอ
ฮอจุนหัวเราะเยาะหยันให้กับการพูดเหมารวม เพราะมันกระทบเขาที่กำลังยืนอธิบายอยู่ตรงหน้าด้วยอีกคน
‘…สมัยเรียนเขาเป็นนักเรียนที่ไม่ได้มีอะไรพิเศษ แต่ปัจจุบันเป็นโรคบุคลิกภาพต่อต้านสังคม หรือหากจะพูดให้ถูกก็คือมีแนวโน้มจะเป็นไซโคพาธครับ ตอนนี้ได้รับการยืนยันแล้วว่าเขาหลงใหลและยึดติดในตัวซอนอึนซูลูกชายคนเล็กของซอนจงกรุ๊ปในระดับที่มากจนน่าตกใจ’
เสียงกัดฟันกรอดดังมาจากทางซอนจงกรุ๊ป ลูกชายคนเล็กที่พยายามตามหามาตลอดถูกพรากไปแบบนั้นก็สมควรแล้วที่จะโกรธแค้น
‘อีฮยอนอูบอกว่า ‘สิ่งนั้น’ จะไม่มีทางอภัยให้กับการทรยศเด็ดขาด สิ่งที่ถูกหมายหัวไว้ไม่ได้มีแค่ตัวเขาคนเดียว แต่ยังมีซอนจงกรุ๊ป กองทัพ และกลุ่ม X มาร์ต ทั้งหมดทุกฝ่ายเลยครับ’
‘เฮอะ ไม่อภัยให้แล้วไง คิดจะฆ่าทิ้งหมดทุกคนอย่างนั้นเหรอ’
‘เขาฆ่าผู้คนไปแล้วนับไม่ถ้วนอย่างง่ายดาย ลำพังความสามารถนั้นบวกกับพวกอควาที่เป็นลูกสมุน มันไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงเลยครับ’
แม้จะไม่เคยเผชิญหน้ากับคิมแจยองมาก่อน แต่กองทัพเคยได้รับรายงานว่าผู้คนล้มตายกันยังไงจึงไม่มีใครกล้าฟังผ่านๆ เหมือนเป็นเรื่องไร้สาระ แถมทางฝ่ายนั้นยังควบคุมสัตว์ประหลาดที่เรียกว่าอควาได้อีกด้วย ทั่วทั้งห้องจึงตกอยู่ในความเงียบ
‘ถ้าเกตเปิดเมื่อไหร่ อควาจะยิ่งมีจำนวนมากขึ้น เราต้องชิงโจมตีก่อนให้ได้ครับ’
‘แต่ใครที่โดนพลังนั้นเล่นงาน ยังไม่ทันขยับตัวก็คงตายแล้ว มีวิธีอื่นด้วยหรือไง’
‘ตอนนั้นนอกจากหัวหน้าพวกผมยังมีอีกคนครับที่ไม่ได้รับผลกระทบจากพลังนั้น’
พัคชอลซูสมาชิกทีมค้นหาประจำ X มาร์ตซึ่งเป็นผู้พิการทางสายตาระดับสอง แม้ไม่ได้ตาบอดสนิท แต่มักหลับตาระหว่างต่อสู้เพื่อเปิดใช้สกิลที่ได้จากการตื่นรู้ เขาสามารถรับรู้ได้ถึงรูปร่างและลักษณะภายนอกของคนอื่นได้ทั้งที่ยังหลับตาอยู่และอ่านการเคลื่อนไหวของศัตรูได้ล่วงหน้าสามวินาที ตอนเปิดศึกกับคิมแจยองครั้งล่าสุดก็เช่นกัน พัคชอลซูต่อสู้กับคิมแจยองในขณะที่หลับตา เขาเล่าว่าจังหวะที่ผู้คนโดยรอบพากันตายไปเรื่อยๆ ด้วยฝีมือคิมแจยอง เขาได้แต่ยืนนิ่งงันและรับรู้ถึงเหล่าสหายร่วมรบที่กำลังล้มลง พัคชอลซูปิดเปลือกตาแน่นไม่ยอมลืมตาจนกระทั่งคิมแจยองไปแล้ว
‘…ผมจะล่อสิ่งนั้นไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใครก็ตามที่อยู่ใกล้ตัวผม ตอนต่อสู้ขอให้หลับตาแน่นๆ หรือไม่ก็สวมผ้าปิดตาก่อนนะครับ’
เมื่อชายูฮยอกขอความร่วมมืออย่างจริงจัง ผู้บัญชาการอิมกยูก็ขมวดคิ้ว เพราะจะปล่อยให้ชายูฮยอกกลายเป็นตัวเอกในสงครามครั้งนี้ไม่ได้ ไม่ว่ายังไงคราวนี้กองทัพก็ต้องเป็นผู้นำศึกเท่านั้น ฮอจุนที่กำลังจับตามองใบหน้าของผู้บัญชาการอิมกยูอย่างตั้งใจยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย มันเล็กน้อยจนไม่มีใครสังเกตเห็น
‘ครั้งนี้บทบาทของกองทัพจะ ‘สำคัญ’ ที่สุดครับ’
ฮอจุนเอ่ยพลางโบกกระดาษในมือ ยิ่งเวลาผ่านไปสายตาพวกทหารที่มองเหยียดฮอจุนว่าเป็นเด็กอมมือในทีแรกก็ยิ่งเปลี่ยนแปลง ผู้บัญชาการอิมกยูนึกถึงรายงานข้อมูลส่วนตัวของฮอจุนที่เคยได้อ่าน อัจฉริยะที่ได้เข้าศึกษาในระดับปริญญาเอกตั้งแต่อายุสิบห้าปีนั้นสมควรเรียกว่าอัจฉริยะจริงๆ นั่นแหละ ผู้บัญชาการอิมกยูพยักหน้าอย่างพึงพอใจโดยไม่คิดปิดบังสายตาโลภกระหายแต่อย่างใด
‘เดี๋ยวก่อน ไอ้หมอนั่นมันจับตัวลูกชายผมไปนะ ความปลอดภัยของลูกชายผมล่ะ พวกคุณไม่คิดหน่อยเหรอ’
‘เรื่องนั้นไม่มีอะไรต้องกังวลครับ เพราะพวกนั้นบอกว่าจะไม่กระทำการรุนแรงก้าวร้าวต่อซอนอึนซูแน่นอน เอาล่ะครับ จากนี้จะเข้าเรื่องแผนปฏิบัติการอย่างเป็นทางการแล้วนะครับ ถ้าเข้าเผชิญหน้าตรงๆ เรามีแต่จะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ กำลังรบทางฝ่ายศัตรูประกอบด้วยอควาระดับสูงสิบตัว อควาระดับล่าง…’
‘พวกหัวโบราณมีแต่คำว่าโลภแปะเต็มหน้า เห็นแล้วอยากอ้วกชะมัด’
ฮอจุนบ่นอุบพลางทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา เริ่มแรกพวกทหารมีท่าทีไม่พอใจ แต่หลังจากได้ยินแผนของฮอจุนความคิดก็เปลี่ยน คงเพราะเชื่อว่าชัยชนะอันยิ่งใหญ่ในสงครามครั้งนี้จะทำให้เกียรติที่เสื่อมถอยของกองทัพกลับมาเกรียงไกรได้ เหล่าทหารรวมทั้งผู้บัญชาการอิมกยูจึงหันมาเสนอตัวอย่างแข็งขัน ครั้นฮอจุนนึกถึงสายตาเปี่ยมไปด้วยความโลภโมโทสันของผู้บัญชาการอิมกยูก็ขบฟันด้วยความรู้สึกรังเกียจ
‘สงสัยคงต้องให้ตายเรียบซะก่อนถึงจะได้สติแหละ ว่าไหมพี่’
กองทัพที่ควบรวมทั้งพลเรือนและผู้ตื่นรู้ตั้งแต่ทางเหนือของจังหวัดคยองกีจนมาถึงทางใต้มีกำลังพลเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ปัจจุบันแม้แต่สัตว์ประหลาดที่น่ากลัวก็ยังไม่นับเป็นคู่ต่อสู้ของกองทัพ พวกทหารที่ไม่ได้ผ่านเหตุการณ์โศกนาฏกรรมวันนั้นด้วยตัวเองพากันดูแคลนผู้ตื่นรู้ของ X มาร์ตว่าด้อยฝีมือ ทั้งที่ฮอจุนอธิบายเรื่องสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าอควาระดับสูงไปแล้วก็ยังคงดูดาย ทึกทักเอาว่าคงแข็งแกร่งกว่าอควาทั่วไปอยู่บ้างนิดหน่อย
‘ทำได้ดีมาก’
‘เล็กน้อยน่า ก่อนอื่นเรื่องที่วางกำลังทหารไว้แนวหน้าก็ถือว่าสำเร็จ…ขั้นต่อไปเอาไงดี คุณผู้แจ้งเบาะแส’
ฮอจุนยักไหล่พลางมองไปทางผู้แจ้งเบาะแสซึ่งก็คืออีฮยอนอู อีฮยอนอูที่ใบหน้าซีดเซียวหนักกว่าเดิมลูบตรงตำแหน่งหัวใจตัวเองไปมา
‘…การที่เขายังไว้ชีวิตผมอยู่ ไม่ว่าจะมองยังไงก็ดูมีลับลมคมในครับ อาจต้องเผื่อใจไว้ว่าทั้งหมดนี้มีสิทธิ์เป็นหลุมพราง’
‘พวกนั้นกำลังล่อเราอย่างโจ่งแจ้งแบบนี้ เดี๋ยวคงต้องลงมือทำอะไรสักอย่างแน่’
‘จะใช้ตรรกะแบบมนุษย์มาคิดไม่ได้เด็ดขาดครับ’
ชายูฮยอกมองไหล่ที่สั่นเทาของอีฮยอนอู ไล่สายตาไปรอบห้องก่อนจะเปิดปากพูด
‘อาจเป็นเรื่องที่ฟังแล้วขัดหู แต่เราต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ที่ซอนอึนซูจะเข้าข้างคิมแจยองด้วยเหมือนกันครับ’
‘เฮ้ย! อึนซูของฉันไม่ใช่คนสวะขนาดนั้นนะ สมมติว่าเป็นอย่างที่บอกขึ้นมาจริงๆ ก็ต้องมองว่าถูกไอ้ชาติหมานั่นควบคุมสิถึงจะถูก!’
‘เดี๋ยวสิครับ ผมแค่บอกว่ามันมีความเป็นไปได้เฉยๆ’
‘เป็นไปได้หรือไม่ได้อะไรกัน มันไม่เกี่ยวเลย…เชี่ยเอ๊ย ทำไมอึนซูกับไอ้สัตว์ประหลาดเวรพรรค์นั้น…โอ๊ย!’
‘ซอนอึนโฮ หุบปากแล้วไปนั่งดูดไอ้นี่ตรงโน้นซะ’
เมื่อซอนอึนโฮตะโกนลั่นพลางชี้นิ้ว ซอนอึนรกก็ตบหัวเขาไปหนึ่งทีพร้อมยื่นซองยาใบเล็กให้ ซอนอึนโฮเบิกตากว้างพร้อมหัวเราะแหะๆ แล้วรับซองยามา จากนั้นก็เดินไปเข้ามุมเงียบๆ เปิดซองยาแล้วเริ่มยื่นจมูกเข้าไปดมฟุดฟิด
‘ต่อให้อึนซูจะอยู่ข้างเดียวกับไอ้หมอนั่น สัญญาที่ว่าจะจับเป็นเขาในทุกกรณีอย่าได้ลืมเด็ดขาดนะครับ’
ซอนอึนรกที่ยื่นยาเสพติดให้น้องชายจ้องชายูฮยอกอย่างดุร้ายดั่งสัตว์นักล่า ชายูฮยอกมองคำว่า ‘อธรรม’ ตรงข้างขมับซอนอึนรกแล้วถอนหายใจเบาๆ ผู้ที่มีสายเลือดซอนจงกรุ๊ปไหลเวียนอยู่ล้วนเป็นฝ่ายอธรรม ไม่เว้นแม้แต่เด็กอายุเจ็บขวบ
‘ผมเองก็มีเงื่อนไขเดียวกัน ได้โปรด…ช่วยรักษาชีวิตรุ่นพี่อึนซูไว้ด้วยครับ’
เนื่องจากชายูฮยอกเป็นคนเดียวที่ต่อกรกับคิมแจยองได้ อีฮยอนอูจึงหันไปขอร้องเขาอีกแรง ชายูฮยอกพยักหน้าขรึมๆ
‘เข้าใจแล้ว สำหรับคิมแจยองฉันรับมือได้สบาย ถ้าคังด็อกโฮไม่ทำร้ายผู้คนจริงตามที่บอกน่ะนะ’
‘จะสัตว์ประหลาดด้วยกันเอง มนุษย์ หรือกระทั่งมดตัวหนึ่ง เขาก็ฆ่าไม่ลงหรอกครับ ผมยืนยันได้’
‘ก็จริง ตอนอยู่ที่นี่ไหนจะโดนพวกเด็กๆ ดึงผม ไหนจะโดนหยิก แต่ก็ไม่เห็นเขาแสดงท่าทางก้าวร้าวสักทีเลยน้า’
‘ใช่ครับ เขาใจอ่อนกับเด็กและสัตว์ตัวเล็กเป็นพิเศษ’
ซอนอึนรกที่คอยฟังอยู่เงียบๆ ยกมือขึ้น ‘ถ้างั้นลูกสาวผมจะรับหน้าที่ดูแลคังด็อกโฮเองครับ’
เมื่อได้ยินซอนอึนรกประกาศเต็มปากว่าให้ฝากคังด็อกโฮไว้กับลูกสาววัยเจ็ดขวบของตน ใบหน้าของชายูฮยอก ฮอจุน และอีฮยอนอูก็ตึงเครียดขึ้นมาทันที
‘นี่คุณกำลังบอกว่าจะให้ลูกสาวเข้าไปในสนามรบเหรอครับ’
น้ำเสียงชายูฮยอกต่ำลงอีกระดับ เขาโกรธที่ซอนอึนรกถึงขั้นคิดจะใช้งานลูกสาวที่ยังเป็นเด็กตัวน้อย ไอสังหารแผ่ออกมาจากตัวเขา ซอนอึนรกสะดุ้งก่อนรีบร้อนแก้ต่าง
‘ถ้ามองว่ายัยหนูเป็นแค่เด็กธรรมดาก็แย่สิครับ ลองคิดดูนะครับว่าเพราะอะไรซอนจงกรุ๊ปของเราที่มีกันไม่ถึงยี่สิบคนรวมคนรับใช้แล้วถึงจับมือกับกองทัพโดยที่ยังคงสถานะเท่าเทียมกันไว้ได้ แน่นอนว่าแต่ละคนตื่นรู้ด้วยสกิลที่ค่อนข้างพิเศษ…แต่เหตุผลสำคัญที่สุดก็คือ…ลูกสาวผมแข็งแกร่งโคตรๆ ยังไงล่ะครับ ฮ่าๆๆ’
‘…อะไรนะครับ’
‘ปกติระดับประมาณอควา ลูกสาวผมรับมือได้เองคนเดียวครับ ยิ่งถ้าใช้สกิลของภรรยาผมร่วมด้วย ไม่มีทางเลยที่ยัยหนูจะตกอยู่ในอันตราย ลูกสาวผมสุดยอดก็จริง แต่ที่รักของผมก็สุดยอดเหมือนกัน คนที่มีค่ามากมายขนาดนั้นยอมแต่งงานกับผมได้ยังไงนะ…คิดเรื่องนี้ทีไรก็ซาบซึ้งจนน้ำตาจะไหลทุกที โอ๊ย คิดถึงที่รักของผมจัง…ว่าแต่จะเลิกประชุมกันตอนไหนครับเนี่ย’
พอเห็นทัศนคติที่แปลกประหลาดของซอนอึนรกยามเอ่ยถึงลูกสาวและภรรยา ทุกคนก็อึ้งจนพูดอะไรไม่ออก บนโลกนี้ยังมีคนที่ไหนแปลกเหมือนพวกซอนจงกรุ๊ปอีกไหมเนี่ย ไอ้ขี้ยาที่นอนตาปรืออยู่ตรงมุมห้องนั่นก็สติไม่เต็มร้อย แต่จะว่าไปซอนอึนซูเองก็มีบุคลิกและนิสัยไม่ธรรมดาเหมือนกัน
‘…ครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอฝากคังด็อกโฮไว้กับลูกสาวของคุณซอนอึนรกแล้วกันนะครับ’
ไม่มีมนุษย์ปกติสักคน
ชายูฮยอกยกมือหนึ่งขึ้นกุมหน้าผากที่ปวดตุบๆ
บทที่ 9.3
‘จะให้ติดตั้งระเบิดในอาคารงั้นเหรอครับ’
เมื่อได้ยินคำพูดของผู้บัญชาการอิมกยู คนจากซอนจงกรุ๊ปก็หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ ข้อเสนอที่ว่าให้ติดตั้งระเบิดในอาคารนั้นเท่ากับเป็นการบอกกลายๆ ว่าให้ทิ้งซอนอึนซูที่อยู่ใต้ดินไปซะ ผู้บัญชาการอิมกยูชิงเปิดปากก่อนที่ซอนจงยอลและซอนอึนรกจะตวาดลั่น
‘ไม่ได้หมายถึงให้ถล่มอาคาร แค่ทำให้มันระเบิดเป็นเชิงข่มขู่พอ ฝ่ายเรามีทหารที่ตื่นรู้ด้วยสกิลการใช้ระเบิด ดังนั้นเราจึงคุมแรงระเบิดและติดตั้งได้โดยไม่มีปัญหา ผมมองว่าเป็นวิธีล่อพวกมันที่ดูจะได้ผลมากกว่าแผนเดิมอีกนะ พวกคุณไม่คิดงั้นเหรอครับ’
‘คัดค้าน! วิธีเดิมตามที่คุยกันก่อนหน้านี้ก็เพียงพอจะล่อพวกมันออกมาได้อย่างง่ายดายแล้ว อะไรคือความจำเป็นที่จะต้องทำถึงขนาดนั้น’
‘ประธานซอน เรื่องนี้มีชีวิตของทหารเราเป็นเดิมพันนะ อย่าลืมซิว่าลูกชายของประธานซอนเองก็ไม่ได้ต่างจากพวกทหาร ทุกคนเป็นลูกชายที่ล้ำค่าของใครบางคนเหมือนกัน การเลือกวิธีที่ปลอดภัยกว่าสำหรับคนหมู่มากเป็นหน้าที่ของผู้นั่งตำแหน่งผู้บังคับบัญชาครับ’
ไอ้ชาติหมานี่…!
ประธานซอนจงยอลกำมือแน่น ท่าทางเหมือนจะพุ่งเข้าใส่ได้ทุกเมื่อ เหล่าทหารรีบพากันเล็งปากกระบอกปืนมาที่เขา ทันใดนั้นบาเรียสีฟ้าใสก็ปรากฏขึ้นและห่อหุ้มร่างของประธานซอนจงยอลไว้ ซอนอึนรกคว้าตัวพ่อของตนเพื่อห้ามทัพ
‘…คำพูดของผู้บัญชาการที่บอกว่าจะไม่ถล่มอาคาร ผมจะเชื่อครับ’
‘ขอบคุณที่เข้าใจ’
ซอนอึนรกพยายามตั้งสติเอาไว้ให้มากที่สุดแล้วก็จริง แต่ห้ามไม่ได้ที่ดวงตาจะส่องประกายแข็งกร้าว ผู้บัญชาการอิมกยูวางมือลงบนไหล่ของซอนอึนรกพลางพยักหน้า หากเป็นคนทั่วไปเมื่อได้ยินสิ่งที่ผู้บัญชาการอิมกยูพูดก็คงไว้วางใจและเชื่อถือ แต่เขากลับรู้สึกไม่สบายใจชอบกล ซอนอึนรกลากพ่อของตนออกมาด้านนอกตึกบัญชาการเพื่อให้สงบสติอารมณ์
‘ใจเย็นก่อนครับ’
‘เฮ้ย ไอ้ลูกทรพี นี่แกเชื่อที่ไอ้เวรนั่นพูดเรอะ’
‘คิดว่าผมจะเชื่อหรือไงครับ ผู้บัญชาการแทงข้างหลังเราตั้งไม่รู้กี่แผลแล้ว…ผมจะออกไปค้นหาพลวางระเบิด ส่วนพ่อเข้าไปจับตาดูสถานการณ์ไว้ก็ดีครับ แล้วก็ช่วยใจเย็นลงหน่อย’
‘มันน่าใจเย็นตรงไหน ไอ้เวรตะไลพวกนั้นชอบทำเหมือนตระกูลซอนของเราเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา’
‘โอ๊ย ตายๆ ผมกลับมาอีกทีคงได้ขึ้นเป็นประธานแหง’
‘ไอ้ลูกบ้านี่’
‘เข้าไปข้างในก่อนเถอะครับ’
ซอนอึนรกดันหลังประธานซอนจงยอลให้กลับเข้าไปในอาคาร ถึงคนเป็นพ่อจะหัวร้อนง่าย แต่ก็เป็นมนุษย์ที่รู้จักรักชีวิตตัวเอง ดังนั้นไม่น่ามีปัญหาอะไร ซอนอึนรกพุ่งตัวไปยังทิศทางที่เป็นฐานที่มั่นของคิมแจยองทันที
เปิดการค้นหา [ระเบิด]
ซอนอึนรกมีสกิลที่สามารถค้นหาวัตถุที่อยู่ภายในรัศมีหนึ่งกิโลเมตรได้ จนถึงตอนนี้เขาใช้สกิลเพื่อค้นหาเสบียงเพียงอย่างเดียว ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะต้องเอามันมาใช้กับการค้นหาวัตถุระเบิด
ขณะที่วิ่งมาได้พักใหญ่เขาก็มองเห็นผู้หญิงและเด็กซ่อนตัวอยู่หลังตึกเตี้ย เป็นผู้หญิงวัยสามสิบกว่าปี สวมแจ็กเก็ตหนัง มัดผมรวบตึง ส่วนเด็กน้อยนั้นเป็นเด็กผู้หญิงสวมชุดเอี๊ยม ทั้งคู่โบกมือให้ซอนอึนรกที่กำลังวิ่งอยู่ ซอนอึนรกยิ้มกว้างสดใส ชูนิ้วเป็นรูปมินิฮาร์ต นั่นคือภรรยาและลูกสาวที่เขารักมากที่สุดในโลก
‘ไทม์ลิมิต…เหลือสามสิบนาทีเอง’
ระเบิดจำนวนสองลูกถูกค้นพบก่อน แต่ซอนอึนรกกลัวว่าหากเผลอแตะต้องอาจเกิดการระเบิดขึ้นได้ จึงทำเพียงจดจำตำแหน่งไว้ด้วยสายตาแล้วมุ่งหน้าไปยังจุดที่มีระเบิดลูกที่สาม
‘เจอแล้ว’
ซอนอึนรกเดินเข้าไปหาทหารที่กำลังติดตั้งระเบิดจากทางด้านหลัง เอื้อมมือไปปิดปากพร้อมกระซิบข้างหู
‘เลือกเอา จะตายที่นี่หรือพูดความจริงแล้วเก็บชีวิตไว้’
‘อุ๊บ! อุ๊บ…!’
‘อ้าว ทำไมไม่ตอบ ตอบสิวะไอ้หนู’
ซอนอึนรกจับนิ้วก้อยของทหารแล้วหักมาทางด้านหลัง เสียงร้องโหยหวนหลุดออกมาจากลำคออีกฝ่าย เขาจึงยิ่งปิดปากแน่นขึ้น
‘อ๊า อุ๊บ…!’
‘อ้อ ตอบไม่ได้เพราะถูกฉันปิดปากไว้นี่เอง เอาเถอะ นิ้วไว้เดี๋ยวค่อยต่อใหม่ได้…แต่ตรงนี้ถ้าคอนี่หักมันอาจจะต่อไม่ได้แล้วนะ…’
‘อื้อ!’
‘ตกลงเอาไงดี’
ซอนอึนรกฉีกยิ้มก่อนค่อยๆ ลดมือที่ปิดปากลง
‘วะ…ไว้ชีวิตผมเถอะครับ…’
ก่อนจะปล่อยให้ทหารเป็นอิสระ ซอนอึนรกจัดการหักขาเขาทิ้งทั้งสองข้างกันไว้เผื่อโดนพุ่งเข้าใส่ ทหารหอบหายใจอย่างทรมาน ซอนอึนรกถอดหมวกเหล็กของทหารออก กระชากผมสั้นชุ่มเหงื่อของอีกฝ่ายขึ้นมา
‘ติดตั้งระเบิดไปกี่ลูกแล้ว’
‘ปะ…ประมาณครึ่งหนึ่ง…เจ็ดลูกครับ’
‘ครึ่งหนึ่ง? รัศมีทำลายล้างล่ะ’
‘คะ…แค่ครึ่งเดียวนี้ก็ถล่มทั้งอาคารตรงนั้นได้…อ๊าก!’
ซอนอึนรกจับศีรษะทหารกระแทกกับพื้นซีเมนต์ดังลั่น เลือดไหลลงมาจากหน้าผาก น้ำมูกน้ำตาอาบแก้ม ทหารอ้อนวอนขอร้องให้ไว้ชีวิต ทว่าซอนอึนรกกลับมองด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ กระซิบเสียงต่ำ
‘ถ้าจะกู้ระเบิดทั้งหมดต้องใช้เวลานานแค่ไหน’
‘กะ…กู้ระเบิด…ทั้งหมดทำไม่ได้ มะ…ไม่สิ! ทะ…ทำได้…ถ้ายอมกู้ระเบิดทั้งหมดจะไว้ชีวิตผมใช่ไหม’
‘ขอแค่ทำงานดีรับรองว่าจะดูแลให้ยันรักษาตัวเลย ฉันมันนักธุรกิจ อย่างน้อยสัญญาต้องเป็นสัญญาอยู่แล้ว’
จิ๊ ไม่น่าหักขาเลยให้ตาย
ซอนอึนรกคว้าคอเสื้อทหารฉุดลากตามมาด้วยอย่างทุลักทุเล ทหารถูกซอนอึนรกลากไปตามจุดที่ติดตั้งระเบิดไว้และเริ่มกู้ระเบิดทีละลูก ตามที่ได้ยินจนถึงตอนนี้มีระเบิดติดตั้งไว้เจ็ดลูก คงเพราะนิ้วหักไปหนึ่งนิ้ว การทำงานจึงเป็นไปอย่างเชื่องช้า ซอนอึนรกนึกเสียใจขึ้นมาอีกทีเพราะไม่น่าไปหักนิ้วอีกฝ่ายเลย
‘สะ…เสร็จแล้วครับ แต่มันใกล้เวลาระเบิด…’
ทหารกู้ระเบิดเพิ่มอีกหนึ่งลูกได้ทันเวลา เท่ากับขณะนี้เหลือเพียงสองลูก เขามีเวลาไม่มากพอสำหรับการจะกู้อีกลูก แต่ซอนอึนรกก็ยังลากเขาไปยังตำแหน่งที่พบระเบิดลูกถัดไป ตอนนี้เหลือเวลาราวหนึ่งนาทีครึ่ง
‘ตะ…ตายแน่ครับ ในหนึ่งนาทีจะทำได้ยังไง…!’
‘ทำซะ’
นายทหารขยับมือ ตัวสั่นเทา
เปิดการค้นหา [สร้อยคอแซฟไฟร์]
ซอนอึนรกเปิดใช้สกิลค้นหาสร้อยคอที่ซอนอึนซูสวมไว้ ก่อนถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อแน่ใจว่าสร้อยคออยู่คนละทิศกับตำแหน่งที่มีระเบิดติดตั้งอยู่
ซอนอึนรกหลุบตามองทหารที่มุ่งมั่นกู้ระเบิดภายในเวลาไม่กี่สิบวินาทีด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก ก่อนจะหันหลังแล้วออกวิ่ง ทหารที่เห็นแผ่นหลังซอนอึนรกเคลื่อนห่างไกลออกไปเรื่อยๆ พยายามคลานหนีให้พ้นจากรัศมี แต่สุดท้ายก็ถูกระเบิดทำลายไม่เหลือซาก
ตู้ม! ตู้ม!
‘อึก!’
พลังทำลายล้างของระเบิดนั้นรุนแรงเกินคาด ซอนอึนรกกลิ้งหลุนๆ ไปบนพื้น แขนข้างหนึ่งถูกลวกพุพอง เขากล้ำกลืนความทรมานราวกับถูกเผาไหม้เอาไว้ พยายามขยับตัวลุกขึ้นแล้วมองไปที่อาคาร อาคารนั่น…ถล่มลงมาจนได้
‘…แบบนี้คงไม่น่าจะเป็นอะไรแล้วล่ะ’
ตำแหน่งที่ค้นพบสร้อยคอค่อนข้างห่างจากจุดที่ถล่มอยู่พอควร ซอนอึนรกกลับหลังหันด้วยสีหน้าปลื้มปริ่ม ไม่คิดไม่ฝันด้วยซ้ำว่าผู้ที่สวมสร้อยคออยู่คือคิมแจยอง
‘แงงงงง’
ไม่ไกลนักเขาได้ยินเสียงลูกสาวร้องไห้ ตอนนี้ถึงเวลาที่ภรรยาและลูกสาวเขาต้องออกโรงแล้ว
ซอนชียุนปีศาจน้อยในคราบหลานสาวอายุเจ็ดขวบของซอนอึนซูเดินตรงไปยังอาคารที่เกิดการระเบิด น้ำตาเม็ดโตๆ ร่วงหล่นเป็นสาย เด็กหญิงร้องไห้อยู่และจะร้องต่อไปจนกว่าคังด็อกโฮที่ลงมาจากดาดฟ้าเพราะแรงระเบิดจะได้ยินเสียงร้องไห้ของเธอแล้วเข้ามาหา
‘โฮ่ง!’
แต่สิ่งที่วิ่งเข้าใส่ซอนชียุนก่อนคือลูกหมาขนสีดำ เด็กหญิงก้มมองมันด้วยสายตาเย็นชาไม่สมวัย มันคือลูกหมาในอ้อมแขนคังด็อกโฮตัวที่เคยเห็นผ่านกล้องส่องทางไกลนั่นเอง ซอนชียุนยังไม่หยุดร้องไห้และดึงลูกหมาเข้ามากอดไว้ เห็นแต่ไกลว่าคังด็อกโฮกำลังเดินตรงมา อควาระดับสูงคว้าตัวคังด็อกโฮเอาไว้ แต่เจ้าตัวสะบัดทิ้งก่อนเดินมาหาลูกหมาและเด็กหญิง
‘อาๆ…อาๆ…?’
คังด็อกโฮต่างจากอควาตัวอื่นๆ ตรงที่สามารถแยกแยะใบหน้ามนุษย์ได้ เมื่อเห็นเด็กที่มีรูปลักษณ์คุ้นตาก็พยายามย้อนทวนความทรงจำ ทว่าด้วยระดับสติปัญญาอันน้อยนิดจึงจำเด็กที่เคยพบครั้งเดียวคนนี้ไม่ได้ กระนั้นเรียวคิ้วหนา เครื่องหน้าคม และหางตาที่ชี้เชิดขึ้นของเด็กคนนี้กลับกระตุ้นความคิดชั่ววูบให้รู้สึกว่าต้องเข้าไปใกล้ให้ได้
‘เจ้ากลายพันธุ์ องค์ราชาบอกให้รอก่อน นั่นจะไปไหน’
คังด็อกโฮสลัดอควาพี่เลี้ยงทิ้งและเดินเข้าหาเด็กหญิง ซอนชียุนที่กำลังร้องไห้น้ำตาร่วงพรูยื่นแขนข้างหนึ่งมาหาเขา คังด็อกโฮอุ้มทั้งเด็กหญิงและลูกหมาขึ้นมาพร้อมกันแบบงงๆ
‘แม่…แม่หนูหายไป’
‘อาๆ…อาๆๆ?’
‘ฮึก…คุณอา หาแม่หนูให้หน่อย’
คังด็อกโฮหันไปมองข้างหลัง อควาพี่เลี้ยงจ้องเขาเหมือนตั้งใจจับผิด คังด็อกโฮเอียงคอพลางพิจารณาใบหน้าซอนชียุนอย่างละเอียด จากนั้นก็อุทานสั้นๆ เหมือนนึกออกแล้ว ซอนชียุนหน้าตาคล้ายกับราชินีนี่เอง
‘นี่ คังด็อกโฮ จำรุ่นพี่อึนซูไม่ได้เหรอ เมื่อก่อนสนิทกับนายจะตาย’
‘…อาๆ?’
‘หัวหน้าคือองค์ราชาใช่ไหมล่ะ รุ่นพี่อึนซูก็คือองค์ราชินีไง สองคนมัวทำลูกด้วยกันเลยไม่ยอมออกมาข้างนอกสักที คิกๆ’
คังด็อกโฮเชื่อคำพูดลามกของโคฮเยจู จึงคิดว่าราชาและราชินีมีลูกด้วยกันจริงๆ ถ้าอย่างนั้นแปลว่าเด็กหน้าตาเหมือนราชินีที่อยู่ในอ้อมแขนตัวเองตอนนี้ก็คือ…
‘อาๆ…!’
เจ้าหญิง! เจ้าหญิงกำลังร้องไห้หาองค์ราชินี!
คังด็อกโฮอุ้มซอนชียุนหันมองไปรอบๆ เขาต้องรีบหาราชินีให้พบโดยด่วน คังด็อกโฮเมินสายตาทิ่มแทงของอควาพี่เลี้ยงแล้วเร่งฝีเท้าตรงไปที่ไหนสักแห่งอย่างไม่หยุดยั้ง
“จะไปไหนกันแน่ ไอ้พวกเวร ปล่อยฉัน ปล่อย!”
เหล่าอควาที่ได้รับคำสั่งจากคิมแจยองประคองย้ายตัวผมอย่างระมัดระวังประหนึ่งเครื่องแก้ว เนื่องจากไม่มีใบหน้าจึงเดาไม่ได้เลยว่าพวกมันคิดอะไรอยู่ แต่เวลาผมดิ้นพล่านพวกมันจะมีท่าทางเลิ่กลั่ก คงกลัวทำผมบาดเจ็บ รู้สึกเหมือนจัดการง่ายขึ้นเลยแฮะ ทั้งๆ ที่เจ้าพวกนี้แข็งแกร่งกว่าอควาตัวที่เกือบฆ่าผมตายเมื่อครั้งอดีตซะอีก
เรื่องมันผิดพลาดมาตั้งแต่ตอนไหนกันเนี่ย
คิมแจยองดูวิตกกังวลตอนที่อยู่ด้วยกัน ผมไม่น่าให้กำลังใจและปลอบโยนเขาเลย ควรเค้นถามให้ได้มากกว่าว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เขากลัวอะไรกันแน่จะได้เจอต้นตอของปัญหาและเรื่องก็คงไม่ลงเอยแบบนี้ ผู้ส่งสารแห่งพระเจ้ารู้อยู่ก่อนแล้วหรือเปล่านะว่าคิมแจยองจะกลายเป็นแบบนี้ ถ้าจะให้สกิลกันก็ควรให้ไอ้ที่มันใช้ได้เลยทันทีไม่ใช่หรือไง ยังจะให้เก็บเสียงโห่ร้องสรรเสริญจากคนหนึ่งร้อยคนอะไรอีก หัวผมปวดตุบจึงหลับตาแน่น
“ระดับของจิตวิญญาณต่ำเตี้ยเรี่ยดินเกินไป ถึงได้มีเงื่อนไขมาจำกัดการใช้รอยแผลศักดิ์สิทธิ์สินะ จิ๊ๆ ช่างเป็นมนุษย์ที่น่าสมเพชจริงๆ”
อาการปวดศีรษะรุนแรงวาบผ่านมาพร้อมกับถ้อยคำของผู้ส่งสารแห่งพระเจ้า จะบอกว่าสาเหตุที่เงื่อนไขบ้าบอนั่นถูกพ่วงเข้ามาเป็นเพราะระดับจิตวิญญาณผมมันห่วยแตกเนี่ยนะ งั้นระดับของจิตวิญญาณคืออะไรล่ะ แต่ไม่ว่าจะเค้นสมองยังไงผมก็ยังหาทางออกให้สถานการณ์นี้ไม่ได้สักที อึดอัดจนอยากจะแหกปากให้รู้แล้วรู้รอด ผมเกร็งท้องตะเบ็งเสียงออกมาทั้งที่ยังหลับตาแน่น
“ว้ากกก!”
“นั่นไงซอนอึนซู!”
“ว้ากกก…ฮะ?”
“ซอนอึนซูววว!”
ตอนนั้นเองเสียงอวดดีของเด็กหญิงก็แว่วมาเข้าหู ผมเบิกตากว้างพลางหันไปมองรอบๆ จากนั้นก็เห็นเงาร่างเลือนรางปรากฏขึ้นไกลๆ เมื่อร่างนั้นใกล้เข้ามา อควาระดับสูงสองตัวก็หยุดฝีเท้าจับจ้องไปที่ร่างนั้น
“ว้าว หนูเป็นคนเจอซอนอึนซูล่ะ!”
“ซะ…ซอนชียุน?”
เจ้าหมีสีน้ำตาลอุ้มซอนชียุนมุ่งหน้าตรงเข้ามา ไปทำอีท่าไหนถึงถูกเจ้าหมีอุ้มได้ล่ะนั่น พอมองดีๆ อีกทีในอ้อมแขนเจ้าหมีสีน้ำตาลยังมีลูกหมาอีกหนึ่งตัว
“ซอนชียุน! มาอยู่ที่นี่ได้ไง!”
ซอนชียุนไม่ตอบ กระโดดพรวดออกมาจากอ้อมแขนเจ้าหมีสีน้ำตาล อควาระดับสูงสองตัวที่คุมตัวผมอยู่พยายามสื่อสารอะไรบางอย่างกับเจ้าหมี แต่สิ่งที่ออกมาจากปากหมอนั่นมีเพียงเสียง ‘อาๆ’ ส่วนซอนชียุนก็วิ่งตรงเข้ามาหา…
“อันตราย ไปทางโน้นไป!”
“ซอนอึนซูนี่ไก่อ่อนจริงๆ!”
ด้วยพลังกระโดดที่น่าเหลือเชื่อ ซอนชียุนพุ่งมาเตะเข้าที่หน้าของอควาระดับสูง เจ้านั่นเบี่ยงคอหลบ ร่างเล็กจ้อยของซอนชียุนหมุนคว้างก่อนจะหยั่งเท้าลงยืนบนพื้น ทันทีที่เท้าแตะพื้นเด็กหญิงก็พุ่งเข้าไปอีกครั้ง คว้าข้อมืออควาระดับสูงที่จับไหล่ผมอยู่ก่อนจะกระชากแรง แขนของอควาถูกมือขาวสว่างข้างนั้นจับไว้จึงไม่สามารถแปรสภาพเป็นของเหลวได้ ทันทีที่มันเริ่มกลายเป็นของแข็ง อควาระดับสูงก็กระชากแขนตัวเองออก แขนค่อยๆ งอกขึ้นมาใหม่ตรงบริเวณรอยต่อ ทันใดนั้นซอนชียุนก็หันไปปล่อยหมัดใส่อควาระดับสูงอีกตัวโดยไม่เว้นจังหวะพักแม้แต่น้อย
“…เหยด”
นั่นคือการเคลื่อนไหวของเด็กเจ็ดขวบจริงดิ ผมยังอึ้งไม่หาย แต่ก็ต้องขอบคุณซอนชียุนที่ทำให้ผมหลุดพ้นจากเงื้อมมือของอควาระดับสูงมาได้
“หนีไปเลย ซอนอึนซู!”
“เผลอไม่ได้ ทำตัวตีเสมออาตลอด ยัยเด็กนี่”
แม้จะไม่ลงรอยกันสักแค่ไหน แต่ผมก็ไม่ใช่ขยะเปียกถึงขนาดกล้าทิ้งหลานสาวไว้แล้วหนีเอาตัวรอดคนเดียว ซอนชียุนน่าจะตื่นรู้ด้วยสกิลพิเศษ สามารถแช่แข็งร่างของอควาที่ประกอบขึ้นจากของเหลวได้ ทว่าอีกฝ่ายคืออควาระดับสูงไง ไม่ใช่อควาบ้านๆ ธรรมดา สถานการณ์จึงพลิกผันทันควัน ขณะที่อควาระดับสูงทั้งสองพยายามไล่ทุบศีรษะซอนชียุน ผมก็รีบกระโดดเข้าขวาง โอบแขนรอบศีรษะน้อยๆ ของเด็กหญิง ก่อนจะล้มกลิ้งไปบนพื้น
“เฮ้ย เจ้าหมีสีน้ำตาล! นายหยุดไอ้สองตัวนั้นได้หรือเปล่า”
ผมปล่อยอควาชั้นสูงที่ชะงักการโจมตีไว้ข้างหลังแล้วรีบหันไปพูดกับหมีสีน้ำตาล เจ้าหมีอุ้มลูกหมาไว้ในอ้อมแขน เอาแต่จ้องผมอย่างเหม่อลอยด้วยใบหน้าซื่อบื้อ
“ขวางไอ้สองตัวนั้นที ฆ่าให้ตายได้ก็ฆ่าซะ แต่ถ้าไม่ได้จริงๆ อย่างน้อยก็กันมันไว้หน่อย!”
“อาๆๆ”
ผมอุ้มซอนชียุนแล้วออกวิ่ง แอบเหลียวกลับไปมองก็เห็นอควาระดับสูงสองตัวตั้งท่าจะตามผมมา ทว่าถูกเจ้าหมีสีน้ำตาลยืนขวางอยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย ได้ยินว่าเขาเป็นพวกกลายพันธุ์ที่ไม่ค่อยยอมฟังคำสั่งคิมแจยอง ไม่ฟังจริงๆ ซะด้วย เจ๋งชะมัด
“ชียุน!”
“แม่จ๋า!”
วิ่งมาได้ไม่เท่าไหร่ก็เจอกับพี่นัมกุงราราภรรยาของพี่ใหญ่ซอนอึนรก หรือก็คือแม่ของซอนชียุน เธอคงวิ่งไล่ตามเจ้าหมีสีน้ำตาลที่อุ้มลูกสาวตัวเองมาจนถึงนี่สินะ พี่สะใภ้กางแขนออกกว้าง ดึงทั้งผมและซอนชียุนเข้าสู่อ้อมกอดพร้อมกัน
“น้องเล็กของเรายังอยู่ครบสามสิบสองแฮะ!”
“พี่ รับตัวชียุนไปเร็ว”
“ทำไม เธอจะไปไหนอีก”
“ตรงโน้นมีใครบ้าง”
ผมส่งตัวซอนชียุนให้พี่นัมกุงรารา หันไปชี้จุดที่เป็นต้นกำเนิดของเสียงดังสนั่น หลังจากแน่ใจแล้วว่าทุกคนยังอยู่ครบ ยกเว้นเพียงคุณปู่ที่เคลื่อนไหวร่างกายไม่ค่อยได้ ผมก็บอกพี่สะใภ้ให้พาซอนชียุนออกไปจากที่นี่แล้วเริ่มออกวิ่งอีกครั้ง แม้ได้ยินเสียงเรียกจากด้านหลัง แต่ผมไม่มีแก่ใจจะหันไปตอบ
ยิ่งเข้าใกล้จุดศูนย์กลางเท้าก็ยิ่งเหยียบถูกชิ้นเนื้อ ภาพตรงหน้าดูคล้ายโต๊ะจัดเลี้ยงที่ดารดาษไปด้วยก้อนเนื้อมากมาย ดูไม่ออกเลยว่าเนื้อคนหรือเนื้อจากร้านขายเนื้อ ผมขย้อนลมออกมา หรือว่าที่นี่เกิดระเบิดซ้ำอีกครั้ง พอสังเกตดีๆ ก็พบว่าบริเวณโดยรอบเปียกเฉอะแฉะราวกับโดนระเบิดน้ำลูกเขื่อง ผมสอดส่ายสายตาไม่หยุด หวาดหวั่นว่าจะพบร่องรอยของสมาชิกครอบครัวตัวเอง
สมมติคิมแจยองฆ่าครอบครัวผมจนหมด ผมจะมองเขาแบบเดิมได้อีกไหม ตอบเลยว่าไม่ ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ผมคงใช้ชีวิตด้วยความแค้นเคืองที่มีต่อเขาแน่ๆ ซึ่งหากผมเป็นแบบนั้นจริง คิมแจยองจะรับได้หรือเปล่านะ
‘อึนซู ก็นายเอาแต่…มองคนอื่นที่ไม่ใช่ฉันอยู่เรื่อยนี่…’
“พูดอะไรหมาๆ”
ทั้งที่เป็นคนฆ่าครอบครัวผมแท้ๆ ลองพูดชุ่ยๆ แบบนั้นออกมาสิ ไม่เขาก็ผมเอาให้ตายกันไปข้างเลยคอยดู ไอ้บ้าสารเลวเอ๊ย ผมกัดฟันกรอด
แต่แล้วสายตาผมก็สบเข้ากับดวงตาของอควาที่อยู่ไกลออกไป มันเป็นตัวที่มีปีก ดูท่ามันคงจำหน้าผมไม่ได้เลยกระพือปีกและพุ่งเข้าหา แม้ผมจะหลบได้แบบฉิวเฉียด แต่ยางมะตอยที่ถูกหอกปักก็แตกเป็นรอยยาวรอบทิศ
ฉิบหาย ขืนโดนเข้าไปตรงๆ มีหวังกลายเป็นเนื้อสไลด์แหงๆ
“ตาก็ไม่ได้ถั่ว! ทำไมจำกันไม่ได้วะ!”
ผมฉวยปืนไรเฟิล K2 ที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา ถึงจะสร้างความเสียหายได้ไม่มากเนื่องจากผมไม่ได้ตื่นรู้ด้วยสกิลการใช้ปืน แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลย
ปัง! ปัง! แกร๊ก แกร๊ก
“โอ๊ย อยากจะบ้า! กระสุนหมด!”
เหลือสองนัดพอดี ทว่าสองนัดนั้นพุ่งเข้าเป้าซึ่งก็คือหน้ากากอควาอย่างจังก่อนจะกระดอนออกมา ครั้นถูกยิงเข้าที่หน้ากาก อควาก็มีท่าทางดุร้ายขึ้นทันตาเห็นราวกับถูกกระทบศักดิ์ศรีอย่างร้ายแรง ผมทิ้งปืนแล้วเผ่นแน่บ พยายามไล่สายตาไปทั่วพื้น แต่ขนาดศพยังเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วอาวุธที่ถืออยู่จะไปเหลืออะไร หาของที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์แทบไม่เจอ
“รุ่นพี่!”
ฟิ้ววว! ฉึก! ฉึก! ฉึก!
ลูกธนูปักตรึงอยู่บนพื้นเรียงกันสามดอกขวางระหว่างผมกับอควา ใครบางคนพุ่งฉิวมาจากไหนไม่รู้ราวกับลมหอบหนึ่ง คว้าเอวผมไว้และพาผมออกห่างจากอควา
“โอฮันบิท…โคฮเยจู?”
แขนข้างหนึ่งของโอฮันบิทห้องต่องแต่ง สีข้างโคฮเยจูเองก็มีบาดแผลฉกรรจ์ อควาหยุดการโจมตีเมื่อมองเห็นมนุษย์ทั้งสอง อาจเพราะตราสัญลักษณ์ที่หัวใจ พวกอควาจึงรับรู้ได้ว่าทั้งคู่คือลูกสมุนของคิมแจยอง
“ระ…รุ่นพี่ ทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้ครับ ควรจะหนีไปให้ไกลแท้ๆ…”
โอฮันบิทวางผมลงบนพื้น พึมพำเสียงเบา สีหน้าดูหวาดกลัวเต็มขั้น ทว่าน้ำเสียงกลับเหมือนกำลังคาดหวังอะไรบางอย่าง
“รุ่นพี่ คือว่าคิมแจยอง ไอ้นรกแตกนั่น ค่อก! แค่ก! แค่ก! อา เชี่ยเอ๊ย! องค์ราชาผู้สูงส่ง! พอใจยัง!”
ทันทีที่ด่าคิมแจยองด้วยคำหยาบคาย เลือดก็ทะลักจากปากโคฮเยจู เจ้าตัวขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยสีหน้าดุร้าย แหงนหน้าตะโกนก้อง
“คิมแจยอง ทำไม อะไรอีก หมอนั่นทำอะไรอีกหรือไง หา?”
“ทำอยู่แล้วสิคะ ทำสิ่งที่แสนจะน่าทึ่งสุดๆ! ไม่นึกเลยว่าเขาตั้งใจจะล้างบาง ฆ่าแม้กระทั่งพวกเดียวกัน!”
“ตั้งใจฆ่ากระทั่งพวกเดียวกัน?”
“เขาเกณฑ์มนุษย์มารวมไว้ในที่เดียวแล้วสั่งอควาให้ระเบิดตัวเองค่ะ!”
ระเบิดตัวเองงั้นเหรอ ความหมายของประโยค ‘รวบรวมพวกมันทั้งหมดไว้ในที่เดียวแล้วกำจัดทิ้ง’ คือแบบนี้เองหรอกเหรอ อควาที่ชะงักการโจมตีเริ่มย่างสามขุมเข้ามาอย่างคุกคามพร้อมหอกในมือ ราวกับต้องการต้อนเราไปที่ไหนสักแห่ง ผม โคฮเยจู และโอฮันบิทไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากถอยร่นเข้าไปด้านใน
“…พวกที่ระเบิดตัวเองได้มีแค่อควาระดับสูงครับ ตอนนี้อควาระดับล่างกำลังไล่ต้อนมนุษย์เข้าไปข้างใน เมื่อกี้มันเพิ่งระเบิดตัวเองไปหนึ่ง…น่าจะทำเพื่อทดสอบดูว่ารัศมีระเบิดกินวงกว้างแค่ไหน เลยให้ระเบิดจากรอบนอกก่อนครับ”
“พวกนายออกไปข้างนอกไม่ได้เหรอ ลำพังแค่ตัวเดียวนั่นน่าจะสลัดทิ้งได้อยู่นะ”
“ออกไปไม่ได้ครับ เป็นคำสั่งหัวหน้า ถ้าออกไปเท่ากับตาย”
“หัวจะปวด”
“นี่ถ้ารุ่นพี่โดนลูกหลงไปด้วย สีหน้าของหัวหน้าคงน่าดูไม่หยอก ว่าไหมโอฮันบิท ไปนรกไม่เสียเที่ยวแล้วเรา”
โคฮเยจูถอยหลังหลบหลีกอควา หัวเราะคิกคักพลางบีบแขนผมแน่น ฟันอาบเลือดดูแดงก่ำยิ่งกว่าเดิมยามสะท้อนแสงจันทร์ เธอยอมตายตกไปพร้อมกันกับผมเพื่อให้คิมแจยองเป็นฝ่ายเจ็บเข้าเนื้อบ้างเนี่ยนะ…ยัยนี่มันบ้าระห่ำชัดๆ ผมสะบัดแขนโคฮเยจูทิ้งอย่างแรง จ้องมองอควาอย่างขุ่นเคือง แปลว่าไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตามผมจำต้องหนีออกไปข้างนอกให้ได้ถึงจะรอดชีวิต แล้วจะมีเวลามากพอให้พาครอบครัวออกไปด้วยเหรอ
“ถะ…ถ้าหัวหน้าเห็นรุ่นพี่อึนซูคงไม่สั่งให้ระเบิดตัวเองหรอกมั้งครับ ผะ…ผมยังไม่อยากตาย รุ่นพี่ ขอร้องล่ะครับ ช่วยผมด้วย!”
คราวนี้เป็นโอฮันบิทที่ยึดแขนผมไว้ คงคิดว่าผมจะหนีออกจากรัศมีระเบิดไปคนเดียวจึงร่ำร้องอ้อนวอนน้ำหูน้ำตาร่วงอย่างอับจนหนทาง นี่สินะความหมายของประกายความหวังที่ฉายอยู่บนใบหน้าโอฮันบิท ผมยีหัวเขาไปทีหนึ่ง
“เอาเถอะน่า ไปหาคิมแจยองกัน”
“…อะ…เอาจริงเหรอครับ”
“อุ้มฉันวิ่งไหวใช่ไหม”
“ระ…รุ่นพี่…”
“ให้ไวเลย ไม่มีเวลาแล้ว”
โอฮันบิทซึ่งตัวเล็กกว่าผมมากแบกผมขึ้นหลัง เมื่อใช้แขนข้างที่ยังดีอยู่ล็อกตัวผมไว้แน่นหนาเสร็จก็ถีบพื้นและดีดตัวออกวิ่ง
“ไอ้บ้ามองคนที่หน้าตา! อย่าไปเคลิ้มเพราะใบหน้านั่นสิ! หยุดโอ๋หยุดตามใจได้แล้ว! เพราะรุ่นพี่เอาแต่ทำแบบนั้นไง คิมแจยองถึงได้กลายเป็นไอ้โคตรพ่อโคตรแม่โรคจิต…แค่ก อ่อก! ค่อก!”
โคฮเยจูแหกปากตะโกนลั่น ต่อด้วยไอและกระอักเลือดออกมาซ้ำอีกหน ผมหันกลับไปมองแวบหนึ่ง เห็นเธอทรุดฮวบลงกับพื้น ด้วยความที่อยู่ห่างมากเลยบอกไม่ได้ว่าตายแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่ ครู่เดียวโคฮเยจูก็ถูกความมืดกลืนจนหายลับไปจากสายตา
ภาพที่ผมเห็นขณะเกาะอยู่บนหลังโอฮันบิทซึ่งสับเท้าไม่ยั้งต้องบอกว่าเป็นความโกลาหลดีๆ นี่เอง ทางฝั่งหนึ่งระเบิดอะไรบางอย่างดังติดต่อกันรัวๆ กลิ่นดินปืนฟุ้งตลบ ทหารอย่างน้อยๆ ก็ร้อยนายแห่แหนกันเข้าไปจับอควาระดับสูงตัวหนึ่งตรึงไว้ด้วยเชือกชนิดพิเศษ ได้ยินว่ากองทัพเคลื่อนพลลงใต้และรวบรวมเอากลุ่มผู้รอดชีวิตมาจนหมด แค่ทหารที่ตายก็หลายสิบนายเข้าไปแล้ว แต่พวกที่สวมเครื่องแบบทหารก็ถือว่ายังเยอะมากอยู่ดี
“หมวดสองสูญเสียความสามารถการรบ ปฏิบัติการ ‘เสือขาว’ เข้าสู่สมรภูมิ”
“หมวดห้าอควาระดับล่างบุกเข้าทางด้านซ้าย เปลี่ยนเป็นตั้งรับ เปลี่ยนเป็นตั้งรับ”
“ผู้บังคับหมวดหกสูญเสียความสามารถการรบ ปฏิบัติการ ‘มังกรน้ำเงิน’ เข้าสู่สมรภูมิ ปฏิบัติการ ‘มังกรน้ำเงิน’ เข้าสู่สมรภูมิ”
“หมวดสองเตรียมยิง สาม…สอง…หนึ่ง…ยิง!”
เสียงสั่งการเหล่าทหารในกองทัพดังแว่วมา เสียงนั้นเหมือนมาจากผู้พูดที่คอยสังเกตการณ์อยู่บนฟ้าออกคำสั่งให้ทหารเข้าปฏิบัติการอุดช่องโหว่ ซึ่งทหารต่างก็เคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียงตามคำสั่ง คนของ X มาร์ตเมื่อเทียบกับทหารแล้วกลายเป็นชนกลุ่มน้อยที่แทบมองไม่เห็นไปเลย ดูไปแล้วน่าจะเสียกำลังพลไปมากพอตัวหลังจากถูกคิมแจยองโจมตีเมื่อครั้งล่าสุด
“แต่อควาฉลาดมากไม่ใช่เหรอ มันจะไม่ต่อต้านเลยหรือไงถ้าองค์ราชาสั่งให้ระเบิดตัวเอง”
“สำหรับพวกมันคำสั่งขององค์ราชาสำคัญกว่าชีวิตตัวเองอีกครับ…! หลบเร็วครับ!”
โอฮันบิทตะโกนตอบพลางเอี้ยวคอ ผมก้มจึงหน้าหลบมาทางเดียวกับเขาโดยอัตโนมัติ มีดสั้นเล่มหนึ่งบินฉิวผ่านศีรษะ โว้ หัวกบาลเกือบทะลุแล้วไหมล่ะ ผมย่นคอเหมือนเต่า ซุกหน้าลงบนไหล่ผอมบางของโอฮันบิท
“ระ…รุ่นพี่ ผมเข้าไปใกล้กว่านี้ไม่ได้ครับ!”
ตอนที่ฝูงชนมะรุมมะตุ้มเริ่มบางตา โอฮันบิทก็หยุดฝีเท้า มีเยื่อคล้ายบาเรียสีฟ้าใสขวางอยู่ด้านหน้า ครั้นลองเอื้อมมือไปแตะที่เยื่อนั้นความรู้สึกเหมือนไฟฟ้าสถิตก็แล่นปราดเข้ามาจนมือกระตุกออก
“ใครมันมาสร้างบาเรียแบบนี้…”
“ตรงนั้นมีคนอยู่บนพื้นครับ!”
ใครบางคนนอนอยู่ภายในบาเรียห่างออกไปไม่ถึงสิบก้าว ร่างนั้นดูคุ้นตาเหลือเกิน
“…ซอนอึนโฮ? พี่นี่ พี่!”
ซอนอึนโฮสวมผ้าปิดตาสีดำ ลำตัวกระตุก เลือดไหลเป็นทาง ผมลงจากหลังโอฮันบิท ร้องเรียกชื่อพี่ก็แล้ว ทว่าไร้การตอบรับใดๆ คงเพราะบาดเจ็บสาหัส แม่งเอ๊ย ดูจากที่ร่างกายยังขยับได้นิดๆ อาจจะยังมีชีวิตอยู่ก็จริง แต่…
“ทะ…ทำยังไงดีครับ”
โอฮันบิทหน้าเหยเกน้ำตาร่วงราวกับสัมผัสได้ถึงความตาย ใบหน้าเขาฉายชัดถึงความสิ้นหวัง ผมหันมองไปรอบๆ ทิวทัศน์กรุงโซลกลายเป็นซากปรักหักพัง ย่ำแย่ยิ่งกว่าชุมชนแออัดเสียอีก ผมสะดุดตากับตึกซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่เท่าไหร่ เป็นตึกสูงที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ไว้ได้ มองเห็นหัวคนบนดาดฟ้าดูคล้ายสำลีพันก้าน ทั้งยังได้ยินเสียงสั่งการดังแว่วมา
“หมวดห้ากำจัดอควาระดับล่างแล้ว กลับสู่ ‘ตำแหน่งเดิม’ กลับสู่ ‘ตำแหน่งเดิม’ ”
“โอฮันบิท…ตอนนี้พี่ชายเพิ่งได้ไอเดียดีๆ…”
“คะ…ครับ?”
“ขึ้นไปบนนั้นกันเถอะ”
พอผมชี้ขึ้นไปด้านบน โอฮันบิทก็คล้ายเข้าใจว่าผมคิดอะไรอยู่ เขาพยักหน้าอย่างมุ่งมั่น แบกผมขึ้นหลังอีกครั้งแล้วออกวิ่งไปยังตึกนั้นด้วยความเร็วยิ่งกว่าเดิม รอบตึกมีทหารยืนล้อมประจำการอยู่ แต่มีหรือจะสู้ความเร็วของโอฮันบิทได้ ยังไม่ทันลั่นไก โอฮันบิทก็เข้ามาในตึกและขึ้นบันไดมาเรียบร้อยแล้ว ขณะที่กำลังคิดอยู่ว่าขาของหมอนี่จะไม่หักไปก่อนหรือไง…
ปัง!
“อึก!”
จังหวะเดียวกันกับที่ถีบประตูเหล็กของชั้นดาดฟ้าด้วยเท้า โอฮันบิทก็ทรุดล้มหน้าคะมำ เขากุมขาตัวเองไว้ ส่งเสียงโหยหวนออกมาอย่างเจ็บปวด ใช้สกิลเกินขีดจำกัดจนส่วนใดส่วนหนึ่งพังไปแล้วสินะ
“เฮ้ย โอเคระ…”
แกร๊ก…
ตัวผมที่ร่วงลงมากองกับพื้นตามโอฮันบิทอยากจะถามเขาว่าโอเคหรือเปล่า แต่ดันมีปากกระบอกปืนจ่อเข้ามาที่ศีรษะ ผมเอี้ยวคอเล็กน้อยเพื่อมองหน้าเจ้าของปืน เป็นทหารจริงตามคาด
“ท่านพลจัตวาครับ พลเรือนอีกแล้วครับ”
“ชิ ไอ้พวกสัตว์ประหลาดนะ ขอให้มาไม่ยอมมา ทีเด็กน้อยพวกนี้ล่ะขยันมากันจัง เห็นคิมมียอนคนนี้แขนพิการ คิดว่าไร้ความสามารถจนสู้ไม่เป็นแล้วหรือไง”
เมื่อได้ยินสิ่งที่ผู้ใต้บังคับบัญชารายงาน หญิงวัยกลางคนที่ส่องกล้องส่องทางไกลอยู่ตรงราวกั้นก็เดินเข้ามาหาผมด้วยใบหน้าบึ้งตึง ถ้าเป็นระดับพลจัตวา งั้นก็ต้องยศสูงพอสมควรเลยนี่ มีดาวติดอยู่ที่ปกเสื้อด้วย พลจัตวาใส่เฝือกครึ่งแขนขวา จากที่ฟังเมื่อครู่แปลว่านั่นคือสาเหตุที่ทำให้เธอร่วมออกรบแนวหน้าไม่ได้ ผมยิ้มพร้อมเอ่ยทักทายทั้งที่ยังนอนแผ่อยู่บนพื้น พยายามทำตัวให้ดูไร้พิษภัยมากที่สุด
“สวัสดีครับ”
“หืม? หน้าคุ้นชะมัด เธออยู่ฝ่ายไหน X มาร์ต หรือซอนจงกรุ๊ป”
“ซะ…ซอนจงกรุ๊ปครับ”
“อ้อ มิน่าล่ะถึงได้หน้าคล้ายไอ้บ้าซอนอึนโฮ เธอก็กำลังตามหาซอนอึนโฮอยู่เหมือนกันสินะ”
“เหมือนกัน…งั้นเหรอครับ”
พลจัตวาพยักพเยิดคางไปทางหนึ่ง ครั้นผมหันมองตามก็เห็นผู้หญิงท่าทางคุ้นๆ กำลังหันหลังส่องกล้องส่องทางไกลเพื่อดูภาพข้างล่างอยู่
“ชอบมาขอกล้องฉันไปส่องอยู่เรื่อย แต่คุยกันไม่รู้เรื่องสักที ฉันเลยให้กล้องที่ไม่ใช้ไปอันหนึ่ง ใช่เพื่อนเธอหรือเปล่า”
“ครับๆ เพื่อนผม เพื่อนผมเองครับ! โอ้โห เชี่ยเอ๊ย เจ๋งสาด!”
ปืนยังจ่อหัวอยู่แท้ๆ แต่ผมไม่สนและกระโดดลุกพรวดตรงเข้าไปหาเด็กสาวที่ถือกล้องส่องทางไกลทันที ผมได้ยินทหารข้างหลังตะโกนว่า ‘เฮ้ย! อย่าขยับ!’ แต่พลจัตวาห้ามไว้
“นี่! ฮวังซูยอน!”
“หืม? ซอนอึนซู?”
“โอ๊ย รู้ใช่ไหมว่าฉันโคตรรักเธอเลย!”
“ไม่ได้ เรารักกันไม่ได้หรอก…”
ฮวังซูยอนสีหน้าเคร่งขรึมเมื่อได้ยินเสียงพลจัตวาพึมพำเบาๆ ว่า ‘นี่ฉันถูกเทภายในหนึ่งวินาทีซะแล้วสินะ’ มาจากทางด้านหลัง จะเข้าใจผิดยังไงก็ตามสบาย ในเมื่อตอนนี้มีฮวังซูยอนแล้ว ผมคงต้องปรับแผนใหม่ทั้งหมด เดิมทีผมตั้งใจจะยืมสกิลโทรโข่งขยายเสียงเพื่อบอกคิมแจยองที่อยู่ข้างในบาเรียว่า ‘ฉันอยู่ตรงนี้ หยุดแผนระเบิดตัวเองของอควาระดับสูงซะ’ แต่…
ลองเปิดใช้สกิลรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ดูดีกว่า
ไอ้โคตรดื้ออย่างคิมแจยองจะยอมละทิ้งแผนไหมนะ เขาคงระดมกำลังอควาให้มาพาผมไปที่อื่นก่อนแล้วค่อยกลับมาทำตามแผนเดิมล่ะสิไม่ว่า ทหารที่อยู่ตรงนี้รวมกับพวกข้างล่างแล้วคงได้ราวๆ ยี่สิบนาย ถ้าคิดจะมาเอาตัวผมไป ลำพังอควาระดับสูงแค่ตัวเดียวก็เกินพอ งั้นก็เหลือแค่วิธีเดียวแล้วคือเปิดใช้สกิลรอยแผลศักดิ์สิทธิ์
แน่นอนว่าอาศัยความสามารถผมย่อมไม่มีทางสะสมเสียงโห่ร้องสรรเสริญได้ครบเก้าสิบเก้าคน ดังนั้นการมีอยู่ของฮวังซูยอนตรงนี้จึงยิ่งกว่าส้มหล่น ถึงแม้ไม่แน่ใจว่าเสียงโห่ร้องที่ผิดไปจากเป้าหมายจะถูกเอาไปรวมให้หรือเปล่าก็ตาม
“สกิลของเธอใช้ได้มากที่สุดกี่คน”
“ไม่รู้สิ…ยังไม่เคยลองใช้เยอะๆ มาก่อน…”
“ถ้าใช้กับทุกคนข้างล่างนั่นจะฝืนเกินไปไหม”
“ไม่รู้เหมือนกัน…”
“ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วมาทดสอบกันดีกว่า เริ่มที่คนตรงโน้น นั่นน่ะซอนอึนโฮ ช่วยชีวิตพี่ชายฉันก่อน”
ผมฉวยกล้องส่องทางไกลมาจากฮวังซูยอนแล้วส่องไปยังทิศที่เคยเห็นซอนอึนโฮ ผมมือสั่น มองจากระยะไกลขนาดนี้ตอบไม่ได้เลยว่าเขายังหายใจอยู่หรือตายไปแล้ว ใจเย็นๆ ใจร่มๆ…คงยังไม่ตายหรอกน่า ผมชี้ไปยังจุดที่ซอนอึนโฮอยู่ ฮวังซูยอนวิเคราะห์พิกัด ยื่นแขนออกไป จากนั้นทั่วร่างก็เริ่มเปล่งแสงสีขาวนวล
“รอดแล้ว”
ครั้นมองผ่านกล้องส่องทางไกลอีกครั้งก็เห็นซอนอึนโฮลุกขึ้นยืน จับๆ คลำๆ ตามร่างกาย เฮ้อ ค่อยยังชั่ว ผมหลุดถอนหายใจอย่างโล่งอก ผมพาฮวังซูยอนเดินไปหาพลจัตวา
“โทษนะครับ ผมขออนุญาตใช้โทรโข่งหน่อยครับ”
“โทษนะครับ?”
คิ้วของพลจัตวาย่นเข้าหากันเล็กน้อยเหมือนไม่สบอารมณ์
“ไร้มารยาทสมกับเป็นพวกซอนจงกรุ๊ปดีนี่ เอาเถอะ ทหารก็ไม่ใช่ จะมาหวังให้เรียกว่าพลจัตวาไปเพื่ออะไรกัน”
“โทรโข่งล่ะครับ”
“ไม่ได้ ผิดวินัยทหาร การที่พวกเธออยู่ตรงนี้เดิมทีก็ไม่ถูกต้องหรอกนะ ดังนั้นจูงมือแฟนสาวแฟนหนุ่มของตัวเองแล้วลงไปข้างล่างซะตอนที่ฉันยังพูดดีด้วย ส่วนเจ้านั่นเหมือนจะบาดเจ็บ ปล่อยทิ้งไว้ยังงั้นแหละ”
กะแล้วว่าต้องไม่ได้ พวกไดโนเสาร์แก่กะโหลกกะลา
ผมกระซิบข้างหูฮวังซูยอนว่า ‘ลองรักษาแขนคนนี้ดูหน่อยสิ’ ขณะที่ฮวังซูยอนก้าวไปข้างหน้าและยื่นมือออกไป ทหารสองนายด้านหลังพลจัตวาก็เล็งปืนมาที่เธอ พลจัตวาเองก็รีบชักปืนพกออกมาอย่างไว เมื่อเห็นว่าแสงรอบตัวฮวังซูยอนจางลง บริเวณรอบๆ เป็นปกติไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง พลจัตวาก็มองเราด้วยสายตาสงสัย
“ใช้สกิลอะไรน่ะ”
“ลองขยับแขนขวาดูสิครับ”
“แขนขวา?”
พลจัตวาก้มมองแขนขวาที่เข้าเฝือกอยู่ครึ่งหนึ่ง เธอสะดุ้งที่ปลายนิ้วขยับได้
“…เอ๊ะ?”
คราวนี้เธอยกแขนขวาขึ้น
“อะ…อะไรเนี่ย ไหนว่าต้องอยู่อย่างคนแขนพิการไปตลอดชีวิต…”
พลจัตวาโยนเฝือกทิ้งโดยแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง กระทั่งเหล่าทหารที่รักษาวินัยแน่วแน่ไม่ยอมหันศีรษะมาแม้จะได้ยินเสียงความโกลาหลยังเบิกตากว้าง ปรายตามามองพลจัตวาที่ขยับแขนไปมาได้อย่างอิสระ ฮ่าๆ เด็กดีของผมนี่มันสุดยอดไปเลยใช่ไหม ผมอกผายไหล่ผึ่งหลังตึงคางเชิด พลจัตวามองผมด้วยสายตาที่สื่อว่า ‘คนที่ใช้สกิลคือเด็กผู้หญิงนั่นต่างหาก แล้วเธอจะมาภูมิอกภูมิใจหาอะไรยะ’ ต่อด้วยค้อมศีรษะให้ฮวังซูยอนเป็นเชิงขอบคุณ ผมแตะไหล่พลจัตวาที่กำลังซาบซึ้งจนถึงกับน้ำตาไหล ก่อนจะเอ่ยปาก
“ผมกะใช้สกิลรักษาผู้คนที่กำลังจะตายข้างล่างโน่น ขอผมยืมโทรโข่งหน่อยนะครับ”
“ถ้าเป็นเรื่องนั้นก็ต้องให้ยืมแน่อยู่แล้ว จ่าอิม!”
พลจัตวาพาผมกับฮวังซูยอนไปหาสิบเอกอิมที่ตื่นรู้ด้วยสกิลโทรโข่ง สิบเอกอิมซึ่งเป็นพลสัญญาณเปิดใช้สกิลของตนกับผู้พันซงจากกองบัญชาการยุทธศาสตร์ และผู้พันซงก็กำลังสั่งการเหล่าทหารข้างล่างตามรายงานที่ได้รับผ่านทางกล้องส่องทางไกล สิบเอกอิมถอนสกิลจากตัวผู้พันซงตามคำสั่งของพลจัตวาแล้วย้ายมาเปิดใช้สกิลโทรโข่งนี้กับผมแทน เมื่อผู้พันซงตระหนักได้ว่าเสียงของตนไม่ถูกขยายให้ดังก็รีบวิ่งมาประท้วง แต่พลจัตวายืนยันอย่างหนักแน่นว่าหากเกิดเรื่องตนจะเป็นผู้รับผิดชอบเอง ผู้พันซงจึงต้องยอมถอย ว่าแล้วเชียว ในกองทัพใครยศใหญ่คนนั้นคุมเกมจริงๆ ด้วยแฮะ
ผมพาฮวังซูยอนปีนขึ้นไปตรงราวกั้นของชั้นดาดฟ้า ราวนั้นกว้างพอให้คนสองคนยืนด้วยกันได้สบาย ผมกางแขนออก ทำตัวเป็นรูปไม้กางเขน จากนั้นก็ให้ฮวังซูยอนที่ตัวเล็กกว่าผมยืนซ้อนด้านหลัง
เฮ้อ…จะได้เรื่องไหมวะเนี่ย
หากสกิลของฮวังซูยอนอ่อนด้อยกว่าที่ผมคาดไว้ก็เท่ากับล้มเหลว หรือต่อให้มีคนโห่ร้องสรรเสริญ แต่ถ้าตัวเลขในหน้าต่างสถานะไม่เพิ่มก็คือล้มเหลวอีกอยู่ดีนั่นแหละ
“ขะ…ข้าคือ…เทวทูต!”
ทันทีที่ข้อความไร้สาระถูกกระจายผ่านมาตามเสียง ทหารบางนายรู้ว่าต้นเสียงที่ออกคำสั่งมาจากไหนก็พากันแหงนหน้าขึ้นมอง ด้วยความที่ไฟถูกเปิดจนสว่างจ้าไปทั่วพื้นที่ คนที่อยู่ข้างบนเลยมองเห็นข้างล่างได้อย่างชัดเจน ทว่าในสายตาคนที่อยู่ข้างล่าง ตัวผมซึ่งยืนกางแขนอยู่คงดูไม่ต่างจากสำลีพันก้านเท่าไหร่ หรือไม่ก็อาจมองอะไรไม่เห็นเลยด้วยซ้ำ
“ทะ…ทุกท่านจงมองมาที่ยอดตึก! ข้าคือเทวทูตผู้ซึ่งมาเพื่อชะ…ช่วยทุกท่านให้รอด!”
“ท่านนายพล ให้ยกเลิกไหมครับ…ดูเหมือนจะเป็นพวกลัทธินอกรีตเลยนะครับ…”
“ชื่อของข้าคือซะ…‘ซอนอึนซู’ จงจำให้ดี! จงจำชื่อนี้ที่มาเพื่อชะ…ช่วยทุกท่านเอาไว้!”
ผมพูดตะกุกตะกักจนถึงกับเอ่ยชื่อสามพยางค์ของตัวเองออกมาเผื่อไว้ก่อน โชคดีที่พูดจนจบประโยคได้โดยที่สกิลยังไม่ถูกยกเลิก ครั้นผมใช้ศอกกระทุ้งฮวังซูยอนที่อยู่ด้านหลังเป็นการส่งสัญญาณ ร่างของเธอก็เริ่มเปล่งแสงเรืองรองช้าๆ แสงนั้นทั้งเจิดจรัสและกินวงกว้าง ขนาดที่แสงตอนรักษาซอนอึนโฮหรือพลจัตวาเทียบไม่ติดแม้แต่น้อย
ถ้าคิมแจยองได้ยินเสียงฉัน ก่อนอื่นก็น่าจะหยุดการระเบิดไว้ได้ แล้วก็…
รัศมีเรืองรองที่เปล่งออกมาจากฮวังซูยอนก็คงดูเหมือนรัศมีเทพจากตัวผมเอง ในส่วนของฝูงชนข้างล่าง ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสนอนแบ็บอยู่บนพื้นเริ่มทยอยลุกขึ้นทีละคนสองคน คนที่ตายไปแล้วคงช่วยอะไรไม่ได้ แต่ภาพที่เห็นก็ชวนให้ตะลึงไม่น้อย กระทั่งตัวผมซึ่งเป็นคนวางแผนเองแท้ๆ ยังทึ่งและรู้สึกได้ถึงความน่ายำเกรง จากนี้แหละของจริง
“…ทะ…ทุกท่าน จงเรียกข้าพร้อมกัน! เมกซัมนอยส์! ซอนอึนซู! ซอนอึนซู! ซอน…!” แต่จู่ๆ สกิลโทรโข่งก็ถูกปิดซะอย่างนั้น “…อึนซู! อ้าว นี่เพิ่งจะเริ่มเองนะครับ ปิดเสียงทำไม!”
“เป็นบ้าเหรอ สมงสมองไปหมดแล้ว ลงมานี่เลย ไอ้เด็กเวร!”
“ว้าก! ตก! ตกแน่! เบาก่อน!”
พลจัตวาคว้าที่น่องผมแล้วดึง พวกทหารก็เอากับเขาด้วย ช่วยกันดึงผมลงมา ผมกับฮวังซูยอนจึงถูกดึงรวบเข้าสู่อ้อมแขนของเหล่าทหารทั้งอย่างนั้น
“แค่ก…แค่ก!”
แต่แล้วฮวังซูยอนก็กระอักเลือดแล้วหมดสติไป ไม่รู้เพราะใช้สกิลถึงขีดจำกัดหรือเพราะที่ทำทั้งหมดนี้ถือเป็นการทรยศคิมแจยองกันแน่ โอฮันบิทซึ่งได้รับบาดเจ็บที่ขาแต่หายดีด้วยอานิสงส์จากสกิลของฮวังซูยอนรีบวิ่งเข้ามารับตัวเธอ ผมส่งฮวังซูยอนให้เขาแล้วรีบร้อนเปิดหน้าต่างสถานะ
[รอยแผลศักดิ์สิทธิ์ (ล็อก)]
– เงื่อนไขในการปลดล็อก : กรุณาเก็บเสียงโห่ร้องสรรเสริญให้ครบ 100 คน (1/100)
ตัวเลขยังคงนิ่งไม่ไหวติง ในขณะที่ความสิ้นหวังกำลังถั่งโถมเข้ามาในใจนั้นเอง…
“โอ้วววว! ซอนอึนซู!”
“ซอนอึนซู! ซอนอึนซู!”
“ซอนอึนซูววว!”
คุณพระช่วย…เสียงโห่ร้องกึกก้องสะท้านฟ้าสะเทือนดินชนิดที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าเสียงเชียร์สมัยฟุตบอลโลกนี้คืออะไร ตัวเลขบนหน้าต่างสถานะเริ่มวิ่งฉิวแบบตู้สล็อตปาจิงโกะ*
[รอยแผลศักดิ์สิทธิ์ (ล็อก)]
– เงื่อนไขในการปลดล็อก : กรุณาเก็บเสียงโห่ร้องสรรเสริญให้ครบ 100 คน (522/100)
[รอยแผลศักดิ์สิทธิ์ถูกเปิดใช้งานแล้ว]
[รอยแผลศักดิ์สิทธิ์]
– ความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นตามจำนวนสิ่งมีชีวิตใต้อาณัติ… (ค่าสถานะทั้งหมด+523)
ผมสัมผัสได้ถึงพลังที่พลุ่งพล่านไปทั่วกาย ทั้งที่ได้รับเสียงโห่ร้องมาได้ห้าร้อยยี่สิบสองคน แต่ทำไมหน้าต่างสถานะถึงขึ้นว่าเป็นห้าร้อยยี่สิบสามคนล่ะ ผมยังไม่ทันได้วิเคราะห์อะไร ข้อความแจ้งเตือนก็เด้งขึ้น
[ได้รับสกิลใหม่]
[ชำระล้าง LV.1]
– ชำระล้างสิ่งชั่วร้าย
– ชำระล้างพลังของสิ่งชั่วร้าย
– ปลดล็อกสกิลที่เกี่ยวข้องเมื่อเลเวลสูงขึ้น
– รางวัลความสำเร็จเมื่อถึง Lv.2 : เมื่อใช้ร่วมกับ [สัมผัสแห่งปรมาจารย์ช่าง Lv.1] จะได้รับสกิล [จารึกรอยแผลศักดิ์สิทธิ์]
แม้จะไม่รู้ว่าการชำระล้างสิ่งชั่วร้ายกับการชำระล้างพลังของสิ่งชั่วร้ายต่างกันตรงไหน…แต่ในที่สุดผมก็ปลดล็อกสกิลนี้ได้แล้ว
ผมแย่งกล้องส่องทางไกลมาจากทหารสักนาย ปีนกลับขึ้นไปที่ราวกั้น ผู้พันซงรับถ่ายสกิลโทรโข่งไปสั่งการต่ออีกครั้ง เหล่าทหารปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเป็นระบบระเบียบ
คิมแจยอง…
ผมขยับกล้องส่องทางไกลกวาดมองบริเวณที่พี่นอนอยู่เมื่อกี้ แล้วก็ได้เห็นชายูฮยอกพุ่งตัวฉวัดเฉวียนไปมา ดูไปแล้วสภาพร่างกายของชายูฮยอกเองก็ดีขึ้นด้วยเหมือนกันเพราะสกิลของฮวังซูยอน ไม่อย่างนั้นคิมแจยองคงไม่มีทางโดนอัดจนยับเละเทะขนาดนั้นแน่…เวรเอ๊ย ใบหน้านั่น! ต่อยเข้าหน้าแบบนั้นได้ไงวะ! ทุกครั้งที่หมัดของชายูฮยอกพุ่งกระแทกใบหน้าคิมแจยอง ผมจะสะดุ้งตามโดยอัตโนมัติ
ชำระล้าง ต้องชำระล้าง…
แต่ว่าถ้าผมใช้สกิลนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับคิมแจยองหรือเปล่า ที่ว่าชำระล้างสิ่งชั่วร้าย…แปลตรงตัวคือการฆ่าทิ้งใช่ไหมนะ เนื่องจากมันเป็นสกิลที่ผู้ส่งสารแห่งพระเจ้ามอบให้ผมเอาไว้ใช้ฆ่าคิมแจยอง งั้นก็มีความเป็นไปได้สูงทีเดียว
“…งั้นไม่เอาดีกว่า”
ก็ว่าทำไมผมถึงได้รู้สึกแย่นัก ผมกลัวการต้องเผชิญหน้ากับความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้นี้ ความรู้สึกที่เหมือนกับว่าถ้าผมย่างเท้าออกไปเพียงก้าวเดียว ผมจะถูกดึงให้จมดิ่งลงสู่ความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุดทันที ผมจึงละสายตาจากกล้องส่องทางไกลที่สะท้อนภาพเงาร่างของคิมแจยอง
ไม่รู้เพราะสัมผัสถึงสภาพอารมณ์อันซับซ้อนของผมได้หรือยังไง อควาระดับสูงตัวหนึ่งกระโดดลอยมาแต่ไกล ปัดป้องการจู่โจมจากมนุษย์ข้างล่างพอเป็นพิธี ก่อนจะพุ่งตัวขึ้นมายังดาดฟ้าของตึกที่ผมยืนอยู่ เมื่อมันเริ่มใกล้เข้ามา ทหารด้านหลังก็เริ่มส่งเสียงดังอลหม่าน คงกำลังเปลี่ยนจากตั้งรับเป็นโจมตี
“เฮ้ย ไอ้เด็กนอกรีต! อันตราย! ลงมาเดี๋ยวนี้!”
พลจัตวาตะโกนลั่น แต่ผมไม่คิดจะหันกลับไปมอง เพราะยังไงซะมันคงไม่ได้มาเพื่อจะโจมตีผมอยู่แล้ว จังหวะที่อควาระดับสูงเอื้อมมือมาหาผม ผมก็ส่งเสียงพึมพำเบาๆ
“ชำระล้าง”
“โฮกกกกก!”
สกิลชำระล้างนั้นรุนแรงกว่าที่ผมคิดไว้มาก กลุ่มเส้นใยสีขาวที่พุ่งออกมาจากมือผมแตกออกเป็นหลายสิบเส้น จากนั้นก็เข้าไปพันรอบตัวอควาระดับสูงอย่างแน่นหนา หากมองภายนอกมันดูเหมือนขนมสายไหมนุ่มฟู แต่วินาทีที่สัมผัสกับตัวของอควาระดับสูง มันก็ร้องโหยหวนจนผมสยองและขนลุกซู่ เสียงกรีดร้องของมันชวนแสลงหูยิ่งกว่าเสียงเล็บเวลาขูดกระดานดำ ร่างของอควาปลิ้นออกมาระหว่างช่องว่างของเส้นใยบวมพองดั่งลูกโป่งและแตกโพละในชั่วพริบตา เนื้ออควากระจายว่อนกลางอากาศพร้อมกับหยดเลือด
เลือด?…
การที่ร่างกายอควาซึ่งประกอบขึ้นจากของเหลวหลั่งเลือดได้ ทั่วตัวแหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยและสลายหายวับไปกลายเป็นเรื่องที่ไม่สมจริงขึ้นมาทันที ความคิดน่ากลัวยิ่งกว่านั้นวาบผ่านเข้ามาในสมอง หากเมื่อครู่ผมใช้สกิลนี้กับคิมแจยอง อย่างนั้นเขาก็คงตายด้วยวิธีนี้เหมือนกัน
“เฮือก”
ลมหายใจพลันติดขัด นึกว่าไอ้โรควิตกกังวลบ้าๆ นี่จะดีขึ้นแล้วซะอีก ดันโผล่มากวนใจในจังหวะสำคัญเฉยเลย
“…ระ…รุ่นพี่!”
ผมมองเห็นโอฮันบิทวิ่งตรงเข้ามาหา สีหน้าดูสิ้นหวังจนผมอึ้ง พวกทหารรวมถึงพลจัตวาก็พยายามจะวิ่งเข้ามาหาผมด้วยเหมือนกัน ทว่าจู่ๆ ทุกคนก็หายไปจากสายตา สิ่งที่ผมมองเห็นมีเพียงผนังภายนอกตึกและดวงจันทร์สีแดง
อ้อ…นี่ฉัน…ตกลงมาแล้วสินะ
นับตั้งแต่วินาทีแรกที่ผมรู้ว่าตัวเองต้องตาย เป้าหมายเดียวที่มีก็คือการเอาชีวิตรอด ผมก้าวข้ามเส้นความตายมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว ดื้อรั้นดึงดันจะเปลี่ยนชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าประหนึ่งต้องการเยาะเย้ยโลกที่ขยันยัดเยียดความตายให้ผม ถ้าดิ่งพสุธาแบบนี้มีหวังได้ปักพื้นจนหัวแบะแหงๆ ไม่ยุติธรรมเลย ผมพยายามตั้งเท่าไหร่กว่าจะเอาชีวิตรอดมาได้ถึงตอนนี้ รู้บ้างไหม…! ผมยังไม่อยากตายนะ ไม่อยากยอมแพ้ตรงนี้ด้วย ร่างกำลังร่วงหล่นไม่พอ ดันพ่วงอาการหายใจไม่ออกเข้าไปด้วย ผมไม่มีแรงแล้ว ยิ่งรู้สึกว่าความตายมาจ่อรอตรงหน้า สภาพก็ยิ่งแย่หนัก
ใบหน้าที่ปรารถนาจะเห็นเป็นครั้งสุดท้ายวาบผ่านเข้ามาอย่างเลือนรางในห้วงความคิด
ตอนนั้นเอง
“อ่อก!”
ใครบางคนเกี่ยวกระหวัดหน้าท้องผมแล้วกระชากขึ้นไป แรงสะท้อนจากปฏิกิริยาแรงโน้มถ่วงก่อให้เกิดการกระแทกหนักหน่วงไปทั่วทั้งร่างกาย ผมกลิ้งหลุนๆ ไปบนพื้นพร้อมกับคนที่คว้าตัวผมไว้
“อึก ค่อก! ค่อก!”
เขาโอบแขนรอบศีรษะผมไว้ตลอดเวลาที่กลิ้งอยู่บนพื้น ผมรู้สึกจุกในอกกับท่าทางที่พยายามจะปกป้องผมอย่างชัดเจน ทั้งที่ตัวเองก็หายใจแทบไม่ออกพอกัน หมอนี่ยังอุตส่าห์จะลูบหัวลูบไหล่ให้จนกระทั่งผมสงบสติอารมณ์ได้ ลมหายใจผมเนิบช้าลงและร่างกายเริ่มผ่อนคลายราวกับฝันไป ครั้นเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยผมก็เห็นคิมแจยองที่ตั้งแต่หัวจรดเท้าอยู่ในสภาพยับเยิน เขาต้องโดนอัดมาหนักขนาดไหนกัน ตาข้างหนึ่งถึงได้บวมแทบปิด แถมหน้าที่ซีดอยู่แล้วเป็นทุนเดิมก็ยิ่งซีดเข้าไปใหญ่ ผมฝืนเค้นเสียงที่แหบแห้งกระซิบข้างหูคิมแจยอง
“นายทำอะไร…กับฉันกันแน่…ไอ้เวร…”
ถ้าผมไม่มีฝันพยากรณ์ คิมแจยองก็คงจะเป็นแค่นักเรียนดีเด่นที่อยู่ห้องเดียวกัน และหลังจากวันแห่งหายนะเขาก็คงเป็นแค่ไอ้ลูกจ๊อกที่พอจะมีประโยชน์อยู่บ้างเท่านั้น ตอนนี้ก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่ ผมใช้เขาเป็นเครื่องมือเพราะต้องการหลีกเลี่ยงความตายที่มองเห็นล่วงหน้า ต่อให้บอกว่าผูกพันกันแค่ไหน แต่การปล่อยเขาเอาไว้ทั้งๆ ที่เขาสติแตกจนทำให้ครอบครัวผมตกอยู่ในอันตรายก็ไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย ผมต้องฆ่าเขา ตอนที่ร่างกายเราสัมผัสกันอยู่แบบนี้แหละคือโอกาส
“แม่งเอ๊ย…ฆ่าไม่ลงแล้วเห็นไหม…ฮึก…ฮือ…”
อยากรู้จริงๆ ว่าเขาทำอะไรกับผมกันแน่ ผมถึงฆ่าเขาไม่ลง คิดยังไงก็คิดไม่ออก ไม่สิ ไม่อยากยอมรับมากกว่า ความรู้สึกที่เหมือนไม่ใช่ตัวผมเองนี่มันช่าง…ทุเรศสิ้นดี
“อย่าร้องเลยนะ”
เมื่อคิมแจยองบรรจงเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มผมอย่างอ่อนโยน น้ำตาก็ยิ่งทะลักร่วงลงมาราวกับบ่อน้ำตาแตก ในเมื่อตระหนักได้แล้วว่าผมฆ่าหมอนี่ไม่ลง อย่างนั้นทางเลือกก็เหลือเพียงทางเดียวแล้ว นั่นคือการทำตามที่อาโรกันเชียบอก ทำให้มนุษย์และคิมแจยองร่วมมือกันเพื่อต่อสู้กับดวงจันทร์สีแดง เพื่อการนั้นผมต้องโน้มน้าวคิมแจยองให้ได้ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม
“อึนซู…ตรงนี้อันตราย ไปอยู่ที่อื่นก่อนนะ”
อควาระดับสูงสามตัวกำลังขัดขวางชายูฮยอก ส่วนอควาระดับล่างอีกสองตัวมุ่งตรงมาทางผม ผมผลักคิมแจยองออกห่างเสียงดัง เปิดใช้สกิลชำระล้างกับอควาทั้งห้าตัวนั้น กลุ่มเส้นใยสีขาวพุ่งออกมาอีกครั้ง เข้าพันรอบตัวอควาแน่นก่อนจะแตกระเบิด เลือดและชิ้นเนื้อโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า ผมเริ่มวิงเวียนเพราะใช้สกิลมากเกินไปในคราวเดียว ทั้งที่เห็นภาพลูกสมุนของตัวเองตายอนาถ คิมแจยองก็ยังคงมีสีหน้าไร้อารมณ์จนยากจะเดาว่าคิดอะไรอยู่ ผมคว้าคอเสื้อเขากระชากเข้าหาตัว
“นี่ ถ้านายไม่อยากลงเอยแบบนั้นล่ะก็…”
“…”
“หุบปากแล้วฟังฉัน”
คิมแจยองพยักหน้าโดยไม่ขัดขืน
“สั่งหยุดไปเลยระเบิดน่ะ แล้วให้อควาถอยทัพไป ส่วนนาย…ก็ยอมให้ชายูฮยอกจับตัวซะ”
“…”
“ไม่ต้องกังวล ไม่ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ฉันจะเป็นคนปกป้องนายเอง”
“ปก…ป้อง?”
“จากนี้ไป…รอดก็รอดด้วยกัน…ตายก็ตายด้วยกัน”
แม้พลังในการโน้มน้าวจะน้อยนิดเพราะผมพูดทั้งที่แก้มยังเปื้อนคราบน้ำตา แต่ผมพยายามอย่างเต็มที่ กดเสียงให้ต่ำและขึงตาให้จริงจังมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คิมแจยองเงียบไปนาน แต่จู่ๆ ใบหน้าเฉยเมยไร้อารมณ์ที่อยู่ห่างเพียงคืบก็เริ่มแดงก่ำราวกับไฟในเตาผิงที่ลุกโชน แดงไปหมดตั้งแต่ใบหน้าจนถึงลำคอ แดงกระทั่งปลายนิ้วมือไร้เรี่ยวแรงบนมือผมที่กำคอเสื้อเขาอยู่ พอใบหน้าขาวซีดนั้นซับสีเลือดขึ้นมาในชั่วพริบตา ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นจึงยิ่งเด่นชัดจนน่าทึ่ง
“…อึนซู ทำไงดี”
“หา?”
“ฉัน…”
คิมแจยองก้มหน้างุด ดูเขินอายอย่างมาก ผมยังงุนงงกับสถานการณ์ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเลยก้มหน้าตามเขา
“อะ…ไอ้บ้าเอ๊ย! ทำไมต้องเป็นตอนนี้…!”
“ไม่รู้เหมือนกัน…”
“เวรเอ๊ย!”
ก่อนใครจะสังเกตเห็น ผมถอดเสื้อคลุมออกแล้วรีบคลุมทับกายส่วนล่างที่ปูดแน่นของเขา เคราะห์ดีที่ชายูฮยอกเดินเข้ามาใกล้โดยยังไม่ทันเห็นส่วนล่างของคิมแจยอง ผมยืนขึ้นแบบเก้ๆ กังๆ แล้วฉีกยิ้มอย่างเงอะงะ แต่แล้วคิมแจยองก็คว้าข้อเท้าผมทั้งที่ตัวยังนอนราบอยู่
“อึนซูดีใจเหรอ…ที่ได้เจอพี่ยูฮยอก”
“สมองพังไปแล้วมั้งไอ้นี่!”
ผมใช้เท้าเตะมือคิมแจยองดังป้าบเมื่อได้ยินคำพูดแดกดันลอยมา
“…เฮ้อ”
ดวงตาของชายูฮยอกที่หลุบจ้องเราบ่งบอกว่าเขาอยู่ในสภาพเจียนคลั่ง ไอสังหารเข้มข้นแผ่ออกมาราวกับพร้อมจะฉีกกระชากคิมแจยองเป็นชิ้นๆ ได้ทุกเมื่อ ทั้งหมอนี่ ทั้งหมอนั่น แถวนี้มีแต่พวกโรคจิตล้วนๆ เลยนี่หว่า ยังไงก็ตามผมต้องหยุดเขาให้ได้
“ซอนอึนซู”
“…ครับ”
“หลีกไป ก่อนที่พี่จะฆ่าเราด้วย”
“…เจ้าเพื่อนคนนี้ถ้าเปลี่ยนให้มาอยู่ฝ่ายเราได้จะไม่ดีกว่าเหรอครับ กะ…กำลังรบก็จะเพิ่มขึ้นด้วย!”
“เฮอะ”
ชายูฮยอกพ่นลมออกจมูกเหมือนสิ่งที่ผมพูดไม่มีค่าพอให้ฟัง พายุหมุนก่อตัวขึ้นรอบแขนชายูฮยอกที่ทำหน้าเหี้ยม สถานการณ์เรียกได้ว่าหน้าสิ่วหน้าขวาน
ตอนนั้นเองคิมแจยองก็คลานเข้ามากอดขาผมไว้ข้างหนึ่ง เขาคงคิดว่าตัวเองกำลังจ้องชายูฮยอกแบบดุดันสุดๆ อยู่ แต่มันกลับดูเหมือนลูกหมาขี้หวงที่กลัวใครมาแย่งเจ้าของมากกว่า แถมปัญหาคือเจ้าลูกหมาดันติดสัดซะอีก พอนึกถึงส่วนล่างของหมอนี่ ผมก็ขนลุกซู่ ผมรีบดึงขาออกแล้วเช็กว่าเขาปิดส่วนล่างไว้มิดชิดดีหรือยัง แค่นี้สถานการณ์ก็ตึงเครียดจะแย่แล้ว เกิดชายูฮยอกมาเห็นสิ่งนั้นเข้าอีกล่ะก็…ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายระดับไหน โชคยังเข้าข้างที่เสื้อคลุมของผมปิดส่วนล่างของคิมแจยองไว้ได้อย่างดีเยี่ยม
“เอาเป็นว่า…ผมขออธิบายหน่อยนะครับ เจ้านี่น่ะไม่ใช่คนชั่วช้าอะไรหรอก…”
“อีฮยอนอูจะตายด้วย”
คิมแจยองพูดแทรกขัดจังหวะผมและเอ่ยชื่ออีฮยอนอูขึ้นมา ชายูฮยอกชะงัก
“ถ้าฉันตาย อีฮยอนอูก็ตายด้วย”
“อะไรนะ”
“หมอนั่นคือทาสใต้อาณัติของฉัน มันทรยศฉันเพราะเตรียมใจจะตายตั้งแต่แรกแล้ว…”
“…”
“ตอนนี้คงกำลังรอความตายอย่างสงบเสงี่ยมอยู่สินะ”
คิมแจยองยิ้มกว้าง กล่าวด้วยน้ำเสียงยานคางกวนประสาทชายูฮยอกเข้าอย่างจัง สุดท้ายยังไม่ทันได้ร้องห้าม ชายูฮยอกก็พุ่งเข้าใส่คิมแจยอง ประเคนหมัดเข้าที่หน้าเต็มๆ โอ๊ย! ต่อยหน้าอีกแล้วโว้ย! ขณะที่ผมพยายามคว้าตัวชายูฮยอกเอาไว้ คิมแจยองก็ยกมือขึ้นช้าๆ เป็นเชิงเตือนให้อยู่ห่างๆ
“ไอ้…ปีศาจชาติชั่ว!”
หมัดของชายูฮยอกที่ระงับความโกรธไม่อยู่กระหน่ำใส่คิมแจยองต่ออีกห้าหกครั้งจึงเริ่มสงบลงได้ ผมกลัวคิมแจยองจะตายไปซะก่อน ร่างกายสั่นสะท้านทุกครั้งที่หมัดชายูฮยอกกระแทกโดนคิมแจยอง
“อควาหนีไปแล้ว!”
“เราชนะแล้ว!”
“ไชโย!”
เสียงมนุษย์รอบข้างตะโกนก้อง แผ่นหลังของพวกอควาที่กำลังหนีปรากฏเป็นจุดจางๆ ในระยะไกลก่อนจะหายไปจากสายตา
ชายูฮยอกยักไหล่ ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ลุกยืนแล้วเตะหน้าท้องคิมแจยองหนึ่งครั้ง ก่อนจะสั่งการให้ผู้ตื่นรู้ที่อยู่ใกล้ๆ ไปนำเชือกที่เคยใช้มัดอควาระดับสูงมาให้เขา พอได้เห็นใกล้ๆ ถึงได้รู้ว่าเชือกนี่แข็งแกร่งราวกับถักทอขึ้นจากเหล็กกล้า ชายูฮยอกใช้เชือกมัดคิมแจยองอย่างแน่นหนา ใช้ผ้าปิดตาจากในกระเป๋าคาดทับดวงตา แค่นั้นไม่พอยังใช้ไอ้เชือกหยาบๆ นี่ปิดปากอีก มุมปากคิมแจยองเป็นรอยถลอกจนน่าจะได้แผล ตรงปากนี่ช่วยเอาผ้ามาปิดแทนไม่ได้หรือไง…ดีที่เสื้อคลุมซึ่งคลุมทับส่วนล่างของคิมแจยองถูกมัดไปด้วยกัน ตรงนั้นเลยยังไม่ถูกเปิดเผย
“ทำอะไรอยู่ มานี่”
ชายูฮยอกกำเชือกที่เหลือ แล้วพยักหน้าเรียกผม
“เดี๋ยวนะ ทำไมผมต้องโดนมัดด้วยล่ะครับ”
“สำหรับเรามัดแค่มือพอ”
“ไม่เห็นที่ผมรักษาผู้คนเมื่อกี้เหรอครับ”
“นั่นฝีมือเราเหรอ”
ครั้นเห็นสายตาที่บอกชัดถึงความมั่นใจว่านั่นต้องไม่ใช่ฝีมือผมแน่นอน ผมก็พูดอะไรไม่ออก
“แล้วที่ผมกำจัดพวกอควาเกลี้ยงในรวดเดียวเมื่อกี้ล่ะครับ”
“เราน่ะ กี่ครั้งเข้าไปแล้วล่ะที่พยายามจะช่วยชีวิตไอ้เวรนี่”
“…”
“พี่กำลังใช้ความอดทนอยู่นะ ยอมให้มัดดีๆ เถอะ”
“ครับ”
ชายูฮยอกมัดข้อมือประหนึ่งจับผมใส่กุญแจมือ เขาแบกคิมแจยองที่นอนอยู่บนพื้นเหมือนหนอนผีเสื้อขึ้นบ่า ลากตัวผมที่…ถ้าพูดให้ไพเราะหน่อยคือถูกผูกไว้ด้วยเชือกจับกุมนักโทษ พูดให้แย่เลยก็คือถูกล่ามไว้แบบสายจูงหมาเส้นยาว ผมโดนลากให้ตามไปทั้งอย่างนั้น เชือกนี่แข็งแรงมากก็จริง แต่ด้วยสถานะตอนนี้ที่ค่าความสามารถของผมพุ่งกระฉูด หากออกแรงสักหน่อยคงทำมันขาดได้ ทว่าสำหรับคิมแจยอง ต่อให้บอกว่าหยุดโจมตีแล้วก็ไม่มีทางรู้อยู่ดีว่าจะนึกครึ้มอยากสั่งให้อควาระดับสูงระเบิดตัวเองเพื่อฆ่าครอบครัวผมตอนไหน…อันดับแรกตามชายูฮยอกไปก่อนค่อยประเมินสถานการณ์แล้วกัน
ไปแล้วคงต้องเจรจาต่อรองกันสักหน่อย
เสียใจกับผู้ส่งสารแห่งพระเจ้าด้วยที่ต้องพูดแบบนี้ แต่ผมไม่มีวันฆ่าคิมแจยองเด็ดขาด
เพราะผมวางแผนจะเอาตัวรอดและมีชีวิตต่อไปในโลกที่ล่มสลาย ‘ด้วยกัน’ กับหมอนี่ไงล่ะ
* คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส คือนักสำรวจและนักเดินเรือชาวอิตาลี เป็นผู้ค้นพบทวีปอเมริกาเป็นคนแรก
* ปาจิงโกะ เป็นเกมกลไกชนิดหนึ่งของญี่ปุ่น มีลักษณะเป็นเกมตู้ ส่วนใหญ่มักใช้ในการพนันเหมือนสล็อตแมชชีน
โปรดติดตามตอนต่อไป…
Comments
comments
No tags for this post.