ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 2 บทที่ 9.1-9.3 #นิยายวาย – Jamsai
Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 2 บทที่ 9.1-9.3 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 3

ทดลองอ่านเรื่อง Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 2

ผู้เขียน : matgam

แปลโดย : ทรรศิกา จางวิบูลย์

ผลงานเรื่อง : 망한 세상에서 살아남기

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – –

Trigger Warning

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน

ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ

   

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง การฆาตกรรม

มีการบรรยายถึงเลือด สภาพศพ ชิ้นส่วนร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ อาการบาดเจ็บ

สาเหตุการเสียชีวิตในรูปแบบต่างๆ การใช้อาวุธและของมีคม สถานการณ์อันน่าขยะแขยง

เรื่องราวเหนือธรรมชาติ การบูลลี่ การใช้ถ้อยคำหยาบโลน อาการป่วยทางจิต บาดแผลทางใจในวัยเด็ก

การใช้ความรุนแรงในครอบครัว การทารุณกรรมเด็ก การกักขังหน่วงเหนี่ยว การลักพาตัว

การมีอคติและเหยียดหยามคนรักร่วมเพศ การใช้สารเสพติดหรือการติดยา

การเสพติดแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

               

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 9.1

 

การตัดสินใจของอึนซู

 

ขยับตัวไม่ได้เลย…

ร่างกายถูกตรึงค้างไว้เหมือนถูกมัดจนแน่นหนา ลองบิดตัวไปมาก็แล้ว ทว่าไม่มีวี่แววว่าจะขยับได้เลยแม้แต่น้อย ในที่สุดผมก็ขมวดคิ้วและลืมตาตื่นขึ้นด้วยความหงุดหงิด แต่ไม่ว่าจะหลับตาหรือลืมตาภาพเบื้องหน้าก็ยังคงมืดมิดไม่ต่างกัน

“นอนต่อเถอะ…” เสียงพึมพำดังอยู่ข้างๆ

อ๋อ ผมไม่ได้ถูกมัด…แต่คิมแจยองกำลังใช้แขนและขากอดก่ายผมอยู่ต่างหาก

“อึดอัด”

“อืม…”

“ขยับออกหน่อยสิ”

“อืม…”

นั่นคือการตอบรับหรือเปล่า ผมเข้าใจถูกใช่ไหม คิมแจยองที่กำลังหลับฝันหวานซุกไซ้ใบหน้าเข้ากับซอกคอผมพร้อมหายใจดังสม่ำเสมอและกระชับกอดผมแน่นกว่าเดิม ผมพยายามเรียกเขาอีกหลายครั้ง ทว่าคราวนี้เขาไม่ยอมแม้แต่จะขานรับ ดูเหมือนจะหลับไม่รู้เรื่องไปแล้ว

ที่นี่ที่ไหนกันเนี่ย

พื้นที่ตรงนี้มืดสนิทจนมองอะไรไม่เห็น อากาศค่อนข้างเย็น โชคดีที่ผมและคิมแจยองห่มผ้าผืนหนาอยู่ ดูเหมือนคิมแจยองน่าจะเปิดแผ่นทำความร้อนไฟฟ้าไว้ ผมเลยรู้สึกได้ถึงความอุ่นจากแผ่นหลัง ถ้างั้นก็แปลว่าที่นี่เป็นสถานที่ที่ไฟฟ้าเข้าถึงสินะ…

โว้ย แค่จะคิดยังรู้สึกรำคาญ

ผมหลับตาลงใหม่โดยใช้เสียงลมหายใจของคิมแจยองต่างเพลงกล่อมนอน

พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้งไฟในห้องก็เปิดสว่างอยู่ก่อนแล้ว ผมหาวหวอดใหญ่พลางเหยียดแขนบิดขี้เกียจ ก่อนจะรู้สึกได้ว่าแขนขาที่เคยรัดพันรอบกายอย่างแน่นหนาได้หายไปแล้ว ผมจึงคลำดูตรงที่ว่างข้างตัว คิมแจยองไม่อยู่แล้ว ไปไหนของเขากัน จังหวะที่ลุกขึ้นมองไปรอบๆ นั้นเอง…ผมก็เผลอสบถออกมาโดยไม่รู้ตัว

“บ้าไปแล้ว อะไรวะเนี่ย”

ผนังด้านหนึ่งถูกรูปถ่ายยึดครองพื้นที่จนหมด บุคคลในรูปถ่ายล้วนเป็นคนคนเดียวกัน ใบหน้าคุ้นเคยนั้นมองจากที่ไกลๆ ยังรู้เลยว่าเป็นใคร มันก็แน่อยู่แล้วล่ะ นายแบบหลักในรูปถ่ายนั้นคือผมเอง ผมลงจากเตียงเดินไปตรงที่ผนังติดรูปถ่าย ขายังคงสั่นอยู่เล็กน้อย แต่เนื่องจากได้หลับสนิทไปตื่นใหญ่เลยรู้สึกดีขึ้นกว่าเดิมมาก

“…เอาซะครบเลยนะ”

รูปถ่ายทั้งหลายมีทั้งด้านข้าง ด้านหลัง และหน้าตรง แต่ผมกลับไม่มีความทรงจำว่าเคยถ่ายรูปพวกนี้ ซึ่งนั่นย่อมหมายความว่าต้องมีคนแอบถ่าย…ส่วนคนร้ายนั้นต่อให้ไม่ต้องรอชี้ตัวก็ชัดเจน เล่นเอาหัวเราะไม่ออกเลย สายตาผมไล่ดูรูปถ่ายไปเรื่อยๆ จนมาหยุดอยู่ที่รูปเซลฟี่ของผมกับคิมแจยองซึ่งเป็นรูปเดียวที่ไม่ใช่รูปแอบถ่าย แต่ด้วยเหตุผลบางประการทำให้มันยับยู่ยี่และดูเก่ามาก

“อึนซู”

ทันใดนั้นเสียงทุ้มต่ำก็ดังมาจากด้านหลังหู ผมสะดุ้งยกมือปิดหูข้างนั้นแล้วหันกลับมา ใบหน้าคิมแจยองโน้มเข้ามาใกล้มากซะจนอึดอัด

ไอ้เวรนี่ มาไม่ให้สุ้มให้เสียง…!

การต้องมองใบหน้าคิมแจยองในระยะประชิดขนาดนี้โดยที่ยังไร้ภูมิคุ้มกันเป็นเรื่องอันตรายต่อหัวใจอย่างยิ่ง ครั้นผมดันไหล่คิมแจยองออก เขาก็ถอยหลังตามแรงโดยไม่ขัดขืน ก่อนจะยืดหลังที่โน้มอยู่นิดๆ ให้เหยียดตรง

“…นายสูงขึ้นอีกใช่ไหมเนี่ย”

“ก็นิดหนึ่ง”

“น่าหงุดหงิดชะมัด”

สังเกตจากความสูงในระดับสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เขาน่าจะสูงขึ้นอีกอย่างน้อยราวๆ ห้าเซนติเมตรและโครงร่างก็เหมือนจะใหญ่ขึ้นด้วย คิดอยู่เหมือนกันว่าตอนสู้กับชายูฮยอกขนาดตัวทั้งคู่ดูไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่ ผมรู้สึกเหมือนตัวเองไม่สูงขึ้นเลยแม้แต่หนึ่งมิลลิเมตรด้วยซ้ำ พอคิดได้แบบนั้นก็ทำให้อารมณ์เสียขึ้นมาดื้อๆ ผมปรายตามองคิมแจยองแล้วเดินผ่านเขาไปทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาหนังด้านหลัง

“…ทำไรน่ะ มานี่มา”

ผมนึกว่าคิมแจยองจะรีบตามมานั่งเบียดกันบนโซฟาทันที แต่กลายเป็นว่าเขาเอาแต่ยืนนิ่งอยู่กับที่พลางหลุบตาลงมองผม ดวงตาหม่นเศร้าไร้ประกายนั้นสร้างบรรยากาศที่ทั้งมืดมนและหดหู่ เขาน่าจะกำลังคิดอะไรแปลกๆ อยู่แน่นอน ผมเลยเอื้อมมือไปหา สอดนิ้วเข้าไประหว่างนิ้วเรียวยาวของเขา ก่อนจะเกี่ยวกุมไว้แน่นแล้วดึงเข้าหาตัว คิมแจยองถูกดึงมาตามแรงแล้วนั่งลงข้างผม ส่วนผมก็เอนหลังพิงโซฟาอย่างสบายอารมณ์ นิ้วมือยังคงสอดประสานกับคิมแจยองในท่าเดิม

“กำลังสงสัยอยู่เลยว่าทำไมถึงตั้งโซฟาหันหน้าเข้าหาผนัง นายนั่งดูรูปถ่ายตรงนี้เหรอ”

“อื้อ”

“ไอ้สตอล์กเกอร์นี่ นายแอบถ่ายรูปพวกนั้นตั้งแต่ตอนไหนน่ะ”

คิมแจยองไม่ยอมตอบและทำเพียงเอนศีรษะพิงไหล่ผม กลิ่นสบู่ลอยมาจากตัวเขา จะว่าไปแล้วผมนอนเป็นผักมาเกินเดือน พอได้สติปุ๊บก็ดันต้องล้มลุกคลุกคลานกินฝุ่นจากทั่วสารทิศอีก…ผมยกแขนอีกข้างขึ้นมาดมฟุดฟิดดูว่ามีกลิ่นอะไรโชยออกมาหรือเปล่า อืม…นี่มันกลิ่นสบู่แบบเดียวกับของคิมแจยอง ดูท่าเขาคงอาบน้ำให้ผม

“เอ่อ แล้วที่โดนแทงท้องเป็นยังไงบ้าง”

คิมแจยองดูปกติมากจนผมลืมไปซะสนิท ผมจับเสื้อเขาเลิกขึ้น เนื้อหนังตรงหน้าท้องที่โดนท่อเหล็กหนาแทงทะลุสมานกันเรียบร้อยแล้ว เหลือแค่รอยแดงจางๆ ที่บอกให้รู้ว่าเคยมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นเท่านั้น ผมไล้ปลายนิ้วไปตามรอยแผลเป็น หวนนึกถึงเลือดที่พวยพุ่งออกมาจากแผลดั่งน้ำพุแล้วขนลุกซู่

“หายหมดแล้วนี่…ฉันตกใจมากนะ นึกว่านายคงต้องตายแล้วแน่ๆ…”

“ตกใจเหรอ”

“พุงทะลุเป็นรูขนาดนั้นไม่ตกใจได้ไง”

“งี้นี่เอง”

เมื่อสบตากันคิมแจยองก็ยกยิ้มแล้วทัดผมไปไว้หลังใบหูให้ผม สัมผัสจากเรียวนิ้วนั้นช่างอบอุ่นและอ่อนหวานเหมือนกับที่คนรักทำให้กัน

“ฉันไม่ตายโดยทิ้งอึนซูไว้หรอก แต่ถ้าตายไปด้วยกันก็อีกเรื่อง…”

หมายความว่าถ้าตัวเองตายจะลากผมให้ตายตกไปตามกันเหมือนผีพรายใช่ไหม เอามาพูดอย่างกับเป็นเรื่องโรแมนติกเลยนะ…

“หัวหน้าคะ รุ่นพี่อึนซู จะกินข้าว…เอ่อ ฉันเข้ามาขัดจังหวะหรือเปล่าคะเนี่ย”

ตอนนั้นเองบานประตูก็เปิดออก โคฮเยจูเดินเข้ามา ภาพเสื้อคิมแจยองที่ถูกเลิกขึ้น มือผมที่ลูบไล้ผิวเปลือยเปล่าของเขา ตลอดจนมือเขาที่แตะข้างแก้มผมอยู่ ใครเห็นก็ชวนให้เข้าใจผิดได้ทั้งนั้น โคฮเยจูมองเราตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วหัวเราะคิกคัก สายตาเหมือนพวกโรคจิตไม่มีผิด ยัยประสาทนั่นอยู่กับคิมแจยองมาจนถึงตอนนี้เลยเหรอเนี่ย ผมรีบชักมือออกจากหน้าท้องเขาและช่วยจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย

“ทำต่อกันเลยก็ได้นะ”

“ทำอะไร ไม่ทำเฟ้ย”

“ถ้างั้นก็เรียนเชิญออกมาเอาข้าวได้แล้ว”

หลังจากโคฮเยจูออกไปแล้ว ผมดันรู้สึกเขินขึ้นมาซะอย่างนั้นเลยเสมองไปทางอื่นก่อนจะลุกขึ้น ไม่สิ…ต้องบอกว่าพยายามจะลุกขึ้นมากกว่า ถ้าไม่ถูกคิมแจยองรั้งไว้ก่อนน่ะนะ

“จะไปไหน”

“ก็ยัยนั่นบอกให้ออกไปเอาข้าวไม่ใช่เหรอ”

“โคฮเยจูหมายถึงฉันต่างหาก”

“…แล้วฉันล่ะ”

“รออยู่นี่แหละ”

เขาคงไม่ได้จะทำตัวใจแคบโดยการปล่อยให้ผมอดข้าวหรอกใช่ไหม พอผมเริ่มทำหน้าบูด คิมแจยองก็ปล่อยมือจากต้นแขนผมแล้วเปลี่ยนมาประสานนิ้วเข้าด้วยกัน มือเขาถูกับฝ่ามือผมช้าๆ แล้วกระชับแน่นจนไร้ช่องว่าง ทำเอาผมรู้สึกคันยุบยิบโดยไม่รู้สาเหตุจนต้องเบือนหน้าหนี ทันใดนั้นน้ำเสียงเย็นชาก็หลุดออกมาจากปากคิมแจยอง

“อย่าหลบตาฉัน”

“ฉันหลบตอนไหน”

“ตอนนี้นายก็ยังไม่มองฉันเลยนะ”

ผมทำหน้ายู่สบตากับคิมแจยอง อารมณ์ความรู้สึกที่ฝังลึกอยู่ข้างในดวงตาสีอ่อนจางของเขาคือ…ความโกรธเกรี้ยว ทำไมถึงโกรธล่ะ ลมหายใจเขาหอบหนักและถี่กระชั้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผมตะลึงกับปฏิกิริยานั้นอยู่ชั่วครู่ แต่ยังไม่วายคิดไร้สาระ นึกชื่นชมว่ากระทั่งดวงตาแฝงพิษสงของเขาก็ยังดูงดงาม

“มานี่มา”

เรื่องข้าวอะไรช่างมันไปก่อน ตอนนี้คงต้องรีบเอาใจหมอนี่เป็นอันดับแรก ผมยกแขนโอบหลังคิมแจยองแล้วดึงเข้าหาตัว ตั้งใจแค่จะตบปลอบเบาๆ เท่านั้น แต่เขาดันผ่อนแรงทิ้งตัวให้ผมกอด ผลก็คือผมล้มหงายหลังโดยมีคิมแจยองล้มทับลงมาอีกที

“หนัก”

แม้ผมจะบ่นว่าหนัก แต่เขาก็ไม่มีทีท่าจะลุกขึ้น เฮ้อ เอาเถอะ เอาที่สบายใจเลย ผมยอมแพ้กับการลุก หันมาลูบผมนุ่มสลวยของเขาแทน คิมแจยองแนบหูกับหน้าอกผมเหมือนทารกแรกเกิดที่โหยหาความสบายใจจากการได้ยินเสียงหัวใจพ่อแม่เต้น เสียงลมหายใจของเขากลับมาสงบอีกครั้ง

“คิมแจยอง”

“อืม”

“ทำไมถึงโกรธขนาดนี้ล่ะ ให้ฉันช่วยนายยังไงดี ขอแค่บอกมา ฉันทำให้ได้ทุกอย่าง”

คิมแจยองเงยหน้าขึ้นจ้องมองผมนิ่ง สายตาเหมือนกำลังประเมินอะไรอยู่ เขาแนบแก้มลงบนหน้าอกผมอีกครั้ง ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ ทั้งที่ผมลองแหย่เขาเล่นว่าแน่ใจแล้วหรือไงว่าจะมีโอกาสแบบนี้อีก คิมแจยองก็ยังคงหุบปากเงียบเหมือนเดิม

โครก…

เราอยู่กันแบบนี้นานแค่ไหนแล้วนะ สุดท้ายก็นานจนท้องผมร้องประท้วงนั่นแหละ คิมแจยองถึงได้ยอมลุกขึ้น

“อยู่เฉยๆ อย่าขยับไปไหนล่ะ”

“อ้าวเฮ้ย”

ความหมกมุ่นจนยึดติดของหมอนี่เดี๋ยวนี้ไม่คิดจะปิดกันแล้วสินะ สมัยอยู่ที่โรงเรียนใครกันแน่ที่พยายามทำตัวอ่อนโยนเรียกคะแนนจากผม

หลังจากที่คิมแจยองออกไป ผมก็ลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบแล้วเดินไปลองหมุนลูกบิดดู

แกร๊ก

ประตูเปิดอ้าทันที พอแอบมองผ่านช่องประตูออกไปด้านนอกก็เห็นอควาตัวใหญ่ยักษ์ดักอยู่ ทันทีที่รู้สึกว่าสายตาสบเข้ากับรูที่เจาะไว้สำหรับดวงตาบนหน้ากากนั่น แขนยาวของมันก็ยื่นมาผลักบานประตู

ปัง

ประตูปิดสนิทลงทันที ถึงจะไม่ได้ล็อก แต่ก็ไม่ยอมปล่อยให้ผมออกไปข้างนอกเลยงั้นสินะ ผมหันมองรอบห้อง จะบอกว่าเป็นห้องที่มีของจำเป็นทุกอย่างแล้วก็คงได้ ที่นี่มีห้องน้ำในตัวด้วย ถึงจะไม่มีประตูทำให้มองเห็นด้านในชัดแจ๋วก็เถอะ

“…นี่ฉันกำลังถูกกักขังใช่ไหมเนี่ย”

 

ชีวิตที่ถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวนั้นแสนสบาย ก่อนอื่นเลยคือมีอาหารที่คิมแจยองนำมาให้กินจนอิ่มหนำสำราญสามมื้อต่อวัน ได้ออกกำลังกายนิดหน่อยเพื่อฟื้นฟูพลังกล้ามเนื้อแขนขา ได้อ่านหนังสือการ์ตูนแก้เบื่อ แถมยังได้เคี้ยวขนมที่คิมแจยองป้อนให้อีก นี่มันสัตว์ที่ถูกเลี้ยงระบบปิดชัดๆ ถ้าถามว่าสบายไหม มันก็สบายอยู่หรอก แต่มันต้องสบายขนาดนี้เลยหรือไง ผมมั่นใจว่าโลกล่มสลายไปแล้ว และตัวผมก็ผ่านนาทีชีวิตมาเกินสิบครั้งแล้วด้วย

“นี่ คิมแจยอง อีฮยอนอูน่ะ…”

ภาพใบหน้าของอีฮยอนอูแวบผ่านเข้ามาในความคิด หมอนั่นตายแล้วหรือยังนะ เสียเลือดมากขนาดนั้นคงตายไปแล้วแน่ๆ ทั้งที่รับปากไว้ว่าจะกลับไปหาแท้ๆ ผมรู้สึกผิดเลยที่รักษาสัญญาไม่ได้ ภาพต่อมาก็คือภาพพี่ที่คลุ้งกลิ่นเหล้า ภาพชายูฮยอกคำรามด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยแดงก่ำ และภาพเจ้าหมีสีน้ำตาลที่รับการโจมตีของชายูฮยอกได้อย่างสบายๆ ถ้าถามออกไปคิมแจยองจะยอมตอบไหมนะ ผมเหลือบมองคิมแจยองที่กำลังขมวดคิ้วเป็นปม

“เป็นอะไรน่ะ”

“ปวดหัว”

ผมเอามือไปแตะหน้าผากเขา แต่ก็ไม่เห็นจะร้อนเลยนี่ ค่อนข้างเย็นด้วยซ้ำ ผมใช้นิ้วหัวแม่มือกดลงไปตรงหว่างคิ้วที่ขมวดแน่นเพื่อให้มันคลายออก

“…หนวกหูน่า”

คิมแจยองกำลังเพลิดเพลินกับสัมผัสของผมอยู่ดีๆ ก็โพล่งขึ้นมาอย่างหงุดหงิด

หนวกหู? หนวกหูอะไร

ผมเบิกตากว้างหันไปมองรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นจะมีอะไรและไม่ได้ยินเสียงใดๆ เลยด้วยซ้ำ

“นายได้ยินอะไรเหรอ”

“อาโรกันเชีย”

“อาโร…กันเชีย?”

“มันอยู่ในหัวฉัน…ทำยังไงก็ไม่ตายสักที อึนซู ฉันปวดหัวจัง…”

เสียงที่ได้ยินในหัวงั้นเหรอ ถ้างั้นแบบนี้ผมอาจจะเจอคำใบ้เกี่ยวกับคิมแจยองก็ได้ ผมพาเขาไปที่เตียงแล้วจับให้นอนลง มือข้างหนึ่งสอดนิ้วเข้าไปประสานกัน ส่วนอีกข้างหนึ่งก็วางบนหน้าผากเย็นเฉียบของเขา ในเมื่อคิมแจยองชื่นชอบการสัมผัสที่ให้ความสนิทชิดเชื้อ หากค่อยๆ ชักจูงอย่างนุ่มนวลแบบนี้เขาต้องยอมเปิดปากบอกแน่

“อาโรกันเชียคือใคร”

“…ราชาแห่งจันทราสีชาด”

“จันทราสีชาด?”

คิมแจยองบอกว่าอาโรกันเชียผู้เป็นหนึ่งในเจ็ดราชาแห่งจันทราสีชาดถูกดูดกลืนเข้ามาอยู่ในร่างกายของตัวเอง ด้วยเหตุนี้เขาจึงสามารถใช้พลังบางส่วนของราชาและควบคุมเหล่าอควาให้อยู่ใต้บังคับบัญชาได้ อาโรกันเชียซึ่งเป็นดั่งปรสิตในหัวปรารถนาให้คิมแจยองดูดกลืนพลังทั้งหมดของราชาไว้แล้วไปแก้แค้นเหล่าราชาที่สังหารตนแทนให้ อาโรกันเชียสุดจะทนกับความไม่จริงจังของคิมแจยองในตอนนี้เลยเอาแต่บ่นจู้จี้ไม่หยุดจนคิมแจยองเกิดความเครียด

“เดี๋ยวนะ แล้วทำไมนายต้องไปแก้แค้นแทนด้วยล่ะ บอกไปเลยว่าหาทางทำเองเหอะ ใครใช้ให้โดนสาปล่ะ นี่ อาโรกัญชงกัญชาอะไรนั่นน่ะ ฟังอยู่หรือเปล่า ถ้ารังแกหมอนี่อีกหน แกเตรียมตายด้วยมือฉันได้เลย”

เมื่อผมข่มขู่ด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว แก้มนวลเนียนของคิมแจยองก็กระตุกเหมือนกำลังกลั้นขำอะไรบางอย่าง ครู่ต่อมาเขาก็ระเบิดหัวเราะเสียงดังลั่น ว้าว…เพิ่งเคยเห็นคิมแจยองยิ้มกว้างขนาดนี้เป็นครั้งแรกเลยแฮะ พอหัวเราะแล้ว…อย่างกับโฆษณาเครื่องดื่มเกลือแร่เลย ผมรู้สึกต้นคอร้อนผ่าวเลยกำลังคิดจะเบือนหน้าหนี แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าเขาโกรธตอนที่ผมหลบตา ผมจึงได้แต่มองใบหน้าสดใสนั้นอย่างเหม่อลอย

“อาโรกันเชียกำลังโมโหน่ะ”

“…แล้วไงล่ะ สักหมัดไหม”

หรือว่าเหตุผลที่ผู้ส่งสารแห่งพระเจ้าบอกให้ผมฆ่าคิมแจยอง…จะเป็นเพราะเรื่องนี้ เพราะคิมแจยองครอบครองพลังของจันทราสีชาดอยู่สินะ จิ๊กซอว์ในหัวผมเริ่มปะติดปะต่อเข้ากันได้แล้ว

“เดี๋ยวนะ ฉันมีเรื่องอยากถามอาโรกันเชียหน่อย”

“เรื่องอะไรเหรอ”

“เรื่องจันทราสีชาดนั่นเอาไว้ก่อน ฉันอยากรู้ว่าดวงจันทร์สีขาวที่อยู่ข้างๆ กันคืออะไร มันทำให้มนุษย์มีความสามารถมากขึ้นใช่ไหม”

ผมรอคำตอบจากอาโรกันเชีย แต่คิมแจยองกลับเงียบไปนาน งอนที่เมื่อกี้ผมทำให้โมโหหรือเปล่านะ เป็นถึงองค์ราชาซะเปล่า ทำใจน้อยไปได้ ผมกดนวดหว่างคิ้วของคิมแจยองที่เริ่มขมวดเข้าหากันอีกครั้ง

“…ดวงจันทร์สีขาวคือวิญญาแห่งพระเจ้า”

“วิญญา?”

“ข้าขอพูดตามตรงก็แล้วกัน ดวงจันทร์สีขาวคือวิญญาแห่งพระเจ้า เพื่อป้องกันไม่ให้ดวงจันทร์สีแดงทำลายห้วงมิติ มันจึงตามติดอยู่ด้านหลังพร้อมกับมอบพลังของพระเจ้าให้เผ่าพันธุ์ต่างๆ ในมิตินั้นหยิบยืม ทว่าพลังแห่งการดำรงอยู่ของพระเจ้าถึงขีดจำกัดแล้ว ไม่อาจแบ่งพลังให้กับเผ่าพันธุ์ทั้งหมดบนโลกได้อีก ดังนั้นจึงต้องปลุกพลังให้ตื่นรู้ได้แค่เผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุดของมิติเท่านั้น ซึ่งสำหรับที่นี่ก็คือมนุษย์โลก ซ้ำร้ายยังปลุกให้มนุษยชาติตื่นรู้ได้เพียงแค่ครึ่งเดียว”

คิมแจยองเอื้อนเอ่ยข้อเท็จจริงใหม่ออกมาเรื่อยๆ ด้วยเสียงแหบแห้งไร้อารมณ์

“เดี๋ยวสิ เดี๋ยวก่อน! ช้าๆ พูดช้าๆ หน่อยสิ!”

พอผมร้องขอ เขาก็พูดช้าลง

“ผู้ที่สามารถรับพลังจากพระเจ้าได้ดีเป็นพิเศษจะกลายเป็น ‘วีรบุรุษ’ ของมิตินั้นๆ ซึ่งก็คือไอ้คนที่เคยสู้กันไปเมื่อครั้งก่อน เขาแข็งแกร่งกว่าราชาหนุ่มมากนัก หากราชาหนุ่มหมั่นฝึกฝนตามที่ข้าบอกเป็นอย่างดี ลำพังแค่มนุษย์นั่นย่อมไม่คณามืออยู่แล้ว ถึงได้บอกว่าให้หัดฟังข้าบ้าง…นายอยากให้ฉันพูดต่อไหม”

“พะ…พูดต่อเลย”

“ขืนปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป โลกจะต้องล่มสลายเพราะดวงจันทร์สีแดงเป็นแน่ ตอนนี้ยังมีราชาอีกตั้งหกองค์ ขอเพียงสถานการณ์เป็นไปตามคาด ทั้งหมดก็จะพากันมายังโลกมนุษย์ และเมื่อถึงตอนนั้นมนุษย์ทั้งหลายจะไม่ร่วมมือกันเพื่อต่อสู้หรืออย่างไร จังหวะนั้นแหละที่ข้าขอให้ช่วยแก้แค้นแทนให้”

“จะไม่มีการยึดร่างคิมแจยองหรืออะไรทำนองนั้นใช่ไหม”

“ตัวข้าสิ้นไปตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว มีเพียงจิตที่ยังหลงเหลืออยู่ข้างในจิตใจของราชาหนุ่ม วันใดที่ราชาหนุ่มดูดกลืนพลังทั้งหมดของข้าไว้ได้ ข้าก็จะสูญสิ้นไปเอง”

สรุปว่าสิ่งที่อาโรกันเชียต้องการคือการทำให้คิมแจยองยืนอยู่ฝ่ายมนุษย์และมีความสามารถมากพอจะต่อกรกับฝ่ายจันทราสีชาดได้นั่นเอง

“เอาจริงนะ ฉันจะเชื่อใจแกได้เหรอ แกอยู่ฝ่ายเดียวกับไอ้พวกที่จะมาทำลายล้างโลกไม่ใช่หรือไง”

“…ห้ามด่าอึนซูว่าโง่นะ”

“ด่าฉันโง่เรอะ ไอ้นี่ เฮ้ย นายไม่ต้องมากรองคำให้นะ พูดตามออกมาตรงๆ เลย”

“…ข้าพูดว่าโง่เมื่อไรกัน ข้าแค่อยากให้พวกเจ้าตัดสินใจอย่างชาญฉลาดก็เท่านั้น ฟังให้ดีนะเจ้ามนุษย์ แม้เหล่าราชาจะจับมือเป็นพันธมิตรกันบ้างตามวาระ แต่ก็ยากที่จะมองว่าเป็นพวกเดียวกัน บนดวงจันทร์สีแดงมีสงครามเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ขนาดตัวข้าเองก็ยังไม่พ้นถูกสาปจนสิ้นเลยไม่ใช่หรือไร จงคิดให้รอบคอบ หากทำตามที่ข้าบอก เจ้าจะสามารถรักษามิตินี้ไว้ได้ ทั้งยังรักษาชีวิตของครอบครัว มิตรสหาย และคนรักของเจ้าได้ด้วย…”

คิมแจยองท่องตามอาโรกันเชียคำต่อคำด้วยน้ำเสียงแหบแห้งไร้อารมณ์ แต่กลับรู้สึกเหมือนอาโรกันเชียกำลังพยายามโน้มน้าวผมอยู่ยังไงชอบกล ดูท่าคงเกลี้ยกล่อมคิมแจยองไม่สำเร็จสิท่า แต่ก็นั่นแหละนะ หมอนี่ไม่ใช่ประเภทที่จะก้าวขาออกมาปกป้องโลกสักหน่อย อีกอย่างก็อาจต้องเผื่อใจไว้ด้วยว่าคำพูดของอาโรกันเชียอาจเป็นหลุมพรางก็ได้ ผมเอ่ยถามพลางใช้นิ้วเกี่ยวเส้นผมของคิมแจยองเล่น

“นายอยากจะเอายังไงล่ะ”

“…”

คิมแจยองเม้มริมฝีปากแน่นสนิทเหมือนหอยกาบ ดูออกเลยว่าเขามีสิ่งที่ต้องการ…แต่ดันไม่ยอมตอบ พอผมหรี่ตามอง คิมแจยองก็ขยับแก้มนุ่มเข้ามาแนบกับฝ่ามือผม ยังจะมาอ้อนอีก ผมล่ะเกลียดจริงๆ เวลาเขาใช้วิธีนี้เลี่ยงอะไรที่ตัวเองไม่อยากพูด เมื่อผมขึงตาใส่ เขาก็คว้าแขนผมแล้วลากขึ้นเตียง

“นอนกันเถอะ”

“มานงมานอนอะไรกัน ตอบมาก่อน”

“ฉันไม่ได้นอนตั้งหลายเดือนติดกัน ง่วงมากเลย…”

พอผมนอนลงหนุนแขนเขาต่างหมอน เขาก็ยกแขนอีกข้างมาโอบหลังผมไว้ ผมได้ยินเสียงกรุ๊งกริ๊งดังมาจากคอของคิมแจยองจึงสอดมือเข้าไปในปกเสื้อเขาก็เห็นจี้สีน้ำเงิน สร้อยคอของแม่ผมเอง ตัวสร้อยที่ขาดถูกเปลี่ยนเป็นเส้นใหม่ เขาหามันเจอสินะ พอผมลูบไล้สร้อยคอที่ไม่ได้เห็นมานาน คิมแจยองก็ปรือตาขึ้นมอง

“…เอาสร้อยคอไปใส่ไหม”

“ไม่เป็นไร นายใส่ไว้เถอะ”

“โอเค…”

คิมแจยองยิ้มบางๆ ดูท่าจะง่วงจริงๆ อย่างที่บอก เปลือกตาเขาปิดลงอย่างรวดเร็ว ผมรอจนแน่ใจว่าลมหายใจเขานิ่งและคงที่แล้วจึงค่อยเรียกหน้าต่างสถานะขึ้นมาเงียบๆ

 

[System]

ซอนอึนซู

อายุ : 19

เพศ : ชาย

อาชีพ : นักเรียนมัธยมปลาย

ฝ่าย : อธรรม

ฉายา : [ผู้ตื่นรู้คนแรก*]

สกิล : [ทักษะหัตถ์พระเจ้า Lv.2*] [ฝันพยากรณ์*] [โอม จงซ่อม จงฟื้น จงคืนสภาพด่วน Lv.2*] [รอยแผลศักดิ์สิทธิ์ (ล็อก)*]

 

[รอยแผลศักดิ์สิทธิ์ (ล็อก)]

– เงื่อนไขในการปลดล็อก : กรุณาเก็บเสียงโห่ร้องสรรเสริญให้ครบ 100 คน (0/100)

 

ผมได้ยินเสียงในหัวพูดถึงการจารึกรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ลงบนร่างกายมนุษย์ผู้ต่ำต้อย สุดท้ายผมก็ได้สกิลมาจริงๆ ด้วยแฮะ ถึงจะเป็นสกิลที่ต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากหนึ่งร้อยคนก่อนถึงจะปลดล็อกได้ก็เถอะ แต่แบบนี้ผมไม่ต้องติดล็อกไปตลอดชีวิตเลยหรือไง ถ้าเป็นคนอย่างชายูฮยอกก็ว่าไปอย่าง คนอย่างผมจะไปเอาเสียงโห่ร้องสรรเสริญจากใครที่ไหนได้ตั้งหนึ่งร้อยคน อันที่จริงตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นสกิลนี้ผมก็แทบถอดใจยอมแพ้ไปแล้ว

นั่นสินะ ยอมแพ้ไปซะยังจะสบายใจกว่า เพราะผมได้รับสกิลนั่นมาก็เพื่อให้เอาไว้ฆ่าคิมแจยอง สมมติว่าปลดล็อกแล้วใช้สกิลได้ตามใจนึก…ผมจะหาทางเลี่ยงไม่ฆ่าหมอนี่ได้หรือเปล่านะ แค่จินตนาการว่าร่างกายของคิมแจยองเย็นชืดก็รู้สึกแย่สุดๆ แล้ว ผมไม่รู้จะทำความเข้าใจกับความรู้สึกไม่พึงประสงค์นี้ยังไงเลยอ้อยอิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนค่อยๆ ปิดเปลือกตาลง เพราะไม่อยากคิดอะไรทั้งนั้น

สบายจัง…

นึกว่าจะไม่ง่วงเพราะนอนไปเยอะมากแล้ว ที่ไหนได้แค่อยู่ข้างคิมแจยองร่างกายผมก็มักจะอ่อนเปลี้ยอยู่เรื่อย ความรู้สึกก็เหมือนกับเวลาอยู่ใกล้หมาหรือแมวที่กำลังหลับแล้วรู้สึกง่วงตามนั่นแหละ คงเพราะผมพึ่งพาเขามาตลอดตั้งแต่ก่อนจะถึงวันแห่งหายนะล่ะมั้ง ว่าแต่มันถือเป็นสัญญาณที่ดีใช่ไหมนะ…

 

“กระทั่งเหล่าผู้รุกรานแห่งจันทราสีชาดก็ยังไม่อาจขัดขืนพระประสงค์ของพระเจ้า แล้วเจ้านั่นนับเป็นตัวอะไร มีเขาเข้ามาข้องเกี่ยวคราใด อนาคตเกิดความพลิกผันไปเสียทุกครั้ง มิหนำซ้ำอนาคตที่มองเห็นแต่ละครั้งล้วนเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าเหตุใดท่านผู้นั้นถึงส่งข้ามาหาเจ้า สบโอกาสสังหารเมื่อใด เจ้าต้องสังหารให้ได้ หากปล่อยให้เจ้านั่นดูดกลืนพลังของผู้รุกรานจนหมด หายนะที่ไม่อาจย้อนกลับจะมาเยือนอย่างแน่นอน”

 

“ฮ้าววว…”

บทสนทนาบางส่วนระหว่างผมและผู้ส่งสารแห่งพระเจ้าผุดขึ้นมาในหัวอีกแล้ว

อาโรกันเชียบอกว่าต้องตามหาพลังทั้งหมดของคิมแจยองให้ได้เพื่อปกป้องโลก ในขณะที่ผู้ส่งสารแห่งพระเจ้าบอกว่าหากคิมแจยองได้พลังทั้งหมดมาเมื่อไหร่หายนะจะมาเยือน เนื้อความทั้งสองฝั่งตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงจนยากจะตัดสินว่าควรฟังใครมากกว่ากัน

ว่าแต่ทำไมทั้งคู่ต้องมาพล่ามอะไรกับผมด้วยเนี่ย จะเอาอะไรกับประชาชนตาดำๆ อย่างผมนักหนา

“ตื่นแล้วเหรอ”

“อืม…แขนนายไม่ชาหรือไง”

“อื้ม โอเคอยู่”

หมอนี่ดื้อจะเสนอแขนให้ผมนอนหนุนท่าเดียว ผมเอาชนะไอ้คนดื้อนี่ไม่ไหวจริงๆ เลยนอนหนุนแขนเขาแทนหมอนอยู่หลายวัน เขาโอเคจริงๆ ใช่ไหม เลือดน่าจะไม่เดินด้วยซ้ำ แต่พอลองคิดอีกทีเขาคือคนที่ได้รับพลังอันมหาศาลมาครอบครอง แค่สละแขนให้ผมนอนหนุนคงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

“อึนซู หิวไหม มีอะไรที่อยากกินหรือเปล่า”

“อะไรก็ได้…นี่ พูดก็พูดเหอะ…นายกะจะไม่ให้ฉันออกไปจากที่นี่เลยหรือไง”

เมื่อได้ยินผมถามตรงๆ คิมแจยองก็ปิดปากแน่นสนิท ไอ้หมอนี่ เจอคำถามไม่ถูกใจทีไรก็หุบปากทุกที คิดว่าสวยแล้วจะทำอะไรก็ได้เหรอ สวยแล้วจะได้ตามใจทุกอย่างหรือไง ผมทำหน้างอง้ำพลางดึงแก้มเขา ทันใดนั้นคิมแจยองก็ตีหน้าเศร้าหางตาตกน้ำตาคลอ ทีนี้ล่ะมาแกล้งทำตัวน่าสงสาร แสร้งทำเก่งนักนะไอ้จิ้งจอกจำแลง หมอนี่มีกี่หางกันแน่ ผมชักจะนับไม่ถูกแล้ว

“…โอเคๆ ไปเอาข้าวมาได้แล้ว ฉันจะไปอาบน้ำ”

ตัวผมเองที่ยอมคิมแจยองทุกครั้งก็เกินเยียวยาพอกัน ร่างกายผมดันจดจำวินาทีที่น้ำตาร่วงพรูจากดวงตาของเขาได้เลยแอบกลัวสีหน้าแสนเศร้านั่นอยู่ลึกๆ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมเพิ่งรู้ตัวว่าแพ้ทางให้กับน้ำตาคนสวย

“อืม เดี๋ยวเอาชุดใหม่มาให้ด้วย”

“จ้ะ”

พอผมลุกจากเตียงตั้งท่าจะเดินไปห้องน้ำ สายตาคิมแจยองก็ไล่ตามมาติดๆ เขาจ้องมองผมนิ่ง ผมขยิบตาให้ไปทีหนึ่งก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำ ทีแรกก็ตะขิดตะขวงใจเหมือนกันที่ต้องมาตัวติดกับคิมแจยองตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ถึงหมอนี่มันจะชอบผม แต่พอดูไปแล้วเขาเหมือนจะไม่มีความต้องการทางเพศเลยแม้แต่นิดเดียว ตอนนี้ผมเลยไม่ได้ใส่ใจอะไรมากแล้ว คนเราเวลาชอบใครขึ้นมาก็มักจะอยากทำอะไรต่อมิอะไรกันไม่ใช่เหรอ แต่นี่ยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งรู้สึกว่าความชอบที่เขามีต่อผมมันต่างจากที่คิดไว้เล็กน้อย

ชอบสกินชิป แต่กลับไม่มีอารมณ์ทางเพศเลยเนี่ยนะ…แบบนี้ควรอธิบายว่ายังไงดีล่ะ จะบอกว่าเป็นความหมกมุ่นแบบผิดๆ ที่มีต่อเพื่อน หรือต้องบอกว่าเหมือนไอ้ลูกหมาที่อยากผูกขาดเจ้าของไว้กับตัวดี

ยังไงก็เถอะ ในเมื่อผมไม่ได้เป็นเกย์ อยู่แบบนี้ก็ถือว่าสุขกายสบายใจไม่หยอก

หลังจากอาบน้ำเย็นเจี๊ยบเสร็จ ผมก็เดินตัวสั่นออกมา คิมแจยองรีบสวมเสื้อโค้ตขนแกะตัวหนาให้ผมทันที อีกทั้งช่วยเช็ดผมให้ด้วยผ้าขนหนูแล้วเริ่มใช้ไดร์เป่าจนแห้ง

ที่นี่มีน้ำให้ใช้ได้ตามต้องการ มีไฟฟ้า มีแผ่นทำความร้อน และมีแม้กระทั่งไดร์เป่าผม น่าขันที่ทั้งหมดนี้คือผลลัพธ์จากการที่คิมแจยองควบคุมและใช้ประโยชน์จากพวกอควา พวกอความีชีวิตอยู่มาอย่างน้อยๆ ก็หลายหมื่นปี ภูมิปัญญาที่มีจึงอยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์ไปมาก พวกอควาอาศัยภูมิปัญญาเหล่านั้นผลิตไฟฟ้าขึ้นมาด้วยแหล่งพลังงานรูปแบบอื่นๆ ทั้งยังดึงน้ำมากรองให้สะอาดแล้วกักเก็บไว้ในแท็งก์ได้อีกด้วย นี่มันไม่ต่างอะไรกับการมีทาสฉลาดๆ มาให้ใช้แรงงานฟรีชัดๆ

“อะไร จู่ๆ ทำไมมีช็อกโกพาย”

“เห็นว่าวันนี้คือวันที่หนึ่งมกรา”

“โห รู้จักเตรียมอะไรแบบนี้ด้วยแฮะ”

“ฉลองที่อายุยี่สิบไง”

ถาดที่คิมแจยองถือมาด้วยมีข้าวสวยและเครื่องเคียง แถมด้วยช็อกโกพายกองโตราวกับภูเขา ช็อกโกพายชิ้นบนสุดมีตัวอักษรเขียนไว้อย่างเป็นระเบียบและประณีตราวกับใช้ไม้บรรทัดทาบ ตัวอักษรทุกตัวถูกเขียนขึ้นด้วยไวท์ช็อกโกแลต

 

‘Happy New Year

 

“ฉันเขียนเองแหละ”

“แล้วจะใส่หัวใจมาเพื่อ?”

พอมีรูปหัวใจพ่วงมาด้วย มันก็ดูเหมือนคู่รักสวีตกันไม่ใช่หรือไง ผมหยิบช็อกโกพายชิ้นที่มีตัวอักษรยัดใส่ปากคิมแจยอง ถึงแม้เขาจะปฏิเสธไม่ยอมกินมากกว่าวันละหนึ่งมื้อและยืนยันว่าแค่อาหารเล็กน้อยก็ได้รับพลังงานเพียงพอแล้วก็เถอะ แต่ผมก็ยังคอยป้อนขนมให้เขากินอยู่เรื่อยๆ คนเราจะมีชีวิตด้วยการกินอาหารเพียงมื้อเดียวได้ยังไง ทั้งที่เขาไม่สนใจเรื่องกินเลยสักนิด แต่กลับกินทุกอย่างที่ผมยื่นให้อย่างขยันขันแข็ง พอมองดูแล้วก็น่ารักดีเหมือนกัน

“โคฮเยจูกับคนอื่นๆ ทำอะไรกันอยู่”

“เล่นบอร์ดเกม”

“ฉันก็อยากเล่นบอร์ดเกม”

“เดี๋ยวไปเอามาให้”

“ไม่อะ จะเล่นกับคนอื่นด้วย”

“…”

คิมแจยองต้องการผูกขาดผมไว้คนเดียว ถ้าผมพูดถึงคนอื่นเมื่อไหร่ เขาจะแสดงทีท่าไม่พอใจออกมาอย่างโจ่งแจ้ง มันสมเหตุสมผลตรงไหนกับการขังผมไว้ให้อยู่แต่ในห้องทั้งวัน นี่มันเรียกว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนแล้วนะ

“ไม่ได้เหรอ”

“ไม่ได้”

คิมแจยองปฏิเสธเสียงแข็งด้วยสายตาเย็นชา ผมพยักหน้าและไม่ร้องขออะไรอีก ก่อนจะก้มหน้าก้มตาตักข้าวกิน แต่แล้วผมก็มองเห็นว่ามือเขากำแน่นอยู่ตรงหัวเข่า ข้อนิ้วที่เดิมทีก็ขาวอยู่แล้วยิ่งซีดขาวหนักเข้าไปอีก ผมวางช้อนแล้วยื่นมือไปวางทาบบนหลังมือเขาก่อนตบเบาๆ เพื่อปลอบประโลม เขาถึงได้ค่อยๆ ผ่อนแรงลง

คิมแจยองอ่อนไหวขึ้นมานิดหน่อย…ไม่สิ หมอนี่อ่อนไหวขึ้นมามากๆ เลยล่ะ เขาไม่ได้ตะคอกเสียงดังหรือใช้ความรุนแรงใดๆ แต่มันคงจะดีกว่านี้ถ้าทะเลาะกันแล้วคุยแบบเปิดอกได้ จะทนเก็บงำทุกอย่างไว้ในใจคนเดียวขนาดนั้นทำไมก็ไม่รู้ ผมกลัวเขาจะร้องไห้อีกเลยไม่กล้าแม้แต่จะเปิดประเด็น เฮอะ นี่คนหรือปลาแสงอาทิตย์กันแน่

ยังไงก็เถอะ ตอนนี้ถึงเวลาที่ต้องออกไปแล้ว

ต่อให้ผมพร่ำพูดว่าคิมแจยองสวยและน่ารักขนาดไหน แต่ผมก็ไม่ได้อยากมีชีวิตแบบโดนขังอยู่ที่นี่และต้องมองแต่หน้าเขาอยู่แบบนี้ ผมแน่ใจว่าโคฮเยจูอยู่ข้างนอก และดูจากร่างกายที่หายดีเรียบร้อยทั้งที่วันแรกเหวอะหวะไปด้วยแผลน้อยใหญ่ นั่นหมายความว่าฮวังซูยอนเองก็ต้องอยู่ที่นี่ด้วยเหมือนกัน ดังนั้นผมคงต้องหาวิธีเรียกพวกเธอมาให้ได้ จึงซ่อนกระดาษโน้ตที่เขียนตอนคิมแจยองไม่เห็นไว้ในแขนเสื้อ ก่อนจะแสร้งทำเป็นพลั้งมือทำแก้วแตกจนเศษแก้วคมบาดลึกเข้าไปในฝ่ามือ

“โอ๊ย!”

ผมลอบสังเกตท่าทีคิมแจยองก่อนจะเห็นว่าเขากำลังจ้องเลือดสีแดงสดที่ไหลรินลงมาตามสันมือผมอย่างว่างเปล่า

“…ตายๆ ช่วงนี้ออกกำลังกายเยอะไปหน่อย คุมแรงไม่ค่อยได้เลยแฮะ”

พอได้ยินผมบ่นกับตัวเองเหมือนพูดคนเดียว คิมแจยองก็ถอนหายใจเบาๆ ก่อนออกไปด้านนอก และก็เป็นไปตามคาด เขาพาฮวังซูยอนมา ฮวังซูยอนก้มหน้างุด ปากพึมพำอะไรบางอย่างที่น่าหดหู่ แต่พอเห็นผมเธอกลับยิ้มสดใส ไม่อยากเชื่อว่าตัวผมจะดีใจที่ได้เจอเจคิลล์กับมิสเตอร์ไฮด์ร่างเลียนแบบขนาดนี้ มุมปากผมค่อยๆ ยกยิ้มตาม แต่สุดท้ายก็ต้องปั้นหน้าตึงเข้าไว้เมื่อเห็นสีหน้าคิมแจยอง

“ซอนอึนซู!”

“ไง หวัดดี ไม่เจอกันนานเลย”

“มือเป็นอะไรน่ะ ใครทำ ไอ้พวกที่โรงอาหารอีกแล้วเหรอ”

“โรงอาหาร?”

“พวกนั้นจงเกลียดจงชังอะไรนายนักหนาก็ไม่รู้ ฉันไม่เข้าใจเลย”

แม้ภายนอกเธอจะดูปกติดี แต่สิ่งที่พูดออกมากลับฟังดูสับสนไร้ที่มาที่ไป ผมยิ้มแหยพร้อมพยักหน้า พอฮวังซูยอนเอื้อมมือมาหา แสงสว่างเรืองรองก็ห่อหุ้มมือผม ตอนที่ฮวังซูยอนกำลังใช้สกิล คิมแจยองยกมือขึ้นปิดปากแล้วหันหน้าหนี ดูเหมือนพลังของพระเจ้าและพลังของดวงจันทร์สีแดงจะขัดแย้งกันเลยทำให้เขารู้สึกพะอืดพะอม ทันทีที่คิมแจยองละสายตาไป ผมก็ไม่ยอมพลาดโอกาสทองรีบยัดกระดาษโน้ตที่กำรอไว้ใส่มือฮวังซูยอน เธอเบิกตากว้างแล้วกะพริบปริบๆ ก่อนยิ้มแป้นพลางหย่อนกระดาษโน้ตเก็บไว้ในกระเป๋า เมื่อการรักษาเสร็จสิ้น ฮวังซูยอนก็นำกระดาษโน้ตออกจากห้องไปได้โดยสวัสดิภาพ

“…ต่อจากนี้แม้แต่น้ำก็คงต้องป้อนไหมเนี่ย”

“บ้าหรือไง พูดมาได้ น่าขนลุก”

เมื่อได้ลองกำมือที่หายดีและโวยวายใส่คิมแจยองที่ขยันพูดแต่อะไรแปลกๆ แล้วนั่นแหละ ร่างกายที่ตึงเครียดถึงได้ผ่อนคลายลง สติสตังของฮวังซูยอนไม่คงที่เท่าไหร่นัก คาดเดาไม่ได้เลยว่าจะเป็นยังไง…แต่ก็ถือว่าผมเสี่ยงทอยลูกเต๋าไปแล้วล่ะนะ

 

‘ฉันอยากออกไป ขอวิธีหน่อย ฮือออ’

 

สิ่งที่ผมเขียนก็มีเนื้อหาคร่าวๆ ประมาณนี้ ด้านหลังยังใจดีเขียนแนะนำวิธีการไว้ด้วยว่า ‘กรุณาสอดคำตอบมาใต้ชามข้าว’ แต่ผ่านมาได้สองวันจนแล้วจนรอดใต้ชามข้าวก็ยังว่างเปล่า ซวยชะมัด ผมน่าจะหาทางเรียกโคฮเยจู ไม่น่าเรียกฮวังซูยอนมาเลย ในขณะที่กำลังเจ็บใจอยู่นั้นเอง ในที่สุดใต้ชามข้าวก็มีกระดาษโน้ตตอบกลับมาหนึ่งแผ่น ผมรีบซ่อนให้พ้นจากสายตาคิมแจยอง

 

‘ขอโทษทีนะคะ ฉันฮเยจูเองค่ะ พอดีเพิ่งเห็นกระดาษโน้ต ขอวิธีแล้วฉันจะรู้ไหมล่ะคะ 555’

 

ยัยนี่ก็พึ่งไม่ได้พอกัน

 

‘ถามจริง? หมอนี่จะให้ฉันอยู่แบบนี้ไปตลอดชีวิตเลยน่ะเหรอ’

 

ผมส่งกระดาษโน้ตกลับไปอีกครั้งด้วยความอึดอัดใจ ซึ่งคำตอบก็ยังคงมาช้าเหมือนเดิม

 

‘อึดอัดขนาดนั้นก็ลองจุ๊บดูสิคะ สู้ๆ ต่อจากนี้พักการติดต่อผ่านกระดาษโน้ตก่อนนะคะ ถ้าโดนจับได้ตายชัวร์’

 

หา? จุ๊บเนี่ยนะ? บ้าหรือเปล่าเนี่ย

ผมช็อก หยิบกระดาษโน้ตของโคฮเยจูยัดเข้าปากแล้วกลืนลงท้อง

 

ไม่รู้เลยว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว สิ่งที่สามารถทำในห้องได้มีจำกัด ผมเบื่อจนใกล้จะเป็นบ้า เบื่ออ่านหนังสือการ์ตูนเล่มใหม่ทุกวันแล้วเหมือนกัน อยากออกไปข้างนอก ผมทำท่าทางหงุดหงิดก็แล้ว ทำท่าทางโมโหก็แล้ว แสดงออกสารพัด แต่คิมแจยองก็ยังไม่คิดจะเปลี่ยนใจ

“ขลุกอยู่แต่กับฉันคนเดียว นายเองก็คงจะเบื่อเหมือนกันใช่ไหมล่ะ”

“อึนซูเบื่อการอยู่กับฉันเหรอ”

“เปล่า ไม่ได้เบื่อหรอก แต่…ถ้าเราได้ออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกบ้างก็น่าจะสนุกกว่านี้ไง”

“ฉันชอบที่นี่ อึนซูกับฉัน อยู่ด้วยกันแค่สองคน”

ให้ตายเหอะ ไอ้คนหัวแข็งนี่ ผมควรทำยังไงกับหมอนี่ดี จู่ๆ ก็เกิดความรู้สึกชั่ววูบอยากหยุมหัวคิมแจยองที่มุดเข้ามาในอ้อมกอดผมเหลือเกิน แต่ผมก็จำใจต้องอดกลั้นไว้ จุดนี้อาโรกันเชียเองก็ดูเหมือนจะยอมแพ้ไปแล้วเพราะเงียบไปเลย แปลว่าตอนนี้ก็ไร้อุปสรรคขวางกั้นแล้วสิ ขณะกำลังเหม่อมองไอ้คนน่าหมั่นไส้อย่างคิมแจยองที่หายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอด้วยสีหน้าผ่อนคลาย จู่ๆ ความคิดไร้สาระก็ผุดขึ้นมาในหัว

จุ๊บ…เชี่ยเอ๊ย

ผมบ้าไปแล้ว ใช่แน่ๆ เพราะถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวก็เลยเป็นบ้า

“คิมแจยอง”

“…อืม”

“ดูนี่นะ”

คิมแจยองเงยหน้ามองผมด้วยสายตาที่มีแต่ความง่วงงุน ผมยกตัวขึ้นเล็กน้อยแล้วแตะริมฝีปากลงไปบนแก้มของเขา ทันใดนั้นคิมแจยองก็ยิ้มกว้างทั้งที่ยังคงงัวเงีย

“ฉันขอออกไปไม่ได้เหรอ”

“อือ…ไม่ได้…”

“…นะ…นี่ก็ไม่ได้เหรอ”

ผมกลืนน้ำลายดังเอื๊อกแล้วถูไถริมฝีปากเขาด้วยริมฝีปากผม ก่อนจะแอบเห็นว่ามุมปากคิมแจยองคว่ำลงนิดๆ

“…ไม่ได้”

คำตอบตามหลังมาช้าไปชั่วขณะ คิมแจยองกะพริบตาถี่ไล่ความง่วง ผมพุ่งจู่โจมใบหน้าเขาซ้ำอีกครั้งด้วยการบดริมฝีปาก แลบลิ้นออกมาเบาๆ และเลียที่ริมฝีปากล่างของเขา เขาส่งเสียงในลำคอพร้อมสูดลมหายใจเข้าลึก

เวรแล้วไง ริมฝีปากนุ่มฉิบหายเลย

ผมสอดลิ้นเข้าไประหว่างริมฝีปากที่เผยอแยกออกเล็กน้อยก่อนเย้าแหย่เรียวลิ้นนุ่มของเขา

“…”

คิมแจยองไร้ปฏิกิริยาตอบสนอง หรือว่าผมจะทำเกินไปหน่อยกันนะ ผมรีบผุดลุกขึ้นด้วยความอับอาย หัวใจที่ก่อนกระทำการอุกอาจยังปกติดีตอนนี้เริ่มเต้นแรงจนเหมือนกับจะหลุดออกมาทางปาก

“ละ…แล้วแบบนี้โอเคหรือยัง”

ผมไม่ควรเชื่อโคฮเยจูเลย รู้ทั้งรู้ว่าคิมแจยองไม่ได้ชอบผมแบบนี้แท้ๆ สงสัยอยากจะออกไปข้างนอกมากจนเสียสติ ผมทนสบตาคิมแจยองไม่ไหวเลยเบือนหน้าไปมองทางอื่นพลางพูดพล่ามน้ำไหลไฟดับ

“โทษที ผู้ชายด้วยกัน ทำบ้าอะไรลงไปวะเนี่ย ฉันคงบ้าไปแล้ว…อุ๊บ!”

สองนิ้วเรียวยาวสอดลึกเข้ามาในปากผม ผมพยายามเบี่ยงตัวหลบตามสัญชาตญาณ แต่กลับถูกคิมแจยองใช้มืออีกข้างจับท้ายทอยไว้แล้วบังคับให้นิ่งอยู่กับที่ ผมไม่รู้จะจัดการกับนิ้วที่สอดเข้ามาอย่างรุนแรงนี้ยังไงเลยคว้าข้อมือเขาไว้ ทว่ามันกลับไม่เป็นผลใดๆ ทันทีที่ถูกปลายนิ้วกดแถวโคนลิ้น ผมก็รู้สึกอยากอาเจียนจนเผลอส่งเสียงออกมา คิมแจยองจ้องผมอย่างปวดร้าวทรมานด้วยสีหน้าคล้ายกับโกรธโดยที่ผมเองก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน

“ยะ…หยุด…”

กระทั่งน้ำตาผมรื้นจนคลอเบ้า เขาถึงได้ถอนนิ้วออกไปในที่สุด

“แค่ก…แค่ก…”

ผมไอโขลกอยู่พักหนึ่งพลางมองค้อนใส่คิมแจยอง แต่หมอนี่กลับเอาแต่จ้องนิ้วมือเปียกชื้นของตัวเองอย่างว่างเปล่า

“ไม่ชอบก็บอกด้วยคำพูดสิวะ ไอ้เวรนี่…”

พอเป็นจุ๊บแล้วชอบ แต่พอเป็นจูบแล้วมันน่าขยะแขยงขนาดนั้นเลยหรือไง ผมก็พอเข้าใจแหละนะ ถ้าจู่ๆ มีผู้ชายอกสามศอกเข้ามาจูบ ผมก็คงได้ประเคนหมัดใส่หน้าอีกฝ่ายก่อนแน่นอน ทว่าใช้วิธีนี้ตอบโต้มันไม่เกินไปหน่อยหรือไง นายคือคนที่จีบฉันก่อนนะเว้ย ไอ้ชาติชั่ว! น้ำตาที่คลอเบ้าอยู่ไหลรินอาบแก้ม นี่มันไม่ยุติธรรมเลย ผมไม่อยากให้เขาเห็นตอนร้องไห้จึงยกแขนขึ้นมาบังตา แต่คิมแจยองกลับจับข้อมือผมแล้วดึงแขนออก

“อะไร…ดะ…เดี๋ยว! อุ๊บ!”

ใบหน้าของคิมแจยองขยับเข้ามาใกล้ในชั่วพริบตาและริมฝีปากเราก็ประกบกันในเสี้ยววินาที ฟันที่กระทบกันชวนให้รู้สึกซาบซ่าน แต่ยังไม่ทันได้ซึมซับความรู้สึกนั้น เรียวลิ้นที่ลื่นและชื้นแฉะก็เลื่อนสอดเข้ามา ลิ้นนั้นไม่เหมือนกับนิ้วมือที่รุกล้ำเข้ามาด้วยความหยาบโลน มันทั้งงุ่มง่ามและเงอะงะ ผมพยายามดันออกด้วยการเกร็งปลายลิ้นตัวเอง แต่ก็ต้องตกใจที่กระทั่งปลายลิ้นก็ยังถูกเขาดูดดึง ลิ้นเขาไล้เลียอย่างไร้จุดหมายไปทุกซอกทุกมุมในปากผม ครั้นผมหายใจไม่ทัน ทุบหน้าอกเขาดังปึ้กๆ เขาถึงได้ยอมผละริมฝีปากออกเล็กน้อย เส้นสายสีใสทอดยาวระหว่างริมฝีปากเรา สีหน้าคิมแจยองว่างเปล่า ไม่ยอมละสายตาจากริมฝีปากผม

“แฮ่ก…แฮ่ก…ไอ้เวร…”

“อึนซู…”

สองข้างแก้มของเขาขึ้นสีระเรื่อ มันสวยจนใจผมหวั่นไหว ทว่าแววตาเขากลับลุกวาวราวกับอยากจะจับผมกลืนกินเสียเดี๋ยวนี้ แม้แต่มือที่ลูบเนื้ออ่อนด้านในข้อมือผมก็ยังบ่งบอกถึงความรู้สึกปรารถนาอย่างลึกล้ำจนสัมผัสได้ ผมรีบขืนตัว พยายามเอนไปด้านหลัง แต่คิมแจยองกลับรุกเข้ามาเร็วกว่า ทันทีที่ลิ้นของเราพัวพันกันอีกครั้ง ใบหน้าของผมก็แทบลุกเป็นไฟ

โห เชี่ย จูบได้โคตรห่วยแตก…

กว่าการจูบอันแสนเงอะงะที่ไม่เห็นใจฝ่ายตรงข้ามเลยสักนิดจะจบลงได้ ริมฝีปากและลิ้นของผมก็ร้อนผ่าวไปหมด พอผมเลียริมฝีปากล่างเบาๆ ก็รู้สึกได้ถึงรสคาวคล้ายสนิม ปากผมคงแตกยับเลยสิท่า คิมแจยองมองผมอยู่ก่อนแล้วด้วยดวงตาเป็นประกายราวกับคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส* ที่ค้นพบทวีปใหม่

“อึนซู…ฉันชอบแบบนี้จัง…”

เมื่อมองหน้าคิมแจยองที่ซ่อนความรู้สึกตื่นเต้นจากจูบแรกไว้ไม่มิด ริมฝีปากผมก็แห้งผากขึ้นมาอีกครั้ง ที่ผ่านมาเราได้แต่สกินชิปกันแบบเด็กน้อยมาตลอด ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าไม่ใช่เพราะเขาไม่มีความต้องการทางเพศ ทำไมผมถึงไม่เคยสังเกตเห็นเลยนะ ทั้งที่แตะนู่นจับนี่หรือกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันมาตั้งขนาดนั้น หรือว่า…เดิมทีก็ไม่มีจริงๆ นั่นแหละ แต่เพิ่งจะมีขึ้นมาเมื่อครู่…จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนผมเพิ่งเผลอไปยุ่งกับอะไรบางอย่างที่ไม่สมควรยุ่งเข้าให้แล้ว ผมพยายามปัดความสับสนทิ้งไปและวางมือสองข้างลงบนหัวไหล่เขา ไอ้ที่ซวยไปแล้วก็ช่างเหอะ ตอนนี้ถึงเวลายิงตรงเข้าประเด็นสักที

“…ฉันขอออกไปข้างนอกไม่ได้เหรอ”

“…”

“จุ๊บก็จุ๊บไปแล้ว…”

“…ถ้าทำอีกหนก็อาจจะได้…”

ไอ้บ้านี่

“…ถ้างั้นนายอยู่เฉยๆ ไปเลย คราวนี้ฉันจะเป็นคนทำเอง”

ผมถอนหายใจสั้นๆ ก่อนประกบริมฝีปากที่บวมจนไม่รู้จะบวมยังไงเข้ากับริมฝีปากคิมแจยอง

หน้าที่แล้ว1 of 3

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

everY

ทดลองอ่าน เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 Chapter 2.1-2.2 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 ผู้เขียน : MINTRAN แปลโดย : ทันบี ผลงานเรื่อง : 배타적 연애 금지구역 ถือเป็นลิขสิทธิ์...

กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น

ทดลองอ่าน กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น บทที่ 119-121

บทที่ 119 ไม่เห็นก็ยังดี แต่เมื่อมาถึงฮั่นหยางแล้วเห็นสภาพที่เจียงซิ่วรุ่นนั่งขัดสมาธิบนเนินเขากินขนมเปี๊ยะไส้เนื้อกับผั...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ท่านผู้เป็นดั่งดวงใจ บทที่ 1-3

บทที่ 1 เงาร่างด้านข้างทอดลงบนกระดาษหน้าต่างบางๆ ของโรงเตี๊ยม เงานั้นเลือนรางจนแทบแยกไม่ออกว่าเป็นผู้ใด เพิ่งรุ่งสาง ภาย...

everY

ทดลองอ่าน ในข่าวลือนายน่ารักกว่านี้นะ เล่ม 1 บทที่ 1-2 #นิยายวาย

ทดลองอ่านเรื่อง ในข่าวลือนายน่ารักกว่านี้นะ เล่ม 1 ผู้เขียน : เหมาฉิวฉิว แปลโดย : เฉินเมิ่งหาน ผลงานเรื่อง : Ni De Hei L...

everY

ทดลองอ่าน ในข่าวลือนายน่ารักกว่านี้นะ เล่ม 1 บทที่ 3-4 #นิยายวาย

ทดลองอ่านเรื่อง ในข่าวลือนายน่ารักกว่านี้นะ เล่ม 1 ผู้เขียน : เหมาฉิวฉิว แปลโดย : เฉินเมิ่งหาน ผลงานเรื่อง : Ni De Hei L...

community.jamsai.com