ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 2 บทที่ 9.1-9.3 #นิยายวาย – หน้า 2 – Jamsai
Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 2 บทที่ 9.1-9.3 #นิยายวาย

บทที่ 9.2

 

หลังจากตื๊ออยู่นาน และแล้วในที่สุดผมก็สามารถออกมาข้างนอกได้ แม้ข้างนอกที่ว่าจะไม่ใช่ข้างนอกจริงๆ แต่เป็นแค่นอกห้องก็ตาม อันดับแรกดูจากที่ไม่มีหน้าต่าง ที่นี่คงจะเป็นชั้นใต้ดิน ส่วนล็อบบี้นั้นอยู่ตรงกึ่งกลาง มีทางเดินแยกออกไปสามทางคล้ายรังมด ห้องที่ผมอยู่กับคิมแจยองคือห้องสุดท้ายของทางเดินตรงกลาง เพดานค่อนข้างสูง พวกอควาที่ร่างใหญ่โตโอฬารจึงเดินไปเดินมาได้อย่างสบาย แต่เวลาคิมแจยองเดินผ่าน พวกอควาก็จะพากันก้มหน้าประหนึ่งกำลังแสดงความเคารพ พอผมกับคิมแจยองจูงมือกันเดินออกมาที่เลานจ์ก็เจอกับฮวังซูยอน โคฮเยจู และโอฮันบิท ผมตรงดิ่งไปหาฮวังซูยอนทันทีเพื่อรักษาริมฝีปากที่แตกและบวมเจ่อ

“อะไร ทำไม”

คิมแจยองมองริมฝีปากผมที่ตอนนี้กลับสู่สภาพปกติอย่างไม่สบอารมณ์นัก ผมขึงตาใส่เขา จากนี้ต้องไม่ตามใจเขาไปสักระยะ ผมทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ห้องนั่งเล่นพลางถอนหายใจ ทั้งที่ออกจากห้องมาได้ตามที่หวังแล้ว แต่กลับไม่โล่งใจเท่าไหร่ ถ้าถามถึงเหตุผลล่ะก็ แน่นอนอยู่แล้วว่าต้องเป็นเพราะผมกับคิมแจยองจู…นั่นแหละ ทั้งหมดเป็นเพราะใบหน้าเขา ก็ใบหน้านั่นทำท่ากระอักความสุขแล้วยังทำปากเผยออ้าซะลามก ท้องน้อยผมถึงได้ปั่นป่วนไปหมด ไหนจะตอนที่ผมรีบจูบรีบจบงาน เขาก็ดันมาขยุ้มคอเสื้อผมเหมือนจะยื้อไว้อีก…โอ๊ย เวรเอ๊ย

ฉันไม่ได้เป็นเกย์ ฉันไม่ได้เป็นเกย์ ฉันไม่ได้เป็นเกย์โว้ย…

ใครใช้ให้หมอนี่สวยสิ้นเปลืองแบบนี้ล่ะ…พูดตามตรงถ้าตั้งใจจะจีบใครด้วยใบหน้านั่นจริงๆ ไม่ว่าชายหรือหญิงก็โดนตกหมดแหละ มีหรือจะไม่ใจอ่อน

โคฮเยจูส่งเสียงโห่แซวพลางมองผมสลับกับคิมแจยอง เสียงหัวเราะโรคจิตของเธอชวนให้ผมรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเลยชูนิ้วกลางให้

“คังด็อกโฮล่ะ”

ผมมองจนทั่วแล้ว แต่ก็ไม่เจอเจ้าหมีสีน้ำตาล คิมแจยองเล่าว่าเจ้าหมีสีน้ำตาลตัวจริงตายไปแล้วตั้งแต่อยู่ที่โรงเรียนวันนั้น และเขาได้ใช้ศพของเจ้าหมีสีน้ำตาลรวมเข้ากับเศษซากวิญญาณที่ค้างอยู่ในศพสร้างเป็นอควาขึ้นมา ทว่าในตอนนั้นคิมแจยองอยู่ในสภาวะจวนเจียนจะคลั่ง เจ้าหมีสีน้ำตาลจึงกลายเป็นตัวตนที่คลุมเครือ มนุษย์ก็ไม่ใช่ อควาก็ไม่เชิง เจ้าตัวสามารถแยกแยะใบหน้ามนุษย์ได้ ซึ่งต่างจากอควาตัวอื่นๆ ที่แยกแยะใบหน้ามนุษย์ไม่ออก อีกทั้งยังแข็งแกร่งชนิดที่ว่าจะไปไหนมาไหนตามลำพังข้างนอกก็ยังได้ ดังนั้นคิมแจยองจึงพาเขาติดสอยห้อยตามไปด้วยเสมอเพื่อเอาไว้ใช้งานตอนที่ออกตามหาผม

“อยู่ข้างนอก”

“ทำไมไปอยู่ข้างนอก”

“พอดีตอนนี้พวกเรากำลังโดนล้อมอยู่น่ะ”

คิมแจยองตอบเหมือนมันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่ทุกคำที่ตอบกลับมานั้นชัดเจนเลยว่าเรื่องใหญ่

“…ล้อม? ใครล้อม”

“พี่ยูฮยอก”

“อะไรนะ”

“พี่ยูฮยอกไง ไม่ใช่เหรอ ก็ฉันเห็นอึนซูเรียกแบบนี้นี่”

น้ำเสียงคิมแจยองฟังดูแข็งทื่อ ดูเหมือนเขาจะไม่พอใจที่ผมเรียกชายูฮยอกว่าพี่ยูฮยอก

“นายกำลังจะบอกว่าตอนนี้ที่นี่ถูก เอ่อ…ชายูฮยอกหาเจอแล้วงั้นเหรอ”

“ซอนอึนโฮเคยมาแล้วหนหนึ่ง อีฮยอนอูเองก็อยู่กับทางนั้น ดูท่าคงรู้พิกัดตั้งแต่แรกแล้ว”

“อีฮยอนอู? หมอนั่นยังมีชีวิตอยู่เหรอ”

“ฉันไว้ชีวิตน่ะ”

ไว้ชีวิต?

ขณะที่กำลังคิดว่าเขาหมายความว่ายังไง ผมก็หันไปเห็นโอฮันบิทที่อยู่ด้านหลังและกำลังใช้มืออันสั่นเทากุมตรงหัวใจตัวเอง จังหวะเดียวกันนั้นผมก็นึกถึงตราสัญลักษณ์ลวดลายเรขาคณิตบนร่างของอีฮยอนอู โอฮันบิทน่าจะมีตราสัญลักษณ์นั่นประทับไว้เหมือนกัน ถ้ามีก็แปลว่าสี่คนนี้ อีฮยอนอู โอฮันบิท โคฮเยจู และฮวังซูยอนต้องทำสัญญาอะไรบางอย่างกับคิมแจยองไม่ผิดแน่ ส่วนฝ่ายที่มีอำนาจเหนือกว่าในสัญญาย่อมเป็นคิมแจยองอยู่แล้ว ถ้ามองว่าอีฮยอนอูลงเอยด้วยการตกอยู่ในสภาพนี้เพราะทรยศ ถ้างั้นการทรยศก็น่าจะหมายถึงความตาย ไม่อยากจะเชื่อเลย แบบนี้มันเรียกว่าทาสดีๆ นี่เองไม่ใช่หรือไง

“แล้วจากนี้…จะเอาไงต่อ”

“รวบรวมพวกมันทั้งหมดไว้ในที่เดียวแล้วกำจัดทิ้ง”

ผมหลงคิดไปว่าในเมื่อเราใช้ชีวิตตัวติดกันตลอดทั้งวัน ไอ้โรคจิตนี่คงไม่สร้างเรื่องอะไรหรอก ดูเหมือนว่านั่นจะเป็นความคิดที่ผิดอย่างมหันต์

“ทั้งหมด?”

“อืม ทั้งหมด”

“จำเป็น?”

“อืม จำเป็น”

คิมแจยองยิ้มอย่างเก้อเขินพลางช่วยเสยผมไปไว้ด้านหลังให้ผม แม้มันจะเป็นสัมผัสที่แสนจะอ่อนโยน แต่การกระทำกับคำพูดนั้นเหมือนไปกันคนละทาง ไม่ว่าจะเมื่อก่อนหรือตอนนี้ก็ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ผมทำหน้าเครียดพลางคว้าข้อมือคิมแจยอง ตราบใดที่คนเหล่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับผม หมอนี่จะฆ่าใครก็ฆ่าไป ขอแค่ไม่ใช่คนที่เกี่ยวข้องกับผมเป็นพอ…

“เอ่อ คือ…คนในครอบครัวฉันก็ด้วยเหรอ”

ไม่มีเสียงตอบรับ ธงแดงโบกสะบัดส่งสัญญาณเตือนอยู่ในหัวผม ผมจับข้อมือคิมแจยองแน่นพร้อมพูดอย่างร้อนรน

“นายมีเหตุผลอะไรถึงต้องทำขนาดนี้”

“…ฉันกลัว”

“หา?”

“เพราะฉันกลัวไง…”

คิมแจยองจับศีรษะผมโน้มเข้าหาตัวเอง ผมตัวแข็งทื่อและพิงศีรษะเข้ากับหน้าอกแกร่งของเขา ไม่ว่ายังไงไอ้เวรนี่ก็คงมุ่งจะฆ่าทุกคนจริงๆ สินะ

ผมหันคอเล็กน้อยเพื่อมองคนอื่นๆ โอฮันบิทยังคงตัวสั่นเทาอยู่อย่างนั้น ฮวังซูยอนทำหน้าเหม่อลอยเหมือนไม่ได้คิดอะไรเลยสักอย่าง ส่วนโคฮเยจูที่สบตากับผมก็ชี้นิ้วไปที่ข้างขมับแล้วหมุนวนเป็นวง

ว่าไงนะ โรคจิต? เรื่องนั้นผมรู้ดียิ่งกว่าใครเลยล่ะ

ผมขยับปากถามว่า ‘ทำไงดี’ โคฮเยจูลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนทำปากจู๋แล้วเอานิ้วแตะที่ริมฝีปากตัวเอง

ยัยประสาท

ผมผิดเองที่ถามโคฮเยจู สมองยัยนั่นมีแต่เรื่องพรรค์นั้นหรือไง ถ้าให้ผม…กับคิมแจยองอีกหน ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นเรื่องใหญ่เข้าจริงๆ เพราะเมื่อกี้คนที่เลือดสูบฉีดจนร้อนรุ่มไม่ได้มีแค่ผมคนเดียว…

ตั้งสติหน่อย หมอนั่นเป็นผู้ชาย เราเองก็เป็นผู้ชายนะเฟ้ย

ยังไงผมก็ลงทุนถึงขั้นจูบแล้ว แต่จะให้ไปต่อมากกว่านี้ก็คงไม่ได้ ผู้ชายอกสามศอกที่มีไอ้นั่นเหมือนกันมันจะทำกันได้ยังไง ไม่สิ…มีตรงไหนให้ทำด้วยหรือไง ทางไหนล่ะ ชั่วขณะที่ได้ลองจินตนาการภาพคิมแจยองนอนอยู่ใต้ตัวผม ใบหน้าก็พลันร้อนผ่าวขึ้นมา

เชี่ยเอ๊ย! อย่าจินตนาการสิวะ! ถ้าเอาใบหน้านั่นมาจินตนาการ มันก็ดูจะเป็นไปได้หมดน่ะสิ!

ผมสงบจิตสงบใจก่อนสูดลมหายใจเขาลึก

“อะแฮ่ม นายกลัวอะไรฉันไม่รู้หรอกนะ แต่แจยอง…การแตะต้องคนในครอบครัวมันออกจะไร้มนุษยธรรมเกินไปหน่อยไหม”

“อืม รู้ แต่อึนซู…ฉันไม่ใช่มนุษย์”

“ใครหน้าไหนมันพูดแบบนั้น นี่ นายน่ะคือมนุษย์ถูกแล้ว แสดงความเป็นมนุษย์ออกมาหน่อยสิ”

“เดิมทีฉันก็น่าจะไม่ใช่มนุษย์ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”

คิมแจยองพูดด้วยน้ำเสียงหม่นหมองพลางใช้ฝ่ามือใหญ่ลูบท้ายทอยผมไปด้วยเบาๆ ในเมื่อเขากลายเป็นราชาแห่งสัตว์ประหลาด ดังนั้นที่พูดก็ไม่ผิด แต่ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปครอบครัวผมคงตายหมดไม่เหลือแน่ ผมจึงรีบพูดโดยเจาะจงเลือกเฉพาะคำที่เขาน่าจะชอบด้วยความร้อนใจ

“อย่าทำแบบนั้นเลย เราสองคนออกไปกันเองไม่ได้เหรอ แค่เราสองคน”

“แค่เราสองคน?”

“ไปอยู่ด้วยกันสองคนในที่ที่ไม่มีใครกันเถอะ นั่นไง บ้านพักตากอากาศที่จังหวัดคังวอนนั่นไง! ไปกัน ไปตกปลาด้วยกัน…”

“จำเป็น?”

คิมแจยองใช้โทนเสียงเดียวกันตอบราวกับต้องการย้อนถามผมก่อนหน้านี้ ผมเงยหน้าขึ้นมองเขา ถ้ามองแค่ผิวเผินหน้าเขานิ่งดูไร้อารมณ์ แต่ถ้าตั้งใจมองจะเห็นว่าเขาหงุดหงิดอยู่หน่อยๆ ผมลอบกลืนน้ำลายก่อนออกแรงดึงเขา

“ใช่สิ จำเป็น”

คิมแจยองก้มตัวลงตามแรงดึง ผมใช้ปากแตะที่ริมฝีปากเขาเบาๆ ทั้งที่อุตส่าห์จุ๊บแล้ว หมอนี่ก็ยังจะทำหน้ามุ่ยอยู่เหมือนเดิมไม่ต่างจากเด็กน้อยที่ถูกขัดใจ

“ไม่เอา”

เอาอีกแล้ว ตอนนี้ต่อให้ผมจะตื๊อหรืออ้อนวอนแค่ไหนเขาก็คงจะปฏิเสธท่าเดียว ไอ้โคตรดื้อเอ๊ย! ผมเดือดปุดๆ ยืดตัวขึ้นสะบัดคิมแจยองออกแล้วเดินกระฟัดกระเฟียดไปทางห้องพัก พวกอควารีบเบี่ยงตัวหลบเพื่อไม่ให้ชนผมอย่างกับได้รับคำสั่งอะไรมา ผมจงใจพุ่งหมัดไปที่ร่างกายของอควาตัวหนึ่ง แต่ยังไม่ทันที่หมัดจะโดนตัว ร่างที่สร้างจากของเหลวของมันก็แหวกเป็นรูโหว่ คิมแจยองที่เดินตามมาด้านหลังคว้าหน้ากากของอควาตัวนั้นแล้วบีบจนแตกกระจาย ผมมองอควาที่ร่างสลายพลางหลุดหัวเราะเสียงแห้งออกมา

“ฆ่าเพื่อ?”

“มันหลบมือของอึนซูนี่นา”

คราวนี้ผมเดินเข้าไปหาอควาอีกตัวแล้วปล่อยหมัด ร่างกายมันเปลี่ยนจากของเหลวเป็นของแข็งเพื่อรับหมัดของผม แรงโจมตีไม่ได้มากมายอะไร แต่อควาที่โดนต่อยก็ยังถอยหลังไปหนึ่งก้าว คิมแจยองเข้าไปใกล้มันและยื่นมือไปหา ดูท่าแล้วคงตั้งใจจะทำลายหน้ากากอีกเหมือนกัน ผมจึงรีบคว้าข้อมือเขาทันที

“คราวนี้อะไรอีก”

“มันแตะโดนนาย”

“เฮ้ย…เชี่ยแม่ง นายจะเอายังไงกับฉันกันแน่วะ!”

พอผมระเบิดอารมณ์ออกมากะทันหัน คิมแจยองก็คลายแรงจากมือที่จับหน้ากากอควาอยู่

“หยวนให้ครั้งก็แล้วสองครั้งก็แล้ว ถามจริงดิ…อยากให้บนโลกนี้เหลือแค่นายกับฉันเหรอ อยากให้ฉันถูกขังอยู่ในห้องเล็กๆ แบบนั้น กินข้าวที่นายประเคนให้ คอยออดอ้อนและแจกจุ๊บให้นายไปวันๆ แบบนี้เหรอ”

“…”

“ไอ้เลวเอ๊ย…คนอย่างนายแม่ง คิดว่าสวยอะไรขนาดไหนกันถึงได้…เฮ้อ พอเหอะ ไสหัวไปให้พ้น”

“อึนซู”

“บอกให้ไสหัวไปไง! ไม่ต้องตามมาด้วย วันนี้ฉันจะอยู่คนเดียว ถ้าเข้ามานะ ฉันจะไม่พูดกับนายอีก รู้ไว้เลย”

ผมเดินเข้าห้องปิดประตูดังปังโดยไม่หันกลับไปมอง เพราะถ้าเห็นหน้าของเขา ผมอาจจะใจอ่อนเอาได้ ในจังหวะก่อนที่จะประตูปิด ผมได้ยินเสียงหน้ากากของอควาแตก สุดท้ายก็ฆ่าอควาตัวเมื่อกี้จนได้สินะ ผมยืนตรงหน้าประตูเงี่ยหูฟังสถานการณ์ข้างนอก แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงเขาเดินมาใกล้ห้องแต่อย่างใด

ดูท่าไอ้ผู้ส่งสารแห่งพระเจ้านั่นคงไม่ได้พูดไร้สาระไปเรื่อยเปื่อยแล้วล่ะ คำพูดที่บอกว่าอนาคตส่วนใหญ่กำลังเปลี่ยนไปในทิศทางที่ไม่น่ายินดีนั้นต้องหมายความว่าคิมแจยองมีส่วนในการทำลายล้างโลกแน่ๆ เวลาคนบ้าได้อำนาจมาครอบครองย่อมทำได้สารพัดเรื่องอยู่แล้ว หมอนั่นไม่ ‘จำเป็น’ ต้องไปไกลๆ กับผมแค่สองคนก็ได้ เพราะหลังจากที่ฆ่าทิ้งจนเกลี้ยง ยังไงก็จะเหลือแค่เราสองคนอยู่ดี

“ตั้งใจจะฆ่าครอบครัวฉันหมดทุกคนเนี่ยนะ เกินไปแล้ว!”

ผมยังโกรธไม่หายจึงกระฟัดกระเฟียดยกเท้าเตะโซฟา

แกร๊บ

เสียงบางอย่างข้างในโซฟาที่แข็งราวกับหินปริแตก ดูจากที่อุตส่าห์ขนมันมาจากโรงเรียน แสดงว่ามันต้องเป็นโซฟาตัวโปรดของคิมแจยอง…ผมรู้สึกหวั่นใจขึ้นมาชั่วขณะ รีบเช็กว่ามีจุดไหนแตกหักหรือเปล่า พอมองภายนอกแล้วก็ไม่มีอะไรผิดสังเกต พอนั่งลงไปก็ไม่มีปัญหา ผมเลยโล่งใจแล้วล้มตัวนอนแผ่

“จะโน้มน้าวยังไงดีวะเนี่ย”

คนอย่างหมอนั่นโน้มน้าวได้หรือเปล่าเถอะ

“…ถ้างั้นก็ฆ่าทิ้งแม่งเลยดีไหมวะเนี่ย”

 

[รอยแผลศักดิ์สิทธิ์ (ล็อก)]

– เงื่อนไขในการปลดล็อก : กรุณาเก็บเสียงโห่ร้องสรรเสริญให้ครบ 100 คน (1/100)

 

สกิลยังคงล็อกไว้อย่างแน่นหนา ผมจะปลดล็อกได้ก็ต่อเมื่อได้รับเสียงโห่ร้องสรรเสริญจากร้อยคน…เดี๋ยวนะ มาแล้วหนึ่ง? จู่ๆ ผมก็นึกถึงเสียงโห่แซวเหมือนพวกโรคจิตของโคฮเยจูเมื่อครู่ เอาเถอะ สงสัยอะไรทำนองนั้นก็เอามานับเป็นแต้มได้เหมือนกัน แต่ถึงอย่างนั้นหนทางยังอีกยาวไกล ไอ้ที่เหลืออีกเก้าสิบเก้าคนจะให้ผมไปสรรหาจากไหน

ผมเคยสงสัยว่าทำไมอาโรกันเชียถึงมาโน้มน้าวผมแทนที่จะเป็นคิมแจยอง แต่ตอนนี้ผมเข้าใจแล้ว คิมแจยองเล่นไม่ใส่ใจการแก้แค้นของอาโรกันเชียเลย โน้มน้าวกับผีน่ะสิ ต่อให้รั้งขากางเกงเขาไว้จนย้วยก็ไม่มีทางหันมาสนใจเด็ดขาด ดูเอาก็แล้วกัน คิมแจยองลงมือฆ่าแม้กระทั่งผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างอควาได้โดยไม่กะพริบตา ผมว่าสำหรับคิมแจยองแล้ว ความเคียดแค้นต่อมนุษย์ที่พรากผมไปจากเขานานๆ อาจมีมากกว่าความเคียดแค้นต่อสัตว์ประหลาดจากดวงจันทร์สีแดงที่จะมาทำลายล้างโลกด้วยซ้ำ

“ซอนอึนโฮ…โอ๊ยแม่ง หรือว่าพี่ไปทำอะไรไว้”

ผมได้ยินว่าพี่เองก็เคยมาที่นี่ ถ้างั้นก็แปลว่าอยู่ฝ่ายเดียวกับคิมแจยองน่ะสิ…แต่สุดท้ายก็หันไปเลือกข้างชายูฮยอกแล้วยังเชียร์หมอนั่นอีกนี่ ถ้างั้นหรือว่าพี่หักหลังคิมแจยอง ถ้าที่ผ่านมาซอนจงกรุ๊ปซ่อนตัวผมไว้ ถ้างั้นก็ช่วยไม่ได้ที่คิมแจยองจะรู้สึกไม่ดีต่อครอบครัวผม

“อยากจะบ้าตาย…”

หัวผมปวดตื้อไปหมด ในสถานการณ์ปัจจุบันไม่มีทางอื่นแล้วนอกจากโน้มน้าวคิมแจยองให้ได้ ถ้าชายูฮยอกล้อมที่นี่ไว้หมดอย่างที่บอกจริงๆ ถ้างั้นผมก็ไม่มีเวลาแล้ว โบราณว่าตีเหล็กต้องตีตอนร้อน ผมจึงรีบยันตัวลุกขึ้นทันที ถึงแม้จะไม่อยากเผชิญหน้ากับหมอนั่นเพราะผมอารมณ์เสียสุดๆ แต่จะให้ปล่อยไปแบบนี้เฉยๆ ก็ไม่รู้ว่าเขาจะก่อเรื่องอะไรอีก เอาเป็นว่าเก็บเขาไว้ข้างตัวน่าจะดีกว่า

จังหวะที่ผมกำลังจะเปิดประตูนั้นเอง

ตู้ม! ตู้ม!

เสียงระเบิดดังขึ้นสองครั้งติด เพดานเริ่มสั่นรุนแรงราวกับเกิดแผ่นดินไหว

“เฮือก!”

เพียงพริบตาเดียวเพดานก็ถล่มลงมา ผมรีบวิ่งไปยังประตูเพื่อหมุนลูกบิด แต่เพดานที่ยุบต่ำลงกลับกลายเป็นอุปสรรคทำให้ประตูเปิดไม่ออก บริเวณเหนือประตูส่งเสียงเปรี๊ยะพร้อมรอยแตกร้าว ถ้ายังดึงดันจะเปิดให้ได้มีหวังมันคงได้พังลงมาหมดแน่ คิมแจยองกับพวกอควาอาจจะรอดต่อให้ถูกอาคารถล่มทับ แต่ผมที่เป็นแค่ผู้ตื่นรู้ธรรมดาๆ คนหนึ่ง ถ้าโชคร้ายก็ตาย แต่ถ้าโชคดีหน่อยก็…ตายอยู่แล้วเห็นๆ นี่หว่า! จนถึงตอนนี้ผมไม่กล้าเชื่อดวงห่วยๆ ของตัวเองแล้ว

ไม่น่าเลย รู้แบบนี้เกาะติดอยู่ข้างๆ คิมแจยองยังจะซะดีกว่า!

ดวงผมเชื่อไม่ได้ก็จริง แต่ถ้าเป็นคิมแจยองผมเชื่อมั่นมาก ไม่ว่าจะเจออันตรายรูปแบบไหนเขาจะต้องช่วยผมได้แน่ แต่ไอ้การช่วย ‘แค่ผม’ คนเดียวเนี่ยน่ะสิคือปัญหา

“อึนซู อึนซู ได้ยินฉันไหม”

คิมแจยองตะโกนมาจากด้านนอกประตู น้ำเสียงฟังดูร้อนรนกว่ายามปกติ

“…อือ ได้ยิน”

พอได้ยินเสียงเขา หัวใจผมก็พลันเต้นถี่รัว แต่ด้วยเหตุผลอื่น ถ้าเมื่อกี้มันเต้นแรงเพราะกลัวตายจากการถูกอาคารถล่มทับ ตอนนี้หัวใจผมก็คงเต้นแรงเพราะความรู้สึกโล่งที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างจากการเห็นทางรอด ผมอยากจะเปิดประตูไปจุ๊บแก้มคิมแจยองซะเดี๋ยวนี้ แต่จู่ๆ จะไปแสดงออกว่าดีใจทั้งที่เรายังทะเลาะกันอยู่ก็คงน่าขันเกินไปหน่อย ผมเลยตอบไปแบบนิ่งๆ

“ถ้าเปิดประตูออกมาเพดานถล่มแน่ ฉันจะนับถึงสามแล้วเปิดนะ นายกระโดดพุ่งออกมาเลย!”

“ได้!”

“หนึ่ง สอง สาม!”

ประตูเปิดออกในจังหวะที่คิมแจยองนับสาม ผมพุ่งตัวเข้าหาเขาทันที เพดานด้านหลังที่เสียสมดุลแตกร้าวเป็นทางแล้วถล่มครืนลงมา คิมแจยองอุ้มผมขึ้นแล้วรีบวิ่งออกจากจุดนั้นด้วยความเร็วสูง จุดที่พังทลายโดยสิ้นเชิงคือฝั่งโถงทางเดินตรงกลางซึ่งเคยเป็นห้องผม ผนังส่วนอื่นเองก็เกิดรอยร้าวเช่นกัน ซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ว่ามันมีสิทธิ์ถล่มอีกต่อกันเป็นทอดๆ

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น มีเรื่องอะไรกันแน่…”

“ฝ่ายนั้นเปิดก่อนน่ะสิคะ จะเรื่องอะไรล่ะ”

โคฮเยจูตอบภายใต้แสงไฟติดๆ ดับๆ ในขณะเดียวกันมือก็น้าวสายธนูทดกำลังแล้วยิงรัวๆ โอฮันบิทกำลังผูกเชือกรองเท้าผ้าใบ ส่วนฮวังซูยอน…เธอดูเหม่อลอยเหมือนไม่ได้คิดอะไรเลยสักอย่าง ส่วนพวกอควาก็ยืนเรียงแถวจัดระเบียบกันพร้อมหอกในมือ

“ท่าทางครอบครัวจะขาดความอบอุ่นยิ่งกว่าที่คิดอีกนะคะเนี่ย”

“…หา?”

“รู้ทั้งรู้ว่ารุ่นพี่อยู่ตรงนี้ แต่ยังเลือกที่จะระเบิดอาคาร มันก็ชัดเจนแล้วไหมคะ”

พอได้ยินที่โคฮเยจูพูด ผมก็รู้สึกชาวูบเหมือนเลือดไหลออกจนหมดตัวเพราะซ่อนความตกใจไว้ไม่อยู่ หลังจากเงยหน้ามองคิมแจยองที่วางผมลงบนพื้น ผมก็ได้เผชิญกับสีหน้าเย็นชา หัวใจผมเต้นแรงยิ่งกว่าเมื่อครู่ ผมจับมือคิมแจยองแน่นและรีบเอ่ยปากเหมือนหาข้ออ้าง

“ฉันว่าต้องมีเรื่องเข้าใจผิดกันแน่นอน ถ้ามองแค่ภายนอกครอบครัวฉันอาจจะดูเลวไปบ้าง…แต่ทุกคนไม่ใช่คนประเภทที่จะทิ้งสายเลือดของตัวเองหรอกนะ”

คิมแจยองค่อยๆ ปล่อยมือผม ผมพยายามคว้ามือเขาไว้อีกครั้ง แต่ดันถูกอควาสองตัวเข้ามาจับแขนทั้งสองข้างซะก่อน ดูจากที่พวกมันไม่มีปีกแสดงว่าอยู่ระดับสูงและแข็งแกร่งกว่าอควาทั่วไป ผมพยายามสะบัดออก ทว่าพวกมันกลับไม่สะทกสะท้านใดๆ

“ปกป้องอึนซู”

“นะ…นายกำลังจะทำอะไร สืบดูให้รู้แน่ชัดแล้วค่อยเคลื่อนไหวก็ได้ไม่ใช่หรือไง เวรเอ๊ย!”

“…”

“นี่! เฮ้ย!”

 

ไม่ว่าจะเรียกคิมแจยองสักเท่าไหร่เขาก็ไม่หันกลับมา ผมจึงทำได้แค่เหม่อมองคิมแจยองเดินขึ้นบันไดไปโดยมีเหล่าอควาเรียงแถวตามหลัง ดูท่าสถานที่ที่เหมือนรังมดแห่งนี้จะซ่อนอควาจำนวนมากไว้ทุกซอกทุกมุม ทั้งที่เมื่อกี้เหมือนอยู่ให้เห็นแค่ไม่กี่ตัวแท้ๆ…ชายูฮยอกก็ชายูฮยอกเถอะ มนุษย์จะต่อกรกับอความากมายขนาดนี้ได้ยังไงกัน จำนวนมันก็เรื่องหนึ่ง แต่ไอ้ที่ตามหลังคิมแจยองออกไปคืออควาระดับสูงตั้งเจ็ดตัวเชียวนะ

“โคฮเยจู เธอห้ามเขาหน่อยสิ!”

“โอ๊ย ไม่รู้ด้วยหรอกค่ะ ฝ่ายนั้นหาเรื่องเองทั้งหมดนี่ ใครสั่งให้ใช้ระเบิดล่ะ”

“…ขอโทษนะครับ”

โคฮเยจูส่ายหน้าพลางเดินออกไปด้านนอก ส่วนโอฮันบิทก็เอ่ยขอโทษผมเสียงแผ่วและเดินตามโคฮเยจูออกไปด้วย สมาชิกที่เหลือมีเพียงอควาสองตัวที่จับผมอยู่และฮวังซูยอน

“จะไปไหน”

อควาที่คุมตัวผมเริ่มลากผมให้เดินไปทางอื่นที่ไม่ใช่บันไดตรงหน้า แสดงว่าประตูที่เปิดออกไปสู่บนดินได้ต้องมีมากกว่าหนึ่งบาน เอาไงดีทีนี้ ต้องหาวิธีให้ได้ คิดสิคิด…!

ในขณะกำลังเค้นสมองอย่างหนัก ผมก็เห็นฮวังซูยอนเดินตามหลังมาด้วยสีหน้าว่างเปล่า ใช่แล้ว ถ้าเป็นฮวังซูยอนล่ะก็…!

“ฮวังซูยอน ฮวังซูยอน ตั้งสติหน่อย เธอได้ยินที่ฉันพูดไหม ฮวังซูยอน!”

“…หืม?”

ทันใดนั้นฮวังซูยอนที่ก้มหน้าก็เงยหน้าขึ้นมากะทันหัน สายตายังคงไร้จุดโฟกัสเหมือนเคย ดูไม่น่าฝากความหวังอะไรได้ แต่นอกจากเธอ ผมก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว

“เธอเคยเห็นซอนอึนโฮใช่ไหม จำซอนอึนโฮได้ไหม”

“…ซอนอึนโฮ?”

“อืม มันจะมีคนหนึ่งที่หน้าเหมือนฉันมากๆ เธอช่วยออกไป…ตามหาซอนอึนโฮให้หน่อยได้ไหม”

“คนที่หน้าเหมือน…ซอนอึนซูเหรอ…”

ฮวังซูยอนพึมพำว่า ‘คนที่หน้าเหมือน…คนที่หน้าเหมือน…’ ซ้ำไปซ้ำมา อควาระดับสูงตัวหนึ่งที่จับตาดูเราคุยกันยื่นมือออกไปหาฮวังซูยอน ก่อนที่เธอจะโดนมันจับตัวไว้ได้ ผมก็ทำทีเป็นสะบัดแขนอีกหนและบิดตัวดิ้นไปดิ้นมา อควาระดับสูงที่กำลังจะจับฮวังซูยอนจึงหันกลับมาจับตัวผมใหม่ ไม่รู้เป็นเพราะคำสั่งของคิมแจยองหรือเปล่า ไอ้พวกนี้เลยไม่กล้าทำรุนแรง

“ใช่ ไปหาคนที่หน้าเหมือนฉันแล้วก็ตามหาครอบครัวเขาให้หน่อย ช่วยเขาที!”

“…ทำไม่ได้…คนทรยศ…”

“นั่นไม่ใช่ครอบครัวฉัน เป็นครอบครัวของคนที่หน้าเหมือนฉันต่างหาก ไม่ถือว่าเป็นการทรยศหรอกน่า”

เมื่อโผล่ขึ้นมาบนดิน แสงจันทร์สีแดงก็สาดส่องลงมา ผมหันมองไปรอบๆ เห็นไฟแอลอีดีฝีมือมนุษย์สว่างโร่สุดลูกหูลูกตา

“ทางโน้น! เร็วเข้า ฮวังซูยอน!”

พอผมพยักพเยิดคางแล้วตะโกนลั่น ฮวังซูยอนที่ตามหลังมาก็ชะงักกึก อควาระดับสูงหันไปมองเธอ ฮวังซูยอนกำลังจ้องทิศที่ผมชี้ไปอย่างเหม่อลอย อควาระดับสูงยื่นมือออกไป แต่ฮวังซูยอนไวกว่าเลยวิ่งไปทางโน้นก่อนแล้ว

สำเร็จ!

ผมกำหมัดแน่น มองแผ่นหลังฮวังซูยอนที่ไกลออกไปทุกที

 

ภายในห้องประชุม ผู้บัญชาการอิมกยูยศพลตรีประดับดาวสองดวงซึ่งเป็นผู้บัญชาการกองพลที่เจ็ดสิบสามและปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองบัญชาการรับมือวิกฤตการณ์ชาติกำลังนั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะ เขากวาดตามองไปรอบๆ ด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ โศกนาฏกรรมเพิ่งผ่านมาได้ไม่กี่วัน บรรยากาศจึงเศร้าโศกอย่างยิ่ง

‘เราไม่ควรร่วมมือกับสัตว์ประหลาดเลยตั้งแต่แรก ทางซอนจงกรุ๊ปมีอะไรอยากพูดไหมครับ’

ผู้บัญชาการอิมกยูเอ่ยปากทำลายความเงียบ

ผู้เข้าร่วมการประชุมจากซอนจงกรุ๊ป ได้แก่ ประธานซอนจงยอล กรรมการผู้จัดการซอนอึนรกผู้เป็นลูกชายคนโต และซอนอึนโฮผู้เป็นลูกชายคนกลาง ส่วนประธานกิตติมศักดิ์อย่างซอนจงบูซึ่งมีตำแหน่งสูงกว่านั้นได้เกษียณไปนานแล้วเพราะอาการป่วยเรื้อรังจึงไม่ได้เข้าร่วมการประชุม ผู้บัญชาการอิมกยูมองว่าซอนจงยอลกับซอนอึนรกที่เอะอะก็หัวร้อนดูจะรับมือง่ายกว่าจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์มาก โดยเฉพาะประธานซอนจงยอลที่ยังคงตั้งสติไม่ได้เนื่องจากลูกชายคนเล็กถูกสัตว์ประหลาดลักพาตัวไป

‘เฮอะ พอได้ยินว่าจะได้คุมสัตว์ประหลาดไม่ใช่ฝ่ายคุณหรอกเหรอครับที่กุลีกุจอรีบตกลงรับข้อเสนอ’

แน่นอนว่าสิ่งที่เรียกว่าตัวแปรย่อมโผล่มาเสมอ ซอนอึนโฮลูกชายคนกลางแห่งซอนจงกรุ๊ปที่เนื้อตัวมีกลิ่นเหล้าคลุ้งอยู่ตลอดเวลาเบิกตากว้างพลางออกปากโต้เถียง

‘ทีแรกเธอเองไม่ใช่เหรอที่เป็นคนดึงพวกสัตว์ประหลาดเข้ามายุ่ง’

‘เฮอะ แล้วเรื่องที่พันตรีวังพยายามจะลักพาตัวน้องชายผมล่ะครับ ไม่เห็นพูดถึงเลยล่ะ’

‘พันตรีวังแค่ตั้งใจจะคุ้มกันเขาเท่านั้น เราสูญเสียบุคลากรที่มีค่าของกองทัพไปแท้ๆ พูดจาเกินไปหน่อยไหม’

‘คุ้มกันหรือลักพาตัว…คนตายพูดไม่ได้นี่เนอะ คุณไม่คิดงั้นเหรอครับ’

แกร๊ก…

นายทหารที่ยืนอยู่ด้านหลังยกปืนจ่อศีรษะซอนอึนโฮ

‘อย่าดูหมิ่นพี่ชายผม!’

เขาคือร้อยโทวังบารึมลูกพี่ลูกน้องของพันตรีวังบยองซึงผู้ล่วงลับ ผู้บัญชาการอิมกยูได้วางกำลังทหารไว้ด้านหลังบรรดาผู้เข้าร่วมประชุมเพื่อสร้างความกดดัน อีกทั้งยังคาดการณ์ไว้แล้วว่าซอนอึนโฮจะหยิบยกเรื่องของพันตรีวังขึ้นมาพูด จึงจงใจให้ร้อยโทวังบารึมอยู่ด้านหลังซอนอึนโฮพอดี

‘คิดจะทำอะไร!’

เมื่อประธานซอนจงยอลตะคอกเสียงดัง ผู้บัญชาการอิมกยูก็ยกมือ

‘ร้อยโทวังออกไปก่อน’

‘…ขออภัยครับท่าน’

ร้อยโทวังบารึมลดปืนลงและจ้องซอนอึนโฮด้วยความโกรธ เขาส่งเสียงฮึดฮัดก่อนจะออกจากห้องประชุมไป บรรยากาศในห้องประชุมเย็นยะเยือกยิ่งกว่าเมื่อครู่

‘ผมคิดว่าเราควรคุยเรื่องอะไรที่มีประโยชน์กว่านี้หน่อยนะ’

ผู้บัญชาการอิมกยูเมินหน้าตาขึ้งเคียดของซอนอึนโฮ

พันตรีวังน่าจะวางแผนลักพาตัวซอนอึนซูน้องเล็กตระกูลซอนจริงๆ พันตรีวังขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา ทั้งยังไม่ยอมรายงานเบื้องบน แม้จะไม่รู้แน่ชัดว่าตั้งใจลักพาตัวซอนอึนซูไปไว้ที่ไหน แต่คนตายยังไงก็พูดไม่ได้อยู่แล้ว

‘ได้ แล้วคุณชายูฮยอกล่ะคิดเห็นยังไง คราวนี้ฝ่ายที่เสียหายมากที่สุดคือ X มาร์ตไม่ใช่เหรอ’

ผู้บัญชาการอิมกยูชวนคุยเหมือนใส่ใจด้วยความเอื้ออาทร ผู้ที่เข้าร่วมการประชุมจากฝ่าย X มาร์ตมีเพียงสองคนคือหัวหน้าชายูฮยอกและที่ปรึกษาฮอจุน ผู้บัญชาการอิมกยูไม่ใช่คนเดียวที่มองคนหนุ่มเหล่านี้ด้วยสายตาหยามเหยียด เหล่าผู้นำทหารที่นั่งตรงโต๊ะรวมถึงทหารที่ยืนด้านหลังล้วนสบตากันพลางส่งเสียงหัวเราะเย้ยหยัน ยังไงก็ตามทั้งหมดนี้ยังไม่มีใครเคยเห็นพลังของชายูฮยอกด้วยตาตัวเองมาก่อน

‘…ถูกต้องครับ ฝ่ายที่เสียหายมากที่สุดคือพวกผม เราไม่รู้ด้วยซ้ำครับว่าพวกท่านร่วมมือกับสัตว์ประหลาด’

ผู้บัญชาการหรี่ตาลงเมื่อได้ยินคำพูดชายูฮยอก เมื่อครู่ชายูฮยอกยังตกอยู่ในอาการช็อกแท้ๆ ตอนนี้กลับไล่สายตามองรอบห้องด้วยสีหน้าเย็นชาและกล่าวจี้จุดอย่างเฉียบคม

ไม่รู้จริงๆ น่ะเหรอ

ผู้บัญชาการอิมกยูปรายตาไปทางซอนอึนโฮที่ดูกระสับกระส่ายพลางคลำหาอะไรบางอย่างใต้โต๊ะ ก่อนจะก้มหน้าเล็กน้อยเพื่อดูดโซจูชนิดแพ็กเสียบหลอด ผู้บัญชาการอิมกยูนึกเคืองอยู่ในใจพลางเก็บสายตากลับมา

‘มันคือความลับของรัฐบาล เราไม่มีทางเลือกอื่น ฉันขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งทั้งกับเธอและพลเมืองที่เสียสละของเรา’

คำขอโทษของผู้บัญชาการอิมกยูเหมือนออกมาจากใจจริง แต่ชายูฮยอกยังคงมีสีหน้าแข็งกร้าวโดยไม่มีวี่แววผ่อนปรน

‘แต่อย่างน้อยเหตุการณ์นี้ก็แสดงให้เห็นว่าคุณชายูฮยอกสามารถต่อกรกับ ‘สิ่งนั้น’ ได้ ทางเราได้ยินว่าพลังของ ‘สิ่งนั้น’ ใช้กับคุณชายูฮยอกไม่ได้ผลด้วยนี่’

คำว่า ‘สิ่งนั้น’ ในที่นี้หมายถึงคิมแจยอง กองทัพประกาศกร้าวว่าจากนี้จะไม่เรียกคิมแจยองด้วยชื่ออีกต่อไป ซึ่งเท่ากับว่าทางกองทัพมองคิมแจยองเป็นสัตว์ประหลาดไม่ใช่มนุษย์ ผู้คนต่างแซ่ซ้องสรรเสริญที่กองทัพเข้ามาแทรกแซง ส่วนคนที่รู้ความจริงว่าพวกนั้นอาศัยพลังของคิมแจยองมาเพิ่มกำลังของตัวเองก็ได้แต่ขบขันกับความหน้าไหว้หลังหลอกนี้

‘…ครับ ผมต่อกรกับพลังนั้นได้’

‘ถือเป็นข่าวดีในข่าวร้ายนะ พูดก็พูดเถอะ ทางเราได้ยินมาว่ามีเชลยด้วยนี่ เธอได้ข้อมูลอะไรมาบ้างไหม’

‘เรื่องนั้นผมจะอธิบายให้ท่านฟังเองครับ’

ฮอจุนยืนขึ้นพร้อมหยิบกระดาษที่จดบางอย่างไว้ด้วยลายมือเต็มแผ่นออกมาจากแฟ้ม ผู้บัญชาการอิมกยูและเหล่าทหารพากันขมวดคิ้วเมื่อเห็นเด็กน้อยเสนอตัว ฮอจุนมองข้ามสายตาน่าหงุดหงิดเหล่านั้นแล้วเดินไปยืนที่หน้าไวท์บอร์ด

‘ปัจจุบันอีฮยอนอูอยู่กับทางเราครับ เขาเดินเข้ามาเอง ดังนั้นเราควรมองว่าเป็นผู้แจ้งเบาะแสมากกว่าเชลยนะครับ’

‘แล้วจะแน่ใจได้ยังไงว่าเขาเป็นผู้แจ้งเบาะแสจริง’

‘…ในส่วนนี้ได้รับการยืนยันแล้วจากการใช้เซรุ่มความจริงครับ ยังไงลองสอบถามกับทางคุณซอนอึนโฮจากซอนจงกรุ๊ปดูก็ได้ครับ คุณซอนอึนโฮเองก็อยู่ในเหตุการณ์’

แน่นอนว่าไม่ได้มีการใช้น้ำยาแห่งความสัตย์จริงอะไรทั้งนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่มีวัตถุดิบ ฮอจุนจึงปรุงยาได้ไม่เต็มที่ อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะตราสัญลักษณ์ลวดลายเรขาคณิตบนหน้าอกอีฮยอนอู ขืนบุ่มบ่ามใช้ยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทบังคับให้เขาสารภาพบางทีอาจถึงตายได้ อีกอย่างชายูฮยอกก็มองเห็นแล้วด้วยว่าอีฮยอนอูอยู่ฝ่ายธรรมะ ประกอบกับพิจารณาจากสถานการณ์ต่างๆ แล้วหลายหน ความเป็นไปได้ที่อีฮยอนอูจะพูดเท็จจึงมีค่อนข้างต่ำเลยตัดสินใจให้การคุ้มกันเขาไปก่อน

‘ผมขอพูดตามสิ่งที่อีฮยอนอูเล่าก็แล้วกันนะครับ สิ่งนั้นมีชื่อว่าคิมแจยอง เขาเป็นผู้รอดชีวิตจากโรงเรียนมัธยมปลายมกซอง ปัจจุบันอยู่ปีสาม ผลการเรียนอยู่ในระดับยอดเยี่ยมถึงขั้นสามารถเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยฮันกุกได้ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมชั้น โด่งดังในหมู่นักเรียนเพราะรูปลักษณ์หน้าตาที่โดดเด่น แต่ก็เป็นแค่นักเรียนธรรมดาครับ’

‘เดี๋ยวก่อนนะ ทางนั้นก็เด็กเหมือนกันเหรอ ชิ พวกเด็กสมัยนี้นี่…’

‘ผู้พันคิม’

เมื่อได้ยินผู้พันคิมชางชิกพึมพำ ผู้บัญชาการอิมกยูก็เอ่ยเรียกเป็นเชิงเตือน

‘ทางนั้นก็เด็กเหมือนกัน’ งั้นเหรอ

ฮอจุนหัวเราะเยาะหยันให้กับการพูดเหมารวม เพราะมันกระทบเขาที่กำลังยืนอธิบายอยู่ตรงหน้าด้วยอีกคน

‘…สมัยเรียนเขาเป็นนักเรียนที่ไม่ได้มีอะไรพิเศษ แต่ปัจจุบันเป็นโรคบุคลิกภาพต่อต้านสังคม หรือหากจะพูดให้ถูกก็คือมีแนวโน้มจะเป็นไซโคพาธครับ ตอนนี้ได้รับการยืนยันแล้วว่าเขาหลงใหลและยึดติดในตัวซอนอึนซูลูกชายคนเล็กของซอนจงกรุ๊ปในระดับที่มากจนน่าตกใจ’

เสียงกัดฟันกรอดดังมาจากทางซอนจงกรุ๊ป ลูกชายคนเล็กที่พยายามตามหามาตลอดถูกพรากไปแบบนั้นก็สมควรแล้วที่จะโกรธแค้น

‘อีฮยอนอูบอกว่า ‘สิ่งนั้น’ จะไม่มีทางอภัยให้กับการทรยศเด็ดขาด สิ่งที่ถูกหมายหัวไว้ไม่ได้มีแค่ตัวเขาคนเดียว แต่ยังมีซอนจงกรุ๊ป กองทัพ และกลุ่ม X มาร์ต ทั้งหมดทุกฝ่ายเลยครับ’

‘เฮอะ ไม่อภัยให้แล้วไง คิดจะฆ่าทิ้งหมดทุกคนอย่างนั้นเหรอ’

‘เขาฆ่าผู้คนไปแล้วนับไม่ถ้วนอย่างง่ายดาย ลำพังความสามารถนั้นบวกกับพวกอควาที่เป็นลูกสมุน มันไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงเลยครับ’

แม้จะไม่เคยเผชิญหน้ากับคิมแจยองมาก่อน แต่กองทัพเคยได้รับรายงานว่าผู้คนล้มตายกันยังไงจึงไม่มีใครกล้าฟังผ่านๆ เหมือนเป็นเรื่องไร้สาระ แถมทางฝ่ายนั้นยังควบคุมสัตว์ประหลาดที่เรียกว่าอควาได้อีกด้วย ทั่วทั้งห้องจึงตกอยู่ในความเงียบ

‘ถ้าเกตเปิดเมื่อไหร่ อควาจะยิ่งมีจำนวนมากขึ้น เราต้องชิงโจมตีก่อนให้ได้ครับ’

‘แต่ใครที่โดนพลังนั้นเล่นงาน ยังไม่ทันขยับตัวก็คงตายแล้ว มีวิธีอื่นด้วยหรือไง’

‘ตอนนั้นนอกจากหัวหน้าพวกผมยังมีอีกคนครับที่ไม่ได้รับผลกระทบจากพลังนั้น’

พัคชอลซูสมาชิกทีมค้นหาประจำ X มาร์ตซึ่งเป็นผู้พิการทางสายตาระดับสอง แม้ไม่ได้ตาบอดสนิท แต่มักหลับตาระหว่างต่อสู้เพื่อเปิดใช้สกิลที่ได้จากการตื่นรู้ เขาสามารถรับรู้ได้ถึงรูปร่างและลักษณะภายนอกของคนอื่นได้ทั้งที่ยังหลับตาอยู่และอ่านการเคลื่อนไหวของศัตรูได้ล่วงหน้าสามวินาที ตอนเปิดศึกกับคิมแจยองครั้งล่าสุดก็เช่นกัน พัคชอลซูต่อสู้กับคิมแจยองในขณะที่หลับตา เขาเล่าว่าจังหวะที่ผู้คนโดยรอบพากันตายไปเรื่อยๆ ด้วยฝีมือคิมแจยอง เขาได้แต่ยืนนิ่งงันและรับรู้ถึงเหล่าสหายร่วมรบที่กำลังล้มลง พัคชอลซูปิดเปลือกตาแน่นไม่ยอมลืมตาจนกระทั่งคิมแจยองไปแล้ว

‘…ผมจะล่อสิ่งนั้นไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใครก็ตามที่อยู่ใกล้ตัวผม ตอนต่อสู้ขอให้หลับตาแน่นๆ หรือไม่ก็สวมผ้าปิดตาก่อนนะครับ’

เมื่อชายูฮยอกขอความร่วมมืออย่างจริงจัง ผู้บัญชาการอิมกยูก็ขมวดคิ้ว เพราะจะปล่อยให้ชายูฮยอกกลายเป็นตัวเอกในสงครามครั้งนี้ไม่ได้ ไม่ว่ายังไงคราวนี้กองทัพก็ต้องเป็นผู้นำศึกเท่านั้น ฮอจุนที่กำลังจับตามองใบหน้าของผู้บัญชาการอิมกยูอย่างตั้งใจยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย มันเล็กน้อยจนไม่มีใครสังเกตเห็น

‘ครั้งนี้บทบาทของกองทัพจะ ‘สำคัญ’ ที่สุดครับ’

ฮอจุนเอ่ยพลางโบกกระดาษในมือ ยิ่งเวลาผ่านไปสายตาพวกทหารที่มองเหยียดฮอจุนว่าเป็นเด็กอมมือในทีแรกก็ยิ่งเปลี่ยนแปลง ผู้บัญชาการอิมกยูนึกถึงรายงานข้อมูลส่วนตัวของฮอจุนที่เคยได้อ่าน อัจฉริยะที่ได้เข้าศึกษาในระดับปริญญาเอกตั้งแต่อายุสิบห้าปีนั้นสมควรเรียกว่าอัจฉริยะจริงๆ นั่นแหละ ผู้บัญชาการอิมกยูพยักหน้าอย่างพึงพอใจโดยไม่คิดปิดบังสายตาโลภกระหายแต่อย่างใด

‘เดี๋ยวก่อน ไอ้หมอนั่นมันจับตัวลูกชายผมไปนะ ความปลอดภัยของลูกชายผมล่ะ พวกคุณไม่คิดหน่อยเหรอ’

‘เรื่องนั้นไม่มีอะไรต้องกังวลครับ เพราะพวกนั้นบอกว่าจะไม่กระทำการรุนแรงก้าวร้าวต่อซอนอึนซูแน่นอน เอาล่ะครับ จากนี้จะเข้าเรื่องแผนปฏิบัติการอย่างเป็นทางการแล้วนะครับ ถ้าเข้าเผชิญหน้าตรงๆ เรามีแต่จะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ กำลังรบทางฝ่ายศัตรูประกอบด้วยอควาระดับสูงสิบตัว อควาระดับล่าง…’

 

‘พวกหัวโบราณมีแต่คำว่าโลภแปะเต็มหน้า เห็นแล้วอยากอ้วกชะมัด’

ฮอจุนบ่นอุบพลางทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา เริ่มแรกพวกทหารมีท่าทีไม่พอใจ แต่หลังจากได้ยินแผนของฮอจุนความคิดก็เปลี่ยน คงเพราะเชื่อว่าชัยชนะอันยิ่งใหญ่ในสงครามครั้งนี้จะทำให้เกียรติที่เสื่อมถอยของกองทัพกลับมาเกรียงไกรได้ เหล่าทหารรวมทั้งผู้บัญชาการอิมกยูจึงหันมาเสนอตัวอย่างแข็งขัน ครั้นฮอจุนนึกถึงสายตาเปี่ยมไปด้วยความโลภโมโทสันของผู้บัญชาการอิมกยูก็ขบฟันด้วยความรู้สึกรังเกียจ

‘สงสัยคงต้องให้ตายเรียบซะก่อนถึงจะได้สติแหละ ว่าไหมพี่’

กองทัพที่ควบรวมทั้งพลเรือนและผู้ตื่นรู้ตั้งแต่ทางเหนือของจังหวัดคยองกีจนมาถึงทางใต้มีกำลังพลเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ปัจจุบันแม้แต่สัตว์ประหลาดที่น่ากลัวก็ยังไม่นับเป็นคู่ต่อสู้ของกองทัพ พวกทหารที่ไม่ได้ผ่านเหตุการณ์โศกนาฏกรรมวันนั้นด้วยตัวเองพากันดูแคลนผู้ตื่นรู้ของ X มาร์ตว่าด้อยฝีมือ ทั้งที่ฮอจุนอธิบายเรื่องสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าอควาระดับสูงไปแล้วก็ยังคงดูดาย ทึกทักเอาว่าคงแข็งแกร่งกว่าอควาทั่วไปอยู่บ้างนิดหน่อย

‘ทำได้ดีมาก’

‘เล็กน้อยน่า ก่อนอื่นเรื่องที่วางกำลังทหารไว้แนวหน้าก็ถือว่าสำเร็จ…ขั้นต่อไปเอาไงดี คุณผู้แจ้งเบาะแส’

ฮอจุนยักไหล่พลางมองไปทางผู้แจ้งเบาะแสซึ่งก็คืออีฮยอนอู อีฮยอนอูที่ใบหน้าซีดเซียวหนักกว่าเดิมลูบตรงตำแหน่งหัวใจตัวเองไปมา

‘…การที่เขายังไว้ชีวิตผมอยู่ ไม่ว่าจะมองยังไงก็ดูมีลับลมคมในครับ อาจต้องเผื่อใจไว้ว่าทั้งหมดนี้มีสิทธิ์เป็นหลุมพราง’

‘พวกนั้นกำลังล่อเราอย่างโจ่งแจ้งแบบนี้ เดี๋ยวคงต้องลงมือทำอะไรสักอย่างแน่’

‘จะใช้ตรรกะแบบมนุษย์มาคิดไม่ได้เด็ดขาดครับ’

ชายูฮยอกมองไหล่ที่สั่นเทาของอีฮยอนอู ไล่สายตาไปรอบห้องก่อนจะเปิดปากพูด

‘อาจเป็นเรื่องที่ฟังแล้วขัดหู แต่เราต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ที่ซอนอึนซูจะเข้าข้างคิมแจยองด้วยเหมือนกันครับ’

‘เฮ้ย! อึนซูของฉันไม่ใช่คนสวะขนาดนั้นนะ สมมติว่าเป็นอย่างที่บอกขึ้นมาจริงๆ ก็ต้องมองว่าถูกไอ้ชาติหมานั่นควบคุมสิถึงจะถูก!’

‘เดี๋ยวสิครับ ผมแค่บอกว่ามันมีความเป็นไปได้เฉยๆ’

‘เป็นไปได้หรือไม่ได้อะไรกัน มันไม่เกี่ยวเลย…เชี่ยเอ๊ย ทำไมอึนซูกับไอ้สัตว์ประหลาดเวรพรรค์นั้น…โอ๊ย!’

‘ซอนอึนโฮ หุบปากแล้วไปนั่งดูดไอ้นี่ตรงโน้นซะ’

เมื่อซอนอึนโฮตะโกนลั่นพลางชี้นิ้ว ซอนอึนรกก็ตบหัวเขาไปหนึ่งทีพร้อมยื่นซองยาใบเล็กให้ ซอนอึนโฮเบิกตากว้างพร้อมหัวเราะแหะๆ แล้วรับซองยามา จากนั้นก็เดินไปเข้ามุมเงียบๆ เปิดซองยาแล้วเริ่มยื่นจมูกเข้าไปดมฟุดฟิด

‘ต่อให้อึนซูจะอยู่ข้างเดียวกับไอ้หมอนั่น สัญญาที่ว่าจะจับเป็นเขาในทุกกรณีอย่าได้ลืมเด็ดขาดนะครับ’

ซอนอึนรกที่ยื่นยาเสพติดให้น้องชายจ้องชายูฮยอกอย่างดุร้ายดั่งสัตว์นักล่า ชายูฮยอกมองคำว่า ‘อธรรม’ ตรงข้างขมับซอนอึนรกแล้วถอนหายใจเบาๆ ผู้ที่มีสายเลือดซอนจงกรุ๊ปไหลเวียนอยู่ล้วนเป็นฝ่ายอธรรม ไม่เว้นแม้แต่เด็กอายุเจ็บขวบ

‘ผมเองก็มีเงื่อนไขเดียวกัน ได้โปรด…ช่วยรักษาชีวิตรุ่นพี่อึนซูไว้ด้วยครับ’

เนื่องจากชายูฮยอกเป็นคนเดียวที่ต่อกรกับคิมแจยองได้ อีฮยอนอูจึงหันไปขอร้องเขาอีกแรง ชายูฮยอกพยักหน้าขรึมๆ

‘เข้าใจแล้ว สำหรับคิมแจยองฉันรับมือได้สบาย ถ้าคังด็อกโฮไม่ทำร้ายผู้คนจริงตามที่บอกน่ะนะ’

‘จะสัตว์ประหลาดด้วยกันเอง มนุษย์ หรือกระทั่งมดตัวหนึ่ง เขาก็ฆ่าไม่ลงหรอกครับ ผมยืนยันได้’

‘ก็จริง ตอนอยู่ที่นี่ไหนจะโดนพวกเด็กๆ ดึงผม ไหนจะโดนหยิก แต่ก็ไม่เห็นเขาแสดงท่าทางก้าวร้าวสักทีเลยน้า’

‘ใช่ครับ เขาใจอ่อนกับเด็กและสัตว์ตัวเล็กเป็นพิเศษ’

ซอนอึนรกที่คอยฟังอยู่เงียบๆ ยกมือขึ้น ‘ถ้างั้นลูกสาวผมจะรับหน้าที่ดูแลคังด็อกโฮเองครับ’

เมื่อได้ยินซอนอึนรกประกาศเต็มปากว่าให้ฝากคังด็อกโฮไว้กับลูกสาววัยเจ็ดขวบของตน ใบหน้าของชายูฮยอก ฮอจุน และอีฮยอนอูก็ตึงเครียดขึ้นมาทันที

‘นี่คุณกำลังบอกว่าจะให้ลูกสาวเข้าไปในสนามรบเหรอครับ’

น้ำเสียงชายูฮยอกต่ำลงอีกระดับ เขาโกรธที่ซอนอึนรกถึงขั้นคิดจะใช้งานลูกสาวที่ยังเป็นเด็กตัวน้อย ไอสังหารแผ่ออกมาจากตัวเขา ซอนอึนรกสะดุ้งก่อนรีบร้อนแก้ต่าง

‘ถ้ามองว่ายัยหนูเป็นแค่เด็กธรรมดาก็แย่สิครับ ลองคิดดูนะครับว่าเพราะอะไรซอนจงกรุ๊ปของเราที่มีกันไม่ถึงยี่สิบคนรวมคนรับใช้แล้วถึงจับมือกับกองทัพโดยที่ยังคงสถานะเท่าเทียมกันไว้ได้ แน่นอนว่าแต่ละคนตื่นรู้ด้วยสกิลที่ค่อนข้างพิเศษ…แต่เหตุผลสำคัญที่สุดก็คือ…ลูกสาวผมแข็งแกร่งโคตรๆ ยังไงล่ะครับ ฮ่าๆๆ’

‘…อะไรนะครับ’

‘ปกติระดับประมาณอควา ลูกสาวผมรับมือได้เองคนเดียวครับ ยิ่งถ้าใช้สกิลของภรรยาผมร่วมด้วย ไม่มีทางเลยที่ยัยหนูจะตกอยู่ในอันตราย ลูกสาวผมสุดยอดก็จริง แต่ที่รักของผมก็สุดยอดเหมือนกัน คนที่มีค่ามากมายขนาดนั้นยอมแต่งงานกับผมได้ยังไงนะ…คิดเรื่องนี้ทีไรก็ซาบซึ้งจนน้ำตาจะไหลทุกที โอ๊ย คิดถึงที่รักของผมจัง…ว่าแต่จะเลิกประชุมกันตอนไหนครับเนี่ย’

พอเห็นทัศนคติที่แปลกประหลาดของซอนอึนรกยามเอ่ยถึงลูกสาวและภรรยา ทุกคนก็อึ้งจนพูดอะไรไม่ออก บนโลกนี้ยังมีคนที่ไหนแปลกเหมือนพวกซอนจงกรุ๊ปอีกไหมเนี่ย ไอ้ขี้ยาที่นอนตาปรืออยู่ตรงมุมห้องนั่นก็สติไม่เต็มร้อย แต่จะว่าไปซอนอึนซูเองก็มีบุคลิกและนิสัยไม่ธรรมดาเหมือนกัน

‘…ครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอฝากคังด็อกโฮไว้กับลูกสาวของคุณซอนอึนรกแล้วกันนะครับ’

ไม่มีมนุษย์ปกติสักคน

ชายูฮยอกยกมือหนึ่งขึ้นกุมหน้าผากที่ปวดตุบๆ

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

everY

ทดลองอ่าน เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 Chapter 2.1-2.2 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 ผู้เขียน : MINTRAN แปลโดย : ทันบี ผลงานเรื่อง : 배타적 연애 금지구역 ถือเป็นลิขสิทธิ์...

กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น

ทดลองอ่าน กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น บทที่ 119-121

บทที่ 119 ไม่เห็นก็ยังดี แต่เมื่อมาถึงฮั่นหยางแล้วเห็นสภาพที่เจียงซิ่วรุ่นนั่งขัดสมาธิบนเนินเขากินขนมเปี๊ยะไส้เนื้อกับผั...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ท่านผู้เป็นดั่งดวงใจ บทที่ 1-3

บทที่ 1 เงาร่างด้านข้างทอดลงบนกระดาษหน้าต่างบางๆ ของโรงเตี๊ยม เงานั้นเลือนรางจนแทบแยกไม่ออกว่าเป็นผู้ใด เพิ่งรุ่งสาง ภาย...

everY

ทดลองอ่าน ในข่าวลือนายน่ารักกว่านี้นะ เล่ม 1 บทที่ 1-2 #นิยายวาย

ทดลองอ่านเรื่อง ในข่าวลือนายน่ารักกว่านี้นะ เล่ม 1 ผู้เขียน : เหมาฉิวฉิว แปลโดย : เฉินเมิ่งหาน ผลงานเรื่อง : Ni De Hei L...

everY

ทดลองอ่าน ในข่าวลือนายน่ารักกว่านี้นะ เล่ม 1 บทที่ 3-4 #นิยายวาย

ทดลองอ่านเรื่อง ในข่าวลือนายน่ารักกว่านี้นะ เล่ม 1 ผู้เขียน : เหมาฉิวฉิว แปลโดย : เฉินเมิ่งหาน ผลงานเรื่อง : Ni De Hei L...

community.jamsai.com