everY
ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 2 บทที่ 9.1-9.3 #นิยายวาย
บทที่ 9.3
‘จะให้ติดตั้งระเบิดในอาคารงั้นเหรอครับ’
เมื่อได้ยินคำพูดของผู้บัญชาการอิมกยู คนจากซอนจงกรุ๊ปก็หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ ข้อเสนอที่ว่าให้ติดตั้งระเบิดในอาคารนั้นเท่ากับเป็นการบอกกลายๆ ว่าให้ทิ้งซอนอึนซูที่อยู่ใต้ดินไปซะ ผู้บัญชาการอิมกยูชิงเปิดปากก่อนที่ซอนจงยอลและซอนอึนรกจะตวาดลั่น
‘ไม่ได้หมายถึงให้ถล่มอาคาร แค่ทำให้มันระเบิดเป็นเชิงข่มขู่พอ ฝ่ายเรามีทหารที่ตื่นรู้ด้วยสกิลการใช้ระเบิด ดังนั้นเราจึงคุมแรงระเบิดและติดตั้งได้โดยไม่มีปัญหา ผมมองว่าเป็นวิธีล่อพวกมันที่ดูจะได้ผลมากกว่าแผนเดิมอีกนะ พวกคุณไม่คิดงั้นเหรอครับ’
‘คัดค้าน! วิธีเดิมตามที่คุยกันก่อนหน้านี้ก็เพียงพอจะล่อพวกมันออกมาได้อย่างง่ายดายแล้ว อะไรคือความจำเป็นที่จะต้องทำถึงขนาดนั้น’
‘ประธานซอน เรื่องนี้มีชีวิตของทหารเราเป็นเดิมพันนะ อย่าลืมซิว่าลูกชายของประธานซอนเองก็ไม่ได้ต่างจากพวกทหาร ทุกคนเป็นลูกชายที่ล้ำค่าของใครบางคนเหมือนกัน การเลือกวิธีที่ปลอดภัยกว่าสำหรับคนหมู่มากเป็นหน้าที่ของผู้นั่งตำแหน่งผู้บังคับบัญชาครับ’
ไอ้ชาติหมานี่…!
ประธานซอนจงยอลกำมือแน่น ท่าทางเหมือนจะพุ่งเข้าใส่ได้ทุกเมื่อ เหล่าทหารรีบพากันเล็งปากกระบอกปืนมาที่เขา ทันใดนั้นบาเรียสีฟ้าใสก็ปรากฏขึ้นและห่อหุ้มร่างของประธานซอนจงยอลไว้ ซอนอึนรกคว้าตัวพ่อของตนเพื่อห้ามทัพ
‘…คำพูดของผู้บัญชาการที่บอกว่าจะไม่ถล่มอาคาร ผมจะเชื่อครับ’
‘ขอบคุณที่เข้าใจ’
ซอนอึนรกพยายามตั้งสติเอาไว้ให้มากที่สุดแล้วก็จริง แต่ห้ามไม่ได้ที่ดวงตาจะส่องประกายแข็งกร้าว ผู้บัญชาการอิมกยูวางมือลงบนไหล่ของซอนอึนรกพลางพยักหน้า หากเป็นคนทั่วไปเมื่อได้ยินสิ่งที่ผู้บัญชาการอิมกยูพูดก็คงไว้วางใจและเชื่อถือ แต่เขากลับรู้สึกไม่สบายใจชอบกล ซอนอึนรกลากพ่อของตนออกมาด้านนอกตึกบัญชาการเพื่อให้สงบสติอารมณ์
‘ใจเย็นก่อนครับ’
‘เฮ้ย ไอ้ลูกทรพี นี่แกเชื่อที่ไอ้เวรนั่นพูดเรอะ’
‘คิดว่าผมจะเชื่อหรือไงครับ ผู้บัญชาการแทงข้างหลังเราตั้งไม่รู้กี่แผลแล้ว…ผมจะออกไปค้นหาพลวางระเบิด ส่วนพ่อเข้าไปจับตาดูสถานการณ์ไว้ก็ดีครับ แล้วก็ช่วยใจเย็นลงหน่อย’
‘มันน่าใจเย็นตรงไหน ไอ้เวรตะไลพวกนั้นชอบทำเหมือนตระกูลซอนของเราเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา’
‘โอ๊ย ตายๆ ผมกลับมาอีกทีคงได้ขึ้นเป็นประธานแหง’
‘ไอ้ลูกบ้านี่’
‘เข้าไปข้างในก่อนเถอะครับ’
ซอนอึนรกดันหลังประธานซอนจงยอลให้กลับเข้าไปในอาคาร ถึงคนเป็นพ่อจะหัวร้อนง่าย แต่ก็เป็นมนุษย์ที่รู้จักรักชีวิตตัวเอง ดังนั้นไม่น่ามีปัญหาอะไร ซอนอึนรกพุ่งตัวไปยังทิศทางที่เป็นฐานที่มั่นของคิมแจยองทันที
เปิดการค้นหา [ระเบิด]
ซอนอึนรกมีสกิลที่สามารถค้นหาวัตถุที่อยู่ภายในรัศมีหนึ่งกิโลเมตรได้ จนถึงตอนนี้เขาใช้สกิลเพื่อค้นหาเสบียงเพียงอย่างเดียว ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะต้องเอามันมาใช้กับการค้นหาวัตถุระเบิด
ขณะที่วิ่งมาได้พักใหญ่เขาก็มองเห็นผู้หญิงและเด็กซ่อนตัวอยู่หลังตึกเตี้ย เป็นผู้หญิงวัยสามสิบกว่าปี สวมแจ็กเก็ตหนัง มัดผมรวบตึง ส่วนเด็กน้อยนั้นเป็นเด็กผู้หญิงสวมชุดเอี๊ยม ทั้งคู่โบกมือให้ซอนอึนรกที่กำลังวิ่งอยู่ ซอนอึนรกยิ้มกว้างสดใส ชูนิ้วเป็นรูปมินิฮาร์ต นั่นคือภรรยาและลูกสาวที่เขารักมากที่สุดในโลก
‘ไทม์ลิมิต…เหลือสามสิบนาทีเอง’
ระเบิดจำนวนสองลูกถูกค้นพบก่อน แต่ซอนอึนรกกลัวว่าหากเผลอแตะต้องอาจเกิดการระเบิดขึ้นได้ จึงทำเพียงจดจำตำแหน่งไว้ด้วยสายตาแล้วมุ่งหน้าไปยังจุดที่มีระเบิดลูกที่สาม
‘เจอแล้ว’
ซอนอึนรกเดินเข้าไปหาทหารที่กำลังติดตั้งระเบิดจากทางด้านหลัง เอื้อมมือไปปิดปากพร้อมกระซิบข้างหู
‘เลือกเอา จะตายที่นี่หรือพูดความจริงแล้วเก็บชีวิตไว้’
‘อุ๊บ! อุ๊บ…!’
‘อ้าว ทำไมไม่ตอบ ตอบสิวะไอ้หนู’
ซอนอึนรกจับนิ้วก้อยของทหารแล้วหักมาทางด้านหลัง เสียงร้องโหยหวนหลุดออกมาจากลำคออีกฝ่าย เขาจึงยิ่งปิดปากแน่นขึ้น
‘อ๊า อุ๊บ…!’
‘อ้อ ตอบไม่ได้เพราะถูกฉันปิดปากไว้นี่เอง เอาเถอะ นิ้วไว้เดี๋ยวค่อยต่อใหม่ได้…แต่ตรงนี้ถ้าคอนี่หักมันอาจจะต่อไม่ได้แล้วนะ…’
‘อื้อ!’
‘ตกลงเอาไงดี’
ซอนอึนรกฉีกยิ้มก่อนค่อยๆ ลดมือที่ปิดปากลง
‘วะ…ไว้ชีวิตผมเถอะครับ…’
ก่อนจะปล่อยให้ทหารเป็นอิสระ ซอนอึนรกจัดการหักขาเขาทิ้งทั้งสองข้างกันไว้เผื่อโดนพุ่งเข้าใส่ ทหารหอบหายใจอย่างทรมาน ซอนอึนรกถอดหมวกเหล็กของทหารออก กระชากผมสั้นชุ่มเหงื่อของอีกฝ่ายขึ้นมา
‘ติดตั้งระเบิดไปกี่ลูกแล้ว’
‘ปะ…ประมาณครึ่งหนึ่ง…เจ็ดลูกครับ’
‘ครึ่งหนึ่ง? รัศมีทำลายล้างล่ะ’
‘คะ…แค่ครึ่งเดียวนี้ก็ถล่มทั้งอาคารตรงนั้นได้…อ๊าก!’
ซอนอึนรกจับศีรษะทหารกระแทกกับพื้นซีเมนต์ดังลั่น เลือดไหลลงมาจากหน้าผาก น้ำมูกน้ำตาอาบแก้ม ทหารอ้อนวอนขอร้องให้ไว้ชีวิต ทว่าซอนอึนรกกลับมองด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ กระซิบเสียงต่ำ
‘ถ้าจะกู้ระเบิดทั้งหมดต้องใช้เวลานานแค่ไหน’
‘กะ…กู้ระเบิด…ทั้งหมดทำไม่ได้ มะ…ไม่สิ! ทะ…ทำได้…ถ้ายอมกู้ระเบิดทั้งหมดจะไว้ชีวิตผมใช่ไหม’
‘ขอแค่ทำงานดีรับรองว่าจะดูแลให้ยันรักษาตัวเลย ฉันมันนักธุรกิจ อย่างน้อยสัญญาต้องเป็นสัญญาอยู่แล้ว’
จิ๊ ไม่น่าหักขาเลยให้ตาย
ซอนอึนรกคว้าคอเสื้อทหารฉุดลากตามมาด้วยอย่างทุลักทุเล ทหารถูกซอนอึนรกลากไปตามจุดที่ติดตั้งระเบิดไว้และเริ่มกู้ระเบิดทีละลูก ตามที่ได้ยินจนถึงตอนนี้มีระเบิดติดตั้งไว้เจ็ดลูก คงเพราะนิ้วหักไปหนึ่งนิ้ว การทำงานจึงเป็นไปอย่างเชื่องช้า ซอนอึนรกนึกเสียใจขึ้นมาอีกทีเพราะไม่น่าไปหักนิ้วอีกฝ่ายเลย
‘สะ…เสร็จแล้วครับ แต่มันใกล้เวลาระเบิด…’
ทหารกู้ระเบิดเพิ่มอีกหนึ่งลูกได้ทันเวลา เท่ากับขณะนี้เหลือเพียงสองลูก เขามีเวลาไม่มากพอสำหรับการจะกู้อีกลูก แต่ซอนอึนรกก็ยังลากเขาไปยังตำแหน่งที่พบระเบิดลูกถัดไป ตอนนี้เหลือเวลาราวหนึ่งนาทีครึ่ง
‘ตะ…ตายแน่ครับ ในหนึ่งนาทีจะทำได้ยังไง…!’
‘ทำซะ’
นายทหารขยับมือ ตัวสั่นเทา
เปิดการค้นหา [สร้อยคอแซฟไฟร์]
ซอนอึนรกเปิดใช้สกิลค้นหาสร้อยคอที่ซอนอึนซูสวมไว้ ก่อนถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อแน่ใจว่าสร้อยคออยู่คนละทิศกับตำแหน่งที่มีระเบิดติดตั้งอยู่
ซอนอึนรกหลุบตามองทหารที่มุ่งมั่นกู้ระเบิดภายในเวลาไม่กี่สิบวินาทีด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก ก่อนจะหันหลังแล้วออกวิ่ง ทหารที่เห็นแผ่นหลังซอนอึนรกเคลื่อนห่างไกลออกไปเรื่อยๆ พยายามคลานหนีให้พ้นจากรัศมี แต่สุดท้ายก็ถูกระเบิดทำลายไม่เหลือซาก
ตู้ม! ตู้ม!
‘อึก!’
พลังทำลายล้างของระเบิดนั้นรุนแรงเกินคาด ซอนอึนรกกลิ้งหลุนๆ ไปบนพื้น แขนข้างหนึ่งถูกลวกพุพอง เขากล้ำกลืนความทรมานราวกับถูกเผาไหม้เอาไว้ พยายามขยับตัวลุกขึ้นแล้วมองไปที่อาคาร อาคารนั่น…ถล่มลงมาจนได้
‘…แบบนี้คงไม่น่าจะเป็นอะไรแล้วล่ะ’
ตำแหน่งที่ค้นพบสร้อยคอค่อนข้างห่างจากจุดที่ถล่มอยู่พอควร ซอนอึนรกกลับหลังหันด้วยสีหน้าปลื้มปริ่ม ไม่คิดไม่ฝันด้วยซ้ำว่าผู้ที่สวมสร้อยคออยู่คือคิมแจยอง
‘แงงงงง’
ไม่ไกลนักเขาได้ยินเสียงลูกสาวร้องไห้ ตอนนี้ถึงเวลาที่ภรรยาและลูกสาวเขาต้องออกโรงแล้ว
ซอนชียุนปีศาจน้อยในคราบหลานสาวอายุเจ็ดขวบของซอนอึนซูเดินตรงไปยังอาคารที่เกิดการระเบิด น้ำตาเม็ดโตๆ ร่วงหล่นเป็นสาย เด็กหญิงร้องไห้อยู่และจะร้องต่อไปจนกว่าคังด็อกโฮที่ลงมาจากดาดฟ้าเพราะแรงระเบิดจะได้ยินเสียงร้องไห้ของเธอแล้วเข้ามาหา
‘โฮ่ง!’
แต่สิ่งที่วิ่งเข้าใส่ซอนชียุนก่อนคือลูกหมาขนสีดำ เด็กหญิงก้มมองมันด้วยสายตาเย็นชาไม่สมวัย มันคือลูกหมาในอ้อมแขนคังด็อกโฮตัวที่เคยเห็นผ่านกล้องส่องทางไกลนั่นเอง ซอนชียุนยังไม่หยุดร้องไห้และดึงลูกหมาเข้ามากอดไว้ เห็นแต่ไกลว่าคังด็อกโฮกำลังเดินตรงมา อควาระดับสูงคว้าตัวคังด็อกโฮเอาไว้ แต่เจ้าตัวสะบัดทิ้งก่อนเดินมาหาลูกหมาและเด็กหญิง
‘อาๆ…อาๆ…?’
คังด็อกโฮต่างจากอควาตัวอื่นๆ ตรงที่สามารถแยกแยะใบหน้ามนุษย์ได้ เมื่อเห็นเด็กที่มีรูปลักษณ์คุ้นตาก็พยายามย้อนทวนความทรงจำ ทว่าด้วยระดับสติปัญญาอันน้อยนิดจึงจำเด็กที่เคยพบครั้งเดียวคนนี้ไม่ได้ กระนั้นเรียวคิ้วหนา เครื่องหน้าคม และหางตาที่ชี้เชิดขึ้นของเด็กคนนี้กลับกระตุ้นความคิดชั่ววูบให้รู้สึกว่าต้องเข้าไปใกล้ให้ได้
‘เจ้ากลายพันธุ์ องค์ราชาบอกให้รอก่อน นั่นจะไปไหน’
คังด็อกโฮสลัดอควาพี่เลี้ยงทิ้งและเดินเข้าหาเด็กหญิง ซอนชียุนที่กำลังร้องไห้น้ำตาร่วงพรูยื่นแขนข้างหนึ่งมาหาเขา คังด็อกโฮอุ้มทั้งเด็กหญิงและลูกหมาขึ้นมาพร้อมกันแบบงงๆ
‘แม่…แม่หนูหายไป’
‘อาๆ…อาๆๆ?’
‘ฮึก…คุณอา หาแม่หนูให้หน่อย’
คังด็อกโฮหันไปมองข้างหลัง อควาพี่เลี้ยงจ้องเขาเหมือนตั้งใจจับผิด คังด็อกโฮเอียงคอพลางพิจารณาใบหน้าซอนชียุนอย่างละเอียด จากนั้นก็อุทานสั้นๆ เหมือนนึกออกแล้ว ซอนชียุนหน้าตาคล้ายกับราชินีนี่เอง
‘นี่ คังด็อกโฮ จำรุ่นพี่อึนซูไม่ได้เหรอ เมื่อก่อนสนิทกับนายจะตาย’
‘…อาๆ?’
‘หัวหน้าคือองค์ราชาใช่ไหมล่ะ รุ่นพี่อึนซูก็คือองค์ราชินีไง สองคนมัวทำลูกด้วยกันเลยไม่ยอมออกมาข้างนอกสักที คิกๆ’
คังด็อกโฮเชื่อคำพูดลามกของโคฮเยจู จึงคิดว่าราชาและราชินีมีลูกด้วยกันจริงๆ ถ้าอย่างนั้นแปลว่าเด็กหน้าตาเหมือนราชินีที่อยู่ในอ้อมแขนตัวเองตอนนี้ก็คือ…
‘อาๆ…!’
เจ้าหญิง! เจ้าหญิงกำลังร้องไห้หาองค์ราชินี!
คังด็อกโฮอุ้มซอนชียุนหันมองไปรอบๆ เขาต้องรีบหาราชินีให้พบโดยด่วน คังด็อกโฮเมินสายตาทิ่มแทงของอควาพี่เลี้ยงแล้วเร่งฝีเท้าตรงไปที่ไหนสักแห่งอย่างไม่หยุดยั้ง
“จะไปไหนกันแน่ ไอ้พวกเวร ปล่อยฉัน ปล่อย!”
เหล่าอควาที่ได้รับคำสั่งจากคิมแจยองประคองย้ายตัวผมอย่างระมัดระวังประหนึ่งเครื่องแก้ว เนื่องจากไม่มีใบหน้าจึงเดาไม่ได้เลยว่าพวกมันคิดอะไรอยู่ แต่เวลาผมดิ้นพล่านพวกมันจะมีท่าทางเลิ่กลั่ก คงกลัวทำผมบาดเจ็บ รู้สึกเหมือนจัดการง่ายขึ้นเลยแฮะ ทั้งๆ ที่เจ้าพวกนี้แข็งแกร่งกว่าอควาตัวที่เกือบฆ่าผมตายเมื่อครั้งอดีตซะอีก
เรื่องมันผิดพลาดมาตั้งแต่ตอนไหนกันเนี่ย
คิมแจยองดูวิตกกังวลตอนที่อยู่ด้วยกัน ผมไม่น่าให้กำลังใจและปลอบโยนเขาเลย ควรเค้นถามให้ได้มากกว่าว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เขากลัวอะไรกันแน่จะได้เจอต้นตอของปัญหาและเรื่องก็คงไม่ลงเอยแบบนี้ ผู้ส่งสารแห่งพระเจ้ารู้อยู่ก่อนแล้วหรือเปล่านะว่าคิมแจยองจะกลายเป็นแบบนี้ ถ้าจะให้สกิลกันก็ควรให้ไอ้ที่มันใช้ได้เลยทันทีไม่ใช่หรือไง ยังจะให้เก็บเสียงโห่ร้องสรรเสริญจากคนหนึ่งร้อยคนอะไรอีก หัวผมปวดตุบจึงหลับตาแน่น
“ระดับของจิตวิญญาณต่ำเตี้ยเรี่ยดินเกินไป ถึงได้มีเงื่อนไขมาจำกัดการใช้รอยแผลศักดิ์สิทธิ์สินะ จิ๊ๆ ช่างเป็นมนุษย์ที่น่าสมเพชจริงๆ”
อาการปวดศีรษะรุนแรงวาบผ่านมาพร้อมกับถ้อยคำของผู้ส่งสารแห่งพระเจ้า จะบอกว่าสาเหตุที่เงื่อนไขบ้าบอนั่นถูกพ่วงเข้ามาเป็นเพราะระดับจิตวิญญาณผมมันห่วยแตกเนี่ยนะ งั้นระดับของจิตวิญญาณคืออะไรล่ะ แต่ไม่ว่าจะเค้นสมองยังไงผมก็ยังหาทางออกให้สถานการณ์นี้ไม่ได้สักที อึดอัดจนอยากจะแหกปากให้รู้แล้วรู้รอด ผมเกร็งท้องตะเบ็งเสียงออกมาทั้งที่ยังหลับตาแน่น
“ว้ากกก!”
“นั่นไงซอนอึนซู!”
“ว้ากกก…ฮะ?”
“ซอนอึนซูววว!”
ตอนนั้นเองเสียงอวดดีของเด็กหญิงก็แว่วมาเข้าหู ผมเบิกตากว้างพลางหันไปมองรอบๆ จากนั้นก็เห็นเงาร่างเลือนรางปรากฏขึ้นไกลๆ เมื่อร่างนั้นใกล้เข้ามา อควาระดับสูงสองตัวก็หยุดฝีเท้าจับจ้องไปที่ร่างนั้น
“ว้าว หนูเป็นคนเจอซอนอึนซูล่ะ!”
“ซะ…ซอนชียุน?”
เจ้าหมีสีน้ำตาลอุ้มซอนชียุนมุ่งหน้าตรงเข้ามา ไปทำอีท่าไหนถึงถูกเจ้าหมีอุ้มได้ล่ะนั่น พอมองดีๆ อีกทีในอ้อมแขนเจ้าหมีสีน้ำตาลยังมีลูกหมาอีกหนึ่งตัว
“ซอนชียุน! มาอยู่ที่นี่ได้ไง!”
ซอนชียุนไม่ตอบ กระโดดพรวดออกมาจากอ้อมแขนเจ้าหมีสีน้ำตาล อควาระดับสูงสองตัวที่คุมตัวผมอยู่พยายามสื่อสารอะไรบางอย่างกับเจ้าหมี แต่สิ่งที่ออกมาจากปากหมอนั่นมีเพียงเสียง ‘อาๆ’ ส่วนซอนชียุนก็วิ่งตรงเข้ามาหา…
“อันตราย ไปทางโน้นไป!”
“ซอนอึนซูนี่ไก่อ่อนจริงๆ!”
ด้วยพลังกระโดดที่น่าเหลือเชื่อ ซอนชียุนพุ่งมาเตะเข้าที่หน้าของอควาระดับสูง เจ้านั่นเบี่ยงคอหลบ ร่างเล็กจ้อยของซอนชียุนหมุนคว้างก่อนจะหยั่งเท้าลงยืนบนพื้น ทันทีที่เท้าแตะพื้นเด็กหญิงก็พุ่งเข้าไปอีกครั้ง คว้าข้อมืออควาระดับสูงที่จับไหล่ผมอยู่ก่อนจะกระชากแรง แขนของอควาถูกมือขาวสว่างข้างนั้นจับไว้จึงไม่สามารถแปรสภาพเป็นของเหลวได้ ทันทีที่มันเริ่มกลายเป็นของแข็ง อควาระดับสูงก็กระชากแขนตัวเองออก แขนค่อยๆ งอกขึ้นมาใหม่ตรงบริเวณรอยต่อ ทันใดนั้นซอนชียุนก็หันไปปล่อยหมัดใส่อควาระดับสูงอีกตัวโดยไม่เว้นจังหวะพักแม้แต่น้อย
“…เหยด”
นั่นคือการเคลื่อนไหวของเด็กเจ็ดขวบจริงดิ ผมยังอึ้งไม่หาย แต่ก็ต้องขอบคุณซอนชียุนที่ทำให้ผมหลุดพ้นจากเงื้อมมือของอควาระดับสูงมาได้
“หนีไปเลย ซอนอึนซู!”
“เผลอไม่ได้ ทำตัวตีเสมออาตลอด ยัยเด็กนี่”
แม้จะไม่ลงรอยกันสักแค่ไหน แต่ผมก็ไม่ใช่ขยะเปียกถึงขนาดกล้าทิ้งหลานสาวไว้แล้วหนีเอาตัวรอดคนเดียว ซอนชียุนน่าจะตื่นรู้ด้วยสกิลพิเศษ สามารถแช่แข็งร่างของอควาที่ประกอบขึ้นจากของเหลวได้ ทว่าอีกฝ่ายคืออควาระดับสูงไง ไม่ใช่อควาบ้านๆ ธรรมดา สถานการณ์จึงพลิกผันทันควัน ขณะที่อควาระดับสูงทั้งสองพยายามไล่ทุบศีรษะซอนชียุน ผมก็รีบกระโดดเข้าขวาง โอบแขนรอบศีรษะน้อยๆ ของเด็กหญิง ก่อนจะล้มกลิ้งไปบนพื้น
“เฮ้ย เจ้าหมีสีน้ำตาล! นายหยุดไอ้สองตัวนั้นได้หรือเปล่า”
ผมปล่อยอควาชั้นสูงที่ชะงักการโจมตีไว้ข้างหลังแล้วรีบหันไปพูดกับหมีสีน้ำตาล เจ้าหมีอุ้มลูกหมาไว้ในอ้อมแขน เอาแต่จ้องผมอย่างเหม่อลอยด้วยใบหน้าซื่อบื้อ
“ขวางไอ้สองตัวนั้นที ฆ่าให้ตายได้ก็ฆ่าซะ แต่ถ้าไม่ได้จริงๆ อย่างน้อยก็กันมันไว้หน่อย!”
“อาๆๆ”
ผมอุ้มซอนชียุนแล้วออกวิ่ง แอบเหลียวกลับไปมองก็เห็นอควาระดับสูงสองตัวตั้งท่าจะตามผมมา ทว่าถูกเจ้าหมีสีน้ำตาลยืนขวางอยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย ได้ยินว่าเขาเป็นพวกกลายพันธุ์ที่ไม่ค่อยยอมฟังคำสั่งคิมแจยอง ไม่ฟังจริงๆ ซะด้วย เจ๋งชะมัด
“ชียุน!”
“แม่จ๋า!”
วิ่งมาได้ไม่เท่าไหร่ก็เจอกับพี่นัมกุงราราภรรยาของพี่ใหญ่ซอนอึนรก หรือก็คือแม่ของซอนชียุน เธอคงวิ่งไล่ตามเจ้าหมีสีน้ำตาลที่อุ้มลูกสาวตัวเองมาจนถึงนี่สินะ พี่สะใภ้กางแขนออกกว้าง ดึงทั้งผมและซอนชียุนเข้าสู่อ้อมกอดพร้อมกัน
“น้องเล็กของเรายังอยู่ครบสามสิบสองแฮะ!”
“พี่ รับตัวชียุนไปเร็ว”
“ทำไม เธอจะไปไหนอีก”
“ตรงโน้นมีใครบ้าง”
ผมส่งตัวซอนชียุนให้พี่นัมกุงรารา หันไปชี้จุดที่เป็นต้นกำเนิดของเสียงดังสนั่น หลังจากแน่ใจแล้วว่าทุกคนยังอยู่ครบ ยกเว้นเพียงคุณปู่ที่เคลื่อนไหวร่างกายไม่ค่อยได้ ผมก็บอกพี่สะใภ้ให้พาซอนชียุนออกไปจากที่นี่แล้วเริ่มออกวิ่งอีกครั้ง แม้ได้ยินเสียงเรียกจากด้านหลัง แต่ผมไม่มีแก่ใจจะหันไปตอบ
ยิ่งเข้าใกล้จุดศูนย์กลางเท้าก็ยิ่งเหยียบถูกชิ้นเนื้อ ภาพตรงหน้าดูคล้ายโต๊ะจัดเลี้ยงที่ดารดาษไปด้วยก้อนเนื้อมากมาย ดูไม่ออกเลยว่าเนื้อคนหรือเนื้อจากร้านขายเนื้อ ผมขย้อนลมออกมา หรือว่าที่นี่เกิดระเบิดซ้ำอีกครั้ง พอสังเกตดีๆ ก็พบว่าบริเวณโดยรอบเปียกเฉอะแฉะราวกับโดนระเบิดน้ำลูกเขื่อง ผมสอดส่ายสายตาไม่หยุด หวาดหวั่นว่าจะพบร่องรอยของสมาชิกครอบครัวตัวเอง
สมมติคิมแจยองฆ่าครอบครัวผมจนหมด ผมจะมองเขาแบบเดิมได้อีกไหม ตอบเลยว่าไม่ ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ผมคงใช้ชีวิตด้วยความแค้นเคืองที่มีต่อเขาแน่ๆ ซึ่งหากผมเป็นแบบนั้นจริง คิมแจยองจะรับได้หรือเปล่านะ
‘อึนซู ก็นายเอาแต่…มองคนอื่นที่ไม่ใช่ฉันอยู่เรื่อยนี่…’
“พูดอะไรหมาๆ”
ทั้งที่เป็นคนฆ่าครอบครัวผมแท้ๆ ลองพูดชุ่ยๆ แบบนั้นออกมาสิ ไม่เขาก็ผมเอาให้ตายกันไปข้างเลยคอยดู ไอ้บ้าสารเลวเอ๊ย ผมกัดฟันกรอด
แต่แล้วสายตาผมก็สบเข้ากับดวงตาของอควาที่อยู่ไกลออกไป มันเป็นตัวที่มีปีก ดูท่ามันคงจำหน้าผมไม่ได้เลยกระพือปีกและพุ่งเข้าหา แม้ผมจะหลบได้แบบฉิวเฉียด แต่ยางมะตอยที่ถูกหอกปักก็แตกเป็นรอยยาวรอบทิศ
ฉิบหาย ขืนโดนเข้าไปตรงๆ มีหวังกลายเป็นเนื้อสไลด์แหงๆ
“ตาก็ไม่ได้ถั่ว! ทำไมจำกันไม่ได้วะ!”
ผมฉวยปืนไรเฟิล K2 ที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา ถึงจะสร้างความเสียหายได้ไม่มากเนื่องจากผมไม่ได้ตื่นรู้ด้วยสกิลการใช้ปืน แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลย
ปัง! ปัง! แกร๊ก แกร๊ก
“โอ๊ย อยากจะบ้า! กระสุนหมด!”
เหลือสองนัดพอดี ทว่าสองนัดนั้นพุ่งเข้าเป้าซึ่งก็คือหน้ากากอควาอย่างจังก่อนจะกระดอนออกมา ครั้นถูกยิงเข้าที่หน้ากาก อควาก็มีท่าทางดุร้ายขึ้นทันตาเห็นราวกับถูกกระทบศักดิ์ศรีอย่างร้ายแรง ผมทิ้งปืนแล้วเผ่นแน่บ พยายามไล่สายตาไปทั่วพื้น แต่ขนาดศพยังเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วอาวุธที่ถืออยู่จะไปเหลืออะไร หาของที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์แทบไม่เจอ
“รุ่นพี่!”
ฟิ้ววว! ฉึก! ฉึก! ฉึก!
ลูกธนูปักตรึงอยู่บนพื้นเรียงกันสามดอกขวางระหว่างผมกับอควา ใครบางคนพุ่งฉิวมาจากไหนไม่รู้ราวกับลมหอบหนึ่ง คว้าเอวผมไว้และพาผมออกห่างจากอควา
“โอฮันบิท…โคฮเยจู?”
แขนข้างหนึ่งของโอฮันบิทห้องต่องแต่ง สีข้างโคฮเยจูเองก็มีบาดแผลฉกรรจ์ อควาหยุดการโจมตีเมื่อมองเห็นมนุษย์ทั้งสอง อาจเพราะตราสัญลักษณ์ที่หัวใจ พวกอควาจึงรับรู้ได้ว่าทั้งคู่คือลูกสมุนของคิมแจยอง
“ระ…รุ่นพี่ ทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้ครับ ควรจะหนีไปให้ไกลแท้ๆ…”
โอฮันบิทวางผมลงบนพื้น พึมพำเสียงเบา สีหน้าดูหวาดกลัวเต็มขั้น ทว่าน้ำเสียงกลับเหมือนกำลังคาดหวังอะไรบางอย่าง
“รุ่นพี่ คือว่าคิมแจยอง ไอ้นรกแตกนั่น ค่อก! แค่ก! แค่ก! อา เชี่ยเอ๊ย! องค์ราชาผู้สูงส่ง! พอใจยัง!”
ทันทีที่ด่าคิมแจยองด้วยคำหยาบคาย เลือดก็ทะลักจากปากโคฮเยจู เจ้าตัวขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยสีหน้าดุร้าย แหงนหน้าตะโกนก้อง
“คิมแจยอง ทำไม อะไรอีก หมอนั่นทำอะไรอีกหรือไง หา?”
“ทำอยู่แล้วสิคะ ทำสิ่งที่แสนจะน่าทึ่งสุดๆ! ไม่นึกเลยว่าเขาตั้งใจจะล้างบาง ฆ่าแม้กระทั่งพวกเดียวกัน!”
“ตั้งใจฆ่ากระทั่งพวกเดียวกัน?”
“เขาเกณฑ์มนุษย์มารวมไว้ในที่เดียวแล้วสั่งอควาให้ระเบิดตัวเองค่ะ!”
ระเบิดตัวเองงั้นเหรอ ความหมายของประโยค ‘รวบรวมพวกมันทั้งหมดไว้ในที่เดียวแล้วกำจัดทิ้ง’ คือแบบนี้เองหรอกเหรอ อควาที่ชะงักการโจมตีเริ่มย่างสามขุมเข้ามาอย่างคุกคามพร้อมหอกในมือ ราวกับต้องการต้อนเราไปที่ไหนสักแห่ง ผม โคฮเยจู และโอฮันบิทไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากถอยร่นเข้าไปด้านใน
“…พวกที่ระเบิดตัวเองได้มีแค่อควาระดับสูงครับ ตอนนี้อควาระดับล่างกำลังไล่ต้อนมนุษย์เข้าไปข้างใน เมื่อกี้มันเพิ่งระเบิดตัวเองไปหนึ่ง…น่าจะทำเพื่อทดสอบดูว่ารัศมีระเบิดกินวงกว้างแค่ไหน เลยให้ระเบิดจากรอบนอกก่อนครับ”
“พวกนายออกไปข้างนอกไม่ได้เหรอ ลำพังแค่ตัวเดียวนั่นน่าจะสลัดทิ้งได้อยู่นะ”
“ออกไปไม่ได้ครับ เป็นคำสั่งหัวหน้า ถ้าออกไปเท่ากับตาย”
“หัวจะปวด”
“นี่ถ้ารุ่นพี่โดนลูกหลงไปด้วย สีหน้าของหัวหน้าคงน่าดูไม่หยอก ว่าไหมโอฮันบิท ไปนรกไม่เสียเที่ยวแล้วเรา”
โคฮเยจูถอยหลังหลบหลีกอควา หัวเราะคิกคักพลางบีบแขนผมแน่น ฟันอาบเลือดดูแดงก่ำยิ่งกว่าเดิมยามสะท้อนแสงจันทร์ เธอยอมตายตกไปพร้อมกันกับผมเพื่อให้คิมแจยองเป็นฝ่ายเจ็บเข้าเนื้อบ้างเนี่ยนะ…ยัยนี่มันบ้าระห่ำชัดๆ ผมสะบัดแขนโคฮเยจูทิ้งอย่างแรง จ้องมองอควาอย่างขุ่นเคือง แปลว่าไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตามผมจำต้องหนีออกไปข้างนอกให้ได้ถึงจะรอดชีวิต แล้วจะมีเวลามากพอให้พาครอบครัวออกไปด้วยเหรอ
“ถะ…ถ้าหัวหน้าเห็นรุ่นพี่อึนซูคงไม่สั่งให้ระเบิดตัวเองหรอกมั้งครับ ผะ…ผมยังไม่อยากตาย รุ่นพี่ ขอร้องล่ะครับ ช่วยผมด้วย!”
คราวนี้เป็นโอฮันบิทที่ยึดแขนผมไว้ คงคิดว่าผมจะหนีออกจากรัศมีระเบิดไปคนเดียวจึงร่ำร้องอ้อนวอนน้ำหูน้ำตาร่วงอย่างอับจนหนทาง นี่สินะความหมายของประกายความหวังที่ฉายอยู่บนใบหน้าโอฮันบิท ผมยีหัวเขาไปทีหนึ่ง
“เอาเถอะน่า ไปหาคิมแจยองกัน”
“…อะ…เอาจริงเหรอครับ”
“อุ้มฉันวิ่งไหวใช่ไหม”
“ระ…รุ่นพี่…”
“ให้ไวเลย ไม่มีเวลาแล้ว”
โอฮันบิทซึ่งตัวเล็กกว่าผมมากแบกผมขึ้นหลัง เมื่อใช้แขนข้างที่ยังดีอยู่ล็อกตัวผมไว้แน่นหนาเสร็จก็ถีบพื้นและดีดตัวออกวิ่ง
“ไอ้บ้ามองคนที่หน้าตา! อย่าไปเคลิ้มเพราะใบหน้านั่นสิ! หยุดโอ๋หยุดตามใจได้แล้ว! เพราะรุ่นพี่เอาแต่ทำแบบนั้นไง คิมแจยองถึงได้กลายเป็นไอ้โคตรพ่อโคตรแม่โรคจิต…แค่ก อ่อก! ค่อก!”
โคฮเยจูแหกปากตะโกนลั่น ต่อด้วยไอและกระอักเลือดออกมาซ้ำอีกหน ผมหันกลับไปมองแวบหนึ่ง เห็นเธอทรุดฮวบลงกับพื้น ด้วยความที่อยู่ห่างมากเลยบอกไม่ได้ว่าตายแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่ ครู่เดียวโคฮเยจูก็ถูกความมืดกลืนจนหายลับไปจากสายตา
ภาพที่ผมเห็นขณะเกาะอยู่บนหลังโอฮันบิทซึ่งสับเท้าไม่ยั้งต้องบอกว่าเป็นความโกลาหลดีๆ นี่เอง ทางฝั่งหนึ่งระเบิดอะไรบางอย่างดังติดต่อกันรัวๆ กลิ่นดินปืนฟุ้งตลบ ทหารอย่างน้อยๆ ก็ร้อยนายแห่แหนกันเข้าไปจับอควาระดับสูงตัวหนึ่งตรึงไว้ด้วยเชือกชนิดพิเศษ ได้ยินว่ากองทัพเคลื่อนพลลงใต้และรวบรวมเอากลุ่มผู้รอดชีวิตมาจนหมด แค่ทหารที่ตายก็หลายสิบนายเข้าไปแล้ว แต่พวกที่สวมเครื่องแบบทหารก็ถือว่ายังเยอะมากอยู่ดี
“หมวดสองสูญเสียความสามารถการรบ ปฏิบัติการ ‘เสือขาว’ เข้าสู่สมรภูมิ”
“หมวดห้าอควาระดับล่างบุกเข้าทางด้านซ้าย เปลี่ยนเป็นตั้งรับ เปลี่ยนเป็นตั้งรับ”
“ผู้บังคับหมวดหกสูญเสียความสามารถการรบ ปฏิบัติการ ‘มังกรน้ำเงิน’ เข้าสู่สมรภูมิ ปฏิบัติการ ‘มังกรน้ำเงิน’ เข้าสู่สมรภูมิ”
“หมวดสองเตรียมยิง สาม…สอง…หนึ่ง…ยิง!”
เสียงสั่งการเหล่าทหารในกองทัพดังแว่วมา เสียงนั้นเหมือนมาจากผู้พูดที่คอยสังเกตการณ์อยู่บนฟ้าออกคำสั่งให้ทหารเข้าปฏิบัติการอุดช่องโหว่ ซึ่งทหารต่างก็เคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียงตามคำสั่ง คนของ X มาร์ตเมื่อเทียบกับทหารแล้วกลายเป็นชนกลุ่มน้อยที่แทบมองไม่เห็นไปเลย ดูไปแล้วน่าจะเสียกำลังพลไปมากพอตัวหลังจากถูกคิมแจยองโจมตีเมื่อครั้งล่าสุด
“แต่อควาฉลาดมากไม่ใช่เหรอ มันจะไม่ต่อต้านเลยหรือไงถ้าองค์ราชาสั่งให้ระเบิดตัวเอง”
“สำหรับพวกมันคำสั่งขององค์ราชาสำคัญกว่าชีวิตตัวเองอีกครับ…! หลบเร็วครับ!”
โอฮันบิทตะโกนตอบพลางเอี้ยวคอ ผมก้มจึงหน้าหลบมาทางเดียวกับเขาโดยอัตโนมัติ มีดสั้นเล่มหนึ่งบินฉิวผ่านศีรษะ โว้ หัวกบาลเกือบทะลุแล้วไหมล่ะ ผมย่นคอเหมือนเต่า ซุกหน้าลงบนไหล่ผอมบางของโอฮันบิท
“ระ…รุ่นพี่ ผมเข้าไปใกล้กว่านี้ไม่ได้ครับ!”
ตอนที่ฝูงชนมะรุมมะตุ้มเริ่มบางตา โอฮันบิทก็หยุดฝีเท้า มีเยื่อคล้ายบาเรียสีฟ้าใสขวางอยู่ด้านหน้า ครั้นลองเอื้อมมือไปแตะที่เยื่อนั้นความรู้สึกเหมือนไฟฟ้าสถิตก็แล่นปราดเข้ามาจนมือกระตุกออก
“ใครมันมาสร้างบาเรียแบบนี้…”
“ตรงนั้นมีคนอยู่บนพื้นครับ!”
ใครบางคนนอนอยู่ภายในบาเรียห่างออกไปไม่ถึงสิบก้าว ร่างนั้นดูคุ้นตาเหลือเกิน
“…ซอนอึนโฮ? พี่นี่ พี่!”
ซอนอึนโฮสวมผ้าปิดตาสีดำ ลำตัวกระตุก เลือดไหลเป็นทาง ผมลงจากหลังโอฮันบิท ร้องเรียกชื่อพี่ก็แล้ว ทว่าไร้การตอบรับใดๆ คงเพราะบาดเจ็บสาหัส แม่งเอ๊ย ดูจากที่ร่างกายยังขยับได้นิดๆ อาจจะยังมีชีวิตอยู่ก็จริง แต่…
“ทะ…ทำยังไงดีครับ”
โอฮันบิทหน้าเหยเกน้ำตาร่วงราวกับสัมผัสได้ถึงความตาย ใบหน้าเขาฉายชัดถึงความสิ้นหวัง ผมหันมองไปรอบๆ ทิวทัศน์กรุงโซลกลายเป็นซากปรักหักพัง ย่ำแย่ยิ่งกว่าชุมชนแออัดเสียอีก ผมสะดุดตากับตึกซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่เท่าไหร่ เป็นตึกสูงที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ไว้ได้ มองเห็นหัวคนบนดาดฟ้าดูคล้ายสำลีพันก้าน ทั้งยังได้ยินเสียงสั่งการดังแว่วมา
“หมวดห้ากำจัดอควาระดับล่างแล้ว กลับสู่ ‘ตำแหน่งเดิม’ กลับสู่ ‘ตำแหน่งเดิม’ ”
“โอฮันบิท…ตอนนี้พี่ชายเพิ่งได้ไอเดียดีๆ…”
“คะ…ครับ?”
“ขึ้นไปบนนั้นกันเถอะ”
พอผมชี้ขึ้นไปด้านบน โอฮันบิทก็คล้ายเข้าใจว่าผมคิดอะไรอยู่ เขาพยักหน้าอย่างมุ่งมั่น แบกผมขึ้นหลังอีกครั้งแล้วออกวิ่งไปยังตึกนั้นด้วยความเร็วยิ่งกว่าเดิม รอบตึกมีทหารยืนล้อมประจำการอยู่ แต่มีหรือจะสู้ความเร็วของโอฮันบิทได้ ยังไม่ทันลั่นไก โอฮันบิทก็เข้ามาในตึกและขึ้นบันไดมาเรียบร้อยแล้ว ขณะที่กำลังคิดอยู่ว่าขาของหมอนี่จะไม่หักไปก่อนหรือไง…
ปัง!
“อึก!”
จังหวะเดียวกันกับที่ถีบประตูเหล็กของชั้นดาดฟ้าด้วยเท้า โอฮันบิทก็ทรุดล้มหน้าคะมำ เขากุมขาตัวเองไว้ ส่งเสียงโหยหวนออกมาอย่างเจ็บปวด ใช้สกิลเกินขีดจำกัดจนส่วนใดส่วนหนึ่งพังไปแล้วสินะ
“เฮ้ย โอเคระ…”
แกร๊ก…
ตัวผมที่ร่วงลงมากองกับพื้นตามโอฮันบิทอยากจะถามเขาว่าโอเคหรือเปล่า แต่ดันมีปากกระบอกปืนจ่อเข้ามาที่ศีรษะ ผมเอี้ยวคอเล็กน้อยเพื่อมองหน้าเจ้าของปืน เป็นทหารจริงตามคาด
“ท่านพลจัตวาครับ พลเรือนอีกแล้วครับ”
“ชิ ไอ้พวกสัตว์ประหลาดนะ ขอให้มาไม่ยอมมา ทีเด็กน้อยพวกนี้ล่ะขยันมากันจัง เห็นคิมมียอนคนนี้แขนพิการ คิดว่าไร้ความสามารถจนสู้ไม่เป็นแล้วหรือไง”
เมื่อได้ยินสิ่งที่ผู้ใต้บังคับบัญชารายงาน หญิงวัยกลางคนที่ส่องกล้องส่องทางไกลอยู่ตรงราวกั้นก็เดินเข้ามาหาผมด้วยใบหน้าบึ้งตึง ถ้าเป็นระดับพลจัตวา งั้นก็ต้องยศสูงพอสมควรเลยนี่ มีดาวติดอยู่ที่ปกเสื้อด้วย พลจัตวาใส่เฝือกครึ่งแขนขวา จากที่ฟังเมื่อครู่แปลว่านั่นคือสาเหตุที่ทำให้เธอร่วมออกรบแนวหน้าไม่ได้ ผมยิ้มพร้อมเอ่ยทักทายทั้งที่ยังนอนแผ่อยู่บนพื้น พยายามทำตัวให้ดูไร้พิษภัยมากที่สุด
“สวัสดีครับ”
“หืม? หน้าคุ้นชะมัด เธออยู่ฝ่ายไหน X มาร์ต หรือซอนจงกรุ๊ป”
“ซะ…ซอนจงกรุ๊ปครับ”
“อ้อ มิน่าล่ะถึงได้หน้าคล้ายไอ้บ้าซอนอึนโฮ เธอก็กำลังตามหาซอนอึนโฮอยู่เหมือนกันสินะ”
“เหมือนกัน…งั้นเหรอครับ”
พลจัตวาพยักพเยิดคางไปทางหนึ่ง ครั้นผมหันมองตามก็เห็นผู้หญิงท่าทางคุ้นๆ กำลังหันหลังส่องกล้องส่องทางไกลเพื่อดูภาพข้างล่างอยู่
“ชอบมาขอกล้องฉันไปส่องอยู่เรื่อย แต่คุยกันไม่รู้เรื่องสักที ฉันเลยให้กล้องที่ไม่ใช้ไปอันหนึ่ง ใช่เพื่อนเธอหรือเปล่า”
“ครับๆ เพื่อนผม เพื่อนผมเองครับ! โอ้โห เชี่ยเอ๊ย เจ๋งสาด!”
ปืนยังจ่อหัวอยู่แท้ๆ แต่ผมไม่สนและกระโดดลุกพรวดตรงเข้าไปหาเด็กสาวที่ถือกล้องส่องทางไกลทันที ผมได้ยินทหารข้างหลังตะโกนว่า ‘เฮ้ย! อย่าขยับ!’ แต่พลจัตวาห้ามไว้
“นี่! ฮวังซูยอน!”
“หืม? ซอนอึนซู?”
“โอ๊ย รู้ใช่ไหมว่าฉันโคตรรักเธอเลย!”
“ไม่ได้ เรารักกันไม่ได้หรอก…”
ฮวังซูยอนสีหน้าเคร่งขรึมเมื่อได้ยินเสียงพลจัตวาพึมพำเบาๆ ว่า ‘นี่ฉันถูกเทภายในหนึ่งวินาทีซะแล้วสินะ’ มาจากทางด้านหลัง จะเข้าใจผิดยังไงก็ตามสบาย ในเมื่อตอนนี้มีฮวังซูยอนแล้ว ผมคงต้องปรับแผนใหม่ทั้งหมด เดิมทีผมตั้งใจจะยืมสกิลโทรโข่งขยายเสียงเพื่อบอกคิมแจยองที่อยู่ข้างในบาเรียว่า ‘ฉันอยู่ตรงนี้ หยุดแผนระเบิดตัวเองของอควาระดับสูงซะ’ แต่…
ลองเปิดใช้สกิลรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ดูดีกว่า
ไอ้โคตรดื้ออย่างคิมแจยองจะยอมละทิ้งแผนไหมนะ เขาคงระดมกำลังอควาให้มาพาผมไปที่อื่นก่อนแล้วค่อยกลับมาทำตามแผนเดิมล่ะสิไม่ว่า ทหารที่อยู่ตรงนี้รวมกับพวกข้างล่างแล้วคงได้ราวๆ ยี่สิบนาย ถ้าคิดจะมาเอาตัวผมไป ลำพังอควาระดับสูงแค่ตัวเดียวก็เกินพอ งั้นก็เหลือแค่วิธีเดียวแล้วคือเปิดใช้สกิลรอยแผลศักดิ์สิทธิ์
แน่นอนว่าอาศัยความสามารถผมย่อมไม่มีทางสะสมเสียงโห่ร้องสรรเสริญได้ครบเก้าสิบเก้าคน ดังนั้นการมีอยู่ของฮวังซูยอนตรงนี้จึงยิ่งกว่าส้มหล่น ถึงแม้ไม่แน่ใจว่าเสียงโห่ร้องที่ผิดไปจากเป้าหมายจะถูกเอาไปรวมให้หรือเปล่าก็ตาม
“สกิลของเธอใช้ได้มากที่สุดกี่คน”
“ไม่รู้สิ…ยังไม่เคยลองใช้เยอะๆ มาก่อน…”
“ถ้าใช้กับทุกคนข้างล่างนั่นจะฝืนเกินไปไหม”
“ไม่รู้เหมือนกัน…”
“ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วมาทดสอบกันดีกว่า เริ่มที่คนตรงโน้น นั่นน่ะซอนอึนโฮ ช่วยชีวิตพี่ชายฉันก่อน”
ผมฉวยกล้องส่องทางไกลมาจากฮวังซูยอนแล้วส่องไปยังทิศที่เคยเห็นซอนอึนโฮ ผมมือสั่น มองจากระยะไกลขนาดนี้ตอบไม่ได้เลยว่าเขายังหายใจอยู่หรือตายไปแล้ว ใจเย็นๆ ใจร่มๆ…คงยังไม่ตายหรอกน่า ผมชี้ไปยังจุดที่ซอนอึนโฮอยู่ ฮวังซูยอนวิเคราะห์พิกัด ยื่นแขนออกไป จากนั้นทั่วร่างก็เริ่มเปล่งแสงสีขาวนวล
“รอดแล้ว”
ครั้นมองผ่านกล้องส่องทางไกลอีกครั้งก็เห็นซอนอึนโฮลุกขึ้นยืน จับๆ คลำๆ ตามร่างกาย เฮ้อ ค่อยยังชั่ว ผมหลุดถอนหายใจอย่างโล่งอก ผมพาฮวังซูยอนเดินไปหาพลจัตวา
“โทษนะครับ ผมขออนุญาตใช้โทรโข่งหน่อยครับ”
“โทษนะครับ?”
คิ้วของพลจัตวาย่นเข้าหากันเล็กน้อยเหมือนไม่สบอารมณ์
“ไร้มารยาทสมกับเป็นพวกซอนจงกรุ๊ปดีนี่ เอาเถอะ ทหารก็ไม่ใช่ จะมาหวังให้เรียกว่าพลจัตวาไปเพื่ออะไรกัน”
“โทรโข่งล่ะครับ”
“ไม่ได้ ผิดวินัยทหาร การที่พวกเธออยู่ตรงนี้เดิมทีก็ไม่ถูกต้องหรอกนะ ดังนั้นจูงมือแฟนสาวแฟนหนุ่มของตัวเองแล้วลงไปข้างล่างซะตอนที่ฉันยังพูดดีด้วย ส่วนเจ้านั่นเหมือนจะบาดเจ็บ ปล่อยทิ้งไว้ยังงั้นแหละ”
กะแล้วว่าต้องไม่ได้ พวกไดโนเสาร์แก่กะโหลกกะลา
ผมกระซิบข้างหูฮวังซูยอนว่า ‘ลองรักษาแขนคนนี้ดูหน่อยสิ’ ขณะที่ฮวังซูยอนก้าวไปข้างหน้าและยื่นมือออกไป ทหารสองนายด้านหลังพลจัตวาก็เล็งปืนมาที่เธอ พลจัตวาเองก็รีบชักปืนพกออกมาอย่างไว เมื่อเห็นว่าแสงรอบตัวฮวังซูยอนจางลง บริเวณรอบๆ เป็นปกติไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง พลจัตวาก็มองเราด้วยสายตาสงสัย
“ใช้สกิลอะไรน่ะ”
“ลองขยับแขนขวาดูสิครับ”
“แขนขวา?”
พลจัตวาก้มมองแขนขวาที่เข้าเฝือกอยู่ครึ่งหนึ่ง เธอสะดุ้งที่ปลายนิ้วขยับได้
“…เอ๊ะ?”
คราวนี้เธอยกแขนขวาขึ้น
“อะ…อะไรเนี่ย ไหนว่าต้องอยู่อย่างคนแขนพิการไปตลอดชีวิต…”
พลจัตวาโยนเฝือกทิ้งโดยแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง กระทั่งเหล่าทหารที่รักษาวินัยแน่วแน่ไม่ยอมหันศีรษะมาแม้จะได้ยินเสียงความโกลาหลยังเบิกตากว้าง ปรายตามามองพลจัตวาที่ขยับแขนไปมาได้อย่างอิสระ ฮ่าๆ เด็กดีของผมนี่มันสุดยอดไปเลยใช่ไหม ผมอกผายไหล่ผึ่งหลังตึงคางเชิด พลจัตวามองผมด้วยสายตาที่สื่อว่า ‘คนที่ใช้สกิลคือเด็กผู้หญิงนั่นต่างหาก แล้วเธอจะมาภูมิอกภูมิใจหาอะไรยะ’ ต่อด้วยค้อมศีรษะให้ฮวังซูยอนเป็นเชิงขอบคุณ ผมแตะไหล่พลจัตวาที่กำลังซาบซึ้งจนถึงกับน้ำตาไหล ก่อนจะเอ่ยปาก
“ผมกะใช้สกิลรักษาผู้คนที่กำลังจะตายข้างล่างโน่น ขอผมยืมโทรโข่งหน่อยนะครับ”
“ถ้าเป็นเรื่องนั้นก็ต้องให้ยืมแน่อยู่แล้ว จ่าอิม!”
พลจัตวาพาผมกับฮวังซูยอนไปหาสิบเอกอิมที่ตื่นรู้ด้วยสกิลโทรโข่ง สิบเอกอิมซึ่งเป็นพลสัญญาณเปิดใช้สกิลของตนกับผู้พันซงจากกองบัญชาการยุทธศาสตร์ และผู้พันซงก็กำลังสั่งการเหล่าทหารข้างล่างตามรายงานที่ได้รับผ่านทางกล้องส่องทางไกล สิบเอกอิมถอนสกิลจากตัวผู้พันซงตามคำสั่งของพลจัตวาแล้วย้ายมาเปิดใช้สกิลโทรโข่งนี้กับผมแทน เมื่อผู้พันซงตระหนักได้ว่าเสียงของตนไม่ถูกขยายให้ดังก็รีบวิ่งมาประท้วง แต่พลจัตวายืนยันอย่างหนักแน่นว่าหากเกิดเรื่องตนจะเป็นผู้รับผิดชอบเอง ผู้พันซงจึงต้องยอมถอย ว่าแล้วเชียว ในกองทัพใครยศใหญ่คนนั้นคุมเกมจริงๆ ด้วยแฮะ
ผมพาฮวังซูยอนปีนขึ้นไปตรงราวกั้นของชั้นดาดฟ้า ราวนั้นกว้างพอให้คนสองคนยืนด้วยกันได้สบาย ผมกางแขนออก ทำตัวเป็นรูปไม้กางเขน จากนั้นก็ให้ฮวังซูยอนที่ตัวเล็กกว่าผมยืนซ้อนด้านหลัง
เฮ้อ…จะได้เรื่องไหมวะเนี่ย
หากสกิลของฮวังซูยอนอ่อนด้อยกว่าที่ผมคาดไว้ก็เท่ากับล้มเหลว หรือต่อให้มีคนโห่ร้องสรรเสริญ แต่ถ้าตัวเลขในหน้าต่างสถานะไม่เพิ่มก็คือล้มเหลวอีกอยู่ดีนั่นแหละ
“ขะ…ข้าคือ…เทวทูต!”
ทันทีที่ข้อความไร้สาระถูกกระจายผ่านมาตามเสียง ทหารบางนายรู้ว่าต้นเสียงที่ออกคำสั่งมาจากไหนก็พากันแหงนหน้าขึ้นมอง ด้วยความที่ไฟถูกเปิดจนสว่างจ้าไปทั่วพื้นที่ คนที่อยู่ข้างบนเลยมองเห็นข้างล่างได้อย่างชัดเจน ทว่าในสายตาคนที่อยู่ข้างล่าง ตัวผมซึ่งยืนกางแขนอยู่คงดูไม่ต่างจากสำลีพันก้านเท่าไหร่ หรือไม่ก็อาจมองอะไรไม่เห็นเลยด้วยซ้ำ
“ทะ…ทุกท่านจงมองมาที่ยอดตึก! ข้าคือเทวทูตผู้ซึ่งมาเพื่อชะ…ช่วยทุกท่านให้รอด!”
“ท่านนายพล ให้ยกเลิกไหมครับ…ดูเหมือนจะเป็นพวกลัทธินอกรีตเลยนะครับ…”
“ชื่อของข้าคือซะ…‘ซอนอึนซู’ จงจำให้ดี! จงจำชื่อนี้ที่มาเพื่อชะ…ช่วยทุกท่านเอาไว้!”
ผมพูดตะกุกตะกักจนถึงกับเอ่ยชื่อสามพยางค์ของตัวเองออกมาเผื่อไว้ก่อน โชคดีที่พูดจนจบประโยคได้โดยที่สกิลยังไม่ถูกยกเลิก ครั้นผมใช้ศอกกระทุ้งฮวังซูยอนที่อยู่ด้านหลังเป็นการส่งสัญญาณ ร่างของเธอก็เริ่มเปล่งแสงเรืองรองช้าๆ แสงนั้นทั้งเจิดจรัสและกินวงกว้าง ขนาดที่แสงตอนรักษาซอนอึนโฮหรือพลจัตวาเทียบไม่ติดแม้แต่น้อย
ถ้าคิมแจยองได้ยินเสียงฉัน ก่อนอื่นก็น่าจะหยุดการระเบิดไว้ได้ แล้วก็…
รัศมีเรืองรองที่เปล่งออกมาจากฮวังซูยอนก็คงดูเหมือนรัศมีเทพจากตัวผมเอง ในส่วนของฝูงชนข้างล่าง ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสนอนแบ็บอยู่บนพื้นเริ่มทยอยลุกขึ้นทีละคนสองคน คนที่ตายไปแล้วคงช่วยอะไรไม่ได้ แต่ภาพที่เห็นก็ชวนให้ตะลึงไม่น้อย กระทั่งตัวผมซึ่งเป็นคนวางแผนเองแท้ๆ ยังทึ่งและรู้สึกได้ถึงความน่ายำเกรง จากนี้แหละของจริง
“…ทะ…ทุกท่าน จงเรียกข้าพร้อมกัน! เมกซัมนอยส์! ซอนอึนซู! ซอนอึนซู! ซอน…!” แต่จู่ๆ สกิลโทรโข่งก็ถูกปิดซะอย่างนั้น “…อึนซู! อ้าว นี่เพิ่งจะเริ่มเองนะครับ ปิดเสียงทำไม!”
“เป็นบ้าเหรอ สมงสมองไปหมดแล้ว ลงมานี่เลย ไอ้เด็กเวร!”
“ว้าก! ตก! ตกแน่! เบาก่อน!”
พลจัตวาคว้าที่น่องผมแล้วดึง พวกทหารก็เอากับเขาด้วย ช่วยกันดึงผมลงมา ผมกับฮวังซูยอนจึงถูกดึงรวบเข้าสู่อ้อมแขนของเหล่าทหารทั้งอย่างนั้น
“แค่ก…แค่ก!”
แต่แล้วฮวังซูยอนก็กระอักเลือดแล้วหมดสติไป ไม่รู้เพราะใช้สกิลถึงขีดจำกัดหรือเพราะที่ทำทั้งหมดนี้ถือเป็นการทรยศคิมแจยองกันแน่ โอฮันบิทซึ่งได้รับบาดเจ็บที่ขาแต่หายดีด้วยอานิสงส์จากสกิลของฮวังซูยอนรีบวิ่งเข้ามารับตัวเธอ ผมส่งฮวังซูยอนให้เขาแล้วรีบร้อนเปิดหน้าต่างสถานะ
[รอยแผลศักดิ์สิทธิ์ (ล็อก)]
– เงื่อนไขในการปลดล็อก : กรุณาเก็บเสียงโห่ร้องสรรเสริญให้ครบ 100 คน (1/100)
ตัวเลขยังคงนิ่งไม่ไหวติง ในขณะที่ความสิ้นหวังกำลังถั่งโถมเข้ามาในใจนั้นเอง…
“โอ้วววว! ซอนอึนซู!”
“ซอนอึนซู! ซอนอึนซู!”
“ซอนอึนซูววว!”
คุณพระช่วย…เสียงโห่ร้องกึกก้องสะท้านฟ้าสะเทือนดินชนิดที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าเสียงเชียร์สมัยฟุตบอลโลกนี้คืออะไร ตัวเลขบนหน้าต่างสถานะเริ่มวิ่งฉิวแบบตู้สล็อตปาจิงโกะ*
[รอยแผลศักดิ์สิทธิ์ (ล็อก)]
– เงื่อนไขในการปลดล็อก : กรุณาเก็บเสียงโห่ร้องสรรเสริญให้ครบ 100 คน (522/100)
[รอยแผลศักดิ์สิทธิ์ถูกเปิดใช้งานแล้ว]
[รอยแผลศักดิ์สิทธิ์]
– ความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นตามจำนวนสิ่งมีชีวิตใต้อาณัติ… (ค่าสถานะทั้งหมด+523)
ผมสัมผัสได้ถึงพลังที่พลุ่งพล่านไปทั่วกาย ทั้งที่ได้รับเสียงโห่ร้องมาได้ห้าร้อยยี่สิบสองคน แต่ทำไมหน้าต่างสถานะถึงขึ้นว่าเป็นห้าร้อยยี่สิบสามคนล่ะ ผมยังไม่ทันได้วิเคราะห์อะไร ข้อความแจ้งเตือนก็เด้งขึ้น
[ได้รับสกิลใหม่]
[ชำระล้าง LV.1]
– ชำระล้างสิ่งชั่วร้าย
– ชำระล้างพลังของสิ่งชั่วร้าย
– ปลดล็อกสกิลที่เกี่ยวข้องเมื่อเลเวลสูงขึ้น
– รางวัลความสำเร็จเมื่อถึง Lv.2 : เมื่อใช้ร่วมกับ [สัมผัสแห่งปรมาจารย์ช่าง Lv.1] จะได้รับสกิล [จารึกรอยแผลศักดิ์สิทธิ์]
แม้จะไม่รู้ว่าการชำระล้างสิ่งชั่วร้ายกับการชำระล้างพลังของสิ่งชั่วร้ายต่างกันตรงไหน…แต่ในที่สุดผมก็ปลดล็อกสกิลนี้ได้แล้ว
ผมแย่งกล้องส่องทางไกลมาจากทหารสักนาย ปีนกลับขึ้นไปที่ราวกั้น ผู้พันซงรับถ่ายสกิลโทรโข่งไปสั่งการต่ออีกครั้ง เหล่าทหารปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเป็นระบบระเบียบ
คิมแจยอง…
ผมขยับกล้องส่องทางไกลกวาดมองบริเวณที่พี่นอนอยู่เมื่อกี้ แล้วก็ได้เห็นชายูฮยอกพุ่งตัวฉวัดเฉวียนไปมา ดูไปแล้วสภาพร่างกายของชายูฮยอกเองก็ดีขึ้นด้วยเหมือนกันเพราะสกิลของฮวังซูยอน ไม่อย่างนั้นคิมแจยองคงไม่มีทางโดนอัดจนยับเละเทะขนาดนั้นแน่…เวรเอ๊ย ใบหน้านั่น! ต่อยเข้าหน้าแบบนั้นได้ไงวะ! ทุกครั้งที่หมัดของชายูฮยอกพุ่งกระแทกใบหน้าคิมแจยอง ผมจะสะดุ้งตามโดยอัตโนมัติ
ชำระล้าง ต้องชำระล้าง…
แต่ว่าถ้าผมใช้สกิลนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับคิมแจยองหรือเปล่า ที่ว่าชำระล้างสิ่งชั่วร้าย…แปลตรงตัวคือการฆ่าทิ้งใช่ไหมนะ เนื่องจากมันเป็นสกิลที่ผู้ส่งสารแห่งพระเจ้ามอบให้ผมเอาไว้ใช้ฆ่าคิมแจยอง งั้นก็มีความเป็นไปได้สูงทีเดียว
“…งั้นไม่เอาดีกว่า”
ก็ว่าทำไมผมถึงได้รู้สึกแย่นัก ผมกลัวการต้องเผชิญหน้ากับความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้นี้ ความรู้สึกที่เหมือนกับว่าถ้าผมย่างเท้าออกไปเพียงก้าวเดียว ผมจะถูกดึงให้จมดิ่งลงสู่ความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุดทันที ผมจึงละสายตาจากกล้องส่องทางไกลที่สะท้อนภาพเงาร่างของคิมแจยอง
ไม่รู้เพราะสัมผัสถึงสภาพอารมณ์อันซับซ้อนของผมได้หรือยังไง อควาระดับสูงตัวหนึ่งกระโดดลอยมาแต่ไกล ปัดป้องการจู่โจมจากมนุษย์ข้างล่างพอเป็นพิธี ก่อนจะพุ่งตัวขึ้นมายังดาดฟ้าของตึกที่ผมยืนอยู่ เมื่อมันเริ่มใกล้เข้ามา ทหารด้านหลังก็เริ่มส่งเสียงดังอลหม่าน คงกำลังเปลี่ยนจากตั้งรับเป็นโจมตี
“เฮ้ย ไอ้เด็กนอกรีต! อันตราย! ลงมาเดี๋ยวนี้!”
พลจัตวาตะโกนลั่น แต่ผมไม่คิดจะหันกลับไปมอง เพราะยังไงซะมันคงไม่ได้มาเพื่อจะโจมตีผมอยู่แล้ว จังหวะที่อควาระดับสูงเอื้อมมือมาหาผม ผมก็ส่งเสียงพึมพำเบาๆ
“ชำระล้าง”
“โฮกกกกก!”
สกิลชำระล้างนั้นรุนแรงกว่าที่ผมคิดไว้มาก กลุ่มเส้นใยสีขาวที่พุ่งออกมาจากมือผมแตกออกเป็นหลายสิบเส้น จากนั้นก็เข้าไปพันรอบตัวอควาระดับสูงอย่างแน่นหนา หากมองภายนอกมันดูเหมือนขนมสายไหมนุ่มฟู แต่วินาทีที่สัมผัสกับตัวของอควาระดับสูง มันก็ร้องโหยหวนจนผมสยองและขนลุกซู่ เสียงกรีดร้องของมันชวนแสลงหูยิ่งกว่าเสียงเล็บเวลาขูดกระดานดำ ร่างของอควาปลิ้นออกมาระหว่างช่องว่างของเส้นใยบวมพองดั่งลูกโป่งและแตกโพละในชั่วพริบตา เนื้ออควากระจายว่อนกลางอากาศพร้อมกับหยดเลือด
เลือด?…
การที่ร่างกายอควาซึ่งประกอบขึ้นจากของเหลวหลั่งเลือดได้ ทั่วตัวแหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยและสลายหายวับไปกลายเป็นเรื่องที่ไม่สมจริงขึ้นมาทันที ความคิดน่ากลัวยิ่งกว่านั้นวาบผ่านเข้ามาในสมอง หากเมื่อครู่ผมใช้สกิลนี้กับคิมแจยอง อย่างนั้นเขาก็คงตายด้วยวิธีนี้เหมือนกัน
“เฮือก”
ลมหายใจพลันติดขัด นึกว่าไอ้โรควิตกกังวลบ้าๆ นี่จะดีขึ้นแล้วซะอีก ดันโผล่มากวนใจในจังหวะสำคัญเฉยเลย
“…ระ…รุ่นพี่!”
ผมมองเห็นโอฮันบิทวิ่งตรงเข้ามาหา สีหน้าดูสิ้นหวังจนผมอึ้ง พวกทหารรวมถึงพลจัตวาก็พยายามจะวิ่งเข้ามาหาผมด้วยเหมือนกัน ทว่าจู่ๆ ทุกคนก็หายไปจากสายตา สิ่งที่ผมมองเห็นมีเพียงผนังภายนอกตึกและดวงจันทร์สีแดง
อ้อ…นี่ฉัน…ตกลงมาแล้วสินะ
นับตั้งแต่วินาทีแรกที่ผมรู้ว่าตัวเองต้องตาย เป้าหมายเดียวที่มีก็คือการเอาชีวิตรอด ผมก้าวข้ามเส้นความตายมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว ดื้อรั้นดึงดันจะเปลี่ยนชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าประหนึ่งต้องการเยาะเย้ยโลกที่ขยันยัดเยียดความตายให้ผม ถ้าดิ่งพสุธาแบบนี้มีหวังได้ปักพื้นจนหัวแบะแหงๆ ไม่ยุติธรรมเลย ผมพยายามตั้งเท่าไหร่กว่าจะเอาชีวิตรอดมาได้ถึงตอนนี้ รู้บ้างไหม…! ผมยังไม่อยากตายนะ ไม่อยากยอมแพ้ตรงนี้ด้วย ร่างกำลังร่วงหล่นไม่พอ ดันพ่วงอาการหายใจไม่ออกเข้าไปด้วย ผมไม่มีแรงแล้ว ยิ่งรู้สึกว่าความตายมาจ่อรอตรงหน้า สภาพก็ยิ่งแย่หนัก
ใบหน้าที่ปรารถนาจะเห็นเป็นครั้งสุดท้ายวาบผ่านเข้ามาอย่างเลือนรางในห้วงความคิด
ตอนนั้นเอง
“อ่อก!”
ใครบางคนเกี่ยวกระหวัดหน้าท้องผมแล้วกระชากขึ้นไป แรงสะท้อนจากปฏิกิริยาแรงโน้มถ่วงก่อให้เกิดการกระแทกหนักหน่วงไปทั่วทั้งร่างกาย ผมกลิ้งหลุนๆ ไปบนพื้นพร้อมกับคนที่คว้าตัวผมไว้
“อึก ค่อก! ค่อก!”
เขาโอบแขนรอบศีรษะผมไว้ตลอดเวลาที่กลิ้งอยู่บนพื้น ผมรู้สึกจุกในอกกับท่าทางที่พยายามจะปกป้องผมอย่างชัดเจน ทั้งที่ตัวเองก็หายใจแทบไม่ออกพอกัน หมอนี่ยังอุตส่าห์จะลูบหัวลูบไหล่ให้จนกระทั่งผมสงบสติอารมณ์ได้ ลมหายใจผมเนิบช้าลงและร่างกายเริ่มผ่อนคลายราวกับฝันไป ครั้นเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยผมก็เห็นคิมแจยองที่ตั้งแต่หัวจรดเท้าอยู่ในสภาพยับเยิน เขาต้องโดนอัดมาหนักขนาดไหนกัน ตาข้างหนึ่งถึงได้บวมแทบปิด แถมหน้าที่ซีดอยู่แล้วเป็นทุนเดิมก็ยิ่งซีดเข้าไปใหญ่ ผมฝืนเค้นเสียงที่แหบแห้งกระซิบข้างหูคิมแจยอง
“นายทำอะไร…กับฉันกันแน่…ไอ้เวร…”
ถ้าผมไม่มีฝันพยากรณ์ คิมแจยองก็คงจะเป็นแค่นักเรียนดีเด่นที่อยู่ห้องเดียวกัน และหลังจากวันแห่งหายนะเขาก็คงเป็นแค่ไอ้ลูกจ๊อกที่พอจะมีประโยชน์อยู่บ้างเท่านั้น ตอนนี้ก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่ ผมใช้เขาเป็นเครื่องมือเพราะต้องการหลีกเลี่ยงความตายที่มองเห็นล่วงหน้า ต่อให้บอกว่าผูกพันกันแค่ไหน แต่การปล่อยเขาเอาไว้ทั้งๆ ที่เขาสติแตกจนทำให้ครอบครัวผมตกอยู่ในอันตรายก็ไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย ผมต้องฆ่าเขา ตอนที่ร่างกายเราสัมผัสกันอยู่แบบนี้แหละคือโอกาส
“แม่งเอ๊ย…ฆ่าไม่ลงแล้วเห็นไหม…ฮึก…ฮือ…”
อยากรู้จริงๆ ว่าเขาทำอะไรกับผมกันแน่ ผมถึงฆ่าเขาไม่ลง คิดยังไงก็คิดไม่ออก ไม่สิ ไม่อยากยอมรับมากกว่า ความรู้สึกที่เหมือนไม่ใช่ตัวผมเองนี่มันช่าง…ทุเรศสิ้นดี
“อย่าร้องเลยนะ”
เมื่อคิมแจยองบรรจงเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มผมอย่างอ่อนโยน น้ำตาก็ยิ่งทะลักร่วงลงมาราวกับบ่อน้ำตาแตก ในเมื่อตระหนักได้แล้วว่าผมฆ่าหมอนี่ไม่ลง อย่างนั้นทางเลือกก็เหลือเพียงทางเดียวแล้ว นั่นคือการทำตามที่อาโรกันเชียบอก ทำให้มนุษย์และคิมแจยองร่วมมือกันเพื่อต่อสู้กับดวงจันทร์สีแดง เพื่อการนั้นผมต้องโน้มน้าวคิมแจยองให้ได้ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม
“อึนซู…ตรงนี้อันตราย ไปอยู่ที่อื่นก่อนนะ”
อควาระดับสูงสามตัวกำลังขัดขวางชายูฮยอก ส่วนอควาระดับล่างอีกสองตัวมุ่งตรงมาทางผม ผมผลักคิมแจยองออกห่างเสียงดัง เปิดใช้สกิลชำระล้างกับอควาทั้งห้าตัวนั้น กลุ่มเส้นใยสีขาวพุ่งออกมาอีกครั้ง เข้าพันรอบตัวอควาแน่นก่อนจะแตกระเบิด เลือดและชิ้นเนื้อโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า ผมเริ่มวิงเวียนเพราะใช้สกิลมากเกินไปในคราวเดียว ทั้งที่เห็นภาพลูกสมุนของตัวเองตายอนาถ คิมแจยองก็ยังคงมีสีหน้าไร้อารมณ์จนยากจะเดาว่าคิดอะไรอยู่ ผมคว้าคอเสื้อเขากระชากเข้าหาตัว
“นี่ ถ้านายไม่อยากลงเอยแบบนั้นล่ะก็…”
“…”
“หุบปากแล้วฟังฉัน”
คิมแจยองพยักหน้าโดยไม่ขัดขืน
“สั่งหยุดไปเลยระเบิดน่ะ แล้วให้อควาถอยทัพไป ส่วนนาย…ก็ยอมให้ชายูฮยอกจับตัวซะ”
“…”
“ไม่ต้องกังวล ไม่ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ฉันจะเป็นคนปกป้องนายเอง”
“ปก…ป้อง?”
“จากนี้ไป…รอดก็รอดด้วยกัน…ตายก็ตายด้วยกัน”
แม้พลังในการโน้มน้าวจะน้อยนิดเพราะผมพูดทั้งที่แก้มยังเปื้อนคราบน้ำตา แต่ผมพยายามอย่างเต็มที่ กดเสียงให้ต่ำและขึงตาให้จริงจังมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คิมแจยองเงียบไปนาน แต่จู่ๆ ใบหน้าเฉยเมยไร้อารมณ์ที่อยู่ห่างเพียงคืบก็เริ่มแดงก่ำราวกับไฟในเตาผิงที่ลุกโชน แดงไปหมดตั้งแต่ใบหน้าจนถึงลำคอ แดงกระทั่งปลายนิ้วมือไร้เรี่ยวแรงบนมือผมที่กำคอเสื้อเขาอยู่ พอใบหน้าขาวซีดนั้นซับสีเลือดขึ้นมาในชั่วพริบตา ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นจึงยิ่งเด่นชัดจนน่าทึ่ง
“…อึนซู ทำไงดี”
“หา?”
“ฉัน…”
คิมแจยองก้มหน้างุด ดูเขินอายอย่างมาก ผมยังงุนงงกับสถานการณ์ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเลยก้มหน้าตามเขา
“อะ…ไอ้บ้าเอ๊ย! ทำไมต้องเป็นตอนนี้…!”
“ไม่รู้เหมือนกัน…”
“เวรเอ๊ย!”
ก่อนใครจะสังเกตเห็น ผมถอดเสื้อคลุมออกแล้วรีบคลุมทับกายส่วนล่างที่ปูดแน่นของเขา เคราะห์ดีที่ชายูฮยอกเดินเข้ามาใกล้โดยยังไม่ทันเห็นส่วนล่างของคิมแจยอง ผมยืนขึ้นแบบเก้ๆ กังๆ แล้วฉีกยิ้มอย่างเงอะงะ แต่แล้วคิมแจยองก็คว้าข้อเท้าผมทั้งที่ตัวยังนอนราบอยู่
“อึนซูดีใจเหรอ…ที่ได้เจอพี่ยูฮยอก”
“สมองพังไปแล้วมั้งไอ้นี่!”
ผมใช้เท้าเตะมือคิมแจยองดังป้าบเมื่อได้ยินคำพูดแดกดันลอยมา
“…เฮ้อ”
ดวงตาของชายูฮยอกที่หลุบจ้องเราบ่งบอกว่าเขาอยู่ในสภาพเจียนคลั่ง ไอสังหารเข้มข้นแผ่ออกมาราวกับพร้อมจะฉีกกระชากคิมแจยองเป็นชิ้นๆ ได้ทุกเมื่อ ทั้งหมอนี่ ทั้งหมอนั่น แถวนี้มีแต่พวกโรคจิตล้วนๆ เลยนี่หว่า ยังไงก็ตามผมต้องหยุดเขาให้ได้
“ซอนอึนซู”
“…ครับ”
“หลีกไป ก่อนที่พี่จะฆ่าเราด้วย”
“…เจ้าเพื่อนคนนี้ถ้าเปลี่ยนให้มาอยู่ฝ่ายเราได้จะไม่ดีกว่าเหรอครับ กะ…กำลังรบก็จะเพิ่มขึ้นด้วย!”
“เฮอะ”
ชายูฮยอกพ่นลมออกจมูกเหมือนสิ่งที่ผมพูดไม่มีค่าพอให้ฟัง พายุหมุนก่อตัวขึ้นรอบแขนชายูฮยอกที่ทำหน้าเหี้ยม สถานการณ์เรียกได้ว่าหน้าสิ่วหน้าขวาน
ตอนนั้นเองคิมแจยองก็คลานเข้ามากอดขาผมไว้ข้างหนึ่ง เขาคงคิดว่าตัวเองกำลังจ้องชายูฮยอกแบบดุดันสุดๆ อยู่ แต่มันกลับดูเหมือนลูกหมาขี้หวงที่กลัวใครมาแย่งเจ้าของมากกว่า แถมปัญหาคือเจ้าลูกหมาดันติดสัดซะอีก พอนึกถึงส่วนล่างของหมอนี่ ผมก็ขนลุกซู่ ผมรีบดึงขาออกแล้วเช็กว่าเขาปิดส่วนล่างไว้มิดชิดดีหรือยัง แค่นี้สถานการณ์ก็ตึงเครียดจะแย่แล้ว เกิดชายูฮยอกมาเห็นสิ่งนั้นเข้าอีกล่ะก็…ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายระดับไหน โชคยังเข้าข้างที่เสื้อคลุมของผมปิดส่วนล่างของคิมแจยองไว้ได้อย่างดีเยี่ยม
“เอาเป็นว่า…ผมขออธิบายหน่อยนะครับ เจ้านี่น่ะไม่ใช่คนชั่วช้าอะไรหรอก…”
“อีฮยอนอูจะตายด้วย”
คิมแจยองพูดแทรกขัดจังหวะผมและเอ่ยชื่ออีฮยอนอูขึ้นมา ชายูฮยอกชะงัก
“ถ้าฉันตาย อีฮยอนอูก็ตายด้วย”
“อะไรนะ”
“หมอนั่นคือทาสใต้อาณัติของฉัน มันทรยศฉันเพราะเตรียมใจจะตายตั้งแต่แรกแล้ว…”
“…”
“ตอนนี้คงกำลังรอความตายอย่างสงบเสงี่ยมอยู่สินะ”
คิมแจยองยิ้มกว้าง กล่าวด้วยน้ำเสียงยานคางกวนประสาทชายูฮยอกเข้าอย่างจัง สุดท้ายยังไม่ทันได้ร้องห้าม ชายูฮยอกก็พุ่งเข้าใส่คิมแจยอง ประเคนหมัดเข้าที่หน้าเต็มๆ โอ๊ย! ต่อยหน้าอีกแล้วโว้ย! ขณะที่ผมพยายามคว้าตัวชายูฮยอกเอาไว้ คิมแจยองก็ยกมือขึ้นช้าๆ เป็นเชิงเตือนให้อยู่ห่างๆ
“ไอ้…ปีศาจชาติชั่ว!”
หมัดของชายูฮยอกที่ระงับความโกรธไม่อยู่กระหน่ำใส่คิมแจยองต่ออีกห้าหกครั้งจึงเริ่มสงบลงได้ ผมกลัวคิมแจยองจะตายไปซะก่อน ร่างกายสั่นสะท้านทุกครั้งที่หมัดชายูฮยอกกระแทกโดนคิมแจยอง
“อควาหนีไปแล้ว!”
“เราชนะแล้ว!”
“ไชโย!”
เสียงมนุษย์รอบข้างตะโกนก้อง แผ่นหลังของพวกอควาที่กำลังหนีปรากฏเป็นจุดจางๆ ในระยะไกลก่อนจะหายไปจากสายตา
ชายูฮยอกยักไหล่ ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ลุกยืนแล้วเตะหน้าท้องคิมแจยองหนึ่งครั้ง ก่อนจะสั่งการให้ผู้ตื่นรู้ที่อยู่ใกล้ๆ ไปนำเชือกที่เคยใช้มัดอควาระดับสูงมาให้เขา พอได้เห็นใกล้ๆ ถึงได้รู้ว่าเชือกนี่แข็งแกร่งราวกับถักทอขึ้นจากเหล็กกล้า ชายูฮยอกใช้เชือกมัดคิมแจยองอย่างแน่นหนา ใช้ผ้าปิดตาจากในกระเป๋าคาดทับดวงตา แค่นั้นไม่พอยังใช้ไอ้เชือกหยาบๆ นี่ปิดปากอีก มุมปากคิมแจยองเป็นรอยถลอกจนน่าจะได้แผล ตรงปากนี่ช่วยเอาผ้ามาปิดแทนไม่ได้หรือไง…ดีที่เสื้อคลุมซึ่งคลุมทับส่วนล่างของคิมแจยองถูกมัดไปด้วยกัน ตรงนั้นเลยยังไม่ถูกเปิดเผย
“ทำอะไรอยู่ มานี่”
ชายูฮยอกกำเชือกที่เหลือ แล้วพยักหน้าเรียกผม
“เดี๋ยวนะ ทำไมผมต้องโดนมัดด้วยล่ะครับ”
“สำหรับเรามัดแค่มือพอ”
“ไม่เห็นที่ผมรักษาผู้คนเมื่อกี้เหรอครับ”
“นั่นฝีมือเราเหรอ”
ครั้นเห็นสายตาที่บอกชัดถึงความมั่นใจว่านั่นต้องไม่ใช่ฝีมือผมแน่นอน ผมก็พูดอะไรไม่ออก
“แล้วที่ผมกำจัดพวกอควาเกลี้ยงในรวดเดียวเมื่อกี้ล่ะครับ”
“เราน่ะ กี่ครั้งเข้าไปแล้วล่ะที่พยายามจะช่วยชีวิตไอ้เวรนี่”
“…”
“พี่กำลังใช้ความอดทนอยู่นะ ยอมให้มัดดีๆ เถอะ”
“ครับ”
ชายูฮยอกมัดข้อมือประหนึ่งจับผมใส่กุญแจมือ เขาแบกคิมแจยองที่นอนอยู่บนพื้นเหมือนหนอนผีเสื้อขึ้นบ่า ลากตัวผมที่…ถ้าพูดให้ไพเราะหน่อยคือถูกผูกไว้ด้วยเชือกจับกุมนักโทษ พูดให้แย่เลยก็คือถูกล่ามไว้แบบสายจูงหมาเส้นยาว ผมโดนลากให้ตามไปทั้งอย่างนั้น เชือกนี่แข็งแรงมากก็จริง แต่ด้วยสถานะตอนนี้ที่ค่าความสามารถของผมพุ่งกระฉูด หากออกแรงสักหน่อยคงทำมันขาดได้ ทว่าสำหรับคิมแจยอง ต่อให้บอกว่าหยุดโจมตีแล้วก็ไม่มีทางรู้อยู่ดีว่าจะนึกครึ้มอยากสั่งให้อควาระดับสูงระเบิดตัวเองเพื่อฆ่าครอบครัวผมตอนไหน…อันดับแรกตามชายูฮยอกไปก่อนค่อยประเมินสถานการณ์แล้วกัน
ไปแล้วคงต้องเจรจาต่อรองกันสักหน่อย
เสียใจกับผู้ส่งสารแห่งพระเจ้าด้วยที่ต้องพูดแบบนี้ แต่ผมไม่มีวันฆ่าคิมแจยองเด็ดขาด
เพราะผมวางแผนจะเอาตัวรอดและมีชีวิตต่อไปในโลกที่ล่มสลาย ‘ด้วยกัน’ กับหมอนี่ไงล่ะ
* คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส คือนักสำรวจและนักเดินเรือชาวอิตาลี เป็นผู้ค้นพบทวีปอเมริกาเป็นคนแรก
* ปาจิงโกะ เป็นเกมกลไกชนิดหนึ่งของญี่ปุ่น มีลักษณะเป็นเกมตู้ ส่วนใหญ่มักใช้ในการพนันเหมือนสล็อตแมชชีน
โปรดติดตามตอนต่อไป…
Comments



