ทดลองอ่านเรื่อง ในข่าวลือนายน่ารักกว่านี้นะ เล่ม 1
ผู้เขียน : เหมาฉิวฉิว
แปลโดย : เฉินเมิ่งหาน
ผลงานเรื่อง : Ni De Hei Liao Bi Ben Ren Ke Ai
ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน
จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
– – – – – – – – – – – – – – – – –
Trigger Warning
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ
เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบูลลี่
ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ
สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **
– – – – – – – – – – – – – – – – –
บทที่ 5
ทำอะไรก็ไม่ได้เรื่อง แต่การปะทะฝีปากนี่ที่หนึ่ง
คิงเกลอร์ อ่านบทอยู่ พี่ชายให้ฉันไปแคสต์บทพรุ่งนี้
หัวหน้าห้อง อ้อ
หัวหน้าห้อง บทเรื่องไหนล่ะ
คิงเกลอร์ ฉันไม่บอกนายหรอก ยังไงฉันก็ไม่ได้รับบทนี้อยู่แล้ว
เจียงอิ่งไม่ค่อยสนใจการแสดงเท่าไร ถึงแม้พ่อของเขาจะเป็นราชาภาพยนตร์ผู้โด่งดัง แต่ทั้งตัวเขาและพี่ชายต่างก็ไม่ได้สนใจเรื่องการถ่ายหนัง
เจียงสวิน พี่ชายของเขาเล่นอีสปอร์ตมาหลายปีกระทั่งได้เป็นแชมป์โลก ส่วนเขาก็เข้าสู่วงการบันเทิงและใช้เวลาไม่กี่ปีในการทำให้ตัวเองกลายเป็นดาวดราม่า
การแคสต์บทกำหนดเวลาเอาไว้ในช่วงสายวันรุ่งขึ้น ผู้ช่วยเฉินจึงมาขุดเจียงอิ่งออกจากเตียงแต่เช้า ก่อนจะแพ็กส่งตรงไปที่กองเลย
“อยากแต่งหน้าไหม” ผู้ช่วยเฉินถาม
เจียงอิ่งที่ยังติดหงุดหงิดจากความงัวเงียแผ่รังสีออกมารอบตัว “ไม่ต้องล่ะ ก็แค่ไปพอเป็นพิธี ฝีมือการแสดงกากๆ แบบผมไม่มีใครอยากได้หรอก”
ผู้ช่วยเฉินคอหดไม่กล้าพูดอะไรอีก หากไม่พูดถึงเรื่องฝีมือการแสดง รัศมีของเจียงอิ่งในตอนนี้ก็เข้ากับตัวร้ายในหนังสือได้อย่างลงตัวเป็นที่สุด
‘หิมะมงคล’ มีทีมสร้างที่เก่งมาก หลายคนในวงการต่างเห็นแววปังของละครเรื่องนี้ แม้แต่บทตัวร้ายในนิยายก็ยังมีนักแสดงจากหลายบริษัทมาร่วมแคสต์บทกันไม่น้อย คิวของเจียงอิ่งอยู่ช่วงท้ายแถวแต่เขาไม่ได้กังวลอะไร เพียงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและเริ่มครุ่นคิดถึงปัญหาเรื่องที่ชีจู๋ติดตามบัญชีเวยป๋อแอ็กนั้นของเขา
ต้นตอของปัญหาทั้งหมดมาจากการที่คนกลุ่มนี้คิดว่าเขาเป็นแฟนคลับของชีจู๋
ตราบใดที่เขาแสดงหลักฐานซึ่งเพียงพอจะพิสูจน์ได้ว่าเขาไม่ใช่แฟนคลับ ‘เถ้าแก่ปู’ ก็จะเป็นไท
ลองไปเถียงอีกครั้งด้วยประเด็นเดิมแล้วกัน แค่เขาเปลี่ยนจุดยืนก็พอ
ขณะเจียงอิ่งกำลังจะเปิดแอพฯ เพื่อเล่นเกมก็ได้ยินเสียงดังมาจากข้างๆ “โอ๊ะ นี่เจียงอิ่งไม่ใช่เหรอ”
เจียงอิ่งจึงเอ่ย “คุณเป็นใคร”
เบื้องหน้าเขามีคนที่ไม่รู้จักยืนอยู่ น่าจะเป็นคนจากบริษัทไหนสักแห่งที่มาแคสต์บท อีกฝ่ายมีท่าทางดูหยิ่งผยองมากทีเดียว
“เหมียวเหยี่ยจากบริษัทเดียวกับ T.ATW เขาก็แคสต์บทเหมือนกัน แต่คนละบทกับคุณ” เฉินซูกระซิบบอกเจียงอิ่ง
เจียงอิ่งไม่ได้สนใจเหมียวเหยี่ยเป็นพิเศษ ตอนนี้เขาอยากรีบหาคนมาโต้เถียงเรื่องชีจู๋มากกว่า จะได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง
ทว่าจู่ๆ เหมียวเหยี่ยก็เอ่ยเสียงสูง “ไม่ใช่มั้ง การแสดงของนายห่วยขนาดนั้นแล้วมาแคสต์บทนี้เนี่ยนะ ไว้ถ้าต้องถ่ายทำร่วมกับนายนี่ฉันไม่เอาด้วยหรอกนะ ละครไอดอลอะไรนั่นที่นายเคยเล่นก่อนหน้านี้ก็แทบจะกลายเป็นวัตถุดิบตัดต่อคลิปตลกของ Bilibili* ไปแล้วมั้ง”
เจียงอิ่งกระแทกโทรศัพท์ลงบนเก้าอี้ดังปั้ก มีคนมาหาเรื่องทะเลาะถึงที่ ถ้าไม่จัดตอนนี้แล้วจะให้รอถึงตอนไหน “เหมียวเหยี่ย นักแสดงในสังกัดเสวี่ยชิงเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ไม่เคยแสดงละครไอดอลมาก่อนเลยก็จริง แต่ส่วนใหญ่จะรับบทตัวร้ายใช้แล้วทิ้งที่คนดูไม่ปลื้ม รับมีดแทนนางเอกสามครั้ง ปูทางให้พระเอกห้าครั้ง มักจะอยู่รอดไม่เกินสามตอน แถมทรัพยากรของบริษัทพวกนายส่วนใหญ่ก็ถูกเอาไปลงกับวงบอยแบนด์ตัวท็อปอย่าง T.ATW เป็นไงบ้างล่ะ คงรู้สึกแย่ไม่เบาสินะ?”
ทีแรกเหมียวเหยี่ยแค่อยากจะพูดยั่วโมโหสักหน่อย แต่ตอนนี้กลับเป็นฝ่ายที่หน้าแดงคล้ำเหมือนตับหมูเข้าไปทุกทีเสียเอง “ฉัน…”
ผู้ช่วยเฉินส่งสายตาเป็นสัญญาณให้เหมียวเหยี่ยรีบหุบปาก เขาไม่รู้ว่าดาราโนเนมคนนี้กินยาอะไรผิดสําแดงเข้า ถึงได้กล้ามาหาเรื่องเจียงอิ่ง
ตอนนี้ผู้ช่วยเฉินอยากปิดปากเจียงอิ่งใจจะขาด เพราะแม้จะอยู่ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย หมอนี่ก็ยังจงใจเลือกพูดแต่คำที่มันแสลงหู “ยังจำได้ไหมว่าภาพลักษณ์ที่วางไว้ตอนแรกของนายคือชายหนุ่มใสซื่อว่าง่ายน่ะ”
“แล้วภาพลักษณ์อะไรนั่นชาวเน็ตเชื่อไหมล่ะ” เจียงอิ่งว่าต่อ “ฉันพูดแต่เรื่องจริงทั้งนั้น ฉัน…”
“หมายเลขสามสิบเจ็ด เจียงอิ่ง” ทันใดนั้นประตูก็เปิดออก คนข้างในโบกมือให้คนสองคนในโถงทางเดิน “เหมียวเหยี่ย คุณก็มาด้วยนะ คุณได้บทแล้ว พอดีเลย ฉากนี้จะได้ให้คุณมาแสดงกับเจียงอิ่ง”
เจียงอิ่งที่กำลังได้ใจส่งยิ้มยั่วเย้าให้เหมียวเหยี่ย ก่อนจะลุกขึ้นยืนและเดินเข้าไปในห้อง
ผู้กำกับเป็นคนรู้จักของพ่อเขาอยู่แล้วจึงไม่ได้มีการทักทายปราศรัยกันในสถานการณ์เช่นนี้ เพียงยื่นบทให้เจียงอิ่งทันที พร้อมกับวงท่อนหนึ่งในบทให้แสดง เจียงอิ่งอ่านบทคร่าวๆ และพบว่าในท่อนนี้เป็นฉากที่เซวียนโม่หลิงใช้ครอบครัวของจ้าวเจวี๋ยมาเป็นเครื่องมือข่มขู่ให้เจ้าตัวไปขัดขวางพระเอกอย่างลั่วหนานเคอ
ซึ่งคนที่เขาต้องข่มขู่ก็คือจ้าวเจวี๋ยที่เหมียวเหยี่ยรับบทพอดี
เนื่องจากยังฉะกันไม่ทันจบ เจียงอิ่งจึงยังคงเดือดดาลอยู่ เขาโยนบททิ้งไปแล้วรีบหยิบดาบประกอบฉากที่ทีมงานยื่นให้มา ต่อด้วยลองเหวี่ยงเพื่อทดสอบความคล่องมือ วินาทีก่อนเขายังยิ้มอยู่ดีๆ แต่วินาทีต่อมาปลายดาบก็จ่อลงบนคอของเหมียวเหยี่ย
ถึงแม้จะเป็นดาบประกอบฉาก แต่สายตาของเจียงอิ่งก็ยังทำให้เหมียวเหยี่ยสั่นสะท้าน และทำให้เหมียวเหยี่ยที่ยังไม่ทันเข้าสู่บทบาทรู้สึกหัวสมองว่างเปล่าไปแล้ว
หากเป็นตามปกติเจียงอิ่งจะแค่ท่องบท แต่วันนี้เขาต้องการใช้โอกาสจากการแคสต์บทนี้เพื่อเล่นงานเหมียวเหยี่ยสักหน่อย
“นี่แหละสัจธรรมของโลก” เจียงอิ่งเข้าสู่บทบาทในพริบตา ไล่กดดันทีละก้าว “ใครบ้างเล่าที่ไม่ต้องการความยุติธรรม นี่ก็แค่การเอาคืนแบบตาต่อตาฟันต่อฟันเท่านั้นเอง ตอนนั้นเจ้าทำร้ายข้า ตอนนี้ข้าก็ตอบแทนเจ้าอย่างสมน้ำสมเนื้อกัน เจ้าทำร้ายข้า ข้าก็จะทำร้ายเจ้ากลับ ยามนี้ข้าข่มขู่เจ้า ในอนาคตเจ้าก็ย่อมข่มขู่ข้าได้เช่นกัน ข้อแม้มีเพียงเจ้าต้องมีความสามารถนั้นก่อน”
เหมียวเหยี่ยรู้สึกหวาดกลัวเจียงอิ่งที่โถงทางเดินเมื่อครู่ จึงถอยหลังไปก้าวหนึ่งเมื่อได้ยิน กระทั่งตระหนักได้ว่าการแคสต์บทได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ในที่สุดก็เค้นหาบทพูดของตัวเองออกมาจากมุมอับในสมองได้สำเร็จ “ข้าทำไม่ได้…”
“หากทำไม่ได้ก็ลองคิดถึงครอบครัวของเจ้าดูเป็นอย่างไร” เจียงอิ่งใช้สันดาบตบเบาๆ ลงบนใบหน้าของคนตรงข้าม และขณะที่แย้มยิ้มก็เผยให้เห็นเขี้ยวเล็กๆ สองซี่พอดี ทั้งที่ใบหน้าไม่ได้แสดงความดุร้ายอะไรเลย แต่เหมียวเหยี่ยที่อยู่ตรงข้ามกลับรู้สึกว่ามีเหงื่อเย็นซึมทั่วแผ่นหลัง
“เจ้าไม่กลัวข้าจะเปิดเผยตัวตนของเจ้าหรือ ตอนนี้เจ้าใช้ครอบครัวข้ามาข่มขู่ข้า ในอนาคตข้าย่อมข่มขู่เจ้าได้เช่นกัน” เหมียวเหยี่ยพูดบทได้ไม่ไหลลื่นนัก เขาเพิ่งรู้ตัวตอนนั้นเองว่าเขาตามการแสดงของเจียงอิ่งไม่ทัน
“เชิญเจ้าได้เลย” เจียงอิ่งต้อนอีกฝ่ายจนมุม ปลายดาบทิ่มเข้ากับกำแพงอย่างแรง “อย่างไรเสียตั้งแต่พวกเจ้าทำร้ายข้า คนในครอบครัวของข้าก็เหลือเพียงลั่วหนานเคอแล้ว”
เหมียวเหยี่ยสองขาอ่อนแรงแทบทรุดลงกับพื้น
“ดี” คนเขียนบทละครฟาดบทกระแทกลงบนโต๊ะ
“ดีอะไรครับ” เจียงอิ่งสงบลง “ผมรู้ตัวว่าการแสดงของผมมันแย่มาก”
เจียงอิ่งเก็บบทและอุปกรณ์ประกอบฉากกลับเข้าที่เดิม แล้วเตรียมตัวจากไป “ผมไปล่ะ”
“นักแสดงนำจะมาถึงในอีกห้านาที นายอยากลองแสดงคู่กับเขาไหม” ดวงตาของผู้ช่วยผู้กำกับเป็นประกาย “อยากลองดูไหมว่ารู้สึกยังไง”
“ไม่ดีกว่าครับ” เจียงอิ่งไม่ค่อยสนใจการแสดงมาตั้งแต่เด็กแล้ว ดังนั้นใครจะรับบทเป็นพระเอกในเรื่อง ‘หิมะมงคล’ ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาสักเท่าไร
“คราวหน้ายังจะแซะอีกไหม” เจียงอิ่งยิ้มยั่วใส่เหมียวเหยี่ย ก่อนจะผลักประตูเดินออกไปด้วยความรู้สึกยังไม่หนำใจ
หลังจากเจียงอิ่งออกไป เหมียวเหยี่ยที่ยังคงขวัญเสียไม่หายก็ลุกขึ้นยืนและเดินโซเซออกจากห้องไป
“เลือกเขาเลยละกัน” คนเขียนบทย้อนดูวิดีโอคลิปท่อนเมื่อครู่นี้วนซ้ำไปมา “เด็กคนนี้เหมือนเกิดมาเพื่อรับบทตัวร้ายเลย ขอแค่คุณปลุกเร้าอารมณ์เขาหน่อยก็พอ”
“ฉันก็ว่าอยู่ว่าลูกของเจียงเจิงจะฝีมือการแสดงห่วยได้ยังไง เจียงสวินคงไม่เลือกเส้นทางนี้แน่นอนแล้ว แต่เจียงอิ่งน่ะ ถ้าทำให้เขาสนใจในการถ่ายทำได้ก็ยังพอมีลุ้นนะ” ผู้กำกับกล่าว “ถ้าชี้แนะให้ดีๆ เขาก็เก่งไม่แพ้ใคร”
“แคสต์เสร็จแล้วเหรอ” เมื่อเห็นเจียงอิ่งเดินออกมาที่โถงทางเดิน ผู้ช่วยเฉินก็ตรงเข้าไปหาทันที
“เสร็จแล้ว” เจียงอิ่งกล่าว “ยังไงก็มาทำให้ตัวเองขายหน้าเล่นอยู่แล้ว ผมจะไปงานเลี้ยงรุ่นมัธยมต้น คุณกลับไปก่อนดีไหม”
“คุณ…แค่ไปงานเลี้ยงรุ่นคงไม่ก่อเรื่องใช่ไหม” ผู้ช่วยเฉินถามอย่างระมัดระวัง
“ไม่หรอกๆ” เจียงอิ่งจะรีบไปแก้ปัญหาเรื่องสถานะการเป็นแฟนคลับ ผู้ช่วยพูดอะไรเขาจึงรับปากหมด “รับรองว่าจะไม่ก่อเรื่องครับ”
ผู้ช่วยเฉินมองเจียงอิ่งที่รีบเดินออกไปด้วยความงุนงงเล็กน้อย ดูจากนิสัยของเด็กคนนี้แล้ว งานเลี้ยงรุ่นเพื่อนมัธยมต้นนี่ มันน่าตั้งตารอขนาดนั้นเลยเหรอ
เมื่อผู้ช่วยเฉินเดินผ่านมุมหนึ่งของโถงทางเดินก็เห็นร่างที่คุ้นเคย…เหมียวเหยี่ยที่เพิ่งยั่วโมโหเจียงอิ่งไปเมื่อครู่นั่นเอง
เหมียวเหยี่ยที่เพิ่งถูกเจียงอิ่งทำตกใจจนขวัญเสีย ตอนนี้กำลังขดตัวอยู่มุมหนึ่ง เขาหาเบอร์ในโทรศัพท์แล้วกดโทรกลับ ซึ่งอีกฝ่ายก็รับสายอย่างรวดเร็ว
“ประธานเจียง…” เหมียวเหยี่ยร้องลั่น
คนปลายสายนิ่งอึ้งไปแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดว่า “ประธานเจียง…เจียงสวินเขาไม่อยู่น่ะ”
“นั่นกู้เว่ยเหรอ” เหมียวเหยี่ยจำเสียงในสายได้จึงเอ่ยขึ้นเมื่อนึกได้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างกู้เว่ยกับเจียงสวิน “คุณก็ได้เหมือนกัน”
เหมียวเหยี่ยสูดหายใจรวบรวมกำลัง แล้วตะโกนใส่ปลายสายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือติดน้อยใจ “คุณช่วยบอกประธานเจียงด้วยว่างานนี้ต้องคิดเงินเพิ่มนะ น้องชายเขาดุมาก ดุเกินไปแล้ว!!!”
“ถ้าไม่ใช่เพราะผมจิตใจเข้มแข็ง เมื่อกี้ผมคงจิตตกหลังจากได้ยินคำพูดพวกนั้นไปแล้ว!”
“ถ้าไม่ใช่เพราะผมจิตใจเข้มแข็ง เมื่อกี้ผมคงคุกเข่าลงไปต่อหน้าเขาแล้ว”
กู้เว่ยที่อยู่ปลายสาย “…”
ผู้ช่วยเฉินที่เดินผ่านมา “…”
บทที่ 6
ฉันจะโชว์ช่วงเวลาเฉิดฉายของฉันให้นายดู
จากสายตาของผู้ช่วยเฉิน เหมียวเหยี่ยในตอนนี้ดูอารมณ์รุนแรงเป็นพิเศษ ราวกับกำลังต่อสู้เพื่อทวงคืนสิทธิมนุษยชนของตัวเองด้วยความเจ็บช้ำระกำใจ
“จะดุเกินไปแล้ว ว่าผมตรงโถงทางเดินก็โอเค แต่นี่ตอนเข้าไปแคสต์บทยังโหดใส่อีก ในที่สุดผมก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงได้ดังเพราะดราม่า” เมื่อเหมียวเหยี่ยตะโกนประโยคนี้จบก็มองไปรอบๆ อย่างหวาดระแวง พอไม่เห็นเจียงอิ่งอยู่แถวนี้ถึงได้พูดต่อ
“เอาเป็นว่ามาตกลงเรื่องค่าจ้างกันก่อน แล้วคุณก็บอกประธานเจียงด้วยว่าต้องจ่ายค่าชดเชยทางจิตใจให้ผม” เหมียวเหยี่ยเช็ดเหงื่อ “ผมไม่ได้พยายามรีดไถเงินจริงๆ นะ พวกคุณเคยเป็นคู่แข่งกันมาก่อน คุณก็น่าจะรู้ดี แบบนี้มันดุเกินไปแล้ว ผมยังอกสั่นขวัญเสียอยู่เลย มันแทงใจดำมาก จี้โดนแต่จุดเจ็บของผมทั้งนั้นเลย เดี๋ยวผมต้องไปหานักจิตวิทยามาคุยบำบัดหน่อยแล้วล่ะ”
เหมียวเหยี่ยวางสายแล้วพิงผนัง ทันใดนั้นก็สบสายตากับผู้ช่วยเฉินเข้าพอดี
“น้องชาย เงินมันหายาก” ผู้ช่วยเฉินเดินเข้าไปหนึ่งก้าวและตบไหล่เหมียวเหยี่ยเบาๆ “แล้วเงินของตระกูลเจียงก็ยิ่งได้มายากเป็นพิเศษด้วย”
“ยากเกินไปแล้ว” เหมียวเหยี่ยส่ายหัวถอนหายใจ “ผมนึกว่างานนี้จะง่ายและหาเงินได้เร็วซะอีก ที่ไหนได้เกือบทำให้ผมเป็นโรค PTSD* แล้วเนี่ย”
ชายสองคนที่หาเงินจากตระกูลเจียงต่างยิ้มให้กัน ประหนึ่งเข้าใจกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด
เนื่องจากมีเรื่องในใจ เจียงอิ่งจึงมาถึงงานเลี้ยงรุ่นเพื่อนมัธยมต้นตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งผู้ร่วมงานยังมีคนมาถึงไม่มากนัก พวกเขารวมตัวกันเป็นกลุ่ม กลุ่มละสามสี่คนเพื่อพูดคุยกัน
ฉีจวิ้นมาถึงแล้ว แต่เจิ้งอินอินและคนอื่นๆ ยังมาไม่ถึง เมื่อเจียงอิ่งเดินเข้ามาในห้องก็ถอดหมวกและหน้ากากอนามัยของตัวเองออก ก่อนจะหาที่นั่งสักที่แล้วนั่งลง
การมาถึงของเขาทำให้ห้องที่คึกคักอยู่แล้วยิ่งวุ่นวายขึ้นไปอีก
“เจียงอิ่ง! ฉันเห็นนายติดคำค้นหายอดฮิตบ่อยจนรู้สึกคุ้นเคยกันเลย!”
“เอ้า คุณชายรองเจียง ฉันขอลายเซ็นหน่อย! น้องสาวเก้าขวบของฉันอยากได้ลายเซ็นนาย”
“เด็กเก้าขวบแทนที่จะทำการบ้าน มาตามติ่งดาราอะไรกัน” เจียงอิ่งรับการ์ดลายเซ็นจากมืออดีตเพื่อนร่วมชั้นแล้วเซ็นชื่อตัวเองให้
“ชีจู๋ไม่มาเหรอ” ฉีจวิ้นถามเขา “สมัยมัธยมต้นฉันนั่งอยู่หน้าพวกนายสองคน ส่งเสียงวุ่นวายอยู่ข้างหลังกันตลอดทั้งวันเลย”
“น่าจะไม่มานะ” เจียงอิ่งส่ายหัว “วันนั้นฉันโทรหาเขาแล้ว เขาบอกว่าช่วงนี้งานยุ่งมาก”
“ก็เป็นดาราดังเหมือนกันทั้งนั้นนี่นา แล้วทำไมเขาถึงยุ่งแบบนี้ล่ะ” ฉีจวิ้นทอดถอนใจ
“ฉันกับเขาไม่เหมือนกันสักหน่อย ฉันมันโนเนม และฉันก็สบายใจที่จะโนเนมด้วย” เจียงอิ่งพูดอย่างไม่มีความสะทกสะท้าน
แม้จะรู้จักกันมาหลายปี ฉีจวิ้นก็ยังไม่เข้าใจคำว่า ‘สบายใจ’ ของเจียงอิ่ง “นายเนี่ย ทั้งไม่ชอบร้องเพลง ไม่ชอบการแสดง แล้วทำไมตอนนั้นนายถึงมาอยู่วงการบันเทิงล่ะ”
“ฉันชอบวงการบันเทิงไง” เจียงอิ่งตบโต๊ะพลางพูดอย่างมีความนัย “น่าสนุกจะตาย”
เขาไม่เคยสนใจการแสดงมาตั้งแต่เด็กและไม่เคยคิดว่าตัวเองจะแสดงอะไรได้ดีเลย แต่เขารู้ทันสารพัดข่าวซุบซิบและข่าวดราม่าของวงการบันเทิงอย่างทะลุปรุโปร่ง ที่ไหนมีคนทะเลาะกัน เขาก็จะยิ่งเฉิดฉาย
ชีจู๋ไม่มาก็ดีเลย เจียงอิ่งตัดสินใจว่าจะทวงคืนชื่อเสียงให้บัญชีเวยป๋อ ‘เถ้าแก่ปู’ ของตนเองก่อนที่งานเลี้ยงจะเริ่ม
“ทำไมนายยังเล่นเจ้านี่อยู่อีก” ตอนหันมาฉีจวิ้นเหลือบไปเห็นหน้าจอโทรศัพท์ของเจียงอิ่งเข้า “ฉันลบออกไปตั้งแต่สามปีก่อนแล้ว สำหรับฉันแอพฯ นี้ไม่ใช่ที่ระบายอารมณ์ แต่เป็นแหล่งเพิ่มความหัวร้อนต่างหาก ถอนการติดตั้งซะแต่เนิ่นๆ ช่วยให้อายุยืนขึ้นได้นะ”
“ทำไมต้องถอนการติดตั้งด้วยล่ะ สนุกจะตาย มีเรื่องอะไรก็อย่าเก็บกดไว้ เปิดศึกเถียงกันบ่อยๆ สิถึงจะอายุยืนร้อยปี” เจียงอิ่งล็อกอินเข้าบัญชี “มาสิ ฉันจะโชว์ช่วงเวลาเฉิดฉายของฉันให้นายดู”
เจียงอิ่งใช้บัญชี ‘เถ้าแก่ปู’ ในแอพฯ เถียงมาสามปีแล้ว เวลาสามปีก็เพียงพอที่จะทำให้แรงก์ในเกมของเขาเบียดเข้าไปอยู่แถวหน้าจากบรรดาผู้ใช้ทั้งหมดในแอพฯ นี้
ในการจัดอันดับแอพฯ ที่เจียงอิ่งเปิด เขาอยู่อันดับที่เก้า แต่ค่าแอ็กทีฟของเขากลับอยู่ในสามอันดับแรกจากทั้งเว็บไซต์ ถัดมาอันดับที่สิบคือ ‘sunny’ ซึ่งค่าแอ็กทีฟอยู่ในสามอันดับแรกเช่นกัน
ฉีจวิ้นมองดูสถิติผลงานของเจียงอิ่งแล้วแทบพูดไม่ออก “ในวงการของนาย ทำไมไม่มีใครสร้างรายการวาไรตี้ให้คนทะเลาะกันบ้างนะ”
“ไอเดียไม่เลว” เจียงอิ่งจ้องจอโทรศัพท์ไม่วางตา “นายลองลงทุนสักรายการไหม ฉันสัญญาว่าจะเข้าร่วม”
ฉีจวิ้น “นี่เหรอช่วงเวลาเฉิดฉายที่เมื่อกี้นายบอกจะให้ฉันดู?”
เจียงอิ่งอือออตอบรับ แล้วเลือก ‘เถียงตามหัวข้อ’ ในแอพฯ อีกครั้ง และเลือกหัวข้อวงการบันเทิงจากในหมวดดังกล่าว “เดี๋ยวฉันจะพานายไปสัมผัสกับความสะใจของแอพฯ นี้เอง”
ถึงอย่างไรก็เป็นแค่การเถียงเล่นก่อนมื้ออาหาร เขาจึงไม่คาดหวังว่าจะสุ่มได้หัวข้อเกี่ยวกับชีจู๋ หลังจากแอพฯ จับคู่เขากับคู่แข่งแล้วก็เริ่มทำการสุ่มหัวข้อ
“จะอันไหนก็ได้ ฉันรู้เรื่องวงการบันเทิงเยอะอยู่ละ สุ่มได้อะไรก็เถียงได้ทั้งนั้น” เจียงอิ่งอธิบายให้ฉีจวิ้นฟัง “สำหรับฉันหัวข้อในหมวดนี้น่ะส่วนใหญ่เหมือนแจกคะแนนฟรีทั้งนั้น”
เมื่อการเถียงตามหัวข้อเริ่มขึ้น หัวข้อที่ถูกสุ่มมาก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ…
‘เจียงอิ่งฝีมือการแสดงห่วยหรือเปล่า’
ฉีจวิ้น “…”
เจียงอิ่งค่อยๆ พิมพ์เครื่องหมายคำถามลงในช่องแชตอย่างเชื่องช้า
* Bilibili เป็นแพลตฟอร์มวิดีโอยอดนิยมของจีน
* PTSD (Post-traumatic stress disorder) คือภาวะความผิดปกติทางจิตใจที่เกิดขึ้นหลังจากเผชิญกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดความเครียดจนกระทบกับการใช้ชีวิต
โปรดติดตามตอนต่อไป…
Comments
comments
No tags for this post.