บทที่ 4
นี่คือมู่ฉางโจวหรือ
เฟิงซุ่นอินแทบไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง แต่เมื่อได้ยินประโยคนี้นางก็แน่ใจว่าใช่มู่ฉางโจวจริงๆ
ถึงแม้จะแทบไม่เคยคุยกับเขา แต่เฟิงซุ่นอินเคยได้ยินเสียงเขาสนทนากับผู้อื่นหลายครั้ง เสียงนี้แม้จะทุ้มต่ำและหนักแน่นขึ้นมาก แต่น้ำเสียงยังคงนุ่มนวลมั่นคงไม่เปลี่ยน เป็นเสียงของเขาจริงๆ ไม่ผิดแน่
ต่อมานางถึงนึกขึ้นได้ว่าเสียงนี้เป็นเสียงเดียวกับที่บอกให้นางหยุดหมอบลงเมื่อตอนกลางวัน…
สาวใช้เข้ามาช่วยประคองนางขึ้นรถม้า นางถึงรู้สึกตัวว่าตนเองยังยืนอยู่ นางกดข่มสภาพอารมณ์ที่ฟุ้งซ่าน แล้วเดินย้อนกลับไปขึ้นรถม้า
ในบรรดากลุ่มคนที่มารับมีผู้ติดตามพกคันธนูสองคนขี่ม้าก้าวออกมานำหน้ารถม้า
รถม้าแล่นตามติดไป เฟิงซุ่นอินแอบมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นร่างนั้นยังคงนั่งอยู่บนหลังม้า เงาร่างเขาถูกแสงจันทร์และแสงไฟโอบล้อมให้ดูเด่นชัดแต่ก็ดูคลุมเครือ ครั้นเมื่อรถม้าค่อยๆ เคลื่อนผ่านก็ประจันกับเขาในระยะใกล้
นางพลันนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่นี้ไม่เห็นเขามีอาการตอบสนองอะไร บางทีอาจหลงลืมนางไปนานแล้วจริงๆ เมื่อคิดเช่นนี้ก็สบายใจขึ้นมาก ในเมื่อไม่ว่าอย่างไรสภาพความเป็นอยู่ของนางทุกวันนี้ก็ไม่อยากถูกใครจดจำได้แต่อย่างใด
ที่นี่คือเมืองเล็กๆ ห่างจากเหลียงโจวไปทางทิศตะวันออกสามสิบหลี่
เมื่อมีคนมารับย่อมแตกต่างออกไป ที่พักรับรองในตัวเมืองถูกเตรียมพร้อมรอไว้ล่วงหน้าแล้ว
ตอนที่เฟิงซุ่นอินก้าวเข้าห้องพักชั้นดีของที่พักรับรอง ข้างในจัดวางถังอาบน้ำใส่น้ำกลิ่นหอมเต็มถังเอาไว้เรียบร้อย บนโต๊ะยังมีสำรับอาหารรวมถึงน้ำชาไอร้อนกรุ่น ทั่วทั้งห้องล้วนมีแต่กลิ่นหอมอบอุ่น
“ฮูหยิน ฮูหยินเจ้าคะ!”
นางหันมองไปทางประตู พบว่าสาวใช้คนหนึ่งกำลังเรียกนาง
อาจเพราะความเมินเฉยของนาง สาวใช้จึงมองสำรวจสีหน้าของนางอย่างระมัดระวัง แม้เมื่อมองผ่านหมวกม่านแพรจะมองเห็นหน้าได้ไม่ชัดก็ตาม
ตลอดการเดินทางครั้งนี้เฟิงซุ่นอินมักต้องถูกเรียกอยู่หลายครั้งถึงจะสนใจพวกนาง ตัวนางเองก็รู้ตัว จึงหาเหตุผลมาอธิบาย “วันนี้ได้รับความตกใจอยู่บ้าง เมื่อครู่นี้จึงไม่ทันได้ยิน”
สาวใช้คล้ายโล่งใจ เพียงก้มหน้าเอ่ย “เจ้าหน้าที่จุดพักม้ามาถ่ายทอดคำพูดของท่านผู้บัญชาการเจ้าค่ะ ก่อนหน้านี้เสียเวลากับการเดินทาง บัดนี้จึงพ้นฤกษ์ยามไปแล้วสองวัน อิงตามประเพณีของเหลียงโจว วันนี้ขอเชิญฮูหยินพักผ่อนอยู่ที่นี่ วันพรุ่งนี้สามารถเข้าจวนในฐานะนายหญิงจวนผู้บัญชาการได้เลยเจ้าค่ะ”
แววตาของเฟิงซุ่นอินวูบไหวเล็กน้อย เดิมทีก็ไม่ได้คิดอะไร แต่เมื่อได้ยินคำว่า ‘ผู้บัญชาการ’ พร้อมกับคำว่า ‘นายหญิงจวนผู้บัญชาการ’ นางกลับอึดอัดใจอยู่เล็กน้อย ในหัวก็ผุดภาพนิ้วมือที่เลิกเปิดหมวกม่านแพรของตนเอง และเงาร่างของบุรุษที่นั่งอยู่บนหลังม้าผู้นั้น…
เมื่อสัมผัสได้ว่าสาวใช้ยังมองมาอยู่ นางจึงเลิกคิดฟุ้งซ่านพร้อมเอ่ยถาม “เหตุใดถึงเรียกว่า ‘ผู้บัญชาการ’ เล่า” นางจำได้ว่าโดยปกติแล้วจะเรียกย่อตำแหน่งผู้บัญชาการทหารว่า ‘ท่านแม่ทัพ’ มิใช่หรือ
สาวใช้ตอบกลับ “มีเพียงที่เหลียงโจวถึงเรียกเช่นนี้เจ้าค่ะ เพราะท่านผู้บัญชาการรับภาระหน้าที่สำคัญ ไม่มีผู้ใดแทนได้ ท่านผู้บัญชาการใหญ่จึงสั่งให้เรียกเช่นนี้เป็นพิเศษเจ้าค่ะ”
เฟิงซุ่นอินคิดในใจว่า เช่นนั้นดูท่าแล้วจะเข้าใจไม่ผิด ตำแหน่งของเขาในเหลียงโจวสูงมากจริงๆ นี่ก็ไม่นับว่าแปลกอันใด ในเมื่อที่ดินบรรดาศักดิ์ของอู่เวยจวิ้นกงอยู่ที่นี่ เขาในฐานะบุตรบุญธรรม ฐานะในบ้านของตนเองจะต่ำเตี้ยได้อย่างไรกัน แต่หากเทียบกับความรุ่งโรจน์ในอดีตที่เขาสอบได้อันดับสูงเมื่อสมัยยังเยาว์วัยแล้ว ตอนนี้ก็ถือว่าไม่โดดเด่นนัก
นางผงกศีรษะ ไม่ได้ถามต่ออีก สาวใช้เองก็ล่าถอยออกไปอย่างเข้าใจ
หลังจากอาบน้ำกินอาหารเสร็จก็ดึกมากแล้ว
ที่พักรับรองแห่งนี้เงียบสงบมาก ประหนึ่งมีเฟิงซุ่นอินพักอยู่เพียงคนเดียว ข้างนอกไร้แสงตะเกียงหรือคบเพลิง กระทั่งหัวหน้าหน่วยคุ้มกันที่เสียงดังผู้นั้นยังหายตัวไปไม่เห็นแม้แต่เงา
เมื่อปราศจากเสียงผู้คน ยิ่งทำให้การพบกันก่อนหน้านี้ดูไม่สมจริงมากกว่าเดิม
เฟิงซุ่นอินกระชับเสื้อตัวบาง มือจับพู่กันนั่งอยู่ที่โต๊ะ ตรงหน้ากางตำราพับทบเล่มหนึ่งที่เพิ่งหยิบออกมาจากห่อสัมภาระ บนนั้นเป็นต้นฉบับฝีมือนาง หน้าที่เปิดกางอยู่เพิ่งเขียนคำว่า ‘ด่านฮุ่ยหนิง’ ลงไปสามตัวอักษร
นางไม่ได้เขียนต่อ แต่กำลังนวดคลึงข้อมือข้างขวา ตอนเจอกับโจรเมื่อกลางวันถูกลูกธนูดอกนั้นสกัดล้มบาดเจ็บ มาตอนนี้นางไม่รู้สึกเจ็บแล้ว เพียงแค่ข้อมือขวายังเคล็ดยอกอยู่เล็กน้อย
ระหว่างที่นวดก็นึกถึงน้องชายเฟิงอู๋จี๋ไปด้วย คาดว่าเขาน่าจะใกล้ถึงฉินโจวแล้ว หากเวลานี้เขาได้รู้ว่าคนที่นางแต่งงานด้วยคือมู่ฉางโจว ไม่รู้ว่าเขาจะคิดเช่นไร
คิดมาถึงตรงนี้นางกลับเผยรอยยิ้ม เป็นเพราะนึกถึงมารดาของนางขึ้นมาต่อ
ตอนนั้นที่เคยปฏิเสธข้อเสนอแต่งงานของบิดาไปในงานเลี้ยงที่แม่น้ำชวีเจียง มารดานางย่อมรับรู้เช่นกัน บางทีอาจเพราะเหตุนี้ ครั้งนี้ถึงไม่ได้บอกนางว่าต้องแต่งกับใคร นางเองก็ยินดีทุ่มเทชีวิตทั้งหมด ยอมแต่งงานโดยไม่ถามไถ่อะไรทั้งนั้นเช่นกัน
ไม่รู้ว่าสภาพข้าในตอนนี้พอจะมีประโยชน์บ้างสักครั้งแล้วหรือยัง…
เฟิงซุ่นอินชะงักมือ จู่ๆ พลันหมดอารมณ์เขียนต้นฉบับขึ้นมากะทันหัน นางวางพู่กันลง พับเก็บตำรากลับลงในห่อสัมภาระแล้วเดินไปนอนลงบนเตียง
นางหลับตาลง ภายในหัวยุ่งเหยิงดั่งคลื่นน้ำซัดสาด นางนึกถึงความรุ่งเรืองภายในเมืองฉางอันสมัยเด็กตอนที่บิดายังอยู่ ทุกคนยังอยู่ ญาติพี่น้องอุ่นหนาฝาคั่ง
ต่อมาก็ย้ำเตือนตนเองอีกครั้งว่าไม่ให้ไปคิดถึงอีก ใกล้จะถึงที่หมายอยู่รอมร่อ ควรบอกลาอดีตไปนานแล้ว
ล้วนเป็นเพราะการปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันของมู่ฉางโจว ถึงได้ชักนำให้ย้อนนึกถึงโดยไร้สาเหตุเช่นนี้…
ไม่รู้ว่าสะลึมสะลืออยู่นานเท่าไร ฉับพลันนั้นเฟิงซุ่นอินก็ฝันว่ามีลูกธนูดอกหนึ่งยิงเข้าใส่ สกัดขานางสะดุดล้มลงบนพื้น นางสะดุ้งตื่นโดยพลัน
แสงสว่างนอกบานหน้าต่างบาดตา เฟิงซุ่นอินปิดตาอยู่สักพักถึงปรับตัวได้ นางลูบหน้าผาก นึกไม่ถึงว่าบนหน้าผากจะชุ่มเหงื่อเย็นชั้นหนึ่ง
ไม่คิดเลยว่าโจรทะเลทรายยังไม่ทำให้นางตกใจเท่าลูกธนูดอกนั้น ถึงขั้นทำให้นอนหลับไม่สนิท
ฟ้าสว่างจ้า ข้างนอกมีสาวใช้คอยอยู่นานแล้ว เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจึงเอ่ยถามเสียงดัง “ฮูหยิน ออกเดินทางเข้าเมืองได้แล้วหรือยังเจ้าคะ”
เฟิงซุ่นอินใช้เวลาตั้งสติอีกเล็กน้อยถึงลุกขึ้นนั่ง หยิบห่อสัมภาระที่อยู่ข้างเตียงมาเตรียมพร้อมก่อนถึงได้เอ่ยตอบ “ได้แล้ว”
ประตูถูกผลักเปิดทันใด สาวใช้ห้าหกคนทยอยกันกรูเข้ามา บ้างถืออ่างน้ำ บ้างถือกล่องตลับ บ้างยกชา บ้างยกสำรับอาหาร ทุกอย่างครบครัน พากันเข้ามาปรนนิบัตินางหลังตื่นนอน
เฟิงซุ่นอินแม้ไม่ได้ถูกปรนนิบัติมานาน แต่ก็เข้าใจว่าเดินทางเข้าเมืองเหลียงโจวแล้วต้องแต่งกายประทินโฉมให้ดี จึงปล่อยให้พวกนางทำไป
เมื่อแต่งหน้าทำผมและเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วก็ได้ยินเสียงม้าร้องอยู่ด้านนอก น่าจะมีคนมารับแล้ว
พอดีกับที่เหล่าสาวใช้ยุ่งง่วนจนงานเสร็จแล้วล่าถอยออกไป เหลือเพียงคนสองคนยังแอบมองนางอีกครั้ง
เฟิงซุ่นอินมองคันฉ่องสำริดไปหนหนึ่ง คนในคันฉ่องเกล้ามวยผมดกดำดุจปุยเมฆ ริมฝีปากสีแดงคิ้วเข้ม แลคล้ายตัวนางเมื่อกาลก่อน แต่ก็ไม่คล้ายเช่นเดียวกัน
นางไม่ได้มองนานนัก เพียงหยิบหมวกม่านแพรขึ้นสวมแล้วเดินออกไป
เมื่อเดินไปถึงลานข้างนอกก็มองเห็นเงาคนเคลื่อนไหวอยู่รอบทิศ ต่างกำลังยุ่งวุ่นวายกัน
ข้างนอกประตูลานมีพลทหารพกดาบจูงม้ามาใหม่อีกหลายนาย จำนวนมากกว่าก่อนหน้านี้เป็นเท่าตัว
สาวใช้คนหนึ่งอุ้มห่อสัมภาระผ้าไหมสีเขียวของนางขณะเอ่ยว่า “เชิญฮูหยินเข้าไปรอในห้องโถงสักพักเจ้าค่ะ”
เฟิงซุ่นอินผงกศีรษะ มองดูสาวใช้อุ้มห่อสัมภาระห่อนั้นไปไว้บนรถม้าให้ก่อน
มีดสั้นที่อยู่ในนั้นถูกนางพกติดกายซ่อนไว้ในแขนเสื้อตัวในตั้งแต่ตอนตื่นนอน เวลานี้ให้พวกนางแตะต้องห่อสัมภาระไปก็ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรตำรากับเสื้อผ้าที่เหลืออยู่ในนั้นก็ถูกพวกนางเห็นมานานแล้ว
เดิมทีหลังจากเข้าเมืองเหลียงโจวควรจะมีพิธีแต่งงานอย่างเป็นทางการ แต่เมื่อคืนได้ยินมาว่าพ้นฤกษ์แต่งงานไปแล้ว ให้นางตรงเข้าจวนได้เลย เฟิงซุ่นอินก็เข้าใจแล้วว่าพิธีแต่งงานจะเน้นความเรียบง่ายเป็นหลัก
เมื่อครู่นี้ตอนเกล้าผมแต่งตัวยังได้ยินสาวใช้พูดกันว่าหลายปีมานี้เหลียงโจวไม่ค่อยอิงตามประเพณีแต่งงานของชาวฮั่น* จงหยวนอีก กลับกลายเป็นผสมผสานขนบธรรมเนียมชาวหูเข้ามาไม่น้อย พิธีการก่อนเข้าจวนวันนี้เองก็เรียบง่าย แค่ต้องรอผู้แทนฝ่ายเจ้าบ่าวสองคนมารับอยู่ในห้องโถงเท่านั้น
ตั้งแต่ต้นจนจบไม่ได้ยินใครพูดถึงผู้บัญชาการขึ้นมา ในใจเฟิงซุ่นอินกระจ่างแจ้งว่าเมื่อคืนมีเพียงตนเองที่พักผ่อนอยู่ในที่พักรับรองแห่งนี้ วันนี้ก็ต้องเดินทางเข้าเมืองเหลียงโจวด้วยตนเองแน่นอน
คิดมาถึงตรงนี้นางพลันคลายมือที่กำแขนเสื้ออยู่ออก ทั่วร่างก็ผ่อนคลายลงตามไม่น้อย นางเพิ่งรู้สึกตัวว่าตั้งแต่เริ่มแต่งตัวตนเองก็เริ่มอึดอัดใจแล้ว ในเมื่อไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็รู้สึกเหลือเชื่อเกินไป นึกไม่ถึงว่าตนเองจะแต่งให้กับมู่ฉางโจว…
นางตั้งสติ เดินเลียบระเบียงทางเดินไปข้างหน้า เข้าไปในห้องโถง
ฉับพลันนั้นมีเสียงม้าร้องและเสียงผู้คนดังขึ้นจากข้างนอก ตามด้วยเสียงตะโกนดังขึ้นมาจากในลาน “หัวหน้าหน่วยทหารม้าค่ายทหารเหลียงโจวหูเป้ยเอ๋อร์รับคำสั่งมาต้อนรับฮูหยินเข้าเมืองขอรับ!”
เสียงกังวานและห้าวหาญดังจนได้ยินไปทั่วทั้งลาน นอกจากหัวหน้าหน่วยคุ้มกันแล้วก็ไม่มีคนอื่นอีก
เฟิงซุ่นอินเพิ่งเข้าไปหยุดยืนในห้องโถง นางคิดในใจ ช่างมาไวเหลือเกิน
ตามด้วยได้ยินเสียงดังขึ้นจากอีกคน “รองผู้บัญชาการแห่งเหลียงโจวจางจวินเฟิ่งมารับฮูหยินเข้าเมืองขอรับ!”
เสียงที่ตามหลังมานี้ไม่ได้ทุ้มใหญ่เท่าหูเป้ยเอ๋อร์ แต่เฟิงซุ่นอินยังคงได้ยินชัดว่าเขามีนามว่าอะไร ซ้ำยังไม่ใช่เสียงที่ไม่คุ้น…เงาร่างผ่ายผอมที่นางคารวะผิดไปเมื่อคืน รวมถึงเสียงด่าทอว่านางหูหนวกที่ลอยมาตามลมก่อนหน้านี้ล้วนมาจากเสียงนี้ ไม่แน่อาจเป็นคนที่ยิงธนูใส่นางคนนั้นอีกด้วย
เดิมทีนางตั้งใจจะก้าวออกไปตอบรับ ขณะนี้กลับไม่รีบร้อนอีก ในเมื่อด่าว่านางหูหนวก เฟิงซุ่นอินจึงตัดสินใจไปยืนหลบอยู่ข้างบานหน้าต่าง แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินเสียเลย
สองคนที่อยู่ในลานน่าจะแปลกใจที่ไม่ได้ยินเสียงตอบรับ ปากพูดอะไรกันสักอย่าง
เฟิงซุ่นอินได้ยินไม่ชัด นางถอดหมวกม่านแพรออก เขยิบตัวเข้าใกล้บานหน้าต่างถึงได้ยินว่าพวกเขามาอยู่ข้างนอกห้องโถงกันแล้ว คล้ายกำลังถามสาวใช้คนหนึ่ง
“ฮูหยินไม่อยู่รึ” หูเป้ยเอ๋อร์ถาม
ไม่รู้ว่าสาวใช้ตอบอย่างไร นางได้ยินไม่ชัด
เขาเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “อะไรคืออาจกลับห้องไปอีกแล้ว ยังไม่รีบไปเชิญมาอีก!”
สาวใช้น่าจะรีบรุดไปดูที่ห้องพักทันที
หูเป้ยเอ๋อร์พึมพำขึ้นมากะทันหัน “ท่านรอง ไม่ใช่ข้าว่าท่านนะ แต่วันนี้ไม่ควรเป็นท่านมาที่นี่จริงๆ!”
ผู้ที่มีนามว่าจางจวินเฟิ่งถามกลับทันที “เป็นข้าแล้วมีปัญหาอันใด”
“เมื่อคืนท่านตามท่านผู้บัญชาการออกมารับคน ก่อนหน้าจะยิงธนูใส่โจรเป็นท่านที่ด่าคนไว้รุนแรงที่สุด! ข้าอยู่ห่างตั้งไกลเพียงนั้นยังได้ยิน!” น้ำเสียงของหูเป้ยเอ๋อร์ฟังดูลับๆ ล่อๆ “ท่านนึกว่าฮูหยินคนใหม่ผู้นั้นเป็นคนใจดีหรือ ถุย! ข้าเคยโดนนางเอาคืนมาแล้ว! ทั้งได้ยินว่าท่านยังยิงธนูใส่นางด้วย!”
เฟิงซุ่นอินยืนจัดม่านโปร่งของหมวกอยู่ข้างบานหน้าต่าง ขณะคิดในใจว่า เขายังฉลาดน่าดู
จางจวินเฟิ่งเอ่ย “แล้วเกี่ยวอะไรกับข้าเล่า ตอนนั้นลูกธนูถูกพาดบนสายแล้ว จะเรียกอย่างไรนางก็ไม่ฟัง…” ประโยคหลังพูดอะไรได้ยินไม่ชัดนัก จากนั้นเสียงของเขาก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง “ธนูนั่นแน่นอนว่าท่านผู้บัญชาการเป็นคนยิง ข้ายิงแม่นเท่าเขาที่ใดกันเล่า!”
เฟิงซุ่นอินมุ่นหัวคิ้ว มู่ฉางโจวเป็นคนยิง?
“ข้าว่าฮูหยินคนใหม่ผู้นี้ไม่เพียงแต่หูไม่ดี สายตาเองก็ไม่ดีด้วย นึกไม่ถึงว่าเมื่อคืนยังจะคารวะข้า รูปโฉมอย่างท่านผู้บัญชาการยังถูกนางมองข้ามได้อีก…” จางจวินเฟิ่งที่อยู่ข้างนอกยังคงพูดต่อด้วยเสียงดังสลับเบา
เฟิงซุ่นอินขมวดคิ้วเหลือบมองออกไปข้างนอกหน้าต่าง หน้าต่างเปิดอยู่เพียงครึ่งบาน มองไม่เห็นเงาร่างของพวกเขา
หูเป้ยเอ๋อร์เองก็ไม่รู้ว่าบ่นพึมพำอะไร ในไม่ช้าก็หมดความอดทน “เหตุใดยังไม่มาอีก!”
จางจวินเฟิ่งเอ่ยขัดเขา “เจ้าพูดเสียงเบาสักหน่อยได้หรือไม่ ท่านผู้บัญชาการนำมาก่อนแล้ว ไม่แน่ว่าอาจรออยู่ในห้องโถงก็ได้ หากชอบตะโกนก็ไปตะโกนที่อื่นเสีย!”
เฟิงซุ่นอินตกตะลึง ผู้ใดอยู่ในห้องโถงนะ! ทันใดนั้นนางก็รู้สึกตัวขึ้นมา หันมองเข้าไปข้างในห้อง
ตอนเดินเข้ามานางไม่ได้สังเกตเพราะคิดว่าไม่มีใครอยู่ จึงไม่ได้ตั้งใจมองโดยละเอียด ชั่วขณะนี้ถึงเห็นว่าด้านหน้าโต๊ะตรงกลางห้องวางฉากบังลมเตี้ยบานเดี่ยวขึงด้วยผ้าสีเรียบผืนบางเอาไว้ ด้านหลังฉากบังลมเตี้ยใกล้กับโต๊ะมีเงาคนนั่งหันข้างอยู่บนเก้าอี้ พอจะมองเห็นเลือนรางว่าเขาพาดเท้าที่สวมรองเท้าหุ้มข้อยาวกับขอบเก้าอี้
เฟิงซุ่นอินเดินไปทางด้านนั้นสองก้าวโดยไม่รู้ตัว ก่อนมองเห็นเงาร่างคนผู้นั้นขยับกะทันหัน ฉากบังลมแผ่นบางถูกดันเปิดเสียงดังสวบสาบ
นางชะงักฝีเท้า สายตาสบประสานกับเขาเข้าโดยไม่ทันตั้งตัว
มู่ฉางโจวสวมชุดคลุมผ้าไหม รวบผมและรัดแขนเสื้ออย่างเรียบร้อย นั่งหลังตรงมองนาง
เมื่อคืนฟ้ามืดมองเห็นไม่ชัดนัก แต่ตอนนี้เฟิงซุ่นอินมองเห็นถนัดเต็มสองตาแล้วว่าเป็นมู่ฉางโจวจริงๆ
แต่เขาเปลี่ยนไปมาก ใบหน้ายังคงมีเค้าเดิม ทว่าเติบโตเต็มที่แล้ว คิ้วองอาจ นัยน์ตาทอประกาย จมูกโด่งรั้น ริมฝีปากบาง สลัดหลุดความไร้เดียงสาในวัยเยาว์จนหมดสิ้น กลายมาเป็นรูปโฉมของบุรุษเต็มตัว
หลังมองสบตากันเงียบๆ เป็นเวลานาน ดั่งการประจันหน้ากันที่ไม่มีใครยอมใคร เฟิงซุ่นอินเม้มริมฝีปาก สุดท้ายยังคงเอ่ยปากขึ้นก่อน “พี่รองมู่”
มู่ฉางโจวยังคงมองนาง “ข้ายังนึกว่าอินเหนียง* จดจำข้าไม่ได้แล้วเสียอีก” น้ำเสียงทุ้มต่ำอบอุ่นเฉกเช่นเมื่อคืน
เฟิงซุ่นอินลอบขมวดคิ้วกับตนเอง ที่แท้เขาจดจำนางได้แต่แรกแล้ว นึกไม่ถึงว่าเขาจะเรียกนางเช่นนี้ ไม่มีใครเรียกนางเช่นนี้มานานแล้ว สมัยก่อนตอนอยู่ที่จวนสกุลเฟิงเขาเคยเรียกนางเช่นนี้หรือ นางไม่เคยสังเกตมาก่อน
เฟิงซุ่นอินมองเขาอีกครั้ง นึกถึงคำพูดที่ได้ยินเมื่อครู่นี้แล้วก็เอ่ยอย่างแฝงความนัย “ไม่ได้พบหน้ากันนานหลายปี พี่รองมู่ดูเปลี่ยนไปมากเกินไปแล้ว” เปลี่ยนไปมากจริงๆ นึกไม่ถึงว่าจะยิงธนูสกัดขานางได้แล้วด้วย
มู่ฉางโจวเหยียดยิ้มมุมปาก “ไม่ได้พบหน้ากันนานหลายปีจริงๆ” พูดจบเขาก็ลุกขึ้นเดินออกมากะทันหัน
เฟิงซุ่นอินเงยหน้ามองเขาโดยไม่รู้ตัว พร้อมนึกประหลาดใจ เขาสูงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน
มู่ฉางโจวเดินเข้ามาใกล้อีกสองสามก้าว เขาสูงกว่านางเกือบหนึ่งช่วงศีรษะ ชุดผ้าไหมบนร่างใหญ่หลวม สายรัดเอวกับปลอกแขนกลับรัดแน่น ยิ่งขับเน้นความไหล่กว้างเอวสอบ รูปร่างดั่งต้นสนของเขา
เขาเดินผ่านข้างกายนางไปถึงตรงประตู โบกมือออกไปข้างนอกเล็กน้อยก่อนหันกลับมาถาม “พวกเราไม่ได้พบหน้ากันมานานเพียงใดแล้ว”
เฟิงซุ่นอินได้สติกลับมา นึกตามแล้วตอบ “เจ็ดปีเจ้าค่ะ”
มู่ฉางโจวคล้ายย้อนรำลึกเช่นกัน ก่อนผงกศีรษะ “ย้อนคิดดูแล้ว ตั้งแต่เจ้าปฏิเสธการแต่งงานในงานเลี้ยงที่แม่น้ำชวีเจียงปีนั้นก็ไม่เคยพบหน้ากันอีก ผ่านมาเจ็ดปีได้แล้วจริงๆ”
น้ำเสียงของเขาเป็นปกติ ราวกับแค่พูดเรื่องไม่สลักสำคัญเรื่องหนึ่ง แต่เฟิงซุ่นอินกลับเหมือนถูกกระตุ้นความทรงจำในคืนนั้น นางนึกถึงบิดาขึ้นมาอีกครั้ง ทว่าเพิ่งจะหลุบตาลงก็พลันสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ นางจึงหันไปมองเขาใหม่
มู่ฉางโจวชิงเดินนำออกจากห้องโถงไปก่อนแล้ว “ไปกันเถิด”
เฟิงซุ่นอินตกตะลึง เมื่อครู่นี้เขาพูดว่าอะไรนะ ปฏิเสธการแต่งงาน? เขารู้เรื่องที่ข้าเคยปฏิเสธการแต่งงานกับเขาด้วยหรือ!
บทที่ 5
ข้างนอกที่พักรับรองมีคนนำรถม้าออกมารอ เตรียมพร้อมออกเดินทางแล้ว
หูเป้ยเอ๋อร์เพิ่งขึ้นขี่หลังม้า ในมือยังจูงม้าตัวสูงใหญ่สีดำขลับอีกตัวเอาไว้ด้วยพลางหันมองไปทางประตูลาน
จางจวินเฟิ่งขี่ม้าอยู่ด้านข้างเขา เอาแต่คอยมองไปทางประตูลานเช่นเดียวกัน
เพิ่งมองได้ไม่นานก็เห็นมู่ฉางโจวเดินออกมาจากลานเรือน ก้าวตรงไปรับสายบังเหียนจากมือหูเป้ยเอ๋อร์ด้วยตนเอง ก่อนจับรวบชายชุด เหยียบโกลนขึ้นขี่ม้า
หูเป้ยเอ๋อร์เอ่ยทันใด “ท่านผู้บัญชาการอยู่ในห้องโถงจริงๆ ด้วย เมื่อครู่นี้คุยกับผู้ใดหรือขอรับ”
เมื่อครู่นี้เขากับจางจวินเฟิ่งคอยอยู่ข้างนอกห้องโถงจนชักหงุดหงิด ทันใดนั้นก็เห็นมู่ฉางโจวปรากฏตัวที่ประตู ก่อนโบกมือให้กับพวกเขา
ทั้งสองเข้าใจว่าหมายถึงให้พวกเขาไปเตรียมตัวออกเดินทางได้ จึงเรียกรวมทุกคนออกมารอทันที
มู่ฉางโจวไม่ได้ตอบ เพียงพูดว่า “เมื่อครู่นี้พวกเจ้าเสียงดังเกินไปแล้ว”
หูเป้ยเอ๋อร์ถูกต่อว่าเช่นนี้จนเคยชินแล้วอย่างเห็นได้ชัด เพียงหัวเราะแห้งๆ “ข้าเดินทางไกลพันหลี่ไปรับตัวฮูหยินคนใหม่ให้ท่านผู้บัญชาการ ท่านผู้บัญชาการยังไม่ตกรางวัลให้ข้าเลยนะขอรับ”
จางจวินเฟิ่งเอ่ยตำหนิขึ้นที่ด้านข้าง “ตกรางวัลอะไรให้เจ้ากัน เจ้าออกเดินทางตั้งแต่รับคำสั่งจากท่านผู้บัญชาการใหญ่ เหตุใดไม่รู้จักช่วยดูให้ท่านผู้บัญชาการเสียหน่อย ดันรับคนเช่นนี้มาให้เสียได้!” ตามด้วยเอ่ยเสียงเบาลง “ครั้งนี้ท่านผู้บัญชาการใหญ่แสดงไมตรีเปี่ยมล้น ดึงดันสั่งให้ท่านผู้บัญชาการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับจงหยวน ซ้ำยังถวายฎีกาให้โอรสสวรรค์ ได้รับชื่อเสียงดีงามว่ามีใจคิดถึงเมืองหลวง แต่ผลกลับกลายเป็นเลือก ‘คุณหนูสูงศักดิ์’ เช่นนี้คนหนึ่ง ไม่ถามไถ่ความเห็นก็ตกลงไปแล้วทั้งอย่างนี้”
มิฉะนั้นพวกเขาจะเพิ่งมารับคนที่นี่เอาป่านนี้ได้อย่างไร การแต่งงานครั้งนี้ล้วนมีผู้บัญชาการใหญ่เหลียงโจวเป็นคนจัดแจง ก่อนหน้านี้ไม่จำเป็นต้องให้ผู้บัญชาการออกหน้าด้วยซ้ำ
หูเป้ยเอ๋อร์รู้สึกว่าน้ำเสียงของอีกฝ่ายฟังดูแปลกๆ “ท่านดูถูกนางหรือไรกัน”
จางจวินเฟิ่งมองท้องฟ้า “ข้าเพียงเสียดายแทนท่านผู้บัญชาการ จากสถานการณ์ของนางในทุกวันนี้ไม่คู่ควรกับท่านผู้บัญชาการจริงๆ ยิ่งไม่มีผลประโยชน์อันใดกับท่านผู้บัญชาการแม้แต่น้อย”
ขณะที่พูดถึงตรงนี้เฟิงซุ่นอินก็ก้าวออกจากลานเรือนพอดี ด้านหลังตามมาด้วยสาวใช้จำนวนหนึ่ง
นางเดินออกมาค่อนข้างเร็ว ก่อนจะหยุดชะงัก ก้มหน้ามองคราหนึ่ง ถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าลืมสวมหมวกม่านแพรที่ถืออยู่ในมือ จึงหันมองรอบข้างเงียบๆ ไปทีหนึ่ง
สายตาทุกคู่หันมาจับจ้องทันที
ชุดที่นางสวมอยู่คือชุดกระโปรงหรูฉวินผ้าแพรเอวสูงสีฟ้าครามสำหรับเจ้าสาว คลุมไหล่ด้วยผ้าคลุมบางสีส้มอัสดงซึ่งพาดลงมาถึงวงแขน เรือนผมดกดำเกล้ามวยดุจปุยเมฆ ประดับด้วยไข่มุกอัญมณี ดวงหน้าแฉล้มนัยน์ตากระจ่างใส ริมฝีปากสีชาด งามพริ้งเพราอ่อนเยาว์
ต่อให้สีหน้าจะเย็นชาก็ยังยากจะปิดบังความงามได้
เพียงพริบตาเดียวเฟิงซุ่นอินก็ช้อนสายตามองไปทางมู่ฉางโจว
เมื่อครู่นี้ถูกประโยคนั้นของเขาเล่นงาน นางจึงรีบเดินตามออกมาจากห้องโถง ถึงได้เดินเร็วเกินไป
มู่ฉางโจวเองก็มองมาทางนางเช่นกัน
เฟิงซุ่นอินมองสบตากับเขาแล้วหันตัวไปก้าวขึ้นรถม้าเงียบๆ
“เมื่อครู่นี้ข้าพูดอะไรนะ” จางจวินเฟิ่งถามเสียงเบาขึ้นมากะทันหัน
หูเป้ยเอ๋อร์เองก็เอ่ยเสียงเบาโดยไม่รู้ตัว “ท่านว่านางไม่คู่ควรกับท่านผู้บัญชาการ”
จางจวินเฟิ่งเอ่ย “ตอนนี้ข้าขอแก้เสียหน่อย นอกจากรูปโฉม…รูปโฉมยังคงคู่ควรอยู่”
หูเป้ยเอ๋อร์ผงกศีรษะจริงจังอย่างหาได้ยาก ตลอดการเดินทางฮูหยินคนใหม่ผู้นี้เอาแต่สวมหมวกม่านแพร เห็นเพียงรูปร่างบอบบางน่าสงสาร วันนี้ถึงได้เห็นรูปโฉมที่แท้จริง หากให้พูดว่าเป็นหนึ่งจากในร้อย ไม่สิ หนึ่งจากในพันยังรับไหวเลยนี่!
ตัวคนขึ้นรถม้าไปแล้ว มู่ฉางโจวมองม่านไม้ไผ่ที่ถูกปล่อยตกลงมาทีหนึ่ง ความจริงตอนอยู่ในห้องโถงก็อยากพูดว่าคนที่เปลี่ยนไปมากหาใช่แค่เขาเสียที่ใดกัน นางเองก็เช่นเดียวกัน เจ็ดปีมากพอให้นางเติบโตจากสาวน้อยวัยแรกแย้มมาเป็นสตรีนางหนึ่งแล้ว
เขาเบนสายตามองไปทางคนสองคนที่อยู่ข้างกาย
หูเป้ยเอ๋อร์เข้าใจทันที ไม่ต้องให้ผู้บังคับบัญชาพูดอะไรก็รีบเอ่ยเร่งเสียงดัง “ไปๆๆ เข้าเมือง!”
รถม้าเคลื่อนตัว เฟิงซุ่นอินยังคงขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิด พลันนึกถึงเหตุการณ์ในงานเลี้ยงที่แม่น้ำชวีเจียงที่เขาเคยหันมามองนางคราหนึ่ง ก่อนคิดอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าตอนนั้นเขาได้ยินอย่างนั้นหรือ
นางมองผ่านบานหน้าต่างออกไปข้างนอก มู่ฉางโจวนั่งหลังตรงอยู่บนม้า นำทางอยู่ข้างหน้า มองดูแล้วทั้งแปลกหน้าและห่างไกล นางนึกสงสัยว่าเขาจงใจพูดให้รับรู้ ก่อนจะนึกถึงลูกธนูดอกนั้นอีกครั้ง นางเบนสายตาออกพลางพึมพำกับตนเองเสียงเบา “เข้ากันไม่ได้จริงๆ ด้วย”
ต่อให้ผ่านมาเจ็ดปีก็ยังเหมือนเดิม คิดว่าคงไม่มีทางเข้ากันกับเขาได้ตลอดกาล…
ทหารตั้งขบวนคุ้มกัน แสดงอาวุธเดินอยู่ข้างม้า นำทางเจ้าสาวมุ่งตรงสู่เหลียงโจว
ตลอดทางทั้งคณะล้วนตั้งใจเดินทางไปข้างหน้า ดูไม่คล้ายขบวนแต่งงาน กลับคล้ายกำลังเดินทัพเสียมากกว่า
จนกระทั่งตกบ่ายสาวใช้เข้ามาใกล้บานหน้าต่างรถม้า เอ่ยเรียกเสียงเบา “ฮูหยิน ฮูหยินเจ้าคะ”
ภายในรถม้าไม่มีเสียงตอบกลับ
หูเป้ยเอ๋อร์ฟังจนหมดความอดทน หันหัวม้ากลับไป “เจ้าเรียกเสียงดังหน่อยไม่เป็นหรือ รอบที่เท่าไรแล้วตั้งแต่เดินทางมา!” พูดจบก็เอ่ยเรียกด้วยตนเองเสียเลย “ฮูหยิน!”
ม่านถูกเลิกเปิด เฟิงซุ่นอินมองออกมา
หูเป้ยเอ๋อร์ถามให้แทนสาวใช้ “จะหยุดพักผ่อนหรือไม่ขอรับ”
มู่ฉางโจวหันกลับมาจากบนหลังม้า มองไปทางหน้าต่างรถม้า
เฟิงซุ่นอินประสานสายตากับเขาแล้วปล่อยม่านลง “ไม่ต้อง”
“เหมือนหูจะไม่ดีจริงๆ” จางจวินเฟิ่งพึมพำขึ้นด้านข้าง
หูเป้ยเอ๋อร์ขี่ม้ากลับไปหามู่ฉางโจว พร้อมเอ่ยเสียงเบา “ฮูหยินท่านนี้เป็นเช่นนี้ เรื่องอื่นดีหมด แค่ว่าตลอดทางไม่ค่อยสนใจใคร มักต้องเรียกหลายรอบถึงจะตอบสนอง เป็นคนเย่อหยิ่งจริงๆ ด้วย!”
มู่ฉางโจวเก็บสายตากลับมาจากทางด้านรถม้า “อย่างนั้นหรือ”
“อย่างนั้นน่ะสิขอรับ!” หูเป้ยเอ๋อร์พลันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้อีก “จริงสิ นางยังบอกด้วยว่าตนเองเขียนตำรา พกต้นฉบับอะไรสักอย่างมาด้วย!”
มู่ฉางโจวถาม “เจ้าเคยเห็น?”
“หือ? เรื่องนั้นข้าไม่เคยเห็นขอรับ” หูเป้ยเอ๋อร์ดึงหนวดเคราเล่น “ข้าไม่เชื่อด้วย”
จางจวินเฟิ่งถอนหายใจ “ฟังดูแล้วยิ่งไม่คู่ควรกับท่านผู้บัญชาการมากเข้าไปอีก”
มู่ฉางโจวขี่ม้านำอยู่ข้างหน้า ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ
คณะเดินทางไม่ได้หยุดจริงๆ ยังคงเดินทางมุ่งตรงไปทางทิศตะวันตก
เฟิงซุ่นอินอยู่ในรถม้าไม่เคยเปิดเผยใบหน้าอีก บางครั้งได้ยินเสียงพูดคุยจากภายนอกบ้างแต่ไม่รู้ว่าคุยอะไรกัน เสียงพร่ารบกวนใจจนรู้สึกหงุดหงิด นางจึงเบือนหน้าออกจากหน้าต่างรถม้าเสียเลย
แสงสว่างภายนอกรถม้าค่อยๆ มืดลง ใกล้ย่ำค่ำ แสงอัสดงกำลังจะลาลับ คล้ายแว่วเสียงตีกลองดังมาตามลม ความเร็วในการเดินทางผ่อนลงมาก
เฟิงซุ่นอินพอจะฟังออกว่านั่นเป็นเสียงกลองสัญญาณเตือนช่วงเวลาห้ามออกนอกเคหสถาน นางเลิกม่านรถม้ามองออกไป แววตากลายเป็นจริงจัง
กำแพงเมืองสูงตระหง่านกว้างใหญ่สุดสายตา ล้อมรอบด้านไว้ราวกับไม่มีที่สิ้นสุดในแผ่นดินอันเวิ้งว้างนี้ กำแพงสูงเสียดฟ้า หอประตูเมืองสูงจรดเมฆา แสงตะวันอัสดงสีโลหิตทาบทอขอบฟ้าระยับอยู่บนยอดกำแพง
เหลียงโจวที่ได้รับสมญานามว่า ‘จุดยุทธศาสตร์สำคัญแห่งใต้หล้า เป็นดั่งป้อมปราการของแผ่นดิน’ มานับแต่โบราณกาล บัดนี้ปรากฏอยู่ตรงหน้าแล้ว
เฟิงซุ่นอินมองขึ้นไปบนกำแพงเมือง บริเวณนั้นมีทหารรักษาการณ์สวมเกราะยืนถือง้าวอยู่อย่างเป็นระเบียบ รัศมีเย็นยะเยือกแผ่ออกมา การป้องกันแน่นหนาไร้ช่องโหว่
นางมองสำรวจโดยละเอียดอยู่หลายรอบ ในใจลอบประเมินใคร่ครวญ การทหารของเหลียงโจวอยู่ในความรับผิดชอบของมู่ฉางโจว นี่เป็นสิ่งที่จิ้นซื่อคนหนึ่งอย่างเขาจัดการดูแลหรือ
ยิ่งรู้สึกว่าเขาแตกต่างคล้ายกับเป็นคนละคนจากเมื่อก่อนมากกว่าเดิม
ทันใดนั้นมีม้าเร็วหลายตัววิ่งออกจากเมืองตรงมาที่หน้าคณะ ขุนนางชุดสีครามผู้หนึ่งนำหน้า ด้านหลังตามมาด้วยทหารรักษาเมืองอีกจำนวนหนึ่ง หลังจากรั้งบังเหียนม้าแล้วต่างคารวะมู่ฉางโจวโดยพร้อมเพรียง คล้ายว่ารอด้วยความเคารพอยู่นานแล้ว
ขุนนางเอ่ยแสดงความยินดีเสียงดังก่อน จากนั้นกล่าวว่า “เพื่อแสดงความยินดีกับการแต่งงานของท่านผู้บัญชาการ ท่านผู้บัญชาการใหญ่ได้จัดเตรียมของรางวัลอันล้ำค่าเอาไว้ให้โดยเฉพาะ หลังกลับเข้าเมืองขอเชิญท่านผู้บัญชาการไปยังจวนผู้บัญชาการใหญ่เพื่อรับรางวัลโดยเร็ว”
ทหารม้ารักษาเมืองหลายนายที่อยู่ด้านหลังต่างเปล่งเสียงแสดงความยินดีโดยพร้อมเพรียง
มู่ฉางโจวผงกศีรษะ ก่อนหันไปสั่งการ “ส่งฮูหยินกลับจวนก่อน” พูดจบแล้วก็กระตุกบังเหียนควบม้าไปข้างหน้า นำเข้าประตูเมืองไปก่อน
ขุนนางและคนอื่นๆ ต่างรีบเฆี่ยนม้าไล่ตามไป
เฟิงซุ่นอินมองเงาร่างของเขาหายไปในประตูเมืองจนกระทั่งหายลับจากสายตา ขณะคิดในใจ เขายังได้รับความสำคัญน่าดูจริงๆ
หูเป้ยเอ๋อร์โวยวายขึ้นมาแล้ว “ไปได้แล้วๆ!” พูดจบก็เร่งม้าไปนำขบวนเปิดทาง คล้ายจะชินชากับเหตุการณ์เช่นนี้มานานแล้ว
รถม้าเคลื่อนตัวอีกครั้ง เฟิงซุ่นอินเก็บสายตากลับมา ตามคณะเดินทางเข้าเมือง
ถึงเวลาห้ามออกนอกเคหสถานยามวิกาล คนบนท้องถนนต่างแยกย้าย แต่แสงโคมสองข้างทางนั้นส่องสว่าง เสียงผู้คนพอแว่วมาให้ได้ยิน ยังคงสามารถสัมผัสได้ว่าความคึกคักนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าฉางอันเลย
เสียงเกือกม้าและล้อรถเคลื่อนผ่านถนนดังก้อง ผู้คนมากมายอาจกำลังชะโงกหน้ามาดู แต่ในไม่ช้าทั้งเสียงผู้คนและแสงโคมต่างก็ถูกสลัดหลุดไปไกล
ราวสองเค่อ* ต่อมา ข้างนอกรถม้าสว่างขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนที่รถม้าจะหยุดลง
เฟิงซุ่นอินช้อนสายตาขึ้นมอง ม่านไม้ไผ่ถูกสาวใช้เลิกเปิดแล้ว สามารถเห็นประตูจวนขนาดใหญ่เบื้องหน้า กว้างขวางสว่างไสว พวกบ่าวรับใช้ถือโคมอยู่ประจำตำแหน่ง แสงสว่างเจิดจ้าไม่ต่างจากตอนกลางวัน
“เชิญฮูหยินเข้าจวน!” หูเป้ยเอ๋อร์เอ่ยเชิญเสียงดัง
ไม่ว่าจะขั้นตอนแต่งงานใดล้วนไม่มีที่ตรงไปตรงมาเท่าชั่วขณะนี้ เฟิงซุ่นอินตั้งสติ ก่อนสวมหมวกม่านแพรแล้วยื่นตัวออกจากรถม้า
สาวใช้นางหนึ่งรีบเข้ามาช่วยประคอง เฟิงซุ่นอินเพิ่งถูกแตะข้อมือก็นึกขึ้นได้ว่าในแขนเสื้อของตนเองยังซ่อนมีดสั้นเอาไว้ จึงหดมือกลับไปทันที
สาวใช้ตกใจ ก้าวถอยหลังพร้อมมองนาง
“ฮูหยินเป็นอะไรหรือ” จางจวินเฟิ่งเพิ่งลงจากม้า เขาหันมองมาอย่างงุนงง
ขณะนี้เฟิงซุ่นอินถึงได้มองประเมินเขาเร็วๆ คนผู้นี้แม้จะรูปร่างผอมบางแต่ก็ค่อนข้างสูง เพียงแค่เตี้ยกว่ามู่ฉางโจวเล็กน้อย ดูอ่อนเยาว์ราวกับเพิ่งพ้นวัยยี่สิบต้นๆ มา ภายนอกดูคล้ายบัณฑิต ทว่าแต่งกายอย่างนักรบ เมื่อตั้งใจมองโดยละเอียดก็ยิ่งเห็นชัดว่าแตกต่างจากมู่ฉางโจวเมื่อก่อนโดยสิ้นเชิง ที่เข้าใจผิดวันนั้นก็เพราะค่ำคืนมืดมิดแสงสว่างไม่พอ
นางไม่มีภาพประทับใจที่ดีอะไรต่อคนผู้นี้ หลังเก็บมือกลับมาแล้วก็ลงจากรถม้าเดินเข้าจวนด้วยตนเอง
จางจวินเฟิ่งคาดไม่ถึงว่าจะตนโดนเมิน เขาเบิกตากว้างพลางเหลือบมองด้านข้าง
หูเป้ยเอ๋อร์กำลังยักคิ้วหลิ่วตาใส่เขา เหมือนกำลังบอกว่า นางคงไม่ได้ยินคำพูดล่วงเกินพวกนั้นของท่านหมดแล้วหรอกนะ!
บ่าวรับใช้ที่ยืนถือโคมอยู่ตรงประตูแบ่งออกเป็นสองแถว รอต้อนรับนายหญิงที่เพิ่งมาถึงด้วยความเคารพ
เฟิงซุ่นอินก้าวขึ้นบันได มองประตูทางเข้าไปทีหนึ่ง ก่อนก้าวเข้าไปข้างใน
ภายในจวนจุดโคมสว่างไสว บริเวณลานกว้างขวางแฝงด้วยความงดงามแบบเรียบง่ายและสง่างามซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเหลียงโจว นางเดินตรงไปถึงห้องโถงหลักของจวน หลังสาวใช้เชิญนางนั่งลงบนเก้าอี้ชาวหูตรงตำแหน่งประธานแล้วถึงได้ถอดหมวกม่านแพรออก
บ่าวชายกับสาวใช้ต่างตามเข้ามากันหมด จากนั้นคุกเข่าลงคารวะให้กับนาง
เฟิงซุ่นอินกวาดตามองหนึ่งรอบ บ่าวรับใช้ไม่นับว่ามาก แต่ไม่ว่าจะบุรุษหรือสตรีต่างอายุน้อยดูแข็งแรง น่าจะเป็นเอกลักษณ์ของเหลียงโจวเช่นเดียวกัน
คนทั้งกลุ่มผลัดกันคารวะ ค่อนข้างเสียเวลาอยู่บ้าง หลังเสร็จสิ้นแล้วก็ถอยกลับออกไปกันหมด เหลือเพียงหูเป้ยเอ๋อร์กับจางจวินเฟิ่งที่ตามเข้ามาด้วยเช่นกัน
เฟิงซุ่นอินเอ่ยขึ้นกะทันหัน “เหตุใดท่านรองถึงไม่คารวะ”
จางจวินเฟิ่งตกตะลึง “ข้า?” เขาไม่ใช่บ่าวของจวนเสียหน่อย ในสถานการณ์เช่นนี้จะให้เขาคารวะอันใด
เฟิงซุ่นอินนั่งตัวตรงสง่า “ก่อนหน้านี้ข้าจำคนผิด เดิมทีต้องการคารวะท่านผู้บัญชาการ เวลานั้นท่านรองบังเอิญรับการคารวะของข้า จวบจนวันนี้กลับยังไม่เคยคารวะกลับ คล้ายยอมรับว่าตนเองเทียบเคียงท่านผู้บัญชาการได้” ก่อนชะงักแล้วเอ่ยเสริมอีกประโยค “หากเป็นเช่นนี้จริงๆ เช่นนั้นก็ไม่ต้องคารวะแล้ว”
“…” จางจวินเฟิ่งหาเสียงไม่เจอเหมือนคนเป็นใบ้ นึกไม่ถึงว่านางจะยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดเอาตอนนี้
หูเป้ยเอ๋อร์เคยได้รับบทเรียนมาก่อน ไม่รู้สึกประหลาดใจเลยสักนิด ยืนมองอยู่ด้านข้างสักพักยังคงนึกคำพูดเอ่ยช่วยไม่ออก จึงลอบส่งสายตาให้จางจวินเฟิ่งคล้ายกำลังบอกว่า ท่านจัดการเอาเองแล้วกัน จากนั้นหันตัวเดินออกนอกห้องโถงไปแล้ว
จางจวินเฟิ่งยิ่งพูดไม่ออก ก่อนมองไปทางด้านหน้าอีกครั้ง
คิ้วและนัยน์ตาของเฟิงซุ่นอินดุจภาพวาด ทว่ากลับเย็นชาเงียบขรึม เพียงรอเขาแสดงท่าที
จางจวินเฟิ่งไม่อาจโต้แย้งอะไรได้ เพราะหากพิจารณาให้ถี่ถ้วนแล้วเป็นตนเองที่ไร้มารยาทก่อน จึงทำได้เพียงก้าวออกไปหนึ่งก้าว ยกมือขึ้นค้อมกายลงคารวะ จากนั้นหันตัวกลับเดินออกไปอย่างอึดอัดใจ
เฟิงซุ่นอินนั่งอย่างผ่อนคลายทันใด มุมปากเหยียดออกเล็กน้อย
ทว่าเพิ่งเงียบสงบได้ไม่นานก็มีคนเดินเข้ามาจากข้างนอกห้องโถง นางเงยหน้ามองไปก็เห็นเป็นมู่ฉางโจว
เขามองนางทันทีที่เดินเข้ามา สายตาไล่ตั้งแต่บนจรดล่าง ราวกับกำลังพิศชมท่านั่งในตำแหน่งประธานของนาง
เฟิงซุ่นอินนึกไม่ถึงว่าเขาจะกลับมาไวเพียงนี้ อีกทั้งไม่รู้ว่าเขาทันเห็นตอนที่นางเอาคืนจางจวินเฟิ่งเมื่อครู่นี้หรือไม่ จึงเพียงเม้มปากนั่งตัวตรง
ยังไม่ทันพูดอะไรก็มีสาวใช้จำนวนหนึ่งเดินเข้ามา คนเป็นหัวหน้ารูปร่างแข็งแรงท่าทางทะมัดทะแมง ก้มหน้าลงเอ่ย “ฤกษ์มงคลผ่านพ้นไปแล้ว ทุกขั้นตอนพิธีการเน้นความเรียบง่าย ขอเชิญท่านผู้บัญชาการกับฮูหยินร่วมพิธีแลกดื่มสุรามงคล เพื่อเป็นการแสดงว่าพิธีแต่งงานเสร็จสมบูรณ์แล้วเจ้าค่ะ”
เฟิงซุ่นอินคาดเดาได้อยู่แล้วว่าจะต้องเป็นเช่นนี้ อย่างน้อยพิธีการที่ชดเชยยังคงเป็นพิธีของชาวฮั่น ไม่ใช่พิธีการแบบชาวหูที่นางไม่เคยได้ยินมาก่อนก็ไม่เลวแล้ว
มู่ฉางโจวเดินเข้ามาหา ก่อนจัดชายชุดนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งซ้ายมือของนาง
จู่ๆ มานั่งอยู่ด้วยกัน เฟิงซุ่นอินรู้สึกไม่เป็นธรรมชาติขึ้นมาแปลกๆ สายตานางตกลงบนชายกระโปรงหรูฉวิน ปลายหางตามองเห็นเขานั่งอย่างสง่างาม คล้ายจะสบายใจอย่างยิ่ง
สาวใช้สองคนยกอ่างทองคำมาเชิญให้พวกเขาแยกกันล้างมือ ตามด้วยสาวใช้ยกโต๊ะตัวเล็กมาวางตรงหน้า บนนั้นวางน้ำเต้าที่ถูกผ่าออกเป็นสองซีก แต่ละซีกบรรจุสุราหมักเอาไว้
มู่ฉางโจวยื่นมือไปหยิบซีกหนึ่งมาดื่มอึกหนึ่ง
เฟิงซุ่นอินเห็นเขาเคลื่อนไหวแล้วนางจึงยื่นมือไปหยิบน้ำเต้าอีกซีกมา ก้มหน้าลงเม้มจิบไปอึกหนึ่ง เมื่อช้อนสายตาขึ้นก็เห็นเขายื่นน้ำเต้าซีกในมือตนเองมาให้แล้ว
นางจงใจไม่มองหน้าเขาขณะยื่นสุราในมือตนเองส่งให้ หลังจากแลกเปลี่ยนน้ำเต้ากันเสร็จ สายตาก็เหลือบเห็นเขายกซีกที่นางดื่มไปแล้วแหงนหน้าขึ้นดื่มจนหมด นางเองก็ยกซีกที่เขาดื่มไปแล้วขึ้นบ้าง พร้อมยกแขนเสื้อบังริมฝีปากดื่มจนหมด เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้งก็เผยเพียงสีหน้าผ่อนคลายเป็นปกติ
เหล่าสาวใช้เอาด้ายแดงมาผูกน้ำเต้าทั้งสองซีกติดกันเรียบร้อยแล้ว ต่างประสานเสียงเอ่ยแสดงความยินดีที่พิธีการเสร็จสิ้น ก่อนพากันล่าถอยออกไป
เหลือเพียงสาวใช้ผู้เป็นหัวหน้าที่ยังยืนอยู่ นางค้อมกายลงถาม “ยังเหลือพิธีเข้าหอ เรือนหลังได้จัดเตรียมเรียบร้อยแล้ว ขอเรียนถามท่านผู้บัญชาการว่าจะเข้าหอวันนี้เลยหรือรอเลือกฤกษ์มงคลวันอื่นเจ้าคะ”
มู่ฉางโจวผินหน้าไปด้านข้าง “เชิญฮูหยินตัดสินใจแล้วกัน”
สาวใช้หันมาค้อมกายให้เฟิงซุ่นอิน
แววตาเฟิงซุ่นอินวูบไหว สีหน้าผ่อนคลายเมื่อครู่นี้หายลับไป นึกไม่ถึงว่าเขาจะให้นางเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเข้าหอเมื่อใด…
แต่ต่อมานางก็เข้าใจ นึกถึงเรื่องในห้องโถงที่พักรับรองขึ้นมาได้ นางหันหน้าไปมองเขา คำถามซึ่งระหว่างเดินทางไม่ได้ถามหูเป้ยเอ๋อร์ออกไปคำถามนั้น บัดนี้นางถามออกมาต่อหน้าเขาแทน “พี่รองมู่ไม่ทราบมาก่อนว่าจะต้องแต่งงานกับใครหรือเจ้าคะ”
มู่ฉางโจวเอ่ย “ท่านผู้บัญชาการใหญ่เป็นคนจัดการ เพิ่งมารู้ตอนได้รับหนังสือสมรส”
เฟิงซุ่นอินเข้าใจแล้ว ก่อนหน้านี้เขาไม่คิดด้วยซ้ำว่าคนที่แต่งงานด้วยจะเป็นนาง ผู้บัญชาการใหญ่ของเหลียงโจวเป็นผู้ตัดสินใจแทนเขา ส่งหนังสือสมรสมาให้ตรงๆ ส่งผลให้เขาไม่มีกระทั่งโอกาสจะเลือก
เช่นนั้นก็ไม่แปลกแล้วที่เขาจะพูดเรื่องปฏิเสธการแต่งงานขึ้นมา คิดว่าเขาคงไม่ได้พอใจกับผลลัพธ์นี้เช่นเดียวกัน
ก็จริง ผู้ใดจะเต็มใจแต่งงานกับคนที่เคยปฏิเสธตนเอง ทั้งตอนนี้ยังมีสภาพตกอับ ตอนนี้แม้แต่เรื่องเข้าหอยังให้นางเป็นผู้ตัดสินใจเองอีก
เฟิงซุ่นอินเอ่ยเรียบๆ “บังเอิญนัก ก่อนหน้านี้ข้าเองก็ไม่ทราบว่าคนที่ต้องแต่งงานด้วยคือพี่รองมู่”
มู่ฉางโจวหันมามองโดยไม่ได้พูดอะไร
เฟิงซุ่นอินหันไปเอ่ยกับสาวใช้ “จัดห้องแยกอีกห้องในเรือนหลังให้ข้าเข้าไปพักอยู่ก่อน ฤกษ์มงคลนั้นเป็นเรื่องสำคัญ ค่อยๆ เลือกอีกทีก็แล้วกัน”
สาวใช้มองนาง ก่อนก้มหน้าลงขานรับ
เฟิงซุ่นอินหันมองมู่ฉางโจว “ตัดสินใจเช่นนี้ได้หรือไม่เจ้าคะ”
มู่ฉางโจวมองนาง ก่อนเผยยิ้มเล็กน้อย “ในเมื่ออินเหนียงคิดเช่นนี้ ก็ตัดสินใจเช่นนี้แล้วกัน”
เฟิงซุ่นอินได้ยินเขาเรียกตนเองเช่นนี้อีกครั้งก็เบนสายตาหลบ คิดในใจว่า อะไรคือข้าคิดเช่นนี้ ในเมื่อตกอับแล้วยิ่งควรรู้จักกาลเทศะเท่านั้นเอง นางลุกขึ้นพลางจัดชุด แสดงท่าทีให้สาวใช้นำทางเดินออกไปข้างนอก
มู่ฉางโจวมองนางเดินผ่านข้างกายตนเองไป ผ้าคล้องแขนพลิ้วตามลมปัดผ่านชายชุดของเขา ออกไปจากประตูห้องโถง
หูเป้ยเอ๋อร์เดินก้าวพรวดพราดเข้ามาในห้องโถง เขาเอ่ยกลั้วหัวเราะ “ทุกวันนี้ทั่วเหลียงโจวอิงตามวัฒนธรรมชาวหู ท่านผู้บัญชาการยังจัดพิธีแต่งงานตามขนบชาวฮั่น เช่นนี้ย่อมแสดงว่าท่านให้ความสำคัญกับฮูหยินคนใหม่ไม่เลว การเดินทางไปรับตัวเจ้าสาวครั้งนี้ของข้ามีความดีความชอบจริงๆ ใช่หรือไม่!” เขาถูมือ “งานเลี้ยงในจวนจัดรอแล้ว ตกรางวัลเป็นสุรามงคลให้ข้าสักจอกก็ได้นี่ขอรับ!”
จางจวินเฟิ่งที่เดินตามหลังเขาเข้ามาเอ่ยอย่างอึดอัดใจ “ก็มีแค่เจ้าที่ยังมีอารมณ์ดื่ม ท่านผู้บัญชาการใหญ่ก็ช่างเลือกคนเสียจริง ขนาดตอนนี้ฮูหยินท่านนี้ยังเป็นเช่นนี้ หากตระกูลของนางยังคงมั่นคงอยู่ คงวางท่าน่าเกรงขามไม่น้อย”
มู่ฉางโจวไม่ได้ตอบคำ เขานึกถึงหนังสือสมรสที่ได้รับมาก่อนหน้านี้
ตอนที่เห็นชื่อบนหนังสือสมรสนั้น ในสมองของเขาผุดภาพคุณหนูสูงศักดิ์ผู้อายุยังน้อยและเย็นชาห่างเหินสมัยนั้นขึ้นมา ยังนึกแปลกใจว่าเหตุใดนางถึงตอบตกลง จนกระทั่งเมื่อคืนเลิกม่านโปร่งของนางขึ้น จดจำใบหน้านั้นได้ว่าเป็นนางจริงๆ ถึงได้เชื่ออย่างเต็มที่
ออกห่างจากเมืองหลวงมานานเจ็ดปี เมื่อคืนได้ยินรายงานจากหูเป้ยเอ๋อร์ถึงเพิ่งรู้ว่าสกุลเฟิงตกอับลงแล้ว ดังนั้นนางแค่ไม่มีทางเลือกเท่านั้นเอง นับประสาอะไรกับที่เมื่อครู่นี้นางยังเพิ่งพูดว่าไม่รู้ว่าคนที่จะต้องแต่งงานด้วยคือเขา
เพียงแต่วันนี้แค่ยกเรื่องปฏิเสธการแต่งงานขึ้นมาพูดส่งๆ ดูจากอาการตอบสนองของนางคล้ายว่าเขาจะโดนเอาคืนแล้วเช่นกัน
เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ก่อนลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอก ตอนที่ก้าวข้ามธรณีประตูห้องโถงถึงได้ตอบรับคำอย่างไม่ใส่ใจ “ท่านผู้บัญชาการใหญ่รู้จักเลือกคนจริงๆ”
เล่นใหญ่โตเพียงนี้ แต่คนที่ส่งมาตรงหน้ากลับกลายเป็นเฟิงซุ่นอินไปเสียได้
บทที่ 6
หลังกลายมาเป็นนายหญิงจวนผู้บัญชาการก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก นอกจากช่วงเช้าเฟิงซุ่นอินลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกสับสนมึนงงอยู่ครู่หนึ่ง
ห้องกว้างขวางสว่างไสว เครื่องเรือนล้วนหรูหรา บนเตียงมีม่านโปร่งสีคราม ผ้าห่มปักดิ้นทองหรูหรา กระถางกำยานไม้จันทน์ตรงหัวเตียงยังคงมีควันลอยเอื่อย ทั่วทั้งห้องอบอุ่นหอมจรุง มีอยู่ชั่วขณะหนึ่งที่นางหลงคิดว่าย้อนกลับไปอยู่สกุลเฟิงสมัยเด็ก แต่จากนั้นก็ได้สติกลับมาทันที…ตนเองอยู่ที่เหลียงโจว อีกทั้งแต่งงานเป็นภรรยาคนอื่นแล้ว
ไม่สิ พูดได้แค่ว่าแต่งเพียงครึ่งเดียว แต่งเพียงในนามเท่านั้น
แสงแดดสาดส่องเข้ามาจากภายนอกหน้าต่าง เฟิงซุ่นอินตื่นนอนแต่งตัวเรียบร้อยแล้วนั่งอยู่ที่โต๊ะ จัดเก็บตำราพับทบหลายเล่มที่ตนเองพกมาด้วย
เพิ่งจัดวางเสร็จ ประตูห้องพลันถูกผลักเปิด สาวใช้คนหนึ่งก้าวเข้ามา เป็นหัวหน้าที่รูปร่างแข็งแรงท่าทางทะมัดทะแมงผู้นั้น
“ขออภัยเจ้าค่ะฮูหยิน เมื่อครู่นี้เรียกท่านแล้วไม่ได้ยินเสียงตอบรับจึงเป็นห่วงจริงๆ ได้แต่ผลักประตูเข้ามาดู นึกไม่ถึงว่าฮูหยินจะตื่นนานแล้ว”
เฟิงซุ่นอินเดาได้ว่าน่าจะเป็นเช่นนี้อีกแล้ว นางมุ่นหัวคิ้ว ก่อนเปลี่ยนหัวข้อ “เมื่อวานไม่ทันได้ถามโดยละเอียด เจ้าคือหัวหน้าผู้ดูแลของจวนนี้หรือ”
“เจ้าค่ะ บ่าวชื่อเซิ่งอวี่ ดูแลเรือนใน ยังมีบ่าวชายอีกคนชื่อชางเฟิง ดูแลเรือนชั้นนอก เขาคอยปรนนิบัติท่านผู้บัญชาการเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินคำเรียกถึงมู่ฉางโจว เฟิงซุ่นอินชำเลืองมองไปทางประตูทีหนึ่ง ห้องนี้ของนางอยู่ทางฝั่งตะวันออกของห้องหลัก เป็นห้องที่อยู่ห่างจากห้องหลักมากที่สุดห้องหนึ่งแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ยังอยู่ในเรือนเดียวกัน เวลาออกจากห้องก็จะมองเห็นประตูของห้องหลักได้
เมื่อคืนในจวนจัดงานเลี้ยง หลังจากนางเข้าห้องมาก็ไม่ได้สนใจเหตุการณ์ภายนอกอีก ย่อมไม่รู้เช่นกันว่าสุดท้ายเขากลับเรือนหลังมาเมื่อใด
เซิ่งอวี่ที่อยู่ด้านข้างก้มหน้าลงอย่างเคร่งครัด ก่อนเอ่ยต่อ “เมื่อวานท่านผู้บัญชาการใหญ่มอบของขวัญแต่งงานมากมายให้ท่านผู้บัญชาการ ตามธรรมเนียมแล้ววันนี้ฮูหยินจะต้องไปขอบคุณที่จวนผู้บัญชาการใหญ่ด้วยตนเองเจ้าค่ะ”
เฟิงซุ่นอินยังหลงนึกว่าต้องไปคารวะที่จวนอู่เวยจวิ้นกงก่อนเสียอีก แต่คิดดูแล้วในเมื่อผู้บัญชาการใหญ่ของเหลียงโจวทั้งจัดแจงเรื่องงานแต่งงาน ทั้งเป็นขุนนางอันดับหนึ่งแห่งเหอซี คล้ายจะสมควรแล้วเช่นกัน นางจึงผงกศีรษะ
เซิ่งอวี่ก้าวเข้ามาปรนนิบัตินางแต่งตัวทันที
ตอนที่เตรียมตัวเสร็จ ข้างนอกประตูมีสาวใช้คนหนึ่งมาเอ่ยเร่งแล้ว เซิ่งอวี่จึงรีบออกไปเตรียมการก่อน
เฟิงซุ่นอินที่ลุกขึ้นกำลังจะเดินออกไปหยุดชะงักลงกะทันหัน นางใคร่ครวญแล้วเดินไปที่โต๊ะ หยิบตำราเล่มหนึ่งจากกองตำราพับทบมาเก็บใส่ในแขนเสื้อ ก่อนจะก้าวออกจากห้อง
ทันทีที่ก้าวออกไปก็มองไปทางห้องหลักก่อน เห็นประตูห้องปิดสนิท ไม่มีใครอยู่ นางคิดว่าตนเองน่าจะต้องไปขอบคุณผู้บัญชาการใหญ่ของเหลียงโจวตามลำพัง ในเมื่อไม่ว่าอย่างไรเพิ่งเข้าจวนมาก็กลายเป็นสามีภรรยาเพียงในนาม ความตระหนักรู้ตัวแค่นี้นางยังคงมีอยู่
ตอนที่ใกล้เดินถึงประตูจวน เซิ่งอวี่ก็มารับนางแล้ว
เฟิงซุ่นอินก้าวเดินค่อนข้างเร็ว เพิ่งรวบชุดก้าวข้ามธรณีประตูก็มองเห็นเงาร่างสูงโปร่งดุจต้นสนยืนอยู่บนขั้นบันไดหน้าประตูทันที นางหยุดชะงักอย่างห้ามไม่ได้
มู่ฉางโจวอยู่ในชุดคลุมสีอ่อน กำลังก้มหน้าอ่านเอกสารราชการที่ถืออยู่ในมือ เมื่อหันมาเห็นนางออกมาก็มองนางอยู่ชั่วครู่ ก่อนปิดเอกสารราชการแล้วยื่นไปด้านหลัง
ที่ด้านหลังมีผู้ติดตามอายุน้อยรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งยืนอยู่ คือชางเฟิงบ่าวรับใช้ประจำตัวเขาซึ่งยื่นสองมือมารับเอกสารไปเก็บให้เรียบร้อยทันที ก่อนก้าวลงบันได จูงม้าของเขามาถึงข้างรถม้า ด้านหลังมีพลทหารผู้ติดตามขี่ม้าเรียงแถวรออยู่แล้ว
เฟิงซุ่นอินถึงเพิ่งรู้ว่าเขาจะไปด้วย นางนึกถึงเรื่องเมื่อคืนก็ไม่รู้ควรพูดอะไร เพียงเดินไปขึ้นรถม้าเงียบๆ
มู่ฉางโจวเดินไปรับบังเหียนม้ามา ก่อนหันกลับมาถามกะทันหัน “เมื่อคืนอินเหนียงหลับสบายดีหรือไม่”
เฟิงซุ่นอินที่เพิ่งเหยียบขึ้นแท่นเหยียบชะงัก ยังหลงนึกว่าตนเองฟังผิดไปเอง ก่อนหันกลับไปมองเขา “พอใช้ได้เจ้าค่ะ”
มู่ฉางโจวผงกศีรษะ มุมปากคล้ายยกยิ้มเล็กน้อย
ระดับความสูงเท่านี้บังเอิญตรงกับระดับสายตาของเขาพอดี เฟิงซุ่นอินชำเลืองเห็นรอยยิ้มเล็กๆ นั้นแล้วถามกลับ “พี่รองมู่เล่า หลับสบายดีหรือไม่เจ้าคะ”
มู่ฉางโจวตอบ “พอใช้ได้” เช่นเดียวกัน พูดจบก็ตวัดกายขึ้นขี่ม้าทันที
“…” เฟิงซุ่นอินไร้คำโต้ตอบ นางเลิกม่านขึ้นเข้าไปนั่งในรถม้า ก่อนเหลือบมองออกไปนอกบานหน้าต่าง เขาต้องจงใจแน่นอน ยังมีท่าทีสุภาพชนสมัยวัยเยาว์เหลืออยู่อีกที่ใดกัน!
รถม้ามุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ
เฟิงซุ่นอินนิ่งเงียบ มู่ฉางโจวเองก็ไม่พูดอะไร ตลอดการเดินทางปราศจากบทสนทนา มีเพียงตอนผ่านถนนใหญ่ถึงได้ยินเสียงผู้คนอึกทึก จากนั้นก็ถูกสลัดทิ้งไว้ด้านหลัง
เดินทางไปข้างหน้าเงียบๆ ต่ออีกเป็นเวลานานรถม้าถึงหยุดลงในที่สุด ข้างนอกคล้ายมีคนกำลังคารวะมู่ฉางโจว
“ถึงแล้ว” เสียงของเขาดังมาจากด้านนอกรถ
เฟิงซุ่นอินที่นั่งพิงกรอบหน้าต่างได้ยินแล้วก็เลิกม่านขึ้นเดินออกไป
หลังลงมาจากรถม้าถึงพบว่าประตูหลักของจวนผู้บัญชาการใหญ่แห่งนี้สูงใหญ่เหนือความคาดหมาย รอบด้านมีเวรยามรักษาการณ์แน่นหนา ดูน่าเกรงขามยิ่ง
บ่าวรับใช้ผู้หนึ่งออกจากประตูจวนมาคารวะมู่ฉางโจว “วันนี้ท่านผู้บัญชาการใหญ่ไม่อยู่ที่จวนขอรับ นายหญิงเป็นตัวแทนออกมาพบ เชิญท่านผู้บัญชาการพาฮูหยินไปหาด้วยตนเองได้เลยขอรับ”
มู่ฉางโจวมองเฟิงซุ่นอินคราหนึ่ง ก่อนเดินเข้าประตูจวนไป
เฟิงซุ่นอินตามฝีเท้าของเขาไปอย่างเข้าใจ
หลังจากเข้าไปในจวน มู่ฉางโจวเดินพลางเอ่ยพลาง “ฮูหยินผู้บัญชาการใหญ่แซ่หลิว บรรดาศักดิ์หลินเถาจวิ้นฟูเหริน…”
เฟิงซุ่นอินที่เดินอยู่ทางด้านขวาของเขาสังเกตเห็นว่าเขากดเสียงเบาลงไม่น้อย เสียงที่เดิมทีก็ทุ้มลึกยิ่งทุ้มกว่าเดิม ไม่อาจฟังได้ยินครบถ้วนแต่อย่างใด นางพยายามเดินไปทางด้านซ้ายของเขาเงียบๆ อยากให้เขามาอยู่ด้านขวาของตนเอง สายตาจึงคอยให้ความสนใจกับฝีเท้าของเขา
รองเท้าที่เขาสวมอยู่เป็นรองเท้าขี่ม้าสีดำซึ่งสะดวกต่อการเดินทัพ น่องขาที่ถูกห่อหุ้มอยู่ในรองเท้าแข็งแรง ยิ่งมีขาวยาวๆ เช่นนี้พอก้าวทีหนึ่งก็กว้าง
นางอดไม่ได้ที่จะนึกถึงภาพจำของมู่ฉางโจวที่เคยผอมบางอ่อนแอในวัยเยาว์ ใครจะไปคิดว่าเวลานี้เขาจะสูงโปร่ง ขายาวย่างก้าวมั่นคงถึงเพียงนี้ ก้าวเดินมีพลัง ระหว่างที่คิดรองเท้าขี่ม้าในสายตาคู่นั้นพลันหยุดลง หัวเท้าหันมาหานาง
เฟิงซุ่นอินหยุดฝีเท้าพร้อมเงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว ก่อนประสานสายตาเข้ากับอีกฝ่าย
“เสียงข้าเบาไปหรือ” มู่ฉางโจวมองสำรวจนางขึ้นลงทีหนึ่ง ตั้งแต่เขาเริ่มพูดเมื่อครู่นี้ก็ไม่ได้ยินเสียงตอบรับ ตอนนี้นางยังเดินอ้อมเกือบไปถึงด้านซ้ายของเขาแล้ว
เฟิงซุ่นอินตอบ “เปล่าเจ้าค่ะ แค่เพิ่งเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรก ไม่ค่อยคุ้นชินก็เท่านั้น”
มู่ฉางโจวมองนางอีกชั่วครู่ถึงหันตัวกลับ เดินต่อไปข้างหน้าโดยไม่พูดอะไรอีก
เฟิงซุ่นอินเองก็ไม่เดินไปทางด้านซ้ายแล้ว เพียงเดินตามหลังเขาไปถึงห้องโถง
มู่ฉางโจวเดินนำเข้าไปก่อนก้าวหนึ่ง นางตามติดเข้าไป สายตามองไปด้านหน้าของห้องโถงอย่างรวดเร็ว
ฮูหยินผู้บัญชาการใหญ่หลิวซื่อ* ดูมีอายุพอๆ กับมารดาของเฟิงซุ่นอิน ในโอกาสเช่นวันนี้กลับสวมชุดชาวหูสีฟ้าลวดลายสดใส นั่งอยู่ที่ตำแหน่งประธานอย่างค่อนข้างน่าเกรงขาม โดยไม่รอให้พวกเขาคารวะก็ชิงพูดขึ้นก่อนแล้ว “ไม่ต้องเกรงใจ ข้าเองก็มิใช่ท่านผู้บัญชาการใหญ่ แค่มาพบหน้าฮูหยินคนใหม่ของท่านผู้บัญชาการเป็นการส่วนตัวเท่านั้น”
มู่ฉางโจวไม่ได้พูดอะไร เพียงเบี่ยงตัวเล็กน้อย ให้รูปโฉมของเฟิงซุ่นอินที่อยู่ด้านหลังเปิดเผยให้เห็นจนหมด
เฟิงซุ่นอินยังคงก้มหน้าหลุบตาลงคารวะให้นาง
หลิวซื่อมองเพียงแวบเดียวก็เอ่ย “ไม่ผิดจริงๆ ที่แนะนำให้ท่านผู้บัญชาการใหญ่เลือกบุตรสาวสกุลเฟิง เลือกได้สมบัติมาเสียแล้ว” นางมองมู่ฉางโจวสลับกับเฟิงซุ่นอิน ก่อนยิ้มออกมา “เพียงแวบแรกก็มองเห็นความเหมาะสมกันแล้ว”
เฟิงซุ่นอินถึงเพิ่งรู้ว่าการแต่งงานครั้งนี้ยังมีความดีความชอบของหลิวซื่ออยู่ด้วย นางชำเลืองมองมู่ฉางโจวที่อยู่ข้างกาย ไม่ทันคาดว่าเขาจะผินหน้ามองมาเช่นกัน
ทั้งสองสบสายตากันแล้วต่างแยกกันผละจากไป
หลิวซื่อกวักมือเรียกเฟิงซุ่นอิน “ท่านผู้บัญชาการตามสบาย ข้าแค่จะคุยกับฮูหยินของท่านสักพัก”
มู่ฉางโจวก้าวถอยหลบไปสองก้าว
เฟิงซุ่นอินเดินผ่านข้างกายเขาไปข้างหน้าพร้อมกับลอบโล่งใจไปด้วย ฮูหยินผู้บัญชาการใหญ่ท่านนี้ไม่ได้พูดเสียงเบา แต่เมื่อครู่นี้ยืนอยู่ค่อนข้างไกลจริงๆ ในที่สุดก็สามารถเข้ามาใกล้เพื่อฟังให้ได้ยินชัดๆ แล้ว
หลังจากเข้าไปใกล้หลิวซื่อก็มองสำรวจนางอีกครั้ง “ข้าเคยได้ยินชื่อเสียงสกุลเฟิงแห่งป๋อไห่ของพวกเจ้ามานาน บิดาของเจ้าเคยเป็นเสนาบดีกรมทหาร มารดายังได้รับแต่งตั้งเป็นจวิ้นฟูเหรินเช่นเดียวกับข้าอีกต่างหาก”
เฟิงซุ่นอินหลุบตาลงมองชายกระโปรงของตนเอง “ล้วนแต่เป็นเรื่องในอดีตเจ้าค่ะ”
หลิวซื่อหัวเราะเบาๆ คล้ายไม่ได้เก็บมาใส่ใจเช่นกัน ก่อนชวนคุยต่อ “ถึงแม้ท่านผู้บัญชาการใหญ่จะกำหนดการแต่งงานนี้เพื่อเชื่อมสัมพันธ์กับจงหยวน แต่การที่เขาเลือกเจ้าก็แสดงว่าเจ้ากับท่านผู้บัญชาการมีวาสนาต่อกัน”
เฟิงซุ่นอินนึกค่อนขอดในใจ ย่อมมีวาสนา ทั้งยังรู้จักกันมานานแล้วด้วย…
อาจเพราะนางไม่พูดอะไร หลิวซื่อจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ไม่รู้ว่าสมัยเจ้ายังไม่ออกเรือนมีงานอดิเรกจำพวกใดบ้าง หากเพิ่งมาอยู่เหลียงโจวแล้วรู้สึกไม่คุ้นชิน เจ้าสามารถหาอะไรทำได้ เพียงไม่นานก็จะรู้สึกคุ้นชินขึ้นเอง”
คำถามฟังดูเหมือนถามตามมารยาททั่วไป แต่เฟิงซุ่นอินกลับใส่ใจ มือของนางคอยกุมตำราที่อยู่ในแขนเสื้อเล่มนั้นอยู่ตลอด เวลานี้ได้ยินเช่นนั้นจึงหยิบออกมา “เชิญฮูหยินผู้บัญชาการใหญ่ลองดูเจ้าค่ะ”
หลิวซื่อรับมา เห็นหน้าปกเขียนว่า ‘บันทึกสกุลเฟิง’ นางก็ถามอย่างแปลกใจ “นี่คืออะไร”
เฟิงซุ่นอินเอ่ย “นี่เป็นตำราที่เขียนขึ้นโดยเฟิงเหยี่ยน ผู้อาวุโสในตระกูลของข้า ครอบคลุมเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ สถานที่สำคัญ ข้อคิดเห็นต่างๆ รวมถึงเกร็ดประวัติน่าสนใจมากมาย ข้ามีความตั้งใจจะเลียนแบบ จึงอยากบันทึกสิ่งที่ได้พบเห็นด้วยตนเองเอาไว้บ้าง บางครั้งจึงยุ่งอยู่กับเรื่องนี้เจ้าค่ะ”
หลิวซื่อประหลาดใจ “เจ้ายังเขียนตำราเป็นด้วย?”
เฟิงซุ่นอินยิ้มบางๆ “เพียงเรื่องฆ่าเวลาเท่านั้นเองเจ้าค่ะ ที่จริงก็คิดไว้ว่าเมื่อมาอยู่เหลียงโจวน่าจะได้พบเห็นสิ่งใหม่ๆ จะได้เขียนเพิ่มลงไปอีก แต่ข้าเพิ่งมาถึงที่นี่ เกรงว่าหากออกจากจวนบ่อยๆ จะเป็นการไม่เหมาะสม”
หลิวซื่อไม่ถือสา “สตรีตระกูลสูงศักดิ์อย่างพวกเจ้าชอบมากกฎเกณฑ์ เรื่องแค่นี้จะยากอะไรกัน ท่านผู้บัญชาการก็มักมีกิจธุระออกไปข้างนอกอยู่แล้ว เจ้าติดตามเขาไปก็ได้ ถือเป็นช่วงข้าวใหม่ปลามัน อยู่ด้วยกันบ่อยๆ ไม่ดียิ่งหรือ”
เฟิงซุ่นอินคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะพูดเช่นนี้ นางเหลียวหลังไป “เช่นนี้ได้หรือเจ้าคะ”
มู่ฉางโจวคอยมองนางอยู่ตลอดตั้งแต่เห็นนางหยิบตำราเล่มนั้นออกมา เวลานี้เห็นนางหันหน้ามาทางเขา รูปโฉมงดงามอ่อนโยน แต่ในแววตาที่มองมานั้นกลับจริงจัง ไม่ใช่ท่าทีล้อเล่นแต่อย่างใด
เขามองสบตานางแล้วนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนผงกศีรษะด้วยรอยยิ้ม “ได้”
หลิวซื่อเอ่ยทันที “ตกลงกันตามนี้” พูดจบก็ส่งยิ้มให้เฟิงซุ่นอินอีกครั้ง “นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะมีความสามารถเพียงนี้ ท่านผู้บัญชาการเองก็เก่งกาจด้านบุ๋นพอดี ยิ่งเหมาะสมกันมากกว่าเดิม จริงสิ เจ้าอาจไม่รู้กระมัง สมัยก่อนท่านผู้บัญชาการเป็นถึงอัจฉริยะผู้สอบขุนนางได้อันดับสูงตั้งแต่ครั้งแรกเลยนะ”
เฟิงซุ่นอินคิดในใจว่า จะไม่รู้ได้อย่างไร เคยเห็นกับตาด้วยซ้ำ
หลิวซื่อเอ่ยต่อ “แต่ท่านผู้บัญชาการไม่ชอบพูดถึงเรื่องในอดีตสมัยเด็ก เช่นนั้นก็ไม่พูดถึงแล้ว”
เฟิงซุ่นอินชำเลืองมองไปทางด้านหลังอีกครั้ง มู่ฉางโจวยืนอยู่ตรงนั้นแต่ไม่ได้ตอบคำ ทั้งคล้ายยังมองนางอยู่
ผ่านไปราวสามถ้วยชา* การมาขอบคุณครั้งนี้ถึงนับว่าจบลง
ความจริงเป็นเพียงการพูดคุยเรื่อยเปื่อย อีกทั้งยังมีเพียงหลิวซื่อพูดเป็นหลัก
ก่อนกลับหลิวซื่อเรียกรั้งเฟิงซุ่นอินเอาไว้อีกครั้ง ก่อนหยิบกล่องไม้ยาวกล่องหนึ่งมาจากข้างที่นั่ง แล้วยัดใส่มือนางพร้อมกับตำราเล่มนั้นพลางกระซิบบางอย่าง
เฟิงซุ่นอินเอียงตัวไปทางขวา พยายามเข้าใกล้ให้มากที่สุดถึงฟังที่นางพูดออกว่า “สตรีตระกูลสูงศักดิ์อย่างพวกเจ้าต่างสำรวมกันเกินไป มิสู้อ่านตำราที่ข้าให้มากๆ กลับไปแล้วเรียนรู้ให้ดี ถึงจะจับท่านผู้บัญชาการได้อยู่หมัด”
หลิวซื่อพูดจบก็หัวเราะเบาๆ ออกมาอีกครั้งแล้วโบกมือ ไม่รอให้นางขอบคุณก็ลุกขึ้นเดินจากไปแล้ว
เฟิงซุ่นอินที่ประคองกล่องไม้กับตำราเหลียวหลังมองมู่ฉางโจวทีหนึ่ง อะไรเรียกว่าจับเขาได้อยู่หมัด…
สายตาของมู่ฉางโจวมองนางเพียงแวบเดียว ก่อนหันตัวกลับเดินออกไป
นางรีบไล่ตามไป พร้อมเก็บตำราเล่มที่พกมากลับเข้าไปในแขนเสื้ออีกครั้ง
ตลอดการเดินทางขากลับเป็นเหมือนกับตอนขามา ต่างฝ่ายต่างไร้ซึ่งคำพูดใด
เฟิงซุ่นอินนั่งอยู่ในรถม้าพลางคิดในใจ เขาควรจะสอบถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ถึงจะถูก
ไม่ผิดจากที่คาด หลังกลับถึงหน้าประตูจวนผู้บัญชาการ นางเพิ่งลงจากรถม้าด้วยตนเองก็ถูกมู่ฉางโจวขี่ม้ามาขวางไว้
“อินเหนียงมีงานอดิเรกด้านอักษรพวกนี้ตั้งแต่เมื่อไร” เขาเอ่ยปากถาม
วันนั้นหูเป้ยเอ๋อร์บอกว่านางพกต้นฉบับมาด้วย แต่มู่ฉางโจวไม่ได้เก็บมาใส่ใจ จนวันนี้ถึงเพิ่งรู้ว่าเป็นเรื่องจริง แต่เมื่อลองนึกย้อนไปตลอดทาง เขากลับจำไม่ได้ว่านางเคยแสดงความสนใจเรื่องพวกนี้มาก่อนในวัยเยาว์
เฟิงซุ่นอินเม้มริมฝีปาก “ไม่ได้พบหน้านานเจ็ดปี ขนาดพี่รองมู่ยังเปลี่ยนไปมากเช่นนี้ ข้าย่อมไม่ใช่ตัวข้าในอดีตแล้วเช่นกัน” นางเสริมในใจอีกประโยค นับประสาอะไรกับที่สมัยก่อนพวกเราเองก็ไม่นับว่ารู้จักกันดี
สายตาของมู่ฉางโจวตกลงบนมวยผมดกดำดุจปุยเมฆของนาง ตามด้วยมองสีหน้านิ่งสงบของนาง “ไม่ใช่ตัวเจ้าในอดีตแล้วจริงๆ”
เฟิงซุ่นอินได้ยินไม่ชัด นางเงยหน้ามองเขาทีหนึ่ง
มู่ฉางโจวที่นั่งตัวตรงอยู่บนหลังม้ากวักมือไปข้างหลัง
ชางเฟิงที่ออกมารอรับตรงประตูรีบก้าวขึ้นหน้าทันที
เขาเอ่ยสั่ง “ข้าจะไปที่ว่าการเดี๋ยวนี้ วันนี้ไม่ทันแล้ว แต่หลังจากนี้ทุกครั้งที่มีการลาดตระเวนหรือไปทำงานนอกเมืองจะต้องแจ้งบอกให้ฮูหยินร่วมเดินทางด้วย”
ชางเฟิงมองเฟิงซุ่นอินก่อนก้มหน้าขานรับ
สีหน้าของเฟิงซุ่นอินสดใสขึ้นทันตา นางยืนอยู่ด้านข้างด้วยท่าทีว่าง่ายยิ่ง
มู่ฉางโจวที่เตรียมตัวจากไปตวัดสายตามองกล่องไม้ในมือนางกะทันหัน “สิ่งของที่อยู่ข้างในแนะนำให้เจ้าไม่ต้องไปอ่านมัน คิดว่าเจ้าไม่จำเป็นต้องใช้” พูดจบเขาก็กระตุกบังเหียน ควบม้าจากไปแล้ว
พลทหารผู้ติดตามรีบไล่ตามไปทันที
เฟิงซุ่นอินมองตามทิศทางที่เขาจากไปด้วยความงุนงง เขาได้ยินอะไรเข้าแล้วหรือไร จู่ๆ พูดเรื่องพวกนี้ขึ้นมา…จากนั้นนางก็หันตัวกลับเดินเข้าจวนอย่างรวดเร็ว ตรงไปถึงเรือนหลัง
นางก้าวเดินเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าไปในห้องก่อนจะปิดประตูลง นางพลันปราดไปนั่งที่โต๊ะ วางกล่องไม้กับตำราลง หยิบตำราพับทบที่ตนเองเก็บเรียบร้อยออกมา
นางเอาตำราเล่มใหม่สุดมากางเปิด เป็นเล่มที่คืนนั้นนางเขียนคำว่า ‘ด่านฮุ่ยหนิง’ ลงไปสามตัวอักษร นางพับแขนเสื้อฝนน้ำหมึก หลับตาไล่เรียงภาพที่เห็นในตอนเข้าด่านวันนั้น ทหารรักษาการณ์มากเท่าไร การป้องกันเป็นอย่างไร…เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งนางก็หยิบพู่กันจุ่มน้ำหมึกจรดเขียนลงอย่างรวดเร็ว
ในไม่ช้าบนกระดาษก็เต็มไปด้วยข้อความหลายบรรทัด ทว่าเป็นเพียงคำบรรยายทั่วไป ไร้ถ้อยคำพูดถึงทหารรักษาการณ์กับการป้องกันสักครึ่งคำ นางวางพู่กันลง ถอนหายใจเบาๆ แล้วนึกถึงน้องชายเฟิงอู๋จี๋ขึ้นมา
ตั้งแต่คืนก่อนออกเดินทางจากฉางอัน เฟิงอู๋จี๋เคยแอบเอาพระราชโองการแต่งตั้งของฮ่องเต้มาให้นางอ่าน ตอนที่ได้เห็นประโยคในนั้นนางจึงใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะเขียนไว้ว่า
‘มีสายตาเฉียบคม หูที่เปิดกว้าง มองดูสถานการณ์รอบทิศ เพื่อสร้างความสงบแก่ดินแดน’
คาดว่าที่ฮ่องเต้ให้เขามารับตำแหน่งเสนาธิการงานพลาธิการในฉินโจวก็เพื่อให้เขาใช้ตำแหน่งคอยสอดส่องและรวบรวมข้อมูลเรื่องความมั่นคงของชายแดน และจุดยุทธศาสตร์ชายแดนที่สำคัญที่สุดซึ่งอยู่ติดกับฉินโจวก็คือดินแดนเหอซี ดังนั้นแล้วรอบด้านที่ต้องสังเกต อันดับแรกก็คือเหลียงโจว
เวลานั้นเฟิงอู๋จี๋เอาแต่โมโหกับเรื่องการแต่งงาน ความคิดอ่านไม่ได้อยู่ที่เรื่องนี้ คิดว่าหลังถูกนางตักเตือนน่าจะรู้สึกตัวขึ้นมาแล้ว
ถึงแม้ไม่เข้าใจว่าเหตุใดฮ่องเต้ถึงจัดแจงเช่นนี้ แต่เรื่องนี้สำหรับสกุลเฟิงแล้วคือโอกาสอันหาได้ยากยิ่ง เป็นความหวังที่จะพลิกฟื้นสถานการณ์ของตระกูลได้
เฟิงซุ่นอินวางพู่กันลงแล้วหยิบตำราพับทบเล่มอื่นมา หน้าปกของพวกมันเก่ามากแล้ว นางเปิดเล่มหนึ่งส่งๆ ในนั้นเขียนชื่อสถานที่เอาไว้ไม่น้อย บางสถานที่มีเขียนรายละเอียดกำกับด้านล่างจนเต็ม บางสถานที่มีเพียงไม่กี่ประโยค เป็นร่องรอยที่นางเหลือทิ้งเอาไว้ตั้งแต่หลายปีก่อน
นางไม่ชอบงานด้านอักษรจริงๆ แต่กลับชื่นชอบเรื่องทหารการศึกอันเป็นผลมาจากบิดา ไม่ว่าจะเป็นแนวป้องกัน สถานการณ์กองทัพ การจัดวางกำลัง หรือเสบียง…ที่สมัยเด็กนางชอบอยู่กับพวกพี่ชายน้องชายในตระกูลก็เป็นเพราะพวกเขาเต็มใจถกเรื่องพวกนี้กับนาง
การละเล่นเด็กๆ สมัยก่อนไม่เคยนึกเอาจริงเอาจัง แต่พอโตขึ้นนางจึงเริ่มเก็บข้อมูลและจดบันทึก สมัยนั้นมู่ฉางโจวออกจากเมืองหลวงไปนานแล้วย่อมไม่รับรู้
เพียงแต่ไม่นานหลังจากนั้นก็เจอกับการเปลี่ยนแปลงมหันต์ภายในตระกูลเข้า นางไปพำนักอยู่ที่อารามเต๋าตามลำพัง ตลอดหกปีไม่เคยย่างเท้าออกจากฉางอันอีกเลยแม้แต่ก้าวเดียว รวมถึงไม่เคยทำเรื่องพวกนี้อีก
ตำราบันทึกสกุลเฟิงเล่มนั้นก็แค่ฉากบังหน้า เดิมทีหลงคิดว่าวันนี้ไปเยือนจวนผู้บัญชาการใหญ่จะต้องสิ้นเปลืองกำลังในการยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดอยู่บ้างถึงจะได้รับความสะดวกในการสังเกตการณ์รอบด้าน นึกไม่ถึงว่าฮูหยินผู้บัญชาการใหญ่จะคาดหวังให้นางกับมู่ฉางโจวตัวติดกันตลอดเวลาอย่างยิ่ง มอบโอกาสให้นางเข้าใกล้กิจทหารตรงๆ
เฟิงซุ่นอินคิดมาถึงตรงนี้ก็เหยียดมุมปากยิ้ม ขณะยื่นมือไปเปิดกล่องไม้ที่หลิวซื่อมอบให้ใบนั้น แล้วก็เห็นว่าข้างในใส่ตำราเล่มหนึ่งเอาไว้ดังคาด
เมื่อเปิดออก แล้วเห็นว่าในตำรานั้นเป็นภาพเรือนร่างของบุรุษสตรีที่กระหวัดเกี่ยวกันแนบแน่น เปลือกตาของนางกระตุก รีบปิดตำราลงทันใด ดวงหน้าร้อนผ่าวขึ้นมา ถึงเพิ่งรู้ว่าในตำราอธิบายเกี่ยวกับเรื่องอะไร
ต่อมาก็นึกถึงประโยคที่มู่ฉางโจวพูดทิ้งไว้ก่อนจากไป ดวงหน้าของเฟิงซุ่นอินยิ่งร้อนฉ่าขึ้นกว่าเดิม นางพึมพำกับตนเอง “ไม่จำเป็นต้องใช้จริงๆ” พูดจบนางก็หยิบมันขึ้นมาแล้วลุกเดินไปที่ตู้ด้านข้าง จากนั้นจับยัดใส่ไว้ด้านล่างสุดทันที
* ฮั่น เป็นคำเรียกชนเผ่าหลักของประเทศจีน
* เหนียง เป็นคำเรียกต่อท้ายชื่อหญิงสาวในวัฒนธรรมจีนโบราณ มักใช้ในหมู่ญาติพี่น้องหรือผู้สนิทสนมเพื่อแสดงถึงความใกล้ชิดเอ็นดู
* เค่อ เป็นหน่วยเวลาของจีนสมัยโบราณ หมายถึงช่วงเวลาประมาณ 15 นาที
* ซื่อ ธรรมเนียมการเรียกขานสตรีที่แต่งงานแล้วของจีนจะใช้คำว่า ‘ซื่อ’ (แปลว่า นามสกุล) ต่อท้ายนามสกุลเดิมของสตรี บางครั้งอาจเพิ่มนามสกุลของสามีไว้หน้าสุดเพื่อระบุให้ชัดขึ้นก็มี
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 27 ก.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.