บทที่ 1 หิมะตกหนัก
เพิ่งพ้นช่วงส่งท้ายปีเก่าเข้าสู่รัชศกเซิ่งลี่ปีที่หนึ่ง หิมะหนาหนักก็โปรยปรายลงมาจากผืนฟ้า ท่ามกลางหมอกหิมะขาวโพลนเจดีย์พุทธตั้งตระหง่านสูงต่ำลดหลั่นกัน เมืองลั่วหยางราวกับแปรเปลี่ยนเป็นแดนเซียนในชั่วข้ามคืน หมิงหวาฉังเพียงเงยหน้าก็สามารถแลเห็นหงส์สีทองเสียดเมฆบนยอดตำหนักเทวาหมื่นลักษณ์* ทั้งที่เก้ามังกรล้วนเร้นในสายหมอกแล้ว แต่หิมะที่ตกหนักเพียงนี้ยังคงไม่อาจบดบังพลังความฮึกเหิมที่หมายจะกระพือปีกทะยานขึ้นฟ้าของหงส์ตัวนั้นได้
หมิงหวาฉังถอนสายตากลับมา นางถูกไอหนาวแช่เย็นจนจามคราหนึ่ง
เจาไฉพร่ำบ่นใส่นางเช่นเคย “คุณหนู ปกติท่านชอบนอนตื่นสายก็แล้วไปเถิด แต่วันนี้เป็นวันที่จะต้องคารวะฮูหยินผู้เฒ่านะเจ้าคะ เหตุใดท่านยังกล้านอนเลยเวลาอีก”
ชุดคลุมสีแดงสดแบบมีหมวกในตัวปกคลุมหมิงหวาฉังไว้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า บนนั้นประดับด้วยขนกระต่าย คอเสื้อที่มีขนนุ่มแน่นบดบังใบหน้านางกว่าครึ่งค่อน ทำให้แม้แต่เสียงพูดก็กลายเป็นไม่ชัดเจน
เจาไฉคล้ายได้ยินคุณหนูพูดบางอย่าง ทว่านางหันไปก็เห็นเพียงใบหน้าที่งามประณีตยิ่งกว่าภาพปีใหม่** นั้นซ่อนอยู่ท่ามกลางปุยขนสีขาว ดูไม่คล้ายกำลังพูดอยู่ นางนึกว่าเป็นเพราะข้างนอกลมแรงเสียจนตนเองฟังผิดไป จึงพร่ำบ่นคุณหนูต่อตามปกติ
“คุณหนู ท่านจะเอื่อยเฉื่อยเช่นนี้ต่อไปไม่ได้ จริงอยู่ว่าท่านเป็นถึงบุตรสาวฮูหยินบ้านใหญ่ของจวนเจิ้นกั๋วกง*** หรือก็คือคุณหนูสายตรงของเจิ้นกั๋วกง ที่ผ่านมาท่านไม่เอาใจใส่ก็ไม่มีใครกล้าว่าท่าน แต่ตอนนี้ใกล้วันปีใหม่ ท่านอายุสิบหกปีแล้ว ควรหาคู่ครองได้แล้วนะเจ้าคะ ฮูหยินด่วนจากไป การแต่งงานของท่านถึงอย่างไรก็ต้องให้ฮูหยินผู้เฒ่าช่วยจัดการ ขืนท่านยังไม่กระตือรือร้นขึ้นบ้าง ฮูหยินผู้เฒ่าจะนึกถึงท่านได้อย่างไรกัน”
ครั้นพูดจากเรื่องคารวะยามเช้ามาถึงเรื่องแต่งงาน เจาไฉก็เหมือนหีบเก็บคำพูดใบหนึ่งที่ถูกอ้ากว้าง เอ่ยไม่หยุดตั้งแต่เรื่องบรรดาคุณชายในเมืองลั่วหยางที่ยามนี้ยังไม่มีคู่หมั้นคู่หมาย จากนั้นก็เน้นย้ำเป็นพิเศษถึงชาติตระกูลที่โดดเด่นของหมิงหวาฉังแล้วสรุปปิดท้าย
“คุณหนู แม้ท่านไม่เคยชิงดีชิงเด่น ที่ผ่านมาคร้านจะแก่งแย่งชื่อเสียงด้านดีดพิณ เดินหมาก คัดอักษร และวาดภาพ แต่ท่านมีจวนกั๋วกงกับคุณชายรองอยู่ทั้งคน รับรองว่าท่านจะได้คู่ครองที่ดีแน่นอนเจ้าค่ะ”
เจาไฉ เจ้าช่างสมกับเป็นสาวใช้ของข้าจริงๆ ‘ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง’ ก็ยังพูดเกลาคำให้น่าฟังได้ถึงขั้นนี้ ในเสินตู**** มีตระกูลขุนนางคับคั่ง ผู้มีบรรดาศักดิ์สูงก็ดาษดื่น คุณหนูตระกูลโด่งดังยิ่งมีมากเข้าไปใหญ่ ข้าหมิงหวาฉังไม่เคยแก่งแย่งชื่อเสียงด้านดีดพิณ เดินหมาก คัดอักษร และวาดภาพ ใช่เป็นเพราะข้าไม่อยากหรือ
กระทั่งสาวใช้คนสนิทที่ลำเอียงเข้าข้างกันจนไร้ขอบเขตนับไปนับมาก็ยังรู้ว่าข้อได้เปรียบเพียงหนึ่งเดียวของหมิงหวาฉังอยู่ที่ชาติตระกูล เห็นชัดว่าหมิงหวาฉังผู้นี้เป็นปลาเค็ม***** ระดับต้นตำรับเพียงใด
หมิงหวาฉังถอนหายใจ แม้แต่เจาไฉยังมีใจรักความก้าวหน้ายิ่งกว่านาง นี่ทำให้นางเกิดความละอายเล็กน้อย แน่นอนว่านางไม่ได้ละอายที่ตนเองไม่ขยันขันแข็ง แต่รู้สึกผิดที่นางอาจทำให้เจาไฉผิดหวังเสียแล้ว
เพราะว่า…แม้แต่ข้อได้เปรียบด้านชาติตระกูลข้อนี้ก็ไม่เหลือแล้ว
วันนี้ที่หมิงหวาฉังตื่นสายไม่ใช่เพราะขี้เซาเสียทีเดียว แต่ยังเป็นเพราะเมื่อคืนนางฝันร้าย ในความฝันนั้นมีหญิงงามผอมเพรียวท่วงทีอ่อนช้อยดุจกล้วยไม้ผู้หนึ่งมาถึงสกุลหมิง บอกว่าตนเองต่างหากคือคุณหนูหมิง ทั้งยังนำหลักฐานออกมาแสดง
หลังจากเกิดความโกลาหล เจิ้นกั๋วกงบิดานางก็เดินออกมาจากเรือนชั้นใน เห็นทีคงจะตรวจสอบชัดเจนแล้ว จึงบอกเล่าอดีตช่วงหนึ่งด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
ครั้งนั้นหวังอวี๋หลันฮูหยินของเจิ้นกั๋วกงได้ให้กำเนิดฝาแฝดหงส์มังกร* ที่หาได้ยากยิ่ง แฝดชายคนพี่ให้ชื่อว่าหมิงหวาจาง แฝดหญิงคนน้องให้ชื่อว่าหมิงหวาฉัง น่าเสียดายที่หวังอวี๋หลันตกเลือดหลังคลอด ไม่ทันได้เห็นบุตรก็หมดสติไปก่อน ด้วยเหตุนี้จึงเปิดโอกาสให้บ่าวชั่วก่อเรื่อง ตอนที่เจิ้นกั๋วกงตั้งชื่อให้บุตรไม่รู้เลยว่าแฝดหญิงคนน้องได้ถูกสลับตัวไปก่อนแล้ว
บ่าวชั่วผู้นี้คือหญิงสกุลซูแม่นมของหวังอวี๋หลัน คนในเรือนชั้นในล้วนเรียกนางอย่างยกย่องว่าซูหมัวมัว** นางเป็นบ่าวอยู่ในจวนชนชั้นสูง แต่ความจริงแล้วบ้านเกิดที่ชนบทก็มีที่นา ในท้องที่นั้นนับได้ว่าพอจะมีทรัพย์สิน
ทว่าทรัพย์สินเพียงเท่านี้วางตรงหน้าจวนกั๋วกงย่อมดูไม่เข้าขั้น บังเอิญสะใภ้ของซูหมัวมัวคลอดบุตรสาว ซูหมัวมัวที่ถูกภูตผีล่อลวงจิตใจจึงลอบนำมาสลับกับแฝดหญิงคนน้อง ทำให้หมิงหวาฉังซึ่งเดิมทีควรเป็นบุตรหลานบ้านชาวนาได้มาเสพสุขลาภยศที่เมืองลั่วหยางนานสิบเจ็ดปี ส่วนคุณหนูจวนกั๋วกงตัวจริงกลับต้องตกอับอยู่กับชาวบ้านสามัญชน หยั่งรากอยู่ชนบทบ้านนอก กลายเป็นเพียงซูอวี่จี้หลานสาวของบ่าวผู้หนึ่ง
สิบเจ็ดปีให้หลังซูอวี่จี้ผู้เติบโตในบ้านชาวนาทว่ายังคงโดดเด่นผู้นั้นรับรู้ทุกสิ่งแล้วก็มาที่สกุลหมิงด้วยตนเอง จวนเจิ้นกั๋วกงจึงค่อยรู้เอาป่านนี้ว่าคุณหนูสายเลือดฮูหยินที่อยู่ร่วมกันมาสิบเจ็ดปีถึงกับเป็นตัวปลอม
หลังความจริงเปิดเผย เสียงเอ็ดอึงก็ดังทั่วสกุลหมิง เจิ้นกั๋วกงถึงขั้นจะให้บ่าวจัดรถม้าส่งหมิงหวาฉังกลับบ้านชาวนาสกุลซูไปเสียเดี๋ยวนั้น สุดท้ายหมิงหวาจางผู้เป็นเจิ้นกั๋วกงซื่อจื่อ*** ไม่อาจทนดู จึงออกหน้ายับยั้งไว้ เจิ้นกั๋วกงจึงได้ฝืนใจเลิกล้มความคิด
ถึงกระนั้นหมิงหวาฉังก็ยังคงถูกขับไล่ไปอยู่เรือนปีกตามยถากรรม ซูอวี่จี้คุณหนูตัวจริงได้กลับคืนสู่วงศ์ตระกูล เปลี่ยนมาใช้สกุลหมิงดังที่ควรจะเป็นแต่แรก ส่วนหมิงหวาฉังในฝันร้ายนั้นก็ยังคงเป็นปลาเค็มไม่เปลี่ยนแปลง ทุกวันกินๆ นอนๆ ไม่มีอะไรที่ปลงไม่ตก
นี่ช่างมีความเป็นหมิงหวาฉังยิ่งนัก ไม่ว่าชีวิตจะราบรื่นหรือมีอุปสรรคล้วนยืนหยัดที่จะไม่ขวนขวายตลอดไป ดังนั้นในคืนวันเพ็ญคืนหนึ่งหลังจากนางนอนลงจึงต้องตายไปอย่างเงียบเชียบ
ถึงขั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองตายได้อย่างไร
หลังสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย หมิงหวาฉังหวาดผวาท่ามกลางความมืดพักใหญ่ ความเจ็บปวดราวลำไส้ขาดนั้นคล้ายยังตกค้างอยู่ในร่างกายเนิ่นนานไม่จางหาย นางจับจ้องมุ้งแพรอยู่ครึ่งคืน จวบจนฟ้าสางจึงเพิ่งจะหลับตาลงได้
เพียงแต่ไม่ทันไรนางก็ถูกเจาไฉกับจิ้นเป่าปลุกให้ออกมาคารวะฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว
เมื่อคืนคิดอยู่ครึ่งค่อนคืน เช้านี้พอหมิงหวาฉังออกจากห้องจึงเยือกเย็นขึ้นมาก ทว่านางยังคงขบคิดไม่แตกว่าใครกันต้องการจะสังหารนาง เหตุใดจะต้องสังหารนางด้วย
ก่อนหน้าที่หมิงหวาฉังจะถูกเปิดโปงฐานะ นางเป็นเพียงสาวน้อยธรรมดาๆ เป็นบุตรหลานขุนนางที่มีความดีความชอบในเมืองลั่วหยางผู้หนึ่งเท่านั้น เจิ้นกั๋วกงหมิงไหวยวนบิดานางเป็นขุนนางเก่าในรัชสมัยของเกาจงฮ่องเต้ ยามนี้ฮ่องเต้หญิงอู่จ้าวกุมอำนาจปกครอง สกุลหมิงไม่ได้รับความสำคัญอีก ยังดีที่มีร่มเงาของบรรพชนจึงไม่นับว่าตกอับ ในเมืองลั่วหยางตระกูลเช่นนี้สามารถคว้าได้เป็นกำมือ ไม่มีอะไรพิเศษจริงๆ
หวังอวี๋หลันมารดานางเป็นคนสกุลหวังแห่งเมืองไท่หยวน เป็นหนึ่งในห้าแซ่เจ็ดสายตระกูลซึ่งเป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ มีเกียรติภูมิสูงส่งอย่างยิ่ง ทว่าตระกูลขุนนางเก่าแก่ได้ถูกเกาจงฮ่องเต้กับฮ่องเต้หญิงอู่จ้าวกดข่มจนเหลือแต่เปลือกกลวงมานานแล้ว บัดนี้เพียงมีชื่อเสียงชวนฟัง ไม่อาจส่งผลกระทบทางการเมืองใดๆ ได้อีก
บิดากับมารดานางมีบุตรด้วยกันทั้งสิ้นสามคน บุตรชายคนโตไม่อาจเลี้ยงดูให้อยู่รอด ตายจากไปด้วยวัยเพียงสองขวบ บุตรที่เหลืออีกสองคนก็คือฝาแฝดหงส์มังกรคู่นี้
น่าเสียดายที่มารดาลาโลกไปหลังให้กำเนิดฝาแฝดหงส์มังกร นางกับพี่ชายฝาแฝดเพิ่งเกิดมาก็ขาดมารดา บิดาสูญเสียทั้งบุตรและภรรยาจึงทะนุถนอมนางกับพี่ชายอย่างยิ่ง เรียกได้ว่าทั้งรักและตามใจ เพื่อนางกับพี่ชายแล้วบิดาถึงกับไม่แต่งภรรยาใหม่ หลายปีมานี้ทุ่มเทเลี้ยงดูนางกับพี่ชายเท่านั้น ไม่มีแม้แต่บุตรอนุ
แม้บิดาจะสืบทอดบรรดาศักดิ์เจิ้นกั๋วกงมาหลายปี แต่เนื่องจากหมิงเจิ้งซื่อ* ท่านย่าของนางยังอยู่ ท่านอารองหมิงไหวหย่วนที่เกิดจากอนุกับท่านอาสามหมิงไหวหานที่เกิดจากท่านย่าจึงยังพำนักอยู่ด้วยกันไม่ได้แยกบ้าน ท่านอารองกับท่านอาสามล้วนแต่งภรรยาแล้ว ต่างก็มีบุตรทั้งชายและหญิง
นี่คือเรื่องราวเกี่ยวกับคนในสกุลหมิงทั้งหมด นับว่าไม่ซับซ้อน ขณะนั้นหมิงหวาฉังก็คิดขึ้นได้ว่า…บ้านรองกับบ้านสามต้องการจะสังหารนางใช่หรือไม่
มีความเป็นไปได้ ซูหมัวมัวกล้าบังอาจสับเปลี่ยนสายเลือดของจวนกั๋วกง ในตัวหมิงหวาฉังมีสายเลือดที่ต่ำช้าเช่นนี้ไหลเวียนอยู่ จะคู่ควรพำนักอยู่ในสกุลหมิงต่อได้อย่างไร
หรือไม่…ถ้าฆาตกรเป็นซูอวี่จี้คุณหนูตัวจริงผู้นั้นเล่า
ก็ฟังขึ้นเช่นกัน อย่างไรเสียหมิงหวาฉังก็ใช้ฐานะญาติกำมะลอมาเสวยสุขในเมืองลั่วหยางแทนที่อีกฝ่าย ตอนนี้ยังจะทำหน้าหนาเกาะสกุลหมิงต่อ หากอีกฝ่ายจะโมโหลงมือกับนางก็เป็นเหตุผลที่เข้าใจได้
หรือไม่…ก็อาจเป็นเจิ้นกั๋วกงบิดานางกับหมิงหวาจางพี่ชายฝาแฝด
ดูเหมือนทุกคนล้วนมีแรงจูงใจ แต่ก็ไม่มีใครที่ใช่อย่างแน่นอน บ้านรองกับบ้านสามช้าเร็วจะต้องแยกบ้านออกไปจากจวนกั๋วกง ผู้ที่ซูหมัวมัวสับเปลี่ยนคือสายเลือดของเจิ้นกั๋วกง ไม่ใช่ของพวกเขาเสียหน่อย พวกเขาจะสอดมือเข้ามาด้วยเหตุใดกัน หากพูดอย่างไม่น่าฟังสักหน่อย ต่อให้มุ่งหวังในทรัพย์สินบรรดาศักดิ์ บ้านรองกับบ้านสามก็ควรวางยาพิษหมิงหวาจาง มาวางยาพิษนางมีประโยชน์อันใด
คุณหนูตัวจริงซูอวี่จี้บุกกลับมาอย่างดุดัน โค่นล้มคุณหนูตัวปลอมหมิงหวาฉังคนนี้ได้อย่างง่ายดายดั่งหักไม้ผุ นางเป็นเสมือนฝุ่นผงที่ถูกกวาดกระเด็นไปอยู่เรือนปีก อีกทั้งสงบเสงี่ยมเจียมตน ไม่ก่อเรื่องไม่เล่นเล่ห์ อีกฝ่ายมีความจำเป็นอะไรจะต้องขุดรากถอนโคนนางอีกเล่า
ส่วนหมิงหวาจางยิ่งไม่มีความจำเป็นเข้าไปใหญ่ หากเขาอยากให้นางตายจริงๆ แค่เมื่อแรกไม่ต้องยับยั้งเจิ้นกั๋วกงก็พอ ให้นางกลับสกุลซูไปทันทีแล้วค่อยทำให้เกิดอุบัติเหตุระหว่างทางหรือที่สกุลซูก็ได้ รับรองว่านางจะหายสาบสูญไปชนิดที่เทพไม่รู้ผีไม่เห็น เหตุใดเขาจะต้องทำสิ่งที่เกินจำเป็น ให้นางอยู่สกุลหมิงต่อ จากนั้นทำให้ครอบครัวของเขาเองต้องสกปรกแปดเปื้อน
ถ้าเช่นนั้นเป็นเจิ้นกั๋วกงหรือ หมิงหวาฉังลองคิดดูแล้วก็ไม่อาจนึกภาพออกว่าบิดาที่ตอบสนองทุกข้อเรียกร้องและโอนอ่อนผ่อนตามนางเสมอมาจะใจร้ายใจดำเช่นนี้ได้ลงคอ
มีความผูกพันฉันพ่อลูกมาหลายปีเพียงนี้ เจิ้นกั๋วกงจะแค้นจนสังหารนางทิ้งเพียงเพราะนางถูกผู้ใหญ่อุ้มสลับตัวมาหลอกสกุลหมิงเชียวหรือ การตามใจและอยู่เคียงข้างในฐานะบิดาตลอดหลายปีมานี้ล้วนเป็นเรื่องหลอกลวงหรือไร
หมิงหวาฉังคิดจนปวดศีรษะ นางไม่ชอบความรู้สึกเช่นนี้สักนิดเดียว…ความรู้สึกที่ต้องหวาดระแวงว่าทุกคนรอบตัวอยากจะสังหารนางใช่หรือไม่
มิใช่นางไม่เคยสงสัยว่าความฝันเมื่อคืนเป็นจริงหรือเท็จ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นละเอียดชัดเจนเกินไป ในความฝันอิริยาบถเล็กๆ น้อยๆ ยามที่เจิ้นกั๋วกงพูดจาตลอดจนอากัปกิริยาของคนรอบตัวนางล้วนเหมือนในโลกความจริงไม่มีผิด! จนกระทั่งตอนนี้นางก็ยังจำรูปโฉมของซูอวี่จี้คุณหนูตัวจริงได้แจ่มชัด
เป็นไปได้หรือไม่ว่าในความฝันจะปรากฏใบหน้าของคนที่ตนไม่รู้จัก หมิงหวาฉังไม่รู้คำตอบ ตอนนี้เองหางตานางเหลือบไปเห็นทางแยกสายหนึ่งด้านข้าง ท่วงท่านางชะงักเล็กน้อย จากนั้นฝีเท้าก็เปลี่ยนทิศทันใด
เจาไฉยังคงอยู่ด้านหน้าพลางแจกแจงคุณชายแต่ละตระกูลที่อยู่ในวัยเหมาะสมที่จะแต่งงาน พอได้สติกลับมาก็พบว่าด้านหลังว่างเปล่าเสียแล้ว นางตกใจจนสะดุ้ง เหลียวมองหาจนพบว่าคุณหนูหอบหายใจพลางเดินจ้ำไปอีกทางก็รีบไล่ตามไป
“คุณหนู โถงเหยียนโซ่วอยู่ทางนี้ นี่ท่านจะไปที่ใดเจ้าคะ”
หมิงหวาฉังไม่อาจลืมความเจ็บปวดยามสิ้นใจในความฝัน และไม่ยินดีจะระแวงสงสัยญาติที่อยู่ร่วมกันทุกเช้าค่ำ นางต้องการจะไปพิสูจน์บางอย่าง ไปดูว่าความฝันเมื่อคืนเป็นจริงหรือเท็จกันแน่
นางจำได้ชัดเจน ในความฝันหลังจากนางถูกเปิดโปงฐานะได้ย้ายไปพำนักที่เรือนปีก ในลานเรือนนั้นมีต้นกุ้ยสูงใหญ่ต้นหนึ่ง กลิ่นหอมกำลังอบอวลทั่วลาน ก่อนที่นางจะเข้านอนยังตั้งใจเก็บรวบรวมกลีบดอกกุ้ยที่ร่วงหล่น คิดว่าวันรุ่งขึ้นจะทำขนมดอกกุ้ย*
ทว่าหลังจากนั้นนางก็ไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีก ตอนที่นางสิ้นลมยังคงมีกลิ่นหอมระรวยของดอกกุ้ยวนเวียนที่ปลายจมูก
หมิงหวาฉังไม่อาจทนกับความหวาดระแวงเช่นนี้ต่อไป นางจะไปที่เรือนปีกแห่งนั้น ไปดูว่าที่แท้มีต้นกุ้ยอยู่จริงหรือไม่
แถวนี้เงียบเชียบหลบมุม มีคนผ่านมาน้อย หิมะที่สะสมบนทางเดินจึงยังไม่มีคนเก็บกวาด เท้าหมิงหวาฉังเหยียบลงไป หิมะถึงกับกลบน่อง ทว่านางไม่หวั่นไหว ยังคงก้าวยาวมุ่งหน้าไปยังเรือนในความทรงจำ
เจาไฉไล่ตามมา ติดตามทุกฝีก้าวของหมิงหวาฉังอย่างกินแรง “คุณหนู นี่ท่านจะทำอะไรเจ้าคะ”
หมิงหวาฉังไม่พูดไม่จา ข้างหน้าคือเรือนปีกที่นางฝันว่าถูกขับไล่มาอยู่ที่นี่ นางไม่ให้โอกาสตนเองลังเล ออกแรงผลักเปิดประตูลานเรือนทันที
ด้านในปกคลุมด้วยหิมะ ประตูจึงเปิดไม่ง่ายดาย หมิงหวาฉังออกแรงสุดชีวิตค่อยแง้มเปิดประตูได้เป็นช่องเล็กๆ เจาไฉมองอยู่ด้านหลังก็ร้อนใจ รีบเดินขึ้นหน้ามาช่วยผลักประตู
“คุณหนู เหตุใดท่านนึกถึงสถานที่เช่นนี้ขึ้นมาเล่า หากท่านชอบบ่าวจะเรียกบ่าวรับใช้มากวาดหิมะเดี๋ยวนี้ ท่านระวังด้วย อย่าได้หกล้มไปเชียว”
หมิงหวาฉังไม่มีเวลาสนใจคำพูดพร่ำบ่นของเจาไฉ เพราะนางกำลังเพ่งมองภาพตรงหน้า และสูญเสียความสามารถในการพูดไปแล้ว
เดือนหนึ่งเหมันต์หนาว ในลานเรือนไม่มีสีเขียวใดๆ ให้เห็น มีแต่ต้นไม้ไร้ใบต้นหนึ่งอยู่ริมหน้าต่าง แม้ทิวทัศน์ต่างจากในความฝันอย่างมาก ทว่าหมิงหวาฉังแยกแยะร่องรอยที่คุ้นตาบนลำต้นของต้นไม้นั้นได้แล้ว
มิผิด คือที่นี่ นางจำได้ชัดเจนว่าในความฝันตนเองเขย่าต้นกุ้ยให้กลีบดอกร่วงลงมา เคยเห็นบนลำต้นมีรอยบากยาวเท่าปากชามหนึ่งรอย ขนาดกับตำแหน่งของรอยบากนี้เหมือนกับในความฝันไม่มีผิด รวมไปถึงการตกแต่งในลานเรือนกับรูปแบบเรือน…
หมิงหวาฉังไหล่ลู่ลงอย่างห่อเหี่ยว รู้ว่าโชคไม่เข้าข้างนางอีกแล้ว หลายปีมานี้นางได้เจิ้นกั๋วกงประคองอยู่ใจกลางฝ่ามือ ไม่เคยย่างเท้ามาที่เรือนเปลี่ยวห่างไกลเพียงนี้มาก่อน แต่หากความฝันคือสิ่งที่ตัวนางแต่งขึ้นส่งเดช เช่นนั้นนางจะหยั่งรู้ล่วงหน้าได้อย่างไร แม้กระทั่งรอยบากบนต้นกุ้ยที่อยู่ในลานเรือนกับทิศทางที่ตัวเรือนหันออกก็ยังฝันเห็นเหมือนต้นแบบได้ทุกประการเชียวหรือ
ดังนั้นนั่นไม่ใช่ความฝันที่คิดขึ้นเอง แต่เป็นความจริง หรือเรียกได้ว่า…ฝันบอกเหตุ
เจาไฉยังอยู่ด้านหลังพึมพำว่าจะเรียกคนมากวาดหิมะ หมิงหวาฉังจึงผ่อนลมหายใจคราหนึ่งก่อนเอ่ยเสียงเบา
“ไม่ต้องแล้ว”
เจาไฉฟังไม่ถนัด ยื่นหน้ามาใกล้ก่อนถาม “อะไรนะเจ้าคะ”
“ไม่ต้องเรียกมาแล้ว วุ่นวายคนอื่นเปล่าๆ” หมิงหวาฉังหันกายยกชายชุดคลุมพลางเดินโอนเอนมุ่งไปทางโถงเหยียนโซ่ว “จะสายแล้ว รีบไปคารวะท่านย่ากันดีกว่า”
เจาไฉรีบมาพยุงด้านข้างหมิงหวาฉัง กระชับคอเสื้อขนกระต่ายของคุณหนูให้มิดชิด “คุณหนู ไม่ต้องร้อนใจ ท่านคือบุตรสาวคนเดียวของกั๋วกง คือไข่มุกสกาวบนฝ่ามือคนสกุลหมิง ไปคารวะเร็วขึ้นหรือช้าลงจะมีอะไรหนักหนา ท่านเดินช้าๆ หน่อย อย่าได้ต้องลมเย็นจนเป็นหวัด หากท่านชอบต้นกุ้ยต้นนั้น บ่าวจะสั่งให้คนย้ายไปปลูกที่เรือนท่านเดี๋ยวนี้”
“อย่าเชียว” หมิงหวาฉังรีบตัดบทเจาไฉแล้วเอ่ยเบาๆ “เจาไฉ ต่อไปเจ้าเองก็สำรวมหน่อย อย่าพูดจาวางโตข่มคนอื่นติดปากทั้งวัน”
เจาไฉถูกอบรมจนมึนงง “วางโตข่มคนอื่น? แค่เรื่องปกติทั่วไปเท่านั้น วางโตข่มคนอื่นเมื่อใดกันเจ้าคะ”
หมิงหวาฉังส่ายหน้าเล็กน้อย ไม่ได้อธิบายให้มากความ ตอนนี้นางคือฝาแฝดหงส์มังกรผู้สูงส่งของจวนเจิ้นกั๋วกง ไปคารวะสายหน่อยหรือพูดจาวางโตหน่อยก็ไม่มีใครติดใจ แต่เมื่อใดที่นางถูกเปิดโปงว่าเป็นตัวปลอม เมื่อนั้นเรื่องปกติทั่วไปก็จะกลายเป็นยันต์คร่าชีวิต
จนบัดนี้หมิงหวาฉังยังไม่รู้ว่าตนเองจะตายอย่างไร ถูกลงมือเมื่อใด ที่ใด โดยสิ่งใด และมีผู้ใดอยู่หลังม่าน นางล้วนไม่มีเบาะแส ตกลงว่านางไปล่วงเกินเทพเซียนองค์ใดกัน ถึงทำให้อีกฝ่ายต้องการจะสังหารนางทิ้งให้สาแก่ใจ
จริงด้วย นางจำได้ว่าในความฝันซูอวี่จี้กลับมาตอนอายุสิบเจ็ดปี นางกับซูอวี่จี้อายุเท่ากัน ปีนี้นางอายุสิบหกปี นั่นหมายความว่าอย่างมากมีเวลาถึงปีหน้า นางก็จะต้องไปสวรรค์เสียแล้ว
หมิงหวาฉังถูใบหน้าตนเองอย่างปวดใจ นางเป็นแค่ตัวไร้ประโยชน์ที่แสนจะธรรมดา รู้จักแต่กินรอความตายเพียงเท่านั้น ชั่วชีวิตสิบหกปีนอนได้ก็จะนอน ไม่เคยลุกขึ้นมาแก่งแย่งชิงดีกับใคร คนกลุ่มเดียวที่เคยล่วงเกินก็น่าจะเป็นอาจารย์ที่สอนดีดพิณ เดินหมาก คัดอักษร วาดภาพ และงานเย็บปักถักร้อยให้นาง มีความขุ่นแค้นอะไรมาหารือกันสักนิดไม่ได้หรือ เหตุใดจะต้องสังหารนางด้วย
หมิงหวาฉังพกพาความปวดใจนี้เดินหน้าบึ้งตึงเข้าสู่โถงเหยียนโซ่ว สาวใช้ในเรือนฮูหยินผู้เฒ่าหมิงเห็นคุณหนูมาถึงก็รีบออกมาต้อนรับ ช่วยเลิกผ้าม่านให้อย่างกระตือรือร้น
“คุณหนูรอง ในที่สุดท่านก็มา ฮูหยินผู้เฒ่าบ่นถึงหลายครั้งแล้ว เอ๊ะ? เหตุใดมือคุณหนูต้องความเย็นจนแดงได้ รีบเข้ามาด้านในเร็วเถิดเจ้าค่ะ”
ภายในโถงหมิงอวี๋นั่งคุกเข่าอยู่ข้างตั่ง กำลังช่วยทุบน่องให้ฮูหยินผู้เฒ่าหมิง ส่วนหมิงซั่วซบอกออดอ้อนฮูหยินสามอยู่ ครั้นเห็นหมิงหวาฉังมาถึง หมิงซั่วก็แค่นเสียงคราหนึ่งแล้วลุกขึ้นยืนอย่างไม่เต็มอกเต็มใจ
หมิงหวาฉังปลดชุดคลุมที่เต็มไปด้วยหิมะออก ยืนอย่างมั่นคงแล้วคารวะทักทายสตรีในโถงตามลำดับ “ข้ามาสาย คารวะท่านย่า ท่านอาสะใภ้รอง ท่านอาสะใภ้สาม อรุณสวัสดิ์พี่หญิงใหญ่ น้องหญิงสาม”
ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงมารดาของเจิ้นกั๋วกงกวาดตามองหมิงหวาฉังเงียบๆ คราเดียวก็ถอนสายตาพลางเอ่ยอย่างสงบนิ่ง
“นั่งเถิด บ่าวเบื้องล่างรับใช้อย่างไร เหตุใดมือของนางหนูรองถึงต้องความเย็นจนแดงได้”
แม้หมิงหวาฉังจะเป็นบุตรสาวคนเดียวของเจิ้นกั๋วกง แต่เพราะยามนี้สกุลหมิงยังไม่ได้แยกบ้าน นางจึงนับลำดับรวมกับพี่สาวน้องสาวในบ้านรองกับบ้านสาม จึงมีลำดับอาวุโสเป็นลำดับที่สอง
เจาไฉรีบคุกเข่าขออภัย หมิงหวาฉังก็เอ่ยชี้แจง “เรียนท่านย่า อย่าตำหนินางเลย เป็นเพราะระหว่างทางข้าเห็นหิมะแล้วห่วงแต่เล่น จึงหยุดแวะครู่หนึ่ง ต้องโทษหลานที่เกเร ไม่เกี่ยวกับนางเจ้าค่ะ”
นี่เป็นบุตรสาวคนเดียวที่บุตรชายคนโตของตนให้กำเนิด มิหนำซ้ำตั้งแต่เกิดมาก็ขาดมารดา ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงจึงไม่สะดวกใจจะควบคุมเท่าไรนัก เพียงกล่าวขึ้น
“ในเมื่อเจ้าขอความเมตตา เช่นนั้นก็แล้วไปเถิด เป้าฉิน จงนำเตาอุ่นมือมาให้คุณหนูรองอุ่นมือ”
เป้าฉินทำความเคารพก่อนเยื้องย่างออกไป ไม่ช้าก็ประคองเตาอุ่นมือเคลือบทองลายวิหคบุปผากระหวัดเถาองุ่นใบหนึ่งกลับมาแล้วคุกเข่าข้างกายหมิงหวาฉังอย่างนอบน้อม
“คุณหนูรอง โปรดยกมือ”
หมิงหวาฉังมองดูเป้าฉินสาวใช้ใหญ่ที่เก่งกาจที่สุดข้างกายผู้เป็นย่า จากนั้นก็นึกถึงชื่อสาวใช้สี่คนของตน…เจาไฉ จิ้นเป่า จี๋เสียง และหรูอี้* แล้วถอนหายใจยาวให้กับตนเองที่ด้อยความรู้
หมิงหวาฉังยกมือขึ้น เป้าฉินก็ประคองเตาอุ่นมือมาข้างหน้า บรรจงคลึงนิ้วมือที่เย็นจนแข็งทื่อเล็กน้อยของคุณหนูรองอย่างนุ่มนวล ความจริงแล้วหมิงหวาฉังอยากพูดเหลือเกินว่าไม่ต้องยุ่งยาก รินชาร้อนถ้วยหนึ่งมาให้นางถือก็ใช้ได้แล้ว ทว่าอยู่ต่อหน้าผู้เป็นย่า นางไม่กล้าทำตัวหยาบคายเช่นนั้น จึงอดทนรับการปรนนิบัติที่สุภาพพิถีพิถันของสาวใช้ไปเงียบๆ
ก่อนที่หมิงหวาฉังจะเข้ามา คนในโถงสนทนากันอยู่ ตอนนี้ทุกคนนั่งลงอย่างเรียบร้อย จ้าวซื่อฮูหยินบ้านรองจึงรีบยกหัวข้อสนทนาเมื่อครู่มาพูดต่อ
“ท่านแม่ ได้ยินว่าอีกไม่กี่วันองค์หญิงไท่ผิงจะจัดงานเลี้ยงที่คฤหาสน์เฟยหง คุณชายตระกูลสูงต้องไปร่วมงานแน่ บุตรสาวสามคนของบ้านเราล้วนยังไม่ออกเรือน ท่านแม่เจ้าคะ ท่านเห็นว่างานเลี้ยงที่คฤหาสน์เฟยหงนี้…”
ฮูหยินรองจ้าวซื่อกล่าวถึงตรงนี้ ไม่เพียงแต่หมิงอวี๋บุตรสาวของนางที่ชะงักไป สองแม่ลูกบ้านสามเองก็เงยหน้าเพ่งมองไปทางฮูหยินผู้เฒ่าหมิงเช่นกัน ความคาดหวังของทุกคนเอ่อท้นโดยไม่ต้องเอ่ยคำ
บัดนี้องค์หญิงไท่ผิงคือองค์หญิงที่กระหยิ่มยิ้มย่องได้มากที่สุด ไม่เพียงเป็นบุตรสาวคนเดียวที่เหลืออยู่ของฮ่องเต้หญิงอู่จ้าว แต่ยังเป็นสะใภ้ของสกุลอู่ ได้เข้านอกออกในวังหลวง มีหน้ามีตาเหนือผู้ใด แม้แต่หวงฉู่** กับชายาก็ทาบนางไม่ติด นางจัดงานเลี้ยง ฝ่ายเครือญาติสกุลหลี่ของต้าถังราชวงศ์เดิมไม่มีใครกล้าไม่ไปให้เกียรติ ฝ่ายชินอ๋อง*** กับจวิ้นอ๋อง**** สกุลอู่ของต้าโจวราชวงศ์ปัจจุบันก็จะต้องไปร่วมงานเช่นกัน จึงกล่าวได้ว่านี่เป็นโอกาสเลือกคู่ครองที่ดีที่สุดของแม่นางทั้งหลายในเมืองลั่วหยาง
ปีนี้หมิงอวี๋บุตรสาวบ้านรองอายุสิบเจ็ดปี หมิงซั่วบุตรสาวบ้านสามอ่อนกว่า ทว่าก็อายุสิบสามปีแล้ว ล้วนอยู่ในช่วงเหมาะสมของการหารือเรื่องหมั้นหมายแต่งงาน หากได้ไปงานเลี้ยงที่คฤหาสน์เฟยหงขององค์หญิงไท่ผิงแล้วต้องตาพระญาติสักคน ได้โบยบินเข้าราชวงศ์ไปในคราวเดียว เช่นนั้นครึ่งชีวิตหลังก็จะมั่นคงแล้ว
ดวงตาสี่คู่ฉายแสงแรงกล้า จดจ่อเฝ้ารอฮูหยินผู้เฒ่าหมิงเอ่ยปาก แม้กระทั่งพวกสาวใช้ต่างก็เงี่ยหูลอบฟัง ในโถงนี้คงจะมีแต่หมิงหวาฉังที่ไม่สนใจงานดูตัว อ้อ ไม่ใช่ งานเลี้ยงที่คฤหาสน์เฟยหง
นางจะตายในปีหน้านี้แล้ว หารือเรื่องแต่งงานอะไรกัน แต่งเข้าราชวงศ์จะช่วยคุ้มครองชีวิตนางได้หรือ
ไม่ได้สักหน่อย ไม่แน่อาจได้ตายเร็วยิ่งกว่าเดิม ฮ่องเต้ต้าโจวสูงวัยแล้ว เรื่องรัชทายาทจะใช้สกุลอู่หรือสกุลหลี่ยังคงถกเถียงในราชสำนักไม่เลิกรา มิหนำซ้ำเรื่องนี้ฮ่องเต้ก็ไม่เคยแสดงท่าทีแน่ชัด ขืนไม่ระวังแต่งงานไปผิดฝ่าย อย่าว่าแต่ลาภยศสรรเสริญ เกรงว่าชีวิตของคนทั้งตระกูลก็ต้องถูกฝังร่วมไปด้วย
เห็นได้ชัดว่าฮูหยินผู้เฒ่าหมิงนึกถึงเรื่องนี้เช่นกัน นางเคยเผชิญผ่านมรสุมเลือดช่วงรัชศกฉุยก่ง ยังคงใจสั่นกับวันเวลาที่ผู้คนเพียงพูดไม่เข้าหูเบื้องสูงก็จะถูกตัดศีรษะถูกเนรเทศช่วงนั้นอยู่ บัดนี้ฮ่องเต้สูงวัย ต้าโจวเดินทางมาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญอีกครา ใครจะรู้เล่าว่าถัดจากนี้โชคชะตาเข้าข้างฝ่ายใด
ก่อนที่สถานการณ์จะชัดเจน ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงจึงไม่ยินดีจะวางเดิมพันเร็วนัก ทว่าองค์หญิงไท่ผิงส่งเทียบเชิญมาคือการให้เกียรติ ใครจะกล้าไม่ไปเล่า
ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงลำบากใจอยู่บ้าง ครั้นกวาดตาไปเห็นหมิงหวาฉังที่ตั้งใจมองแต่เล็บ ไม่ได้คิดจะไขว่คว้าหาความก้าวหน้าโดยสิ้นเชิง นางก็ตัดสินใจได้ในชั่วพริบตา
“เป็นเกียรติของสกุลหมิงที่องค์หญิงไท่ผิงเห็นความสำคัญส่งเทียบเชิญมา แต่คฤหาสน์เฟยหงอยู่บนภูเขาเส้นทางแคบ รถม้าสัญจรได้ยาก พวกบุรุษขี่ม้าก็แล้วไป แต่พวกสตรีไม่สะดวกจริงๆ”
คนบ้านรองกับบ้านสามฟังมาถึงตรงนี้ล้วนทำหน้าเสียดาย รู้ว่างานเลี้ยงที่คฤหาสน์เฟยหงพวกนางอดไปเสียแล้ว แต่หารู้ไม่ว่าคำพูดถัดไปของฮูหยินผู้เฒ่าหมิงกลับพลันพลิกเปลี่ยน
“เจ้ารองขี่ม้ายิงธนูได้ช่ำชอง มีชื่อเสียงด้านความสามารถมาแต่ไหนแต่ไร พอดีไปงานเลี้ยงนี้จะได้รู้จักสหายเพิ่มหลายคน นางหนูรอง เจ้าก็ไปด้วยกันกับพี่ชายเจ้าแล้วกัน”
หมิงหวาฉังอึ้งงัน ยังนึกว่าตนเองฟังผิดไป “ข้า?”
บังเอิญแท้ ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงเพิ่งจะเอ่ยถึงเจ้ารอง เสียงรายงานด้วยความยินดีของสาวใช้ก็ดังมาจากนอกประตู
“ฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าคะ คุณชายรองมาแล้ว”
ม่านประตูถูกเลิกขึ้น สายลมหนาวหอบพาหิมะเข้ามาด้วย พัดกลิ่นกำยานที่อบอุ่นทว่าอุดอู้ในโถงจนสลายหายไป หมิงหวาฉังหันหลังไปก็เห็นเงาร่างสีแดงเข้มผึ่งผายเดินผ่านด้านหลังฉากกั้นฉลุลาย มือที่เรียวยาวไร้ตำหนิกำลังรวบม่านลูกปัดแก้ว เล็บสั้นของเขาถึงกับวาววามกว่าลูกปัดแก้วที่ผ่านการเผาจนเกิดลายริ้วน้ำแข็ง
ลูกปัดแก้วหลากสีกระทบกันเสียงดัง ส่งเสียงกังวานใสไม่ขาดระยะ ใบหน้าเบื้องหลังม่านนั้นถูกลูกปัดแก้วสีวิจิตรขับเน้นให้ยิ่งแลดูเย็นยะเยือกกว่าหิมะ ประหนึ่งหยกขาวที่ถูกเลี่ยมขอบทอง นัยน์ตาดำขลับของเขาเพียงกวาดมาเรียบๆ ก็ฉายรัศมีทั่วโถง แผ่สีสันไร้ที่สิ้นสุด
หนุ่มน้อยไม่ได้แยแสสายตาภายในโถงที่คล้ายถูกผนึกจนแข็งไปแล้ว เขาปล่อยม่านลูกปัดแก้วลง ประสานมือให้ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงซึ่งนั่งอยู่ด้านบน
“ข้าหวาจางขอคารวะท่านย่า”
บทที่ 2 พี่ชาย
หลังหมิงหวาจางเข้ามา บรรยากาศในโถงก็ไม่เหมือนเดิม หมิงซั่วที่เดิมทีเอนซบอกมารดาอยู่พลันนั่งเรียบร้อย พยายามวางท่าเป็นคุณหนูผู้สง่างาม ส่วนหมิงอวี๋ยังคงแสดงความกตัญญูอยู่ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าหมิง ทว่าแสดงสีหน้าท่าทางมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แทบอยากจะป่าวร้องออกมาว่านางคือหลานกตัญญู
พวกสาวใช้ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง แต่ละคนเผยรอยยิ้มขลาดเขิน แววตาดุจระลอกน้ำฤดูสารท พินิจมองหมิงหวาจางครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างข่มใจไม่ไหว มีเพียงหมิงหวาฉังที่ยังคงเป็นปลาเค็มนิ่งสนิท ท่าทีบ่งชัดว่าต่อให้ภูเขาไท่ซานถล่มลงตรงหน้าก็ทำอะไรนางไม่ได้ มิหนำซ้ำยังฉวยจังหวะที่ผู้อื่นไม่สังเกตเห็นลอบหาวไปหนึ่งครา
หลายปีเพียงนี้นางเห็นจนชินชามานานแล้ว
ฝาแฝดหงส์มังกรคือเรื่องมงคลมาแต่ไหนแต่ไร หลังจากสกุลหมิงได้ฝาแฝดหงส์มังกร ข่าวคราวก็แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว ทุกครั้งที่มีแขกมาเยือน นางกับหมิงหวาจางล้วนต้องถูกเรียกออกมาทักทายแขก คุณหนูบ้านอื่นอิจฉาที่นางมีพี่ชายฝาแฝด หารู้ไม่ว่าความจริงแล้วนางกับหมิงหวาจางไม่ได้สนิทสนมกัน
หมิงหวาฉังไม่เคยเห็นมารดา ส่วนหมิงหวาจางก็ถูกอุ้มไปอบรมเลี้ยงดูที่เรือนชั้นนอกตั้งแต่เล็ก ในความทรงจำของนางมีภาพที่นางเล่นด้วยกันกับหมิงหวาจางน้อยยิ่ง เพียงได้พบกันตอนที่มาคารวะผู้ใหญ่ สองคนจึงไม่ได้ใกล้ชิดกันมากไปกว่าญาติผู้พี่ญาติผู้น้องทั่วไปสักเท่าใด
นี่ไม่ใช่เพราะเจิ้นกั๋วกงเลือกปฏิบัติ กลับกันเขาทะนุถนอมฝาแฝดคู่นี้อย่างยิ่ง เสื้อผ้า อาหาร ที่พัก และการเดินทาง ต้องการสิ่งใดล้วนให้สิ่งนั้น ด้านการศึกษาก็ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว จ่ายเงินก้อนโตเชิญอาจารย์ที่ดีที่สุดมาสอนศาสตร์ทั้งหกของสุภาพชน* รวมถึงดีดพิณ เดินหมาก คัดอักษร และวาดภาพ ตั้งใจจะบ่มเพาะให้ทั้งสองเป็นบุรุษกับสตรีผู้มากความสามารถ กลายเป็นแบบอย่างในหมู่ฝาแฝดหงส์มังกร
ทว่าสองพี่น้องกลับมีอุปนิสัยต่างกันโดยสิ้นเชิง คนพี่หมิงหวาจางพากเพียรมีวินัย เรียนเสร็จยังเป็นฝ่ายขอเรียนเพิ่ม ไม่ว่าจะสี่ตำราห้าคัมภีร์ ** ไปจนถึงศาสตร์ทั้งหกของสุภาพชนและศาสตร์การต่อสู้ ไม่มีสักแขนงที่ไม่แตกฉาน ส่วนคนน้องหมิงหวาฉังแสนจะเชี่ยวชาญด้านการให้อภัยตนเอง ไม่ว่าจะดีดพิณ เดินหมาก คัดอักษร วาดภาพ หรืองานเย็บปักถักร้อย อย่างใดเรียนได้ก็เรียน เรียนไม่ได้ก็แล้วไป เจิ้นกั๋วกงเองก็ไม่อาจหักใจบีบบังคับบุตรสาว ถูกนางออดอ้อนทีไรเขาก็มักจะใจอ่อนแล้ว
ภายใต้การตามใจเช่นนี้นี่เอง หมิงหวาจางจึงเติบโตมาเป็นคุณชายหน้าหยกผู้เพียบพร้อมทั้งบุ๋นบู๊ลือนามทั่วเมืองหลวง เป็นบุรุษในฝันของสตรีครึ่งเมืองฉางอันเมืองหลวงเก่ากับเมืองลั่วหยางเมืองหลวงปัจจุบัน ส่วนหมิงหวาฉัง…กลับเติบโตมาเป็นปลาเค็มตัวหนึ่ง
เมื่อก่อนหมิงหวาฉังยังนึกแปลกใจ เหตุใดความแตกต่างระหว่างพี่น้องร่วมอุทรถึงห่างไกลกันเพียงนี้ ตอนนี้นางเข้าใจเสียที ที่แท้ปัญหาอยู่ที่นาง คุณหนูตัวจริงซูอวี่จี้ที่มาภายหลังผู้นั้นก็เป็นคนเก่งรอบด้านเช่นกัน
หมิงหวาฉังเอาแต่คิดเรื่อยเปื่อย ไม่ทันระวังจนหาวกว้างไปสักหน่อย ทางด้านหมิงหวาจางพอคารวะฮูหยินผู้เฒ่าหมิงเสร็จก็นั่งลง สาวใช้ก็รีบยกน้ำชามาให้เขา ตอนที่วางถ้วยชาเขาผงกศีรษะให้สาวใช้เล็กน้อยเป็นการขอบคุณ ทว่าดวงตาดุจหยกสีน้ำหมึกของเขาเคลื่อนผ่านไปโดยไม่มีอารมณ์หวั่นไหวใดๆ ทั้งสิ้น
นี่เป็นเพียงมารยาทที่เขาได้รับการอบรมมา ไม่ว่าผู้ที่ยกน้ำชามาให้เขาจะเป็นชายหรือหญิง หรือแม้กระทั่งเป็นสัตว์ตัวหนึ่งก็ไม่มีอะไรต่างกัน เขาเยือกเย็นราวหยกสลัก ต่อให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นหอมกรุ่นเช่นนี้ก็ยังคงเยือกเย็นดังเดิม เว้นแต่ตอนที่กวาดตาผ่านสาวน้อยฝั่งตรงกันข้าม สายตาของเขาถึงได้ชะงักค้าง ขมวดคิ้วเล็กน้อย
อากัปกิริยานี้ของหมิงหวาจางทำให้คนทั้งโถงพากันมองมาตามสายตาของเขา
หมิงหวาฉังกำลังลอบหาว นางแทบไม่ได้หลับตานอนทั้งคืน มิหนำซ้ำในโถงของเรือนฮูหยินผู้เฒ่าหมิงก็จุดถ่านไฟเต็มที่ นางถูกรมด้วยกลิ่นกำยานที่อบอุ่นจนง่วงงุนขึ้นทุกขณะ หากมาคารวะยามเช้าแล้วถูกผู้อื่นจับได้ว่างัวเงียคงจะขายหน้าแย่ นางจึงออกแรงหยิกตนเองหนึ่งครั้ง กระตุ้นเตือนตนเองว่าจะสัปหงกไม่ได้ แต่พอเงยหน้ากลับพบว่าคนทั้งหมดล้วนมองนางอยู่
ใบหน้านางแข็งทื่อทันใด เริ่มกวาดตาไปรอบด้านอย่างงุนงงและระวังตัว สุดท้ายก็สบกับสายตาของหมิงหวาจางเข้าพอดี
นางเพิ่งจะหาวเสร็จ ทำให้ดวงตาเอ่อคลอด้วยน้ำ ท่าทางอึ้งงันเช่นนี้ช่างคล้ายกวางน้อยที่ได้รับความตื่นตระหนกแล้วคิดหมายจะแสร้งตาย หมิงหวาจางจึงเบนสายตาออกโดยไม่แสดงสีหน้าท่าทางใด ท่ามกลางความเงียบนั้นฮูหยินผู้เฒ่าหมิงเป็นคนแรกที่เอ่ยปากช้าๆ
“นางหนูรอง เป็นอะไรไป เมื่อคืนหลับไม่สนิทหรือ”
กลัวสิ่งใดก็พบสิ่งนั้นจริงๆ เสียด้วย หมิงหวาฉังฝืนทำใจสู้ เค้นรอยยิ้มก่อนตอบว่า “ไม่ใช่เจ้าค่ะ ข้าแค่ฝันร้ายจึงใจลอยเล็กน้อย เป็นที่ขบขันของท่านย่าแล้ว”
อันที่จริงฮูหยินผู้เฒ่าหมิงไม่ได้ใส่ใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ แต่ในเมื่อเอ่ยต่อหน้าหมิงหวาจางแล้วก็ต้องถามไถ่สักหน่อย
“ฝันร้ายอะไร หนักหนาหรือไม่ จะต้องดื่มยาสักสองสามเทียบหรือไม่เล่า”
อย่าเชียว! หมิงหวาฉังได้ยินว่าจะต้องดื่มยาก็มีสีหน้าขมขื่น ตอนนี้นางกลัวการดื่มยาเป็นที่สุด จึงรีบปฏิเสธเจตนาดีของฮูหยินผู้เฒ่าหมิงอย่างนุ่มนวล
“ขอบคุณท่านย่ามากเจ้าค่ะ ไม่ต้องยุ่งยากเช่นนี้ ข้ากลับไปนอนสักตื่นก็ดีขึ้นเอง”
ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงรู้ว่าหมิงหวาฉังเหมือนก้อนแป้งที่อ่อนยวบไร้ปณิธาน มีดีแค่นิสัยไม่คิดเล็กคิดน้อย ทำให้กินได้ดีนอนได้ดีเป็นพิเศษ ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงจึงพยักหน้าเงียบๆ ไม่ได้ซักไซ้ต่อ หันไปมองหมิงหวาจางที่อยู่อีกด้านแทน
“เจ้ารอง องค์หญิงไท่ผิงจะจัดงานเลี้ยงที่คฤหาสน์เฟยหง เจ้าคิดเห็นอย่างไร”
จริงอยู่ที่หมิงหวาจางเป็นบุตรชายคนเดียวของเจิ้นกั๋วกง ทว่าเหนือขึ้นไปยังมีพี่ชายคนโตที่จากไปแต่เล็ก ในหมู่พี่ชายน้องชายเขาจึงมีลำดับอาวุโสเป็นลำดับที่สอง
หมิงหวาจางผงกศีรษะตอบเสียงเรียบ “ข้าทราบเรื่องแล้ว ได้ยินว่าคราวนี้ฝ่าบาทมีพระเมตตา อนุญาตให้บุตรชายของหวงฉู่ไปร่วมงานเป็นพิเศษ ข้าจึงอยากจะไปร่วมงานเลี้ยงเปิดหูเปิดตาบ้างขอรับ”
หมิงหวาจางยินดีจะไป ตรงกับใจฮูหยินผู้เฒ่าหมิงพอดี เพียงแต่นางไม่รู้ว่าบุตรชายของหวงฉู่จะไปด้วย
หวงฉู่ถูกฮ่องเต้กักบริเวณในวังนับสิบกว่าปี แม้แต่บุตรชายบุตรสาวของเขาก็ไม่อาจโชคดีรอดพ้น ล้วนถูกกักบริเวณอยู่ในวัง ปกติไม่อาจติดต่อกับภายนอก เห็นทีว่าองค์หญิงไท่ผิงเป็นที่โปรดปรานจริงๆ ถึงกับทำให้ฮ่องเต้ใจดีมีเมตตาขึ้นมาได้
ต่อให้ผู้ที่ได้ออกจากวังไม่ใช่ตัวหวงฉู่เอง แต่เป็นแค่พวกบุตรชายก็ยังดี
ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงถาม “เป็นจวิ้นอ๋องคนใดบ้างหรือ”
“หลินจืออ๋องกับปาหลิงอ๋องขอรับ”
ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงรับคำ ไม่รู้ว่าผิดหวังหรือผ่อนคลาย “แล้วพระราชนัดดาองค์โตเล่า”
หมิงหวาจางนั่งตัวตรงดุจพู่กัน มือที่เรียวยาววางบนหน้าตัก ชุดยาวคอกลมสีแดงเข้มขับเน้นสีผิวของเขาให้แลดูขาวอย่างยิ่ง ยามนั่งเป็นสง่าอยู่ข้างโต๊ะไม้จันทน์ประหนึ่งหยกสลักที่ถูกขับเน้นให้เรืองรอง
“พระราชนัดดาองค์โตต้องแสดงความกตัญญูอยู่ในวัง ไม่อาจปลีกตัวได้”
ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงผงกศีรษะช้าๆ ในใจใคร่ครวญความนัยในการกระทำนี้ของฮ่องเต้ ทว่าฮ่องเต้พระองค์นี้เป็นฮองเฮามายี่สิบแปดปี เป็นไทเฮามาสามปี และเป็นฮ่องเต้มาสิบปี เหลี่ยมเล่ห์ลึกล้ำยิ่งกว่ามหาสมุทร นางมองเจตนาของฮ่องเต้ไม่ออกจริงๆ จึงทำเพียงถอนใจก่อนเอ่ยขึ้น
“เอาเถิด หลังวันปีใหม่ได้ผ่อนคลายทั้งที เจ้าก็ถือเสียว่าไปหย่อนใจ ทำความรู้จักคนรุ่นราวคราวเดียวกัน”
ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงเลิกคาดเดาเจตนาของฮ่องเต้ แม้แต่เสนาบดีขุนนางโด่งดังมากมายเพียงนั้นก็ยังอ่านฮ่องเต้ไม่ทะลุปรุโปร่ง แล้วฮูหยินผู้เฒ่าหมิงจะทำสำเร็จไปได้อย่างไร นางปลอบใจตนเอง ต่อให้ฮ่องเต้ไม่คิดจะคืนตำแหน่งให้หวงฉู่ การให้หมิงหวาจางไปรู้จักกับคนหนุ่มที่มีความรู้ความสามารถไว้บ้าง ปูทางเข้าไปเป็นขุนนางในอนาคตก็ดีเช่นกัน
เพียงแต่…ในฐานะครอบครัวของขุนนางเก่ารัชสมัยเกาจงฮ่องเต้ ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงไม่เห็นฝ่ายอ๋องสกุลหลี่ได้อำนาจเสียที ในใจก็รู้สึกขมเฝื่อน
สกุลหมิงตกอยู่สถานะนี้ต้องเล่าย้อนไปสิบกว่าปีก่อนตั้งแต่ต้าโจวของสกุลอู่จะชิงบัลลังก์ต้าถังของสกุลหลี่
เดิมทีฮ่องเต้องค์ปัจจุบันคือฮองเฮาของเกาจงฮ่องเต้แห่งต้าถัง ต่อมานางเป็นไทเฮาแล้วชิงบัลลังก์จากมือบุตรชายขึ้นเป็นฮ่องเต้แห่งต้าโจว นับตั้งแต่นางกุมอำนาจ เชื้อพระวงศ์สกุลหลี่ที่มีอยู่แต่เดิมก็กลายเป็นหนามตำตาที่สั่นคลอนการปกครองของนาง ช่วงรัชศกฉุยก่งที่นางเป็นไทเฮามาจนถึงปีแรกของรัชศกเทียนโซ่วที่นางขึ้นเป็นฮ่องเต้เสียเองนั้น เหล่าเชื้อพระวงศ์เก่าถูกสังหารจนเกือบหมดสิ้น ส่วนบุตรชายของนาง…หวงฉู่ที่เคยเป็นฮ่องเต้บนบัลลังก์ ทว่าถูกนางดึงลงมาผู้นั้นก็กลายเป็นการมีอยู่ที่แสนจะกระอักกระอ่วน
หวงฉู่กตัญญูต่อมารดาอยู่แต่ในวังมาสิบกว่าปี ขุนนางเบื้องนอกทั้งอยากจะพบเขาและกลัวที่จะพบเขา ไม่ง่ายกว่าฮ่องเต้จะใจอ่อนยอมปล่อยบุตรชายของหวงฉู่ออกมาสูดอากาศ นึกไม่ถึงว่าผู้ที่ได้ออกมาคราวนี้จะไม่ใช่บุตรคนโตที่เกิดจากชายาของหวงฉู่ แต่เป็นหลินจืออ๋องกับปาหลิงอ๋องบุตรอนุคนที่สามกับคนที่สี่
ไม่ใช่ทั้งบุตรคนโตและบุตรสายเลือดชายาเอก ไม่อาจเป็นตัวแทนของหวงฉู่ได้ ต่อให้ได้ออกมาร่วมงานเลี้ยงจะมีประโยชน์อะไรเล่า
เจิ้นกั๋วกงคนแรกของสกุลหมิงถวายการรับใช้มาตั้งแต่รัชสมัยไท่จงบิดาของเกาจงฮ่องเต้แล้ว มีความเกี่ยวพันใกล้ชิดกับราชวงศ์มาหลายปี สร้างความดีความชอบไว้ไม่น้อย จนมาถึงรุ่นของหมิงไหวยวนก็เคยเป็นองครักษ์ของรัชทายาทจางไหว* ผู้สืบทอดเดิมของเกาจงฮ่องเต้
เดิมทีนี่เป็นเส้นทางที่ทอดสู่ชั้นเมฆอย่างมั่นคง ใครจะรู้เล่าว่าจู่ๆ ฮ่องเต้หญิงจะโผล่มาตัดอนาคตอันสดใสของสกุลหมิง ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงทอดถอนใจ สกุลหมิงเสียหายสาหัสนัก หลายปีมานี้หมิงไหวยวนอยู่ในราชสำนักกลายเป็นคนไร้อำนาจโดยสิ้นเชิง รับงานที่ทั้งเหนื่อยยากและไม่ได้ความดีความชอบ ปีนี้แม้แต่ช่วงฉลองวันปีใหม่ก็กลับเมืองหลวงมาไม่ทัน
วงศ์ตระกูลไม่รุ่งเรือง แต่การได้เห็นหลานชายที่โดดเด่นอย่างหมิงหวาจางค่อยทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงสบายใจขึ้นได้บ้าง นางจึงเอ่ยกับเขา
“ข้าอายุปูนนี้คร้านจะเดินทางแล้ว เจ้ารอง งานเลี้ยงที่คฤหาสน์เฟยหงเจ้าเป็นคนพานางหนูรองไปแล้วกัน บนภูเขามีหิมะตก เส้นทางคงสัญจรไม่ง่าย เจ้าจงระวังมากหน่อย”
ให้หมิงหวาจางเป็นตัวแทนจวนเจิ้นกั๋วกงไปงานเลี้ยงย่อมไม่มีใครคัดค้าน ส่วนที่เจาะจงให้หมิงหวาฉังไปด้วยนั้นฮูหยินผู้เฒ่าหมิงย่อมพิจารณาดีแล้ว
ประการแรกพวกเขาพี่น้องเป็นฝาแฝดหงส์มังกร นำพาเรื่องมงคลเป็นที่ถูกใจของผู้สูงศักดิ์ ประการที่สองมรสุมกำลังจะมาเยือนราชสำนัก แม้ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงไม่อยากวางเดิมพันล่วงหน้า ทว่าลู่ทางก็ควรเตรียมไว้ก่อน ให้หมิงหวาจางไปผูกไมตรีในหมู่คุณชาย ให้หมิงหวาฉังไปสืบข่าวในหมู่คุณหนู เช่นนี้ทั้งดูไม่กระตือรือร้นเกินไปและไม่ตกเป็นที่ติฉินนินทาของผู้อื่น วางตัวในตำแหน่งที่กำลังเหมาะสม ส่วนเหตุใดถึงไม่ส่งหลานสาวคนโตกับคนเล็กไปนั้น…แน่นอนว่าเป็นเพราะหมิงหวาฉังซื่อตรงมากพอ ย่อมไม่อาจเอื้อมมีความคิดที่ไม่พึงมี
งานเลี้ยงคราวนี้จะจัดนานถึงสามวัน หนุ่มสาวจำนวนมากปานนั้นต้องมากินเลี้ยงอย่างรื่นเริงบนภูเขา ถ้าหากบุตรสาวสกุลหมิงไปมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับจวิ้นอ๋องคนใดเข้า ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงคงต้องกระอักเลือดเป็นแน่
หมิงหวาจางประสานมือตอบรับ สายตากวาดผ่านหมิงหวาฉังโดยไม่ปิดบังแววคัดค้าน “ขอบคุณท่านย่าที่เตือน แต่เรื่องที่จะให้นางไปด้วย…”
หมิงหวาฉังเงยหน้าโดยพลันแล้วสบตากับหมิงหวาจางตรงๆ
หมิงหวาจางช่างสมกับฉายาคุณชายหน้าหยก คิ้วกระบี่เนตรดารา สันจมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากเม้มเบาๆ เป็นรูปโฉมที่ล้ำเลิศอย่างยิ่ง ทว่าชั่วขณะนี้ในดวงตาของเขาฉายแววตรวจสอบติติง ดูเอาใจยาก ทั้งยังเยียบเย็นราวกับหิมะกองหนึ่ง แต่กลับชวนให้ผู้อื่นรู้สึกว่าท่าทีเฉยเมยถือตัวของเขานี้มีเหตุผลสมควรอยู่
ในสมองของหมิงหวาฉังพลันผุดภาพดวงตาในความฝันคู่นั้น
ในความฝันท่าทางของเขาก็ดูเย็นชาห่างเหินเช่นเดียวกันนี้ ทว่าตอนที่คนทั้งหมดชี้นิ้ววิพากษ์วิจารณ์นาง มีเพียงเขาที่ก้าวออกมาคัดค้านเจิ้นกั๋วกงที่ยืนกรานจะขับไล่นางออกไปว่า ‘นางไม่ได้ทำอะไรผิด ความผิดอยู่ที่แม่นมสกุลซู ไม่เกี่ยวกับนาง แม่นางน้อยที่ไร้เรี่ยวแรงกระทั่งจะมัดไก่ผู้หนึ่งออกไปอยู่ข้างนอกจะปกป้องตนเองได้อย่างไร ให้นางรั้งอยู่ในจวนกั๋วกงเถิด’
หมิงหวาฉังรู้สึกว่าลำพังคำพูดนี้ของเขา นางก็ยินดีเชื่อว่าคนที่จะเอาชีวิตนางต้องไม่ใช่เขาแน่ นางจึงรีบเอ่ยยับยั้งก่อนที่คำปฏิเสธของเขาจะออกจากปาก
“ข้าอยากจะไปงานเลี้ยงที่คฤหาสน์เฟยหงเพิ่มพูนความรู้ พี่รองพาข้าไปด้วยกันจะได้หรือไม่”
ตอนนี้หมิงหวาฉังเป็นนกหวาดเกาทัณฑ์* ไม่รู้ว่าใครต้องการจะสังหารนาง และไม่รู้ว่านางจะตายด้วยสิ่งใด นี่ทำให้นางต้องเริ่มใคร่ครวญทุกคนรอบตัวอย่างห้ามไม่อยู่
ท่านอารองเกิดจากอนุ บ้านรองจึงมีฐานะต่ำกว่าผู้อื่นหนึ่งขั้น แต่คนบ้านรองล้วนเย่อหยิ่ง มองนางอย่างดูแคลนว่าเป็นหมอนปักลาย** ท่านอาสามเป็นบุตรคนเล็กที่เกิดจากท่านย่า บ้านสามจึงเป็นที่รักอย่างยิ่ง หมิงซั่วยิ่งถูกเลี้ยงดูจนลำพองตั้งแต่เล็ก ไม่ว่าสิ่งใดล้วนต้องได้สิ่งที่ดีที่สุด ต่อให้หมิงหวาฉังเป็นคนสบายๆ ก็ยังมิวายกระทบกระทั่งกับหมิงซั่วหลายครั้ง
ก่อนที่จะฝันบอกเหตุ หมิงหวาฉังเพียงรู้สึกว่าฟันยังมีเวลาที่กัดถูกลิ้น คนครอบครัวเดียวกันทะเลาะเบาะแว้งกันก็ปกติยิ่ง ทว่าตอนนี้เหตุขัดอกขัดใจที่เคยดูไม่ร้ายแรงกลับกลายมาเป็นแรงจูงใจที่จะสังหารกันได้ ท่านอาสะใภ้รอง ท่านอาสะใภ้สาม พี่หญิงใหญ่หมิงอวี๋ น้องหญิงสามหมิงซั่ว และน้องชายในบ้านรองกับบ้านสาม ทุกคนคล้ายมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นคนร้าย
ทั้งยังมีบ่าวกับผู้ดูแลฝ่ายต่างๆ ในจวนกั๋วกงอีก…เมื่อก่อนไม่ได้คิดอย่างละเอียด หมิงหวาฉังรู้สึกว่าตนเองอัธยาศัยดียิ่ง แต่ตอนนี้…นางเพิ่งจะตระหนักว่าตนเองคล้ายเคยล่วงเกินคนไม่น้อย
ในจวนที่ใหญ่โตนี้นางกล้าเชื่อใจหมิงหวาจางเท่านั้น ตอนนี้เจิ้นกั๋วกงปราบโจรอยู่ข้างนอกยังไม่กลับมา หมิงหวาจางจะต้องออกไปร่วมงานเลี้ยง นางจะกล้ารั้งอยู่ในจวนเพียงลำพังได้อย่างไร
ต่อให้ต้องขึ้นภูเขาดาบลงทะเลเพลิง นางก็จะขอติดตามหมิงหวาจางออกไปด้วยกันให้จงได้!
* ตำหนักเทวาหมื่นลักษณ์ (วั่นเซี่ยงเสินกง) เรียกอีกชื่อว่าหอหมิงถัง คือหอบูชาฟ้าที่อู่จ้าว (อู่เจ๋อเทียนหรือบูเช็กเทียน) ให้สร้างขึ้นในวังหลวงจื่อเวยเมืองลั่วหยาง เป็นสิ่งปลูกสร้างไม้ขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก
** ภาพปีใหม่ เป็นศิลปะพื้นบ้านอย่างหนึ่ง หมายถึงภาพวาดที่ใช้ประดับตกแต่งในช่วงเทศกาลปีใหม่เพื่อความสวยงามและเป็นสิริมงคล ส่วนใหญ่เป็นภาพเทพเซียน ภาพวิถีชีวิต ภาพหญิงงาม และภาพจากวรรณกรรมชื่อดัง
*** กง คือขั้นสูงสุดในบรรดาศักดิ์ขุนนางห้าขั้นของจีน ได้แก่ กง โหว ป๋อ จื่อ หนาน ตามลำดับ โดยกั๋วกงเป็นลำดับสูงสุดในขั้นกง มักแต่งตั้งให้เชื้อพระวงศ์หรือขุนนางผู้มีคุณความชอบ
**** เสินตู คืออีกชื่อของเมืองลั่วหยางที่อู่เจ๋อเทียนเป็นผู้ก่อตั้ง มีความหมายว่าราชธานีแห่งเสินโจว (คำเรียกแผ่นดินจีนในสมัยโบราณ)
***** ปลาเค็ม เป็นคำสแลง เปรียบเปรยถึงคนที่อยู่เฉย ไม่ขวนขวาย ไม่มีความใฝ่ฝัน
* ฝาแฝดหงส์มังกร คือฝาแฝดชายหญิง
** หมัวมัว เป็นคำเรียกหญิงสูงวัย มีความหมายหลากหลาย ทั้งย่า ยาย แม่นม ป้า และยังเป็นคำเรียกหญิงรับใช้อาวุโสในเชิงยกย่อง รวมถึงนางข้าหลวงอาวุโสในวังด้วย
*** ซื่อจื่อ เป็นคำเรียกทายาทที่จะสืบทอดบรรดาศักดิ์ ปกติคือบุตรชายคนโตที่เกิดจากภรรยาเอก
* ธรรมเนียมการเรียกขานสตรีที่แต่งงานแล้วของจีนจะใช้คำว่า ‘ซื่อ’ แปลว่านามสกุล ต่อท้ายนามสกุลเดิมของสตรี บางครั้งอาจเพิ่มนามสกุลของสามีไว้หน้าสุดเพื่อระบุให้ชัดขึ้นก็มี
* ขนมดอกกุ้ย เป็นขนมที่ทำจากแป้งข้าวเหนียว น้ำตาล และน้ำเชื่อมที่ได้จากดอกกุ้ย หรือดอกหอมหมื่นลี้ (Sweet Olive) มักบานในฤดูใบไม้ร่วง เป็นหนึ่งในสิบสุดยอดดอกไม้พื้นเมืองของจีน
* เจาไฉ (กวักเงิน) จิ้นเป่า (กวักทอง) จี๋เสียง (สิริมงคล) หรูอี้ (สมปรารถนา) เป็นคำอวยพรยอดนิยมของชาวจีน มักกล่าวคู่กันว่า ‘เจาไฉจิ้นเป่า’ และ ‘จี๋เสียงหรูอี้’ แม้เป็นคำที่มีความหมายดี แต่เป็นเพียงคำที่ใช้ในชีวิตประจำวัน แตกต่างจากชื่อที่มีวรรณศิลป์อย่างเป้าฉิน (โอบพิณ)
** หวงฉู่ หมายถึงผู้สืบทอดราชบัลลังก์ แต่ในเรื่องนี้ต่างกับรัชทายาท (ไท่จื่อ) ตรงที่เป็นเพียงตำแหน่งลอย ไม่ได้พำนักตำหนักบูรพาและไม่มีขุนนางสังกัดตำหนักบูรพา
*** ชินอ๋อง เป็นตำแหน่งเชื้อพระวงศ์ชายลำดับที่หนึ่ง โดยมากผู้ที่ได้รับตำแหน่งนี้จะเป็นพระโอรส พระเชษฐา หรือพระอนุชาของฮ่องเต้
**** จวิ้นอ๋อง เป็นตำแหน่งเชื้อพระวงศ์ชายลำดับที่สองรองจากชินอ๋อง โดยมากฮ่องเต้จะแต่งตั้งแก่บุตรชายของชินอ๋อง สมาชิกราชวงศ์ ขุนนางต่างสกุลที่มีความชอบ หรือเจ้าครองแคว้นบริวาร
* ศาสตร์ทั้งหกของสุภาพชน ได้แก่ ประเพณีมารยาท การดนตรี วิชายิงธนู ทักษะขี่ม้า งานอักษร และการคำนวณ
** สี่ตำราห้าคัมภีร์ คือตำรามาตรฐานและปรัชญานิพนธ์ของสำนักข่งจื่อ (ขงจื๊อ) ซึ่งเสนอแนวคิดให้ปฏิบัติตนอยู่ในจารีตประเพณีและคุณธรรมอันดีงาม โดยสี่ตำรา ได้แก่ หลุนอวี่ ต้าเสวีย จงยง และเมิ่งจื่อ ใช้กำหนดเนื้อหาการสอบเข้ารับราชการของจีนโบราณ ห้าคัมภีร์ ได้แก่ ซือจิง ซูจิง อี้จิง หลี่จิง (หลี่จี้) และชุนชิว
* รัชทายาทจางไหว มีนามว่าหลี่เสียน เป็นบุตรชายคนที่สองของถังเกาจง (เกาจงฮ่องเต้) กับอู่เจ๋อเทียน เสียชีวิตไปแล้ว
* นกหวาดเกาทัณฑ์ เปรียบเปรยถึงคนที่เคยตกใจเสียขวัญหรือผ่านเหตุการณ์ไม่ดีมา นับแต่นั้นเมื่อมีอะไรมากระทบเล็กน้อยก็จะตื่นกลัวอย่างมาก
** หมอนปักลาย เปรียบเปรยถึงคนที่ภายนอกดูดีแต่ไร้ความรู้ความสามารถ เช่นเดียวกับหมอนที่ปักลายสวยงามแต่ภายในมีเพียงนุ่น
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 28 ก.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.