X
    Categories: everYSurviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 2 บทที่ 10.1-10.2 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 2

ทดลองอ่านเรื่อง Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 2

ผู้เขียน : matgam

แปลโดย : ทรรศิกา จางวิบูลย์

ผลงานเรื่อง : 망한 세상에서 살아남기

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – –

Trigger Warning

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน

ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ

   

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง การฆาตกรรม

มีการบรรยายถึงเลือด สภาพศพ ชิ้นส่วนร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ อาการบาดเจ็บ

สาเหตุการเสียชีวิตในรูปแบบต่างๆ การใช้อาวุธและของมีคม สถานการณ์อันน่าขยะแขยง

เรื่องราวเหนือธรรมชาติ การบูลลี่ การใช้ถ้อยคำหยาบโลน อาการป่วยทางจิต บาดแผลทางใจในวัยเด็ก

การใช้ความรุนแรงในครอบครัว การทารุณกรรมเด็ก การกักขังหน่วงเหนี่ยว การลักพาตัว

การมีอคติและเหยียดหยามคนรักร่วมเพศ การใช้สารเสพติดหรือการติดยา

การเสพติดแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

               

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 10.1

 

เจรจาต่อรอง

 

เลือดร้อนทะลักไหลลงมาทั่วหน้าท้อง ร่างกายหนาวสะท้านเฉียบพลัน แต่สิ่งที่น่าสะพรึงยิ่งกว่าคือแววตาแฝงไอสังหารของซอนอึนซู คิมแจยองรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าความน่ารักที่ซอนอึนซูแสดงออกกับเขาแฝงไว้ด้วยจุดประสงค์บางอย่าง ซึ่งจุดประสงค์นั้น…ได้หายไปแล้ว เมื่อตระหนักได้ว่าตัวเขาไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป หัวใจก็แทบหยุดเต้น คิมแจยองอยากทำทุกวิถีทางเพื่อรั้งซอนอึนซูไว้ เขายื่นสิ่งที่อีกฝ่ายชื่นชอบอย่างเช่นใบหน้าตัวเองเข้าไปใกล้ๆ แก้มซอนอึนซูค่อยแต้มเลือดฝาดเป็นสีชมพู

ค่อยยังชั่ว…แสดงว่ายังได้ผล

ซอนอึนซูจดจ่ออยู่กับความคิดบ่อยมาก คิมแจยองรักทุกการเคลื่อนไหวเล็กๆ ของกล้ามเนื้อบนใบหน้านั้น จึงสังเกตเห็นได้อย่างง่ายดายว่าสิ่งที่ซอนอึนซูกำลังกังวลอยู่นั้นคือเรื่องของตัวเอง

จากนี้ฉันคงไม่เป็นที่ต้องการแล้วจริงๆ ใช่ไหม ใครหน้าไหนมันทำให้นายคิดแบบนั้น คนที่เรียกว่าพี่ยูฮยอกสินะ หรือว่าครอบครัวนาย ถ้ายังไม่ใช่อีกงั้นใครกันล่ะ เพราะงั้นจนป่านนี้นายถึงได้จงใจซ่อนตัวไม่ให้ฉันหาเจอใช่หรือเปล่า ทั้งที่ฉันพลิกแผ่นดินตามหานายซะขนาดนั้น…ฉันพยายามตั้งขนาดไหน…

ความคิดด้านลบมากมายวนเวียนอยู่ในหัว การมีซอนอึนซูอยู่เคียงข้างทำให้เขารู้สึกโล่งและสบายใจ แต่ขณะเดียวกันก็วิตกกังวลหนักทั้งยังหวาดกลัวไปหมด คิมแจยองไม่คุ้นชินกับอารมณ์ที่พลุ่งพล่านแบบนี้ หลายครั้งที่กดข่มอารมณ์ไม่ได้จนเกือบกระหน่ำระบายใส่ซอนอึนซู ทุกครั้งซอนอึนซูจะลูบแก้มพลางบีบนวดมือเขาเพื่อปลอบโยน…แต่ก็ใช่ว่าจะช่วยอะไรได้

คำพูดที่ว่า ‘ยังไงซะนายก็จะฆ่าฉันแล้วไปหาคนอื่นอยู่ดีนี่’ จุกแน่นอยู่ในลำคอ

สู้ตายๆ ไปด้วยกันยังจะสบายใจกว่า

คิมแจยองยื่นมือไปบีบคอซอนอึนซูที่กำลังหลับสนิท แต่แล้วทันทีที่ซอนอึนซูขมวดคิ้วด้วยท่าทางทรมาน แรงกดที่ปลายนิ้วก็สลายหายไป เขาฆ่าซอนอึนซูไม่ลง ได้แต่กัดฟันกรอดและพยายามทดลองประทับตราสัญลักษณ์แห่งทาสลงบนหัวใจอีกฝ่าย แต่คล้ายถูกบางสิ่งขัดขวาง พลังของเขาไม่เป็นผล

[การแทรกแซงของพระเจ้านับวันยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกที]

เสียงของอาโรกันเชียดังขึ้นในหัว

อาโรกันเชียบอกว่าทั่วร่างของซอนอึนซูมีร่องรอยของพระเจ้าอยู่เต็มไปหมด ด้วยเหตุนี้สกิลที่ส่งผลกับจิตใจจึงใช้กับซอนอึนซูไม่ได้ แม้แต่เรื่องนี้เขาก็ไม่พอใจด้วยเหมือนกัน

กล้าดียังไงถึงเอาอะไรมาฝากไว้ในร่างกายคนอื่น

ผู้ที่สามารถสัมผัสและแตะต้องซอนอึนซูได้ควรมีแค่เขาคนเดียวเท่านั้น ต่อให้ขึ้นชื่อว่าเป็นพระเจ้าก็ยอมรับไม่ได้เด็ดขาด

ฉันต้องทำยังไงนายถึงจะเป็นของฉัน

เขาอยากให้ในสายตาซอนอึนซูมีแค่เขาคนเดียว เสียงที่ดังออกมาจากริมฝีปากซอนอึนซูไม่จำเป็นต้องมีใครอื่นมาได้ยิน เขาอยากตื่นนอนข้างกันทุกวัน กินข้าวด้วยกัน และกระซิบกระซาบกันโดยไม่ต้องมีใครมาแทรกหรือขัดจังหวะ…อยากให้ทุกสิ่งทุกอย่างของซอนอึนซูเป็นของเขาคนเดียวเท่านั้น แต่เขาจะทำได้ยังไง

คิมแจยองครุ่นคิดถึงวิธีการ สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปมาข้อหนึ่ง

ถ้าโลกนี้มีฉันกับนายแค่สองคน…

ความคิดหนึ่งฝังอยู่ในหัวเขามานานแล้ว นั่นคือเขาจะฆ่ามนุษย์ทิ้งให้หมดรวมถึงครอบครัวของซอนอึนซูด้วย คนพวกนั้นหาซอนอึนซูพบตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ทว่ากลับจงใจโกหกและปิดบังเขา หากปล่อยไว้เฉยๆ ซอนอึนซูคงต้องถูกแย่งไปอีกแน่ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ซึ่งถ้าถึงเวลาต้องเลือก ชัดเจนว่ายังไงซอนอึนซูก็ต้องเลือกครอบครัวของตัวเองโดยไม่ลังเลอยู่แล้ว แค่จินตนาการหัวใจเขาก็ราวกับถูกฉีกกระชากเป็นชิ้นๆ

ซอนอึนซูต้องโกรธเขาแน่และอาจร้องไห้ด้วย ต่อให้ไม่มีวันได้เห็นซอนอึนซูหัวเราะอีกก็ช่างมัน เขาไม่สนอยู่แล้ว ขอแค่ในโลกนี้ไม่มีใครอื่น…ความรู้สึกเกลียดชังจากซอนอึนซูก็จะมีแค่เขาคนเดียวเท่านั้นที่ได้สัมผัส

‘หัวหน้า คิดว่าไงคะถ้ารุ่นพี่อึนซูจะเป็นฝ่ายรุกเข้าหาก่อน’

‘อะไรนะ’

‘เปล่าค่ะ ก็แค่เห็นว่า…ทั้งสองคนดูไม่ค่อยมีความคืบหน้าเท่าไหร่เลยน่ะค่ะ’

โคฮเยจูเปรยขึ้นมาตอนที่เขาออกไปเอามื้อกลางวันให้ซอนอึนซู คิมแจยองจ้องอีกฝ่ายนิ่ง หากจะพูดกันตามจริงโคฮเยจูนั้นนับว่าเป็นคนที่มีใบหน้าสะสวย หากซอนอึนซูที่ชมชอบสิ่งสวยงามรังเกียจเขาแล้ว ไม่แน่ว่าอาจหันไปพึ่งพาโคฮเยจูแทน พอคิดแบบนั้นก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาทันที คิมแจยองพินิจใบหน้าโคฮเยจูทุกรูขุมขน ก่อนตัดสินใจว่าคงจำเป็นต้องกำจัดทาสทิ้งทั้งหมด เว้นไว้แต่เพียงฮวังซูยอนที่มีสกิลรักษา

‘ไว้ฉันจัดการเอง’

โคฮเยจูน่าจะพูดถึงเรื่องอย่างว่า เช่น จูบหรือเซ็กซ์ แต่คิมแจยองไม่เคยมีอารมณ์ทางเพศมาก่อนในชีวิต กระทั่งการช่วยตัวเองอย่างที่วัยรุ่นกลัดมันล้วนต้องได้ลองทำสักครั้งก็ยังไม่เคย ในความสัมพันธ์ของเขากับซอนอึนซูแค่ได้แตะเนื้อต้องตัวกันไปเรื่อยๆ เขาก็พอใจแล้ว

ชั่วครู่หนึ่งคิมแจยองนึกถึงร่างเปลือยเปล่าของซอนอึนซู รายนั้นไม่เคยอายที่จะถอดเสื้อผ้าต่อหน้าเขา คงเพราะทั้งคู่ต่างเป็นผู้ชาย ร่างกายที่ผ่ายผอมพอได้กินอิ่มนอนหลับและขยับเคลื่อนไหวไม่นานก็คืนสู่สภาพเดิม แม้ซอนอึนซูจะผิวคล้ำกว่าเขา แต่มันกลับทั้งนุ่มและเนียนลื่น กล้ามเนื้อส่วนใหญ่ลีนกระชับ จับแล้วให้ความรู้สึกเหมาะพอดีมือ ส่วนโค้งเว้าตั้งแต่ลำคอเรื่อยมาถึงสะโพกก็สวยมาก ไม่สิ…สิ่งที่สวยกว่าคือกล้ามตรงต้นขาอวบอิ่มซึ่งจะขึ้นมัดเป็นลอนทุกทีที่ออกแรงเกร็ง…คิมแจยองลอบกลืนน้ำลายที่สออยู่ตรงมุมปากโดยไม่รู้ตัว เพราะหน้ามืดอย่างบอกไม่ถูกและรู้สึกเหมือนอยากจับอีกฝ่ายกลืนลงท้องในคำเดียว

แต่เขาก็ไม่อยากบีบบังคับจนกลายเป็นเร่งให้ตัวเองถูกเกลียดเร็วขึ้น ตอนนี้ขอเพียงได้กอดแน่นๆ ก็สุขใจมากแล้ว ถึงยังไงพวกเขาก็จะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิตอยู่แล้ว เรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลยสักนิด ทั้งที่เขาอุตส่าห์คิดแบบนั้นแล้วแท้ๆ…

‘ละ…แล้วแบบนี้โอเคหรือยัง’

วินาทีที่ปากซึ่งเคยปิดสนิทเผยอออก ก้อนเนื้อแดงสดชุ่มฉ่ำก็แหย่พรวดเข้ามาหยอกเย้าลิ้นเขา เขาช็อกจนสมองว่างเปล่า ทั้งที่ซอนอึนซูกำลังขยับปากพูดอยู่แท้ๆ แต่กลับไม่มีคำพูดไหนดังเข้าหูเลยสักคำ เขาถูกครอบงำด้วยความรู้สึกอยากสำรวจอะไรบางสิ่งสีแดงที่เดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่นั่นให้แน่ใจอีกครั้ง และสีหน้าเขินอายสุดขีดของซอนอึนซูก็กลายเป็นแรงผลักดันชั้นดี

เพราะแบบนั้นเขาจึงสอดลิ้นเข้าไปในโพรงปากนั้น นั่นคือจูบแรกของเขา เมื่อสามารถสำรวจเข้าไปถึงส่วนสงวนด้านในของคนที่ใจปรารถนาจะใกล้ชิดมาตลอดได้ ความสุขก็ล้นทะลักจนควบคุมไม่อยู่

ทำไมถึงมาทำแบบนี้เอาตอนนี้กันนะ

หัวใจเขาเต้นกระหน่ำ ปลายนิ้วสั่นระริก หลังจากจูบที่แสนเงอะงะจบลง คราวนี้สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนต่างไปจากเดิม จากที่คิมแจยองเป็นฝ่ายรีบร้อนพุ่งเข้าใส่อย่างไม่ประสีประสา คราวนี้ซอนอึนซูกลับเป็นฝ่ายนำด้วยการเข้าหาอย่างเนิบช้าและนุ่มนวล ปลายลิ้นนั้นเย้าแหย่ริมฝีปากด้านในก่อนไล้ลากผ่านไรฟันของเขา ซอนอึนซูเอียงศีรษะเพื่อดันลิ้นสอดลึกเข้ามามากกว่าเก่า ทั้งยังกวาดและแตะที่โคนลิ้นของเขาอีกด้วย เขาหลุดเสียงครางออกมาอย่างลืมตัวพร้อมกับท้องน้อยที่หดเกร็งแน่น ตัวตนความเป็นชายของเขากำลังตื่นตัว

‘ฮ้า…อะไรอะ ทำไมจู่ๆ ถึงได้มีขวดน้ำ…’

‘เอ่อ…’

‘อ๊าก! ไอ้บ้าเอ๊ย!’

เนื่องจากอยู่ในท่ากอดก่าย ความเป็นชายที่แข็งขืนจึงเสียดสีกับขาซอนอึนซู ฝ่ายนั้นคิดว่าเป็นขวดน้ำดื่มเลยเอื้อมลงไปคว้า แต่แล้วก็ผละออกสุดแรงเพราะความตกใจ คิมแจยองเลียริมฝีปากคล้ายเสียดาย เพราะยังอยากจูบต่ออีกหน่อย…

ซอนอึนซูมีประสบการณ์มาก่อน ซึ่งต่างจากตัวเขาที่เพิ่งเคยทำครั้งแรก ไหนซอนอึนซูบอกว่าที่ผ่านมาเคยคบใครอยู่แค่เดือนเดียวไง คนเราจะเก่งได้ถึงขนาดนั้นเลยเหรอ หรือว่าเจ้าตัวจะแอบไปประกบปากกับคนอื่นโดยที่เขาไม่รู้ ทั้งที่ซอนอึนซูไม่ได้รักเขา แต่เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการ ซอนอึนซูยังถึงกับใช้ริมฝีปากจูบเขา ถ้าอย่างนั้นก็คงมีสิทธิ์ไปทำแบบเดียวกันกับคนอื่นด้วยเหมือนกัน เรียวคิ้วของคิมแจยองขมวดแน่น หากซอนอึนซูรุกเข้าหาเหมือนเมื่อครู่ ใครล่ะจะต้านทานไหว คิมแจยองไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าถูกความคลั่งรักครอบงำเข้าแล้ว

จะแค่จูบเฉยๆ จริงเหรอ

พอเริ่มสงสัยเข้าครั้งหนึ่งก็หยุดไม่ได้ ความสงสัยมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น

…ทั้งที่นายคือคนแรกของฉันแท้ๆ

ชั่วขณะนั้นคิมแจยองสาบานว่าต้องฆ่ามนุษย์ทุกคนให้เกลี้ยงเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครมาพรากซอนอึนซูไปจากเขาได้ทั้งนั้น

 

“หมายความว่าไง จะขอให้ทาง X มาร์ตเป็นฝ่ายจัดการ ‘สิ่งนั้น’ เนี่ยนะ!?”

“นอกจากผมแล้วยังมีคนอื่นอีกเหรอครับที่คุมหมอนั่นได้”

“เครื่องมือที่จะเอามาใช้คุมได้มีถมเถ!”

“ผมหมายถึงนอกจากผมแล้วยังมีใครอีกเหรอครับที่ต้านทานสกิลปีศาจนั่นได้โดยที่ไม่ต้องหลับตา”

ชายูฮยอกทุ่มเถียงกับพวกนายทหารระดับสูงมาพักใหญ่ ชายูฮยอกนั้นสภาพจิตใจไม่ปกติอยู่เป็นนานเนื่องจากสูญเสียสมาชิกร่วมรบไปจำนวนมาก แต่ตอนนี้เขากลับมาตั้งสติได้แล้ว ทั้งยังแผ่รัศมีน่าเกรงขามชนิดที่ไม่มีใครกล้าบุ่มบ่ามเข้าใกล้ เหล่าทหารพากันหลบตาและดุนลิ้นอย่างไม่พอใจ

“ถึงได้บอกให้ฆ่าไง จะปล่อยให้มันรอดมาทำไม…!”

“ถ้าฆ่าหมอนั่น อีฮยอนอูก็จะตายด้วยครับ น่าจะรู้นี่ครับว่าเป็นเพราะมีผู้แจ้งเบาะแส สงครามรอบนี้ถึงยุติลงได้”

“…ใช่ คุณชายูฮยอกพูดถูกแล้ว”

“ท่านผู้บัญชาการ!”

“ยังไงก็เถอะ ขอให้คนของเราได้ประกบติด ‘สิ่งนั้น’ ด้วยกันเถอะ”

กองทัพจะเปิดเผยอย่างโจ่งแจ้งไม่ได้ว่าตนหาได้ใส่ใจชีวิตของผู้แจ้งเบาะแสไม่ ผู้บัญชาการอิมกยูจับสังเกตได้ว่าชายูฮยอกจงใจยกเรื่องผู้แจ้งเบาะแสขึ้นมาพูด แต่ก็ยอมถอยด้วยสีหน้าอดกลั้น เพราะขืนตั้งตนเป็นศัตรูกับอีกฝ่ายไปก็คงไม่เกิดประโยชน์อะไร

“เข้าใจแล้วครับ”

ชายูฮยอกพยักหน้า หลังจากการปะทะคารมกับเหล่าทหารจบลง ประธานซอนจงยอลซึ่งนั่งเงียบมาตลอดก็ยกกำปั้นทุบโต๊ะเสียงดังปังพร้อมลุกขึ้นยืนและถลึงตาจ้องชายูฮยอก

“ทีนี้ก็บอกมาได้แล้วว่าทำไมต้องเอาลูกชายฉันไปขังไว้ด้วย”

“ซอนอึนซูคอยปกป้องหมอนั่นอยู่ตลอด ทั้งที่ตัวเองไม่ได้โดนสกิลควบคุมจิตใจครับ”

“แต่ลูกชายฉันก็รักษาคนไปตั้งหลายคนนะ!”

“เรื่องนั้นซอนอึนซูใช้ประโยชน์จากความสามารถของฮวังซูยอนต่างหากล่ะครับ”

“ไอ้เวรนี่…! เอาลูกชายฉันคืนมา!”

ประธานซอนจงยอลส่งเสียงฮึดฮัดและตั้งท่าจะพุ่งเข้าใส่ ซอนอึนรกที่อยู่ข้างๆ จึงคว้าเอวเขาไว้ทันที

“พ่อ ความดัน ระวังความดันด้วยสิครับ!”

ประธานซอนจงยอลกระแทกศอกเข้าที่ศีรษะลูกชายคนโตซึ่งพยายามห้ามปราม

“เฮ้ย ไอ้ลูกระยำ มัวทำห่าอะไร ทำไมไม่พูด นี่แกเป็นหนอนบ่อนไส้หรือไง!”

ซอนอึนรกรู้สึกเหมือนไม่ได้รับความยุติธรรม แต่จะให้บอกผู้เป็นพ่อว่าลูกชายคนเล็กกลายเป็นเกย์ไปแล้วก็ไม่กล้า จึงได้แต่หุบปากแน่นสนิท

คนแรกที่สังเกตเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างคิมแจยองกับซอนอึนซูไม่ใคร่ปกตินักคือซอนอึนโฮผู้เป็นลูกชายคนกลาง ซอนอึนโฮขอร้องอย่างจริงจังให้เก็บเรื่องนี้เป็นความลับไปก่อน เพราะเกรงว่าทั้งคุณปู่และพ่อจะช็อกตาตั้งจนลมจับ ซอนอึนรกพยายามปิดปากประธานซอนจงยอลซึ่งกำลังสบถอย่างเอาเป็นเอาตาย

“ไอ้ลูกเวร! ฉันจะเด็ดไอ้นั่นของแกออกมาโยนให้ปลาที่บ้านกิน…อุ๊บ! อื้อ!”

“ฮ่าๆ…พวกเราจะทำตามที่คุณชายูฮยอกเสนอครับ ขอแค่จากนี้อนุญาตให้ครอบครัวเข้าไปเยี่ยมเขาได้ก็พอ”

“อื้อ! อื้อออ!”

“…ครับ ตกลงครับ”

ทุกฝ่ายล้วนเห็นพ้องว่าจะใช้เวลาสองสัปดาห์ในการสอบสวนเพื่อให้ได้มาซึ่งวิธีถอนตราสัญลักษณ์บนหน้าอกของอีฮยอนอู และกรณีที่ไม่สามารถหาทางออกได้ภายในสองสัปดาห์หรือมีเหตุต้องเผชิญกับสถานการณ์บางอย่างที่เกินรับมือก็ให้ฆ่าเป้าหมายทิ้งทันที ทั้งสามฝ่ายเข้าประจำการในอาคารที่ทิ้งระยะห่างกันราวหนึ่งกิโลเมตรเพื่อเตรียมพร้อมเอาไว้เผื่อพวกอควาบุกโจมตี

ต่างฝ่ายต่างตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยว่าฝ่าย X มาร์ตจะคุมคิมแจยองกับซอนอึนซู ฝ่ายซอนจงกรุ๊ปคุมอีฮยอนอู และฝ่ายกองทัพคุมโคฮเยจู ฮวังซูยอน และโอฮันบิท สำหรับโคฮเยจูกับโอฮันบิทที่เป็นฝ่ายเดียวกันกับอควา ซ้ำยังฆ่ามนุษย์ ทางกองทัพได้จัดการแยกไปขังเดี่ยวแล้ว แต่สำหรับฮวังซูยอนที่รักษาผู้คนนั้นกลับได้รับการต้อนรับขับสู้อย่างมีเกียรติไม่น้อย นั่นเพราะหากฮวังซูยอนถอนตราสัญลักษณ์ออกได้ นี่ก็จะถือเป็นก้าวแรกในการจับเธอย้ายเข้ามาอยู่ฝ่ายกองทัพ ส่วนอีฮยอนอูที่อยู่ในความดูแลของซอนจงกรุ๊ป ในฐานะที่เป็นผู้แจ้งเบาะแสซึ่งมีบทบาทสำคัญ เขาสามารถไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระภายใต้การเฝ้าระวังของซอนจงกรุ๊ป จึงมักไปเยี่ยมโอฮันบิทในห้องขังเดี่ยวของหน่วยทหารอยู่บ่อยครั้ง

และในส่วนของคิมแจยองกับซอนอึนซูที่ถูกขังอยู่ในคุกของ X มาร์ตนั้น…

 

“หน้าผมใกล้จะทะลุแล้วมั้งครับ”

“หนวกหู”

ผู้คุมใช้สายตาอาฆาตจ้องผ่านลูกกรงเหล็กเข้ามา มันคือสายตาที่หมายมาดว่าจะลงมือฆ่าทันทีหากกล้าเล่นตุกติก ผมยักไหล่แล้วหันไปทางพลจัตวาคิมมียอนที่อยู่ด้านข้าง เธอถอดเสื้อทหารโยนทิ้งไว้และกำลังยกเวต กล้ามเนื้อปูดโปนของเธอดูน่ากลัวยิ่งกว่าผู้คุมที่มีรอยสักทั่วตัวเสียอีก

 

[รอยแผลศักดิ์สิทธิ์]

– ความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นตามจำนวนสิ่งมีชีวิตใต้อาณัติ… (ค่าสถานะทั้งหมด+8)

 

ค่าสถานะของสกิลรอยแผลศักดิ์สิทธิ์เดิมอยู่ที่ +523 ตอนนี้ลดลงเหลือ +8 โชคดีที่แม้มันจะลดลง แต่สกิลที่ปลดล็อกไปแล้วครั้งหนึ่งจะไม่กลับไปติดล็อกอีก ไอ้ที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือผมยังเหลือจำนวนคนใต้อาณัติอยู่ตั้งแปดคน

ด้วยค่าสถานะตอนนี้ ต่อให้ใช้สกิลชำระล้างก็คงไม่แรงเท่าครั้งก่อน

ท้ายที่สุดถ้าผมอยากแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้ก็คงต้องทำให้คนเข้ามาอยู่ใต้อาณัติให้ได้ ซึ่งนั่นยากกว่าการปลดล็อกสกิลรอยแผลศักดิ์สิทธิ์เป็นไหนๆ จริงอยู่ที่ครั้งก่อนหน้าผมอาศัยการโกงเพื่อให้แข็งแกร่งขึ้นชั่วครู่ แต่ถ้าถูกจับได้ขึ้นมามีหวังอาจย้อนกลับไปสู่สภาพเดิม

“อึนซู…อึนซู”

คิมแจยองถูกตรึงแขนขาติดกับผนังด้วยอุปกรณ์จองจำจึงขยับไปไหนไม่ได้ ดูท่ามันคงถูกสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษ เนื่องจากไม่ว่าจะพยายามออกแรงแค่ไหนก็ไม่เกิดผล บางทีอาจเป็นไปได้ว่า…มันถูกสร้างขึ้นมาจากฝีมือของลุงหนวด ดวงตาคิมแจยองเองก็ถูกปิดเหมือนกันด้วยผ้าสีดำ ดังนั้นสิ่งเดียวที่ขยับได้จึงมีแค่ปากเท่านั้น

“อึนซู มาหาฉันหน่อยสิ…นะ”

คิมแจยองเรียกผมไม่หยุด ส่วนอื่นของร่างกายผมยังเป็นอิสระ มีแค่มือสองข้างที่ถูกสวมกุญแจมือ ผมเดินเข้าไปหาคิมแจยองแล้วแนบมือกับแก้มเขา คิมแจยองถูไถแก้มตัวเองไปมาเหมือนลูกแมวขี้อ้อน

“ให้ฉันคุยกับอาโรกันเชียที”

“เอ่อ…”

ริมฝีปากคิมแจยองอ้าออกนิดๆ ก่อนจะหุบสนิท เขาคงน้อยใจที่ผมเดินมาหาด้วยเหตุผลอื่นที่ไม่ใช่ตัวเขา ผมง้อด้วยการลูบแก้มและศีรษะเขาเบาๆ เขาขยับใบหน้าตามสัมผัสก่อนไล่จูบฝ่ามือผม เสียงจูบนั้นดังท่ามกลางความเงียบ พอคิดว่าผู้คุมและพลจัตวากำลังมองการสกินชิปที่ข้ามขั้นเกินกว่าจะบอกว่าเป็นเพื่อนกันนี้อยู่ ผมก็รู้สึกอับอายจนแทบอยากจะกลั้นหายใจ แต่ตอนนี้ผมไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องนั้น

“อาโรกันเชียโกรธฉัน…เขาไม่ยอมพูดอะไรเลย”

“โกรธ?”

“เขาหาว่าฉันเป็นทรราชสังหารประชาชนของตัวเอง พอสาปแช่งให้ฉันตกนรกหมกไหม้สลายหายไปไม่เหลือซากแล้วก็เงียบไปเลย”

ทั้งที่ต้องฟังคำด่าทอ แต่ริมฝีปากคิมแจยองกลับยกยิ้มขึ้นน้อยๆ ท่าทางสบายหูขึ้นมากที่อาโรกันเชียไม่โผล่มาบ่นเป็นหมีกินผึ้ง

“ถึงงั้นก็เหอะ ช่วยเรียกให้หน่อยสิ ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย”

“มนุษย์พวกนั้นกำลังฟังอยู่นะ ไม่เป็นไรเหรอ”

“ไม่เป็นไรหรอก”

คิมแจยองหันไปจ้องสองคนเหมือนตายังมองเห็นได้ปกติ ผู้คุมและพลจัตวารีบกระชับอาวุธตั้งท่าระวัง มือผมที่สวมกุญแจมืออยู่บีบสองข้างแก้มของคิมแจยองเข้าหากัน นั่นแหละเขาถึงได้หันกลับมาก้มหน้าให้ผมอย่างว่าง่ายอีกครั้ง

“เจ้ามนุษย์ไม่เอาถ่าน ไม่รู้จริงๆ หรือว่าสถานการณ์จะลงเอยเช่นนี้”

ชั่วครู่ให้หลังคิมแจยองก็เปิดปากพูด เสียงแหบแห้งดังลอดออกมาพร้อมกับสำเนียงโบราณ เขากำลังพูดตามคำพูดของอาโรกันเชียที่ดังอยู่ในหัว เมื่อคิมแจยองเริ่มพึมพำอะไรแปลกๆ ผู้คุมและพลจัตวาก็ยิ่งจับตามองเราอย่างเครียดเขม็ง

“หมอนี่ไม่พูดแล้วฉันจะไปรู้ได้ยังไง”

“ประชาชนของข้าต้องหวนคืนสู่ความสงบชั่วนิรันดร์ ข้าไม่มีวันอภัยให้ราชาหนุ่มโดยเด็ดขาด เจ้าเองก็ไม่ต่างกัน เจ้าใช้พลังที่น่ารังเกียจนั่นกับประชาชนของข้า”

“อ๋อ…ชำระล้าง…นั่นเพราะฉันไม่มีทางเลือกอื่นต่างหาก ฉันต้องใช้มันเพื่อหยุดหมอนี่ไง ยกโทษให้ฉันสักครั้งเถอะนะ”

“หนวกหู น่ารำคาญ น่าขยะแขยง”

อาโรกันเชียงอนหนัก ทั้งที่เป็นปีศาจแท้ๆ แต่กลับห่วงใยประชาชนของตนอย่างเหลือเชื่อ ในโลกของพวกมัน อาโรกันเชียอาจได้ชื่อว่าเป็นราชาผู้เที่ยงธรรมก็ได้

“ถ้างั้นจากนี้จะไม่แก้แค้นแล้วเหรอ ไอ้นั่นน่ะ ไอ้ตัวที่ร่ายคำสาปกับไอ้ตัวที่ขอร้องให้ร่ายคำสาปนั่น ไหนว่าอยากอัดให้น่วมไง”

“ตัวข้าที่ร่างเหลือเพียงจิตสำนึกจะไปทำอะไรได้”

“ฉันช่วยเอง”

“…ช่วยอย่างไร”

เขาพูดหลังจากเงียบไปนาน ผมแยกไม่ออกว่าอาโรกันเชียหรือคิมแจยองกันแน่ที่เป็นคนพูด ผมเหลือบมองผู้คุมกับพลจัตวา ก่อนจะยกมือขึ้นบังหน้าไม่ให้พวกเขาเห็น จากนั้นก็โน้มริมฝีปากเข้าไปแตะริมฝีปากของคิมแจยอง ทั้งที่เป็นแค่การแตะผ่านเพียงบางเบาโดยไร้สุ้มเสียง แต่ใบหน้าผมกลับแดงเรื่อด้วยความเขินอาย คิมแจยองที่เป็นฝ่ายถูกจุ๊บเองก็หูแดงเหมือนกัน

“อึนซู…”

คิมแจยองแลบลิ้นเลียตรงริมฝีปากที่ผมเพิ่งสัมผัส เมื่อผมรู้ว่าเขาต้องการอะไร หัวใจก็พลอยเต้นตูมตาม

“…ชิ ยังคุยไม่จบนะ”

“แล้วจะคุยจบเมื่อไหร่”

“รอก่อน”

ปากบอกให้รอ แต่แน่นอนว่าผมไม่คิดจะทำเรื่องพรรค์นั้นตอนที่มีคนเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ด้านหลังแน่ๆ

“…ผู้ส่งสารแห่งพระเจ้าสั่งให้ฉันฆ่าคิมแจยอง เขาบอกว่ามีแต่ต้องทำแบบนั้นฉันถึงจะรอดชีวิต”

“ผู้ส่งสารแห่งพระเจ้า? พวกทูตสวรรค์ยังเหลืออยู่อีกรึ”

“ทูตสวรรค์?”

“เผ่าพันธุ์ที่คอยถ่ายทอดวจนะของพระเจ้าอย่างไรเล่า นึกว่าสังหารไปหมดแล้วเสียอีก ดูท่าจะยังเหลืออย่างน้อยก็ตัวหนึ่งสินะ มิน่าเล่าข้านึกสงสัยอยู่แล้วเชียวว่าเหตุใดเจ้าถึงได้พยายามฆ่าราชาหนุ่มอยู่นั่น”

“…ดะ…ดูออกเลยเหรอ”

“ต่อให้เป็นใครก็ดูออก เจ้าควบคุมสีหน้าตัวเองเป็นเสียที่ใดกัน…”

น้ำเสียงแหบพร่าของคิมแจยองเริ่มฟังดูหม่นหมอง เขารู้อยู่แล้วหรอกเหรอว่าผมพยายามจะฆ่าเขา ผมยังคงช็อกต่อเนื่องราวกับถูกทุบเข้าที่ศีรษะ ที่ผ่านมาคิดว่าเขาไม่มีทางรู้แน่ๆ…หรือนี่คือสาเหตุที่ตลอดมาคิมแจยองอารมณ์แปรปรวนเอาแน่เอานอนไม่ได้

‘เพราะฉันกลัวไง…’

ผมเริ่มเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้วว่าคิมแจยองหมายถึงอะไร ตอนที่ถามเขาว่าทำไมถึงต้องฆ่ามนุษย์ทั้งหมดด้วย เขาคงกลัวว่าหลังจากฆ่าเขาเรียบร้อยแล้วผมจะจากเขาไปสินะ นี่เขาคิดว่าต้องฆ่ามนุษย์ทั้งหมดจนเกลี้ยง ผมจะได้ไม่มีที่ไปหรือไง โลกนี้มีคนแบบนี้อยู่ด้วยเหรอ ผมสะกดกลั้นอารมณ์ที่พลุ่งพล่านก่อนเอ่ยกับเขาช้าๆ ด้วยความจริงใจ

“ใช่ ฉันเคยพยายามฆ่า…หลายครั้งเลยล่ะ”

“…”

“แต่…ฉันฆ่านายไม่ได้ เชี่ยเอ๊ย ฆ่าไม่ได้ มันฆ่าไม่ลงจริงๆ นี่หว่า จะให้ทำยังไงล่ะ”

ริมฝีปากคิมแจยองเม้มสนิทเป็นเส้นตรง ไม่มีทีท่าว่าจะปริปาก ผมทำอะไรกับหมอนี่ที่รู้ความคิดผมหมดทุกอย่างมาจนถึงตอนนี้กันนะ อึดอัดใจชะมัด

“…ทำไม”

“หา?”

“ทำไมถึงฆ่าฉันไม่ได้”

คิมแจยองถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบและสงบนิ่งโดยไม่มีแม้แต่ความคาดหวังใดๆ ผมสูดหายใจเข้าลึกด้วยความรู้สึกผิด

“…ต้องให้พูดออกมาด้วยเหรอ”

“ฉันก็เหมือนอึนซูนั่นแหละ ถ้าอึนซูไม่พูด ฉันจะรู้ได้ยังไง”

“ไหนว่าดูออกเรื่องที่ฉันพยายามฆ่านายไง”

“ไม่ใช่เรื่องนั้นสิ ฉันอยากรู้ว่าอึนซูกำลังคิดอะไรอยู่ อยากรู้ทุกอย่างทุกรายละเอียด”

ผมสัมผัสได้ว่าคิมแจยองยอมจำนนแล้ว สมองผมพลันว่างเปล่า ไอ้คนที่บอกว่าอยากรู้ทุกอย่างทุกรายละเอียดทำไมถึงทำท่าซังกะตายแบบนี้เล่า ท้องไส้ผมชักจะปั่นป่วน เวรแล้วไง ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปอาการแพนิกอาจหวนกลับมาก็ได้ เพราะเวลาผมต้องเผชิญกับความรู้สึกรุนแรงอย่างความวิตกหรือหวาดกลัว ร่างกายมักจะชอบแสดงอาการ ผมซบหน้าลงกับต้นคอของคิมแจยองนิ่งพลางพยายามปรับลมหายใจ เมื่อเห็นว่าอาการของผมดูไม่ค่อยปกตินัก ผู้คุมก็ตั้งท่าจะเปิดลูกกรงเหล็กเดินเข้ามา แต่พลจัตวาคิมมียอนก็ปรามไว้ก่อน

“หรือว่า…นายกลับมา ‘ต้องการ’ ฉันแล้ว”

“เฮอะ อะไรนะ”

“เพราะแบบนั้นตอนนี้อึนซูก็เลยฆ่าฉันไม่ลงสินะ”

ผมกะพริบตาปริบๆ ให้กับคำถามนั้น อยากรู้จริงๆ ว่าเขาคิดอะไรอยู่คนเดียวถึงได้มีคำว่า ‘ต้องการ’ โผล่มาในบทสนทนา ให้ตายสิ…ตั้งแต่สมัยอยู่โรงเรียน ทุกครั้งที่ผมวิตกกังวลสัมผัสจากเขาจะทำให้ผมรู้สึกค่อยยังชั่วขึ้นเสมอ อย่าบอกนะว่าหมอนี่ทึกทักเอาเองว่าเหตุผลที่ผมฆ่าเขาไม่ลงเป็นเพราะแบบนี้น่ะ

ไอ้ประสาทกลับเอ๊ย ผมกัดฟันกรอดและเงยหน้าไปด้านหลังก่อนจะ ‘ปั้ก’ เข้าให้หนึ่งที!

“อ๊ะ!”

“โอ๊ย! แม่งเอ๊ย!”

…ผมเอาหัวโขกเขา แม้จะรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นฝ่ายโดนโขกมากกว่าก็เถอะ ผมงอตัวรอให้ความเจ็บบรรเทาลงก่อนค่อยยืดตัวขึ้นใหม่แล้วเอาฝ่ามือกดแนบสองข้างแก้มเขา จากนั้นก็บีบริมฝีปากของเขาเข้าหากันเหมือนปลาทอง

“นี่ ไม่เกี่ยวเลยเหอะ อย่าคิดอะไรไร้สาระสิวะ ก็แค่…นับจากนี้ไม่ว่าจะเป็นผู้ส่งสารแห่งพระเจ้าหรือพระเจ้าที่ไหน ใครมาสั่งให้ฆ่านาย ฉันจะไม่ทำเด็ดขาด”

“…อู๋?”

ที่ผ่านมาฉันอาจจะยังไม่รู้ตัว แต่เพื่อที่จะเอาชีวิตรอดมาให้ได้จวบจนวินาทีนี้ ทุกทางเลือกของฉันมีนายเป็นศูนย์กลางเสมอ และจากนี้ต่อไปในอนาคตด้วย…ถึงแม้จะต้องกลับมาคิดทบทวนใหม่อีกทีว่าความรู้สึกนี้คืออะไรก็เถอะ…

ไอ้สลัดเอ๊ย! รู้บ้างหรือเปล่าว่านี่คือการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่แค่ไหนน่ะ ยังมีหน้ามาทำปากจู๋ร้องอู๋อีก แค่เขาส่งเสียงแบบนี้ ผมก็หมั่นไส้จะแย่

“ให้ตายสิ หงุดหงิดชิบ…”

“อื้อ…อื้อ ซู…อุ๊บ!”

ริมฝีปากห่อยื่นที่ขยับยุกยิกนั้น…ดูเหมือนกำลังร้องขอให้ผมจุ๊บอยู่ยังไงยังงั้น ผมประทับริมฝีปากลงไปทั้งที่มือยังคงประคองแก้มเขา ไม่ต้องตอบและไม่ต้องคิด ถ้าผมมีสติครบถ้วนคงได้ยินผู้คุมกับพลจัตวาทำเสียงเหมือนกำลังช็อกไปแล้ว แต่พอดีผมกำลังหน้ามืดตามัวอยู่น่ะสิ

“เฮ้อ…”

ผมสอดลิ้นเข้าไปในปากเขาก่อนไล้เลียเนื้ออ่อนสีแดงด้านในเบาๆ ผมทำแค่ผละเข้าผละออกราวกับจะชิมรสเฉยๆ คิมแจยองคงอึดอัดใจเลยเอียงคอเผยออ้าปากแล้วเป็นฝ่ายแลบลิ้นออกมาเอง การได้เห็นเนื้อสีแดงชุ่มฉ่ำที่โผล่ออกมาระหว่างริมฝีปากที่งดงามดั่งภาพวาดนั้นเร้าอารมณ์อย่างเหลือเชื่อ ผมยกแขนที่ถูกสวมกุญแจมือไว้เอื้อมไปคล้องรอบคอคิมแจยองทันทีพร้อมกับพรูลมถี่กระชั้นออกมาไม่หยุด เขาคล้ายกับไม่ยินยอมให้มันหายไปในอากาศ รีบตะครุบริมฝีปากผมแล้วสอดลิ้นเข้ามาด้านในจนไม่เหลือจังหวะให้ผมพักหายใจ

“แฮ่ก…ดะ…เดี๋ยว…! หายใจ…อ๊ะ!”

พอผมขาดออกซิเจนและเบี่ยงหน้าออก เขาก็เลื่อนใบหน้าผ่านแนวคางแล้วลากริมฝีปากลงมากัดคอผม ความเจ็บที่เหมือนเนื้อหนังถูกฉีกทึ้งเรียกสติผมกลับมาฉับพลัน คิมแจยองไล่เลียแผลที่กำลังเลือดซิบจนเกลี้ยง บ้าไปแล้ว หมาที่ติดโรคพิษสุนัขบ้ายังเรียบร้อยกว่านี้เลย ผมใช้มือที่โอบรอบคอเขาอยู่จับศีรษะเขายกขึ้น คิมแจยองเงยหน้าพร้อมมุมปากที่เลอะเลือดสีแดงสดจนมอมแมม

“นาย…อยากตายจริงๆ ใช่ไหม”

“อึนซู ขอริมฝีปากหน่อยสิ…นะ”

เสียงของคิมแจยองแหบพร่า น้ำเสียงที่แสดงชัดถึงความปรารถนาดังอยู่ข้างหู ทำเอาผมขนลุกเกรียว

“ไปไหนแล้ววะ…”

จุดที่ทั้งคู่ยืนอยู่เมื่อกี้ว่างเปล่า ต่อให้บอกว่าอุจาดตาที่ต้องเห็นผู้ชายสองคนจูบกันก็เถอะ แต่นี่ถึงกับออกไปโดยทิ้งนักโทษไว้เลยเนี่ยนะ! ชีวิตนี้จะมีอะไรน่าขายหน้าไปมากกว่านี้อีกไหมเนี่ย ผมซบหน้าลงบนไหล่คิมแจยองและกรีดร้องออกมาอย่างไร้เสียง

อ๊ากกก! บ้าไปแล้วแน่ๆ! อายฉิบหาย! อ๊ากกก!

คิมแจยองยังคงงอแงไม่เลิก ไม่รู้ว่าเขารู้บ้างหรือเปล่าว่าคนอื่นรู้สึกยังไง

“อยากเห็นหน้าจัง…”

“หุบปาก! เป็นเพราะนายนั่นแหละ ไอ้เวรเอ๊ย”

ผมด่าเขาอย่างหยาบคาย แต่เขากลับไม่มีท่าทีสะทกสะท้าน ทั้งยังเอาแก้มมาถูไถกับศีรษะผม เขาดูอารมณ์ดีขึ้นมากจนผมโล่งใจ ดูท่าคงต้องขอบคุณจูบเมื่อกี้ ผมเอนตัวเข้าไปในอ้อมอกเขา หัวใจเราที่แตะกันอยู่เต้นกระหน่ำรัวแรงจนบอกไม่ได้เลยว่าของใครเต้นเร็วกว่ากัน

“…”

“…”

“อึนซู…ทำไมถึงชอบรุกฉันอยู่เรื่อยเลย”

สิ่งที่คิมแจยองพูดหลังจากเงียบไปนานฟังดูเหมือนเขากำลังหาว่าผมเป็นคนไร้ยางอาย มิหนำซ้ำที่น่าตกใจและชวนเขินยิ่งกว่านั้นคือตอนนี้เขาถูกล่ามติดไว้กับผนัง แถมดวงตายังคาดไว้ด้วยผ้าสีดำอีกต่างหาก…นี่มันฉากในหนังลามกชัดๆ โชคดีที่ไม่มีใครอยู่แถวนี้ เพราะเกิดใครมาได้ยินเข้าคงคิดว่าผมเป็นพวกวิตถารขั้นสุด!

“อย่างกับพวกเจ้าชู้แน่ะ”

คำพูดตรงไปตรงมาของคิมแจยองทำเอาผมหลุดหัวเราะ ผมใช้มือที่คล้องอยู่หลังคอเขาขยับปลดผ้าปิดตาออก เมื่อผ้าปิดตาหายไป ดวงตาสีน้ำตาลก็อวดโฉมระหว่างแพขนตางอนยาว พอรวมเข้ากับแววตาที่แฝงความโศกเศร้าอย่างบอกไม่ถูกนั่นแล้ว ใบหน้างดงามจนน่าโมโหก็ปรากฏสู่สายตาผมครบสมบูรณ์ ยิ่งมองหน้าเขา น้ำลายก็ยิ่งสอ โอ๊ย ผมอยากแกล้งให้เขาร้องไห้ อยากทรมานเขาชะมัด…

“เพราะงี้ไงฉันถึงชื่อซอนอึนซู ซอนอึนซู ซอนอึนซู พอไม่มีคำว่า ‘อึน’ อยู่ก็จะมีความหมายว่าเจ้าชู้ไง”

ผมพูดติดตลกพลางหัวเราะเบาๆ เพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ ทว่าสีหน้าคิมแจยองกลับเย็นชาลงทันที ผมรู้สึกอายขึ้นมาเพราะเหมือนตัวเองกลายเป็นตาลุงโรคจิตที่พยายามจีบเด็กหนุ่มแสนบริสุทธิ์

“ล้อเล่นเฉยๆ เองน่า ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ”

“ฉันไม่ตลก”

“เอ่อ…เค โทษที”

“ฉันไม่ชอบคนเจ้าชู้”

“รู้แล้วน่า ไม่เจ้าชู้ก็ไม่เจ้าชู้ พอใจยัง”

ทั้งที่กำลังพยักหน้าอยู่แท้ๆ แต่สีหน้าคิมแจยองกลับดูไม่สบอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด ไม่รู้หมอนี่เอาสมองไปคิดอะไรไร้สาระอีกหรือเปล่า ผมโยกศีรษะเขาแรงๆ จากนั้นจู่ๆ เขาก็พูดออกมาด้วยสีหน้าแบบคนที่ตัดสินใจบางอย่างได้

“ฉันจะไม่ฆ่ามนุษย์…ตามที่อึนซูเคยขอ”

“หา? ว่าไงนะ จริงอะ จริงๆ นะ”

“แลกกันกับการที่อึนซูต้อง…รุกฉันแค่คนเดียว…”

นี่มันเรื่องบ้าบออะไรอีก ผมอึ้งสนิทอย่างไม่คิดปิดบังและได้แต่กะพริบตาปริบๆ อยู่หลายที สีหน้าคิมแจยองตรงหน้าผมดูจริงจังมาก ไม่ได้ล้อเล่นหรอกเหรอ นี่เขาพูดจริงใช่ไหม

“เรื่องแบบนี้ทำกับฉันแค่คนเดียวเถอะนะ หืม? นายบอกว่าฉันสวยที่สุดไม่ใช่เหรอ”

คิมแจยองคงกระวนกระวายที่ผมไม่ตอบจึงพรมจูบที่ริมฝีปากผมซ้ำๆ พลางอ้อนวอนด้วยสีหน้าร้อนรน

อย่าบอกนะว่าไอ้หมอนี่คิดว่าผมไล่ปล้ำคนโน้นคนนี้ไปทั่วน่ะ…เพราะงั้นตอนที่ผมหยอกเล่นเมื่อครู่ หมอนี่ถึงได้แสดงปฏิกิริยาแบบนั้นเพราะคิดว่าผมเจ้าชู้จริงๆ สินะ กระบวนการการคิดของหมอนี่มันผิดปกติที่ตรงไหนกันนะ ทำไมถึงได้เข้าใจผิดอะไรกับเรื่องแบบนี้ไปได้

“เฮ้อ นายแม่งบ้าของจริงเลยนี่หว่า”

“…ไม่ได้เหรอ”

“ได้สิ ดีล”

ถึงยังไงเรื่องแบบนี้ผมก็ทำกับเขาแค่คนเดียวอยู่แล้ว สำหรับผมจึงถือเป็นข้อตกลงแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่า ดูจากรอยยิ้มละไมของคิมแจยองแล้ว ดูท่าความขัดแย้งทุกอย่างระหว่างเราคงคลี่คลายลงแล้ว มาถึงจุดนี้เขาน่าจะรับรู้ได้แล้วมั้งว่าตัวเขาสำคัญกับผมมากแค่ไหน

สิ่งที่ผมบอกเขาไปตามตรงมีอยู่แค่สองเรื่องเท่านั้น หนึ่งคือ ‘จากนี้ฉันจะไม่พยายามหาทางฆ่านายอีก’ และสองคือ ‘ถ้านายไม่ฆ่ามนุษย์ ฉันก็จะรุกนายแค่คนเดียว’ ผมไม่ทันได้เฉลียวใจเลยว่าความรู้สึกของผมคงส่งไปไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ เราสองคนต่างก็โผเข้าหากันและบดจูบกันอย่างไม่มีใครยอมใคร

“อืมมม”

คงเพราะได้ลองทำมาแล้วสองสามหน คิมแจยองเลยเริ่มจับทางได้ ลิ้นของเขาวาดผ่านริมฝีปากและไรฟัน ก่อนจะรุกล้ำเข้ามาข้างใน เมื่อเนื้อนุ่มหยุ่นกระดกเลียเพดานปาก ผมก็รู้สึกจั๊กจี้ขึ้นมาแล้วบิดตัวเล็กน้อย

อา…แม่ง ดีชะมัด…

ผมกลืนเสียงลมหายใจที่ทั้งหยาบโลนและหอบกระเส่าโดยที่ไม่รู้เลยว่าเป็นเสียงลมหายใจของใครกันแน่ หลุดเสียงครางออกมาพร้อมเสียงเฉอะแฉะน่าอายที่ดังก้องไปทั่วห้องขัง

“แฮ่ก…ดะ…เดี๋ยว”

ความรู้สึกแปลกๆ แล่นปราดเข้ามาที่ท้องน้อย ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปส่วนนั้นของผมต้องตื่นตัวแน่ ผมขยับสะโพกถอยแล้วหันหน้าหนีเพื่อเลี่ยงริมฝีปากเขา คิมแจยองที่ถูกเครื่องมือจองจำตรึงอยู่ได้แต่มองผมขยับตัวออกห่างด้วยดวงตาแดงก่ำ ผมเอาแขนที่คล้องรอบคอเขาออกก่อนเดินถอยหลัง

“หยุด…หยุดแค่นี้ดีกว่า”

คิมแจยองจ้องผมนิ่งราวกับจะจับผมกิน ผมทนสบตาเขาไม่ไหวจึงหลุบตาลงมองต่ำ ทำให้ส่วนล่างที่ขยายใหญ่จนคับแน่นของเขาปรากฏสู่สายตา

“อะ…ไอ้นั่นน่ะ ทำไมเอะอะก็ใหญ่ขึ้นตลอดเลยวะ”

นี่เป็นครั้งที่สามเข้าไปแล้วที่ผมได้มาเห็นความเป็นชายของคิมแจยองตื่นตัว ขนาดมองจากแสงเงาที่น่าเกรงขามเหนือร่มผ้ายังรู้สึกทึ่ง

“ก็อึนซูเอาแต่เบียดตัวเข้ามานี่…”

บทที่ 10.2

 

“อย่ามาโทษฉันนะ!”

“อื้ม”

แก้มคิมแจยองขึ้นสีชมพูระเรื่อยามก้มหน้าเขิน น่าขำที่เขาแสร้งทำเป็นไร้เดียงสาทั้งที่พกพาวัตถุน่าสะพรึงแบบนั้นติดตัวไว้ตลอด ผมค่อยๆ เดินไปอยู่อีกฝั่งของห้องขัง

“ฉันจะอยู่ตรงมุมนี้…นายรีบทำให้มันสงบซะ”

“อืม…”

“เอ่อ…ร้องเพลงชาติกันดีไหม ตราบเท่าที่คลื่นทะเลตะวันออกจะเหือดแห้ง…”

“ตราบเท่าที่ขุนเขาแพ็กดูจะสึกกร่อน…อ๊ะ!”

แกร๊ง…แกร๊ง…

คิมแจยองก้มหน้างุด ดูท่าคงอยากเอามือออกน่าดู เขาพยายามเกร็งแรงแขนที่ถูกเครื่องมือตรึงไว้ เลือดจากข้อมือที่โดนบาดหยดติ๋งลงพื้น

“เฮ้ย! อย่ากระชากมือสิ เป็นแผลหมดแล้วนั่น”

“อึนซู ชะ…ช่วยหยุดพูดหน่อยไม่ได้เหรอ”

“หา? เอ่อ…”

ความเงียบก่อตัวขึ้นภายในห้องขัง คิมแจยองก้มหน้าเหมือนจะพยายามทำให้มันสงบลง แต่สิ่งที่นูนออกมายังคงไม่ต่างจากเดิม ผมปรายตาไปที่ประตูด้วยความหวั่นใจเพราะไม่รู้ว่าผู้คุมและพลจัตวาจะเข้ามาตอนไหน แม่งเอ๊ย โผล่มาตอนนี้ไม่ได้นะ…คราวก่อนเคราะห์ยังดีที่ครู่เดียวมันก็สงบ แต่คราวนี้…ทำไมมันดูเหมือนจะใหญ่ขึ้นอีกล่ะโว้ย

“ฮือ…”

“…นี่นายร้องไห้เหรอ”

ผมถามเพราะได้ยินเสียงลมหายใจเขาดูแปลกไป

คิมแจยองเงยหน้าขึ้นช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้างดงามที่ปลายจมูกแดงก่ำและมีหยาดน้ำตาเอ่อคลอ

ตึกตัก…

หัวใจคล้ายหล่นวูบ เวรเอ๊ย หมอนี่ขี้โกงเกินไปแล้ว แบบนี้มันโกงกันชัดๆ ท้องน้อยผมรู้สึกเกร็งขึ้นมาอีกครั้ง คิมแจยองมองต่ำลงมาที่ส่วนล่างของผมด้วยสายตาที่อธิบายไม่ถูก

“ของอึนซูก็ใหญ่ขึ้นเหมือนกัน”

“…หุบปาก ฉันรู้น่า”

ใบหน้าผมร้อนผ่าว ฉิบหาย ไม่มีเวลาแล้ว ต้องรีบแก้ปัญหาก่อนจะมีใครเข้ามา ผมเดินดุ่มๆ เข้าไปหาคิมแจยองแล้วปลดเข็มขัดกางเกงเขา

“โห เชี่ย นี่มันอะไร…”

พอผมดึงผ้าที่ดูน่าอึดอัดลง ท่อนลำอวบยาวก็ดีดตัวผึงออกมา น้ำหล่อลื่นเหลวใสที่เลอะตรงส่วนปลายกระเซ็นโดนมือผม ความรู้สึกแรกแทนที่จะรังเกียจ ผมกลับรู้สึกว่าแต่แท่งเนื้ออะไรวะเนี่ย…สีมันแบบว่า…ทั้งที่กำลังมองแท่งเนื้อของชายอกสามศอกเหมือนกันอยู่แท้ๆ แต่นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมรู้สึกประหลาดแบบนี้ หัวใจเริ่มเต้นกระหน่ำเหมือนเด็กหนุ่มวัยแรกรุ่นที่เพิ่งเคยได้ดูหนังผู้ใหญ่

“ทำไม…ไม่มีขนเลยล่ะ…”

“…มันแปลกเหรอ”

ถ้าผมบอกว่าแปลก น้ำตาที่เอ่ออยู่ตรงขอบตาคงได้พรั่งพรูลงมาแหงๆ ผมส่ายหน้าพัลวันโดยลืมแม้กระทั่งการหายใจ มันคือแท่งเนื้อของหนุ่มฉกรรจ์ไม่ใช่หรือไง ผมก็คิดว่าต้องมีขนพึ่บอะไรแบบนั้นน่ะสิ…ใครจะไปนึกล่ะว่ามันจะขาวเนียน แถมยังอมชมพูอีกต่างหาก…บางทีเหตุผลที่ทำให้ไม่รู้สึกรังเกียจจนตัวเองยังตกใจอาจเป็นเพราะภาพตรงหน้าดูไม่สมจริงเกินไปก็ได้

“ระ…รีบเอาออกกันคนละน้ำก็แล้วกัน”

ผมตัวสั่นเทาพลางย้ายมือที่สวมกุญแจมือไปวางตรงแท่งเนื้ออุ่นร้อนของเขา ความอลังการตรงส่วนนั้นมันเกินกว่าหนึ่งมือจะกำถนัด ผมเลยต้องอาศัยสองมือช่วยกันจับ

“อ๊ะ อึนซู…ขยับมือให้หน่อย เร็วสิ…”

“ดะ…เดี๋ยว อย่าโยกสิ ฉันยังเตรียมใจไม่…”

เมื่อผมเอาแต่เหม่อจับแท่งเนื้อเขานิ่ง เขาก็ใกล้หมดความอดทนจนต้องโยกเอวถูไถส่วนนั้นของตัวเองกับมือผม ผมบีบของเขาด้วยปลายนิ้วเพื่อห้ามไว้ จากนั้นก็ค่อยๆ ขยับมือขึ้นลงสลับกันช้าๆ

“นายน่ะ ทำไมน้ำเยอะขนาดนี้…”

แม้สัมผัสจากมือผมจะเงอะงะ แต่น้ำหล่อลื่นของเขากลับหลั่งออกมาไม่หยุด เสียงเฉอะแฉะดังก้องอยู่ในหู ส่วนล่างของผมปวดหน่วงจนเจ็บ เวรเอ๊ย ตอนนี้ผม…กำลังช่วยชักให้เขาแต่ตัวเองดันตื่นตัวขึ้นมาเนี่ยนะ…

“อา…ดี…อืม…ดีจัง…”

“เชี่ย…”

ผู้ชายอกสามศอกประเภทไหนกันครางเสียงลามกขนาดนี้…และนี่คงเป็นอานิสงส์จากทักษะหัตถ์พระเจ้าของผม ความเงอะงะจึงได้เปลี่ยนเป็นชำนาญในชั่วพริบตา ผมรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าควรกระตุ้นตรงจุดไหนถึงจะทำให้เขาเสียวสะท้านได้ ไอ้เวรนี่ หวังว่าคงไม่เก็บมาคิดหรอกนะว่าผมเก่งเพราะทำจนเชี่ยวชาญ ผมเงยหน้าเล็กน้อยเพื่อมองหน้าเขาด้วยความอยากรู้…แล้วผมก็ได้เห็นดวงตาพร่ามัวที่กำลังหรี่ปรือ แก้มที่แต้มสีชมพูระเรื่อเหมือนท่อนลำของเขา และเนื้ออ่อนสีแดงด้านในริมฝีปากที่เผยอออก

บ้าไปแล้ว…

ผมสาวแท่งร้อนนั่นพร้อมกับยัดลิ้นตัวเองสอดเข้าไปในปากเขาอย่างตะกละตะกลาม ดูดโคนลิ้นรัวแรงแล้วสอดสุดปลายลิ้นเข้าไปจนถึงส่วนลึกเพื่อกระตุ้นเขา ผมเพิ่งเคยเจอคนที่ทำให้รู้สึกอยากชิมให้เกลี้ยงขนาดนี้เป็นครั้งแรก อ้างไปเถอะว่าเป็นชายแท้ ใครได้มาเห็นคิมแจยองเข้าก็ต้องแข็งกันทั้งนั้นแหละ

“อึนซูก็ทำ…ทำด้วยกันสิ…นะ?”

ทั้งที่กำลังอ้อนวอน แต่คิมแจยองกลับยิ้มตาหยี

ร้ายกาจนักนะ ไอ้จิ้งจอกนี่

ผมสบถด่าเขายาวเหยียดในใจ ทว่าก็ยังทำตามเขาโดยการดึงกางเกงลงอย่างว่าง่าย

“ใหญ่เหมือนกันแฮะ”

“หยามฉันหรือไง”

แม้ของผมจะจัดว่าใหญ่กว่าคนทั่วไปโดยเฉลี่ย แต่พอเอามาเทียบกับของหมอนี่แล้วกลับรู้สึกเล็กกว่าเยอะ ยังไงก็เถอะ ผมไม่ได้อยากเปิดศึกยุทธหัตถีกับผู้ชายด้วยกันเองเท่าไหร่ แต่ในเมื่อมีมือไม่พอจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากแนบของเขากับของผมไว้ด้วยกันแล้วเริ่มรูดชัก

“อึนซู…กำมือ…ให้แน่นกว่านี้หน่อย…”

คิมแจยองครวญคราง ครั้นผมกระชับมือที่กำส่วนนั้นแน่นกว่าเดิม เขาก็เสยสะโพกขึ้นโดยแรง

“…อ๊า! ดะ…ดี ซี้ด ดีมาก…”

แท่งเนื้อเสียดสีกันจนชื้นแฉะ ทุกครั้งที่เขาดันตัวเข้ามา ผมเองก็หลุดเสียงครางกระเส่าเหมือนกัน ผมโยกสะโพกไปตามจังหวะการเคลื่อนไหวของเขาพลางหลับตาพริ้มเนื่องจากทนการกระตุ้นเร้าไม่ไหว ต่างจากเขาที่ลิ้มเลียไปทั่วใบหน้าผมและมองทุกการเคลื่อนไหวเล็กๆ ของกล้ามเนื้อใบหน้าผมไม่วางตา

แกร๊ก…

เสียงอะไรบางอย่างขาดออกจากกันดังขึ้น ผมลืมตาโพลง ผนังแตกร้าว ฝุ่นปูนร่วงกราว ตรงนั้นคือจุดที่มือซ้ายของคิมแจยองถูกตรึงไว้

“ฮึก!”

มือของคิมแจยองที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่เหล็กหลุดออกมาคว้าก้นผม ผมแหงนหน้าขึ้นด้วยความรู้สึกเหมือนจวนจะเสร็จ พอยึดส่วนล่างผมไว้ไม่ให้ขยับไปไหนได้ เขาก็โถมสะโพกเข้ามารัวเร็วกว่าเดิม

“อ๊า…แจยอง อือ…ระ…เร็วอีก อ๊ะ…!”

“แฮ่ก…แฮ่ก…อึก อึนซู…!”

ต่างคนต่างขยับอย่างบ้าคลั่ง แต่ก็ยังไม่วายบดริมฝีปากเข้าหากัน ต่างฝ่ายต่างต้องกลืนเสียงครางไว้ในลำคออย่างช่วยไม่ได้ คิมแจยองเป็นดั่งสัตว์ป่าที่หลงเหลือเพียงสัญชาตญาณดิบ พอเขาดูดดุนลิ้นผมจนเกิดเสียงน่าอาย ผมก็ตอบรับเขาด้วยการสอดลิ้นเข้าไปถึงในปากและกวาดเลียทั่วเพดานอ่อน เสียงครางต่ำของเขาลอดออกมาจากลำคอ มันฟังดูเหมือนเสียงคำรามของสัตว์ที่กำลังตื่นตระหนก เรี่ยวแรงของผมพลุ่งพล่านและรวมกันอยู่ที่ส่วนล่าง ความรู้สึกใกล้เสร็จสมถั่งโถมเข้าใส่

“ชักแรงๆ…อึก…แรงอีก”

คิมแจยองเองก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน มือเขาขยำก้นผมแรงขึ้น ผมรู้สึกระบมเหมือนก้นจะช้ำ แต่ก็ยังเพิ่มแรงบีบให้ตามคำขอ เขาถอนท่อนลำอวบยาวออกแล้วเสยตอกเข้ามาใหม่อย่างรุนแรง น้ำหล่อลื่นของเราผสมกันปนเป เสียงเสียดสีเปียกแฉะดังไปทั่วห้องขัง ทว่าความตื่นเต้นกลับไม่ได้ลดลงเลย

“อ๊ะ…อ๊า…!”

คิมแจยองกัดคอผมซ้ำตรงจุดที่เขาเพิ่งสร้างรอยแผลไว้ เลือดไม่ได้ไหลซิบเหมือนก่อนหน้านี้ก็จริง แต่ความรู้สึกเสียวซ่านกลับแล่นปราดไปทั่วร่าง ผมแยกไม่ออกว่ามันคือความเจ็บปวดหรือความสุขกันแน่ แรงกระตุ้นนั้นส่งผลให้ทั้งกายผมสั่นสะท้านจนน้ำรักพุ่งพรวดออกมา

“อย่าผ่อนแรง…นะ”

คิมแจยองที่ยังไม่ถึงฝั่งฝันกระซิบอ้อนวอนอยู่ข้างหู เนื่องจากผมเพิ่งเสร็จไปเลยยังค้างอยู่กับอารมณ์นั้น ผมจึงเกร็งแรงพยุงเข่าไว้และใช้มือสั่นเทาจับแก่นกายชักให้เขา

“อ๊า…อึนซู…อื้อออ!”

ไม่นานนักน้ำรักก็ฉีดพุ่งออกมาจากส่วนปลาย ของเหลวขาวขุ่นเปรอะเลอะเต็มแผ่นอกของเรา ทั้งที่เอาออกไปแล้วน้ำหนึ่ง ทว่าแก่นกายของคิมแจยองยังคงปลดปล่อยออกมาไม่หยุด ผมใช้มือรูดชักเพื่อรีดออกให้เกลี้ยง แต่แล้วมันกลับแข็งขืนขึ้นมาใหม่ ผมจึงรีบปล่อยมือทันที

“เชี่ย…ปกตินายน้ำเยอะขนาดนี้เลยเหรอ”

ผมหันมองไปรอบๆ แต่ไม่เจออะไรที่พอจะนำมาเช็ดได้เลยดึงปลอกหมอนมาเช็ดแบบขอไปทีก่อนสวมกางเกง เคราะห์ดีที่ลายบนเสื้อผ้าผมพอจะพรางตาได้เลยมองเห็นไม่ค่อยชัดว่าถูกน้ำรักกระเซ็นมาเปื้อน

“ไม่รู้สิ นี่ครั้งแรก…”

“ครั้งแรก?”

“อื้ม ครั้งแรก”

“เอ่อ…นายไม่เคยช่วยตัวเองเลยเนี่ยนะ”

“อื้อ”

คิมแจยองพยักหน้า แก้มเขาแต้มเลือดฝาดจางๆ เด็กหนุ่มอายุยี่สิบวัยฮอร์โมนพลุ่งพล่านกลับไม่เคยช่วยตัวเองมาก่อน…ไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียวเนี่ยนะ มันเป็นไปได้หรือไงกัน ผมยื่นปลอกหมอนให้เขาโดยทำหน้าเป็นเชิงบอกว่าไม่เชื่อ คิมแจยองรับไปถือไว้ สีหน้าฉายความผิดหวัง เขาคงคาดหวังให้ผมเช็ดให้ แต่มือเขาขยับได้แล้วข้างหนึ่งนี่ งั้นก็ไม่มีปัญหา ถ้าจะให้ผมไปเช็ดๆ ถูๆ ให้แล้วเขาแข็งขึ้นมาอีกรอบมีหวังเรื่องใหญ่แน่ ผมเบือนหน้ามองไปทางอื่น รอเขาดึงกางเกงขึ้นมาสวมจนเรียบร้อย

“…พอดีมันเป็นสถานการณ์คับขัน คิดซะว่าเพื่อนกันช่วยชักให้กันเฉยๆ แล้วกัน เข้าใจไหม”

“กับเพื่อนๆ อึนซูก็ช่วยชักให้กันแบบนี้เหรอ”

จังหวะนี้ถ้าพูดผิดชีวิตอาจเปลี่ยนได้ ผมเกือบขุดหลุมฝังตัวเองแล้วไหมล่ะ ใบหน้าผมเห่อร้อนขึ้นมาในขณะที่เอ่ยตอบเขา

“…เชี่ยเอ๊ย ไม่มีทางอะ”

คิมแจยองระเบิดหัวเราะพลางยิ้มตาหยีอย่างพออกพอใจ

ด้านหลังตัวเขากำลังเปล่งรัศมีใช่ไหมนะ…ใครมันมาเปิดไฟส่องแค่จุดนั้นจุดเดียววะเนี่ย…

สำหรับคิมแจยองที่ยามปกติมักให้ความรู้สึกบริสุทธิ์สง่างาม แต่ในขณะเดียวกันก็เฉยชานั้น ไม่บ่อยนักที่เขาจะยิ้มกว้างขนาดนี้ เขาหัวเราะเสียงดังเมื่อไหร่ ความมีชีวิตชีวาจะล้นปรี่ออกมาจนเปล่งประกายเจิดจ้า ถึงจะฟังดูเลี่ยนไปนิด ทว่าแม้กระทั่งทูตสวรรค์…ก็ไม่มีทางงดงามไปมากกว่าเขาได้แน่นอน

“อย่าหัวเราะนะ คนเขาหวั่นไหว”

เพียงแค่มองเขา มุมปากผมก็ยกยิ้มขึ้นมาแล้ว เราต่างฝ่ายต่างจ้องหน้าและเอาแต่หัวเราะกันอย่างไม่มีเหตุผล

“โทษทีนะ! เสร็จกันแล้วใช่ไหม อะแฮ่ม…ฉันเข้าไปได้หรือยัง! คาดผ้าปิดตาให้เจ้านั่นใหม่ด้วยล่ะ!”

เสียงพลจัตวาคิมมียอนดังลั่นทั่วห้องขัง ผมสะดุ้งตกใจก่อนลนลานฉวยผ้าปิดตาบนพื้นขึ้นมาคาดให้คิมแจยอง ครู่ต่อมาใบหน้ากระอักกระอ่วนของพลจัตวาก็ยื่นโผล่เข้ามาทางช่องประตูที่แง้มไว้เล็กน้อย

“ไม่ได้แอบฟังนะ เอ่อ…พอดีเห็นบรรยากาศมันกำลังได้ที่น่ะ…เลยแค่ฟังเสียงอยู่ข้างนอกเฉยๆ แต่ยังไงหน้าที่ฉันก็คือการเฝ้านักโทษ จะให้เลี่ยงออกไปไกลๆ ก็ไม่ได้”

“เธอควรจะห้ามแท้ๆ! กล้าดียังไงถึงมาทำเรื่องพรรค์นั้นในห้องขังอันศักดิ์สิทธิ์…!”

“ห้องขังมันศักดิ์สิทธิ์อะไรตรงไหนยะ อย่าไปสนใจพวกตาแก่หัวโบราณเลย คนหนุ่มสาวก็แบบนี้แหละ อืม…ในหมู่ทหารเองก็มีไม่น้อยนะ เกย์ โฮโม…หรืออะไรทำนองนั้น ฉันใช้ชีวิตอยู่ในกองทัพเห็นมาเป็นร้อยแล้วมั้ง ไม่มีอะไรต้องอายหรอก”

พลจัตวาคิมมียอนลากผู้คุมเข้ามาด้านในห้องขัง ผู้คุมหน้าแดงก่ำจนลามไปถึงหูและไม่กล้าสบตาเราเหมือนเมื่อครู่ พอเกือบจะสบตา เขาก็ตกใจจนหันหน้าขวับทันที

“อ้อ แล้วก็…ฉันตกลงกับตาลุงนี่แล้วว่าเรื่องเมื่อกี้จะไม่รายงานเบื้องบน ถ้าจะให้แจ้งก็คงเกินไป…”

“…ขอบคุณครับ”

“แต่น่าจะต้องไปหาสเปรย์ปรับอากาศมาฉีดๆ ดับกลิ่นคาวหน่อย ไม่ไหว…”

“…ขอโทษด้วยครับ”

ผมเองก็ไม่กล้ามองหน้าทั้งสองคนเหมือนกัน จึงได้แต่พึมพำทั้งที่ก้มหน้างุด

โคตรของความอับอาย…

“แต่มีข้อแม้ว่าพวกนายต้องเล่าเรื่องที่คุยกันก่อนหน้านี้ให้ฉันฟัง เรื่องอะไรนะ…ทูตสวรรค์ อาโรกันเชีย เรื่องพวกนั้นคืออะไร”

“เรื่องนั้น…ขอผมพบพี่ยูฮยอกได้ไหมครับ แล้วผมจะอธิบายให้ฟังทั้งหมดเลยครับ”

ในเมื่อผมได้คำมั่นสัญญาจากคิมแจยองเรียบร้อยแล้วว่าเขาจะไม่ฆ่ามนุษย์ ตอนนี้ก็ถึงเวลาโน้มน้าวชายูฮยอกบ้าง ผมต้องผสานข้อมูลที่ตัวเองค้นพบกับข้อมูลที่ได้จากอาโรกันเชียเข้าด้วยกันเพื่อนำมาพิสูจน์คุณค่าของคิมแจยอง จากนั้นก็ต้องร่วมมือกันให้ได้ มีแต่ต้องทำแบบนี้เท่านั้นผมถึงจะสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับอนาคตที่กำลังจะมาถึง

 

พลจัตวาคิมมียอนคือทหารยศนายพล ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองจากผู้บัญชาการอิมกยูที่ประดับยศสูงสุดในกองทัพ ทั้งที่เป็นนายทหารยศสูงเป็นอันดับสอง แต่ตอนนี้กลับต้องมานั่งอยู่บนพื้นห้องขังที่เย็นยะเยือกเพื่อเฝ้าจับตาดูนักโทษ เหตุผลนั้นง่ายนิดเดียว เธอพ่ายในสงครามช่วงชิงอำนาจกับผู้บัญชาการจนถูกปลดจากตำแหน่ง พลจัตวาคิมมียอนโชคดีที่ตื่นรู้ด้วยสกิลอันแข็งแกร่ง เธออาศัยเพิ่มพูนฐานอำนาจตัวเองขึ้นมาทีละนิดอย่างพากเพียร แต่แล้วกลับพลาดท่าตกหลุมพรางที่ผู้บังคับบัญชาวางไว้ สุดท้ายก็สูญเสียแขนขวา หน่วยทหารที่ติดตามเธอจึงกระจัดกระจายกันไปคนละทิศคนละทาง เธอถูกปลดจากตำแหน่งและจำต้องร่อนเร่ย้ายไปๆ มาๆ ระหว่างหน่วยทหารแนวหลัง แม้จะพยายามกลับมาตั้งตัวใหม่ แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายนักเมื่อแขนข้างหนึ่งใช้การไม่ได้ สมาชิกทั้งหมดของกองบัญชาการรับมือวิกฤตการณ์ชาติที่ผู้บัญชาการอิมกยูเป็นผู้จัดตั้งขึ้นล้วนแล้วแต่เป็นผู้ชายกันทั้งนั้น และทหารทุกนายก็ไม่ยินยอมพร้อมใจให้มีทหารหญิงเข้ามาแทรกแซง

กำลังจะยอมแพ้ทุกอย่างให้มันจบๆ อยู่แล้วเชียว โอกาสดันมาถึงซะนี่

แขนที่ขยับไม่ได้มานานหลายเดือนกลับหายดีเป็นปกติ ใบหน้าผู้บัญชาการอิมกยูถมึงทึงยามได้เห็นแขนข้างนั้นของเธอ ผู้บัญชาการอิมกยูยังจำได้ดีว่าสมัยที่พลจัตวาคิมมียอนนำทัพด้วยพลังอันแข็งแกร่ง ภาวะผู้นำที่โดดเด่นทำให้เธอคุมกองทัพในระยะแรกได้ยังไง หากไม่ใช่เพราะพลจัตวาคิมมียอน กองทัพทั้งหมดคงไม่เหลือซากไปแล้วตั้งแต่ตอนอยู่ที่อึยจองบู เหล่าทหารร่วมรบในหน่วยช่วงแรกๆ ก็ยังคงระลึกถึงเธออยู่ ผู้บัญชาการอิมกยูสัมผัสได้ถึงวิกฤตจึงดึงพลจัตวาคิมมียอนเข้าหน่วยแลกกับการมอบหมายให้เธอคอยจับตาดูคิมแจยองแทน

ปากก็มอบหมายงานให้เพราะอ้างว่าไม่มีผู้ตื่นรู้คนไหนในกองทัพที่แข็งแกร่งเท่าฉันอีกแล้ว แต่ใจจริงหวังให้ฉันตายใต้เงื้อมมือคิมแจยองเห็นๆ

หากไม่ได้อยู่ในภาวะสงครามผู้บัญชาการอิมกยูคงได้รับการยกย่องนับถือในฐานะนายพลที่ไม่เลว ทว่าพลตรีคิมมียอนรู้ดีว่าท่ามกลางภาวะสงคราม สิ่งที่ผู้คนต้องการหาใช่ผู้นำปากหวานหรือผู้นำที่ละโมบโลภมากในผลงาน หากแต่เป็นผู้นำที่เข้มแข็ง

ในเมื่อกองทัพไม่มีที่ยืนสำหรับฉัน ถ้างั้นก็จำเป็นต้องยืมกำลังจากภายนอกมาใช้แล้วล่ะ

เมื่อคิมมียอนได้พบชายูฮยอกแห่ง X มาร์ตก็ชื่นชมถึงความเก่งกาจของเขา ชายูฮยอกเป็นผู้นำที่นอกจากจะมีเสน่ห์แล้ว ยังมีกองกำลังมหาศาลหนุนหลัง มิหนำซ้ำยังเป็นเพียงคนเดียวที่เอาชนะคิมแจยองได้ด้วย เพียงได้ชื่อว่าอยู่ภายใต้การดูแลของเขาก็เป็นที่น่าภาคภูมิใจสำหรับชาว X มาร์ตแล้ว พลจัตวาคิมมียอนวางแผนที่จะเข้าหาชายูฮยอกเพื่อขอความช่วยเหลือในการโค่นผู้บัญชาการอิมกยู

แต่ว่านะ…

ไม่ว่าจะคิดยังไงก็หาเหตุผลให้ชายูฮยอกปะทะกับผู้บัญชาการอิมกยูไม่ได้ แม้จะมองออกว่าผู้บัญชาการอิมกยูในสายตาของชายูฮยอกหาได้มีภาพลักษณ์ดีเด่นอะไรไม่ มิหนำซ้ำพอผู้บัญชาการอิมกยูได้เห็นพลังของชายูฮยอกกับตาก็เริ่มเปลี่ยนเป็นจิ้งจอกที่ยอมลู่หางเชื่อฟังอีกฝ่าย ดังนั้นในมุมของชายูฮยอกไม่มีเหตุผลให้ต้องถือหางเข้าข้างพลจัตวาคิมมียอนเพื่อกระตุกหนวดทางผู้บัญชาการอิมกยู กระนั้นจะให้ดึงซอนจงกรุ๊ปเข้ามาร่วมด้วย นิสัยเธอกับพวกนักธุรกิจก็ดูไปกันไม่ค่อยได้เท่าไหร่

ซอนอึนซู คิมแจยอง พวกเธอเป็นตัวอะไรกันแน่ ทำไมถึงเป็นที่สนใจอยู่เรื่อย

ซอนอึนซูคือลูกชายคนสุดท้องของซอนจงกรุ๊ปที่มีพลังประหลาดถึงขั้นสามารถสังหารอควาระดับสูงได้ในครั้งเดียว และคิมแจยองก็คือไซโคพาธที่สามารถควบคุมสัตว์ประหลาดเหล่านั้นได้ พลจัตวาคิมมียอนแอบฟังทั้งคู่คุยกัน อาโรกันเชีย ผู้ส่งสารแห่งพระเจ้า ทูตสวรรค์ คำพยากรณ์ ราชาหนุ่ม…เนื้อหาในบทสนทนาล้วนเป็นสิ่งที่เธอไม่เข้าใจ ทั้งสองราวกับรู้ดีว่าเหตุใดโลกจึงกลายเป็นเช่นนี้และอนาคตจะเป็นเช่นไรต่อไป

ถึงยังงั้นก็เถอะ ฝ่ายนี้…ดูทรงแล้วน่าจะเป็นของจริงนะ

ลางสังหรณ์จากประสบการณ์สามสิบปีของการเป็นทหารกำลังบอกเธอว่าฝ่ายนี้แหละคือผู้ที่เธอควรจับมือเป็นพันธมิตรด้วย

 

“แล้ววิธีถอนตราสัญลักษณ์ล่ะ”

ชายูฮยอกรับปากว่าจะส่งผมกลับสู่อ้อมกอดของครอบครัวหากสามารถหาวิธีถอนตราสัญลักษณ์ที่ประทับไว้ตรงหัวใจของอีฮยอนอูและคนอื่นได้ ขณะเดียวกันก็ข่มขู่ว่าหากหาไม่เจอ เขาคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทรมานคิมแจยองเพื่อเค้นเอาข้อมูล ดังนั้นผมจึงมาถามอาโรกันเชีย แต่กระทั่งอาโรกันเชียเองก็ยังไม่รู้เลยว่าจะถอนตราสัญลักษณ์บนตัวทาสได้ด้วยวิธีไหน เจ้าตัวตอบอย่างไม่สะทกสะท้านว่า ‘เคยแต่ฆ่าทิ้ง ไม่เคยถอนคำสาป แล้วข้าจะไปรู้ได้อย่างไร’

“เรื่องนั้นยังหาคำตอบไม่ได้เลยครับ”

“ถ้างั้นเรียกมาทำไม”

ใบหน้าชายูฮยอกดูไร้อารมณ์ ต่อให้เอามีดกรีดก็คงไม่สะทกสะท้าน นี่แหละคือโฉมหน้าของ ‘ชายูฮยอกผู้สังหารผม’ แบบที่เห็นในความฝัน ผมเพิ่งมารู้สึกเอาตอนนี้ว่าช่วงอยู่ที่ X มาร์ตเขาออกจะใส่ใจผมไม่น้อย แถมยังชอบมาลูบหัวผมบ่อยจนน่ารำคาญ แต่ตอนนี้ดูเหมือนเขาไม่อยากแม้แต่จะเสวนาด้วย แถมยังยืนห่างจากลูกกรงเหล็กซะไกล

“ผมตั้งใจจะบอกเหตุผลว่าทำไมถึงไม่ควรฆ่าคิมแจยองครับ”

“เฮอะ”

ชายูฮยอกหันหน้าหนีราวกับเรื่องที่ผมจะพูดไม่ควรค่าแก่การรับฟัง ผมจึงรีบตรงเข้าประเด็นทันทีเพื่อรั้งเขาไว้ไม่ให้ออกไปข้างนอกซะก่อน

“ในอนาคตโลกจะเป็นยังไงผมรู้ครับ!”

ชายูฮยอกชะงักค้างในขณะที่มือจับอยู่ที่ลูกบิดประตู เขาหันมาช้าๆ พลางถอนหายใจเบาๆ

“พี่เชื่อไม่ลงหรอก ที่ผ่านมาเราเคยโกหกแค่ครั้งสองครั้งหรือไง”

“คราวนี้ผมพูดจริงครับ”

“ว่ามา”

ชายูฮยอกพยักหน้าเป็นเชิงบอกว่ากำลังรอฟัง ผมเดินเข้าไปใกล้เขาแล้วคว้าจับลูกกรงเหล็กเอาไว้ เสียงกุญแจมือกระทบเหล็กเสียงดังเคร้ง

“…โลกกำลังจะพินาศครับ”

เมื่อผมกระซิบเสียงค่อย ชายูฮยอกก็จ้องผมด้วยสายตาที่บอกเป็นนัยว่าโลกมันก็พังพินาศอยู่แล้วนี่

“ไม่ใช่แบบนั้นครับ คราวนี้ทุกคนจะตายกันหมดจริงๆ”

“แล้วยังไง”

“บนดวงจันทร์สีแดงนั่นมีราชาทั้งหมดเจ็ดองค์ พวกที่เรารู้จักอย่างบีสต์ บิ๊กบั๊ก และอควา แต่ละฝ่ายคือลูกสมุนรับใช้ของราชาแต่ละองค์ครับ”

ผมเริ่มเปิดเผยข้อมูลที่ได้รู้มาอย่างจริงจัง แม้จะบอกเรื่องอนาคตที่เห็นผ่านฝันพยากรณ์ไม่ได้ แต่เรื่องที่ได้ยินจากอาโรกันเชียกลับเล่าได้อย่างไม่มีปัญหา นั่นหมายความว่าการพูดถึงอนาคตที่จะเกิดขึ้นจริงมีข้อจำกัด ส่วนการพูดโดยอิงจากประสบการณ์ตรงของอาโรกันเชียนั้นสามารถทำได้ตามปกติ

ผมอธิบายสภาพของคิมแจยองให้เขาฟังคร่าวๆ แน่นอนว่าไม่ใช่ความจริงไปซะทั้งหมด เพราะถ้าชายูฮยอกรู้ว่าการที่คิมแจยองโจมตีมนุษย์เกิดจากความตั้งใจของเจ้าตัวล้วนๆ ต่อให้ต้องตายคนอย่างชายูฮยอกคงไม่มีทางเชื่อจนยอมให้ผมโน้มน้าวได้เด็ดขาด ผมจัดแจงใส่ความจริงและความเท็จเข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยบอกไปว่าอาโรกันเชียที่อยู่ในร่างคิมแจยองส่งผลให้นิสัยเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย ซึ่งตอนนี้เขาได้สติแล้ว และสัญญาแล้วว่าจะไม่ฆ่ามนุษย์แน่นอน นี่แหละที่เขาเรียกกันว่าอุบายการโกหกสีขาว

“สรุปคือ…จากนี้โลกจะถึงคราวพินาศว่างั้นสินะ”

“ตามที่บอกเลยครับ”

“ไอ้เวรนั่นเหรอจะมาอยู่ฝ่ายเรา พี่ไม่เชื่อ”

“แล้วพี่เชื่อผมไหมครับ”

“ไม่”

ให้ตายเหอะ ผมควรพาอีฮยอนอูมาเล่นเกมจับเท็จให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยไหม สิ่งที่ผมเล่าไปนอกจากเรื่องของคิมแจยองที่แอบโกหกไปนิดหน่อยแล้ว ส่วนที่เหลือล้วนเป็นความจริงทั้งหมด พอผมทำปากยื่น ชายูฮยอกก็ขมวดคิ้วพร้อมยกมือขึ้นกุมหน้าผาก เขาดูสับสนภายในใจเหมือนตัวเขาออกวิ่งไม่หยุดจนมาถึงทุกวันนี้โดยไม่รู้เลยว่าทำไมโลกถึงกลายเป็นเช่นนี้ เพราะอะไรถึงมีแค่เขาคนเดียวที่มีพลังแข็งแกร่ง ซ้ำยังดูหนักใจกับการต้องชั่งใจอีกว่าควรเชื่อคำพูดของผมมากแค่ไหน ผมปล่อยให้เขาตกผลึกความคิดของตัวเองโดยการเฝ้ารออย่างเงียบๆ

“…ไม่ว่ายังไงการฆ่าให้ตายน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด”

สิ่งที่หลุดออกมาจากปากของชายูฮยอกหลังเรียบเรียงความคิดได้แล้วกลับไม่ใช่คำตอบที่ผมต้องการ

“ฆ่าให้ตาย? ฆ่าใครครับ”

“คิมแจยอง”

“เดี๋ยวนะ ไหงเป็นงั้นล่ะครับ ผมเพิ่งบอกไปเองนะว่าเราต้องมีคิมแจยองถึงจะหยุดราชาบนดวงจันทร์สีแดงได้ เขายังฟื้นฟูพลังได้ไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์เลยด้วยซ้ำ นั่นแปลว่าราชาบนดวงจันทร์สีแดงแข็งแกร่งกว่าคิมแจยองอย่างน้อยๆ ก็สิบเท่าหรือมากกว่า เท่ากับว่ามีสัตว์ประหลาดแบบนั้นอยู่อีกตั้งหกตัวเชียวนะครับ! ดังนั้นเราต้องรีบช่วยคิมแจยองฟื้นฟูพลังให้เร็วที่สุด ถึงจะหยุดศัตรูได้ไงครับ!”

ผมตกใจจนเผลอพูดเสียงดังลั่น ปกติชายูฮยอกเป็นคนที่ทำอะไรเพื่อคนอื่นเสมอเลยคิดว่าครั้งนี้เขาเองก็คงจะทำเหมือนเดิม…แววตาของชายูฮยอกมีแต่ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ เขาคงคิดตกแล้วว่าจะไม่เชื่อในสิ่งที่ผมพูด ในใจผมเดือดปุด คงเพราะเขามองเห็นว่าทั้งผมและคิมแจยองอยู่ฝ่ายอธรรม ทั้งที่ถ้าเห็นว่าอยู่ฝ่ายธรรมะแบบเมื่อก่อน ยังไงเขาก็จะเชื่อผมแท้ๆ

“พี่รับมือคนเดียวไม่ไหวหรอกครับ”

“ตอนนี้ทุกคนต้องการให้ฆ่าไอ้เวรนั่นเดี๋ยวนี้ พี่เองก็คิดเหมือนกัน”

“บอกแล้วไงครับว่าราชาของพวกสัตว์ประหลาดกำลังจะมาน่ะ!”

“เราถึงต้องเตรียมตั้งรับไง”

สุดท้ายการโน้มน้าวก็ล้มเหลว พอกันทั้งหมอนี่ทั้งหมอนั่นหัวแข็งอย่างกับหิน ผมพยายามพูดดีหลายหนก็แล้ว สุดท้ายก็ต้องให้โมโหจนได้

“เชี่ยแม่ง ถ้าพี่จะฆ่าเขา ถ้างั้นฆ่าผมก่อนได้เลยครับ”

“ซอนอึนซู”

“ทำไมครับ ผมมันทำไมเหรอ ฆ่าไม่ได้เพราะซอนจงกรุ๊ปหรือไง”

ผมหอบแฮ่กๆ ทุบลูกกรงเหล็กดังสนั่น ชายูฮยอกถอนหายใจอีกครั้งก่อนเบนสายตาไปมองคิมแจยองที่ถูกล่ามอยู่ด้านในลูกกรง หมอนั่นกำลังฟังบทสนทนาของเราอยู่อย่างสงบเสงี่ยม ผมย้ำคิมแจยองซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าอย่าได้เสนอหน้าเข้ามายุ่งเด็ดขาด เขาจึงทำตัวเป็นมนุษย์ล่องหน ผมจึงไม่ได้ยินเสียงเขาแม้แต่เสียงลมหายใจ

“…ถอนตราสัญลักษณ์ให้อีฮยอนอูสิ แล้วพี่จะยอมเชื่อ”

คิมแจยองได้ยินที่ชายูฮยอกพูดก็เอียงคอ ริมฝีปากสวยได้รูปเผยรอยยิ้ม สถานการณ์เคร่งเครียดแบบนี้ยังจะมายิ้มเลอะเทอะไม่ดูตาม้าตาเรือ ถ้าไม่มีผ้าปิดตาผมคงส่งสัญญาณเตือนด้วยสายตาไปแล้ว แต่ตอนนี้ผมดันหาวิธีหยุดเขาไม่ได้

“ถ้าถอนก็ตาย”

“ว่าไงนะ”

“ไม่งั้นจะมีคำว่าสัญญาตลอดชีพไว้เพื่ออะไร…”

เมื่อได้ยินเสียงทุ้มต่ำของคิมแจยอง ชายูฮยอกก็กำมือแน่น เส้นเลือดบนหลังมือปูดโปนเป็นสีเขียวเหมือนพร้อมเหวี่ยงหมัดโตๆ นั่นเข้าใส่คิมแจยองทุกเมื่อ

“ขอแลกกับการทำสัญญาใหม่แล้วกัน”

“…สัญญาใหม่?”

“อืม ต่อจากนี้ถ้าฉันฆ่ามนุษย์อีกแม้แต่คนเดียว…ฉันก็จะตายด้วย คิดว่าไง”

“คิมแจยอง!”

เขาตัดสินใจเองโดยไม่ปรึกษาผม ผมจึงหันกลับไปมองด้วยความตกใจ ก่อนจะได้เห็นใบหน้าคิมแจยองกำลังยิ้มกว้าง ตอนนี้ต่อให้เขากำลังยิ้ม ผมก็ไม่ได้มองว่าสวยเลยสักนิด มันทำเอาผมชักอยากจะต่อยหน้าเขาขึ้นมาสักหมัดแล้วเหมือนกัน

“…มีเหตุผลอะไรที่ต้องทำถึงขนาดนั้น”

“พอดีสัญญากับอึนซูไว้แล้วน่ะสิ ถ้าฉันไม่ฆ่ามนุษย์ อึนซูก็จะ…”

“ว้ากกกก!”

“…คนเดียว”

หมอนี่ดันมาพูดอะไรต่อหน้าชายูฮยอกวะเนี่ย! โชคดีที่ผมร้องตะโกนแทรกขึ้นมา ชายูฮยอกเลยดูเหมือนจะไม่ได้ยิน

“ถ้าขนาดนี้แล้วยังไม่มากพอที่จะทำให้เชื่อได้ งั้นก็ลองทดสอบดู”

“นี่ สตินายยังดีอยู่ไหม สมองพังหรือไง”

“…เอาสิ ดีเหมือนกัน”

“พี่ครับ!”

ชายูฮยอกเห็นด้วยกับคำพูดนั้น ผมมองทั้งสองคนสลับไปมา ทั้งที่ตะโกนเสียงดังก็แล้ว แต่ทุกคนกลับฟังเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ชายูฮยอกสั่งให้ผู้คุมด้านนอกนำสิ่งมีชีวิต เช่น พวกหนูหรือแมลงสาบกับอาหารที่มีกลิ่นฉุนมาให้เขา ไม่นานนักผู้คุมก็เอาแมลงสาบหลายตัวที่ขังไว้ในกล่องใสกับข้าวเกรียบกุ้งรสเห็ดทรัฟเฟิลกลิ่นแรงใส่ชามมาให้ชายูฮยอก

ชายูฮยอกเปิดลูกกรงเหล็กก้าวเข้ามาข้างใน เขาเดินตรงเข้าไปหาคิมแจยองและกระชากผ้าปิดตาจนขาด สายตาเปี่ยมไอสังหารของชายูฮยอกปะทะกับสายตาอคติของคิมแจยองโดยมีอากาศคั่นกลาง ทั้งสองแผ่รัศมีน่าหวาดหวั่นออกมาราวกับพร้อมจะห้ำหั่นกันทันที

“เอาเลยสิ”

ชายูฮยอกกัดฟันพูดอย่างหงุดหงิดพลางดันกล่องแมลงสาบให้ เนื่องจากตรวนแขนข้างซ้ายพังไปแล้ว คิมแจยองจึงยื่นแขนซ้ายซึ่งเป็นอิสระอยู่ข้างเดียวไปเหนือกล่องนั้น

“ถ้ากินขนมชิ้นนี้…แมลงสาบตัวนี้จะตาย”

คิมแจยองพูดยังไม่ทันขาดคำ ลวดลายประหลาดสีแดงที่ไม่เหมือนกับลวดลายตรงหัวใจอีฮยอนอูก็ปรากฏขึ้นบนหลังของแมลงสาบตัวหนึ่งก่อนเลือนหายไป ชายูฮยอกวางขนมลงในกล่อง แมลงสาบที่ยังนิ่งเพราะตื่นตกใจเริ่มขยับตัวเล็กน้อยแล้วเดินเข้าหาขนม แมลงสาบตัวที่ไร้ลวดลายดูปกติดี ทว่าตัวที่มีลวดลายกลับดิ้นทุรนทุรายทันทีที่กัดข้าวเกรียบ จากนั้นมันก็หงายท้องแล้วตายคาที่

“ทีนี้เชื่อแล้วใช่ไหม”

“ทำแบบนี้บนตัวนาย”

ชายูฮยอกโยนกล่องแมลงสาบที่ถืออยู่ลงบนพื้น ทันทีที่ฝากล่องเปิดออก แมลงสาบก็พากันกระจายตัวไปทั่วทุกทิศ ผมร้องจ๊ากพลางหลบแมลงสาบที่วิ่งเข้าหาอย่างไว

“ต่อจากนี้ไปถ้าฆ่ามนุษย์แม้แต่คนเดียว ฉันจะต้องตาย”

“…”

“…ด้วยความทรมานสาหัสที่สุดในโลก”

คิมแจยองเอามือทาบแผ่นอกพลางคลี่ยิ้มบาง เขาเติมประโยคสุดท้ายเข้าไปเหมือนตั้งใจยั่วยุให้ชายูฮยอกโมโหหนักกว่าเก่า หมอนี่มันบ้าชัดๆ ถ้าเกิดต้องตายอย่างทรมานสาหัสที่สุดในโลกเข้าจริงๆ จะทำยังไง

“อึก…”

ตราสัญลักษณ์บนหน้าอกคงสร้างความเจ็บปวดไม่น้อย ร่างกายของคิมแจยองกระตุกรุนแรง ชายูฮยอกกระชากเสื้อของคิมแจยองจนขาด ลวดลายสีแดงประทับลงบนแผ่นอกขาว หลังจากตรวจสอบแล้วว่าเป็นลวดลายเดียวกันกับที่เห็นบนหลังแมลงสาบ ชายูฮยอกก็ถอยหลังไปหนึ่งก้าวแล้วยืนกอดอกมองนิ่งๆ ผมลอบสังเกตท่าทีของเขา ก่อนจะเข้าไปหาคิมแจยอง

“ไหวไหม”

“เจ็บ”

“มากเลยเหรอ”

“อื้ม…”

คิมแจยองทำท่างอแงพลางถูไถใบหน้ากับมือผม พอเห็นไอ้คนที่เมื่อกี้พองขนขู่ฟ่อกลายร่างเป็นลูกแกะสุดไร้เดียงสาแล้ว ชายูฮยอกที่ยืนอยู่ด้านหลังก็จุปากอย่างไม่สบอารมณ์

ไงล่ะ ขำไม่ออกใช่ไหมล่ะ ผมเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกันแหละน่า

“ตอนนี้เราอยู่ฝ่ายเดียวกันแล้วใช่ไหมครับพี่”

“อย่าเพ้อเจ้อ”

“อ้าว”

“เหตุผลที่พี่ฆ่าไม่ได้เป็นเพราะตราสัญลักษณ์บนตัวของใครอีกหลายคนต่างหาก ถ้าถอนมันไปได้พี่คงฆ่าหมอนี่ไปเรียบร้อยแล้ว”

ชายูฮยอกเอื้อมมือไปหาคิมแจยองและกระชากตรวนรอบข้อมือขวาออก เขาตั้งใจจะปลดตรวนที่ขาให้ด้วย แต่คิมแจยองปัดมือชายูฮยอกแล้วกระชากตรวนที่ขาออกเองด้วยมือเปล่า

ไอ้พวกอมนุษย์พวกนี้ แข่งกันอยู่หรือไงว่าใครกระชากออกได้เก่งกว่ากัน

ในขณะที่ผมกำลังคร่ำครวญและพยายามปลดกุญแจมือจากข้อมือตัวเองอยู่นั้น ชายูฮยอกก็เป็นคนเดินเข้ามาหาแล้วช่วยดึงมันจนขาดเหมือนกับหักขนม

“อ๊ะ ขอบคุณครับพี่”

“…”

ชายูฮยอกไม่ตอบและผละออกจากผมทันที ดูท่าทางก็ไม่ได้รังเกียจผมไปซะทีเดียวนี่นา…ผมกำลังหรี่ตามองสำรวจเขา แต่แล้วคิมแจยองที่แขนขาเป็นอิสระก็ดึงผมเข้าไปหาจากด้านหลัง ดูท่าเขาคงไม่ชอบใจที่ผมกับชายูฮยอกอยู่ใกล้กัน กลางหว่างคิ้วคู่สวยยับย่นจนเป็นรอย ผมจึงใช้นิ้วกดลงไปตรงนั้นแล้วนวดให้มันเรียบ

“ขอบอกไว้อีกอย่างนะ…ฉันไม่คิดจะต่อสู้ในฐานะทีมเดียวกันกับพวกนายหรอกนะ”

“…ถ้างั้นพี่ตั้งใจจะทำยังไงเหรอครับ”

“ทางใครทางมันสิ”

“ทางใครยังไงนะครับ พี่หมายความว่าอะไร”

ผมถามพลางใช้ศอกสะกิดคิมแจยอง เขาทำหน้าบูด ชายูฮยอกเองก็ลังเลว่าควรอธิบายให้ฟังหรือปล่อยไปดี สุดท้ายคิมแจยองก็กระซิบเบาๆ ข้างหูผมว่านั่นหมายถึงต่างฝ่ายต่างหาทางรอดและวิธีรับผิดชอบกันเอง

“อ๋อ หมายความว่าพี่จะเดินตามทางของพี่ ส่วนพวกผมก็ให้เดินตามทางพวกผมเองสินะครับ”

“วันหน้าเราอาจมีศัตรูคนเดียวกันก็ได้”

“ถ้าถึงวันนั้นแล้วพี่จะทำยังไงครับ”

“แล้วเราคิดว่าไงล่ะ”

ชายูฮยอกเงื้อหมัดต่อจนผนังร้าว คงเพราะผนังถูกสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษ กระทั่งพลังระดับชายูฮยอกยังทำได้แค่เจาะเป็นรูเล็กๆ เท่านั้น คราวนี้ชายูฮยอกสร้างพายุหมุนรอบแขนก่อนปล่อยหมัดจนเกิดเสียงดังสนั่นกว่าเมื่อครู่ เศษปูนร่วงกราว จากนั้นเขาก็ส่งสายตาพร้อมกับพยักพเยิดไปทางช่องโหว่ขนาดใหญ่

“ออกไปซะ”

“ครับ? พี่จะให้ผมไปทั้งแบบนี้เหรอครับ”

“หรือต้องรอให้พี่เอาพรมแดงมาปูให้”

“มะ…ไม่ต้องครับ ไม่ใช่ยังงั้นสิ…”

ผมเหลือบมองคิมแจยอง เสื้อผ้าเขาขาดวิ่นจนเผยให้เห็นหน้าอกเปลือยเปล่า ตราสัญลักษณ์หายไปอย่างไร้ร่องรอย ดูท่ามันคงไม่ปรากฏออกมาในยามปกติ…ด้วยเหตุนี้ยอดจุกสีชมพูเลยยิ่งเด่นชัดขึ้นไปอีก ผมจะปล่อยให้มันอวดสายตาชาวบ้านไปทั่วแบบนั้นได้ยังไง ในตอนนี้เองผู้คุมและพลจัตวาคิมมียอนที่ได้ยินเสียงเอะอะก็เข้ามาด้านในคุก ผมหันไปเห็นแจ็กเก็ตขนเป็ดน้ำหนักเบาที่ผู้คุมสวมอยู่พอดีเลยวิ่งแจ้นเข้าไปถอดมันออก ผู้คุมตกใจกลัวและโวยวายร้องเสียงน่าเกลียด แต่ผมตีมึนไม่รับรู้ จนเมื่อได้เอาแจ็กเก็ตมาคลุมตัวให้คิมแจยองเรียบร้อยแล้วนั่นแหละ ผมถึงค่อยวางใจลงหน่อย

“ผมไปแล้วนะครับ”

“…รีบไปได้แล้ว”

ชายูฮยอกมองผมด้วยสีหน้าขมขื่นพลางยื่นมือมาด้วยท่าทางเหมือนอยากจะลูบหัวผมเหมือนเมื่อก่อน ในอนาคตถ้าญาติดีกับชายูฮยอกได้ก็นับว่าเป็นประโยชน์ ผมเลยตั้งใจจะยื่นหัวให้เขาลูบอย่างว่าง่าย แต่คิมแจยองดันปัดมือชายูฮยอกออก

“ตลอดมามีวีรบุรุษเกิดขึ้นนับไม่ถ้วน ทว่าไม่มีแม้สักครั้งที่สามารถคว้าชัยเหนือการรุกรานของดวงจันทร์สีแดงได้”

“ว่าไงนะ”

“วีรบุรุษนั้นบ้างก็ยโสโอหัง บ้างก็สิ้นหวัง บ้างก็เอาชนะความกลัวไม่ได้จนกลายเป็นคนขลาดเขลา แต่เมื่อหมื่นปีก่อนมีวีรบุรุษผู้หนึ่งใช้ดาบแทงเข้าที่หัวใจของวอยด์ราชาแห่งความอลหม่าน วอยด์จึงหวาดกลัวจนสถิตอยู่บนดวงจันทร์สีแดงและไม่กล้าออกมาอีก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม…”

เสียงแหบพร่าดังออกมาจากปากคิมแจยอง เจ้าตัวเอ่ยตามอาโรกันเชียทั้งประโยคด้วยสีหน้ารำคาญใจ

“จงมาหาข้าเมื่อเกตเปิดอีกครั้ง ข้าจะบอกวิธีขโมยดาบแก่เจ้า วีรบุรุษแห่งมวลมนุษย์…อาโรกันเชียบอกมาแบบนี้”

“…”

“อย่าแตะตัวอึนซู”

คิมแจยองดึงผมเข้าไปกอดและทิ้งชายูฮยอกที่ทำหน้าเหม่อลอยไว้ข้างหลัง จากนั้นก็กระโจนพุ่งตัวออกมาทางช่องโหว่ของผนัง

 

อันดับแรกพวกเราออกมากันได้แล้ว แต่ไม่รู้เลยว่าควรไปที่ไหน ทีแรกก็คิดอยากจะกลับไปหาครอบครัว พอคิดอีกทีถ้าคุณปู่กับพ่อผมเจอคิมแจยอง มีหวังความดันคงพุ่งกระฉูดจนลมจับแหง จริงอยู่ผมอาจโน้มน้าวพวกพี่ชายกับพี่สะใภ้ได้…แต่ไม่มีอะไรรับประกันนี่ว่าคิมแจยองจะยอมทำตัวดีๆ กับสมาชิกในครอบครัวผม ฟันธงเลยว่าคิมแจยองต้องพูดจาน่าโมโหและกวนประสาทเหมือนที่ทำกับชายูฮยอกแน่ ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นก็มีสิทธิ์จะเกิดเหตุฆาตกรรมขึ้นมาจริงๆ…ในเมื่อยืนยันได้แล้วว่าครอบครัวปลอดภัยดีและสามารถเอาตัวรอดกันได้อย่างไม่มีปัญหา ถ้างั้นสิ่งที่ดีที่สุดที่ผมทำได้ในตอนนี้ก็คือหาสถานที่ที่ผมกับคิมแจยองพอจะอาศัยอยู่ด้วยกันสองคนได้ ว่าแต่…

“โทษนะครับท่านพลจัตวา ไม่ทราบว่าตามมาทำไมเหรอครับ”

“หะ…หืม?”

พลจัตวาคิมมียอนตามหลังพวกผมมาต้อยๆ เพื่ออะไรกัน

“กองทัพสั่งให้จับตาดูพวกผมเหรอครับ”

“ฉันไม่ได้รายงานกองทัพซะหน่อย ทางนั้นคงคิดว่านายสองคนแหกคุกกันเองมากกว่า”

“ถ้างั้นมีธุระอะไรครับ อย่าบอกนะว่ากำลังหนีทหาร”

“หนีทหารที่ไหนกันล่ะ คือว่า…ฉันเองก็อยากแข็งแกร่งขึ้นบ้าง…ไม่มีวิธีหน่อยเหรอ”

เธอยกมือเกาศีรษะอย่างเขินๆ ดูท่าหลังจากได้ยินเรื่องที่คุยกับชายูฮยอกในตอนท้ายแล้วคงคิดจะตามรอยเขาแหงๆ อยากได้ดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์* ในตำนานจนหน้ามืดเลยล่ะสิ แต่ดูหน่วยก้านและมัดกล้ามนั่นแล้ว เธอเหมาะจะเป็นนักรบสมองกล้ามบ้าพลังมากกว่านักรบสายอาวุธดาบนะ

“ได้ยินว่าดาบนั่นน่ะ ถ้าไม่ใช่วีรบุรุษก็ใช้ไม่ได้หรอกนะครับ”

“ถ้างั้นดาบยกให้ชายูฮยอกไป ส่วนฉันเอาอย่างอื่นก็ได้ มีไหมล่ะ”

“โอ้โห”

ผมอุทานออกมาเพราะทึ่งในความหน้าไม่อายพลางเหลือบมองไปทางคิมแจยอง เขาดูเหมือนจะไม่สนใจเธอเลยแม้แต่น้อย แถมยังเอาแต่อมยิ้มราวกับมีความสุขซะเต็มประดากับการได้จูงมือผมเดินเตร่อยู่กลางเมืองร้าง เยี่ยมไปเลย ไม่คิดอะไรเลยนี่แหละดีแล้ว…หมอนี่เป็นประเภทที่นอกจากเรื่องผม เรื่องอื่นในสมองก็คือทุ่งดอกไม้ ที่ผ่านมาคงทำอาโรกันเชียเหนื่อยจนแทบคลั่ง

“ไม่มีอะครับ หรือต่อให้มีแล้วพวกผมจะได้อะไร”

“อืม…สถานที่ให้นายสองคนเล่นจ้ำจี้กันได้จนกว่าจะสาแก่ใจเป็นไง”

“โอ๊ย! เรื่องแบบนั้นผมไม่ทำหรอกครับ!”

คำพูดคำจาไม่อายฟ้าดินจากปากพลจัตวาคิมมียอนทำเอาผมถึงกับร้องว้ากหน้าแดงก่ำ

“กี๊ซ!”

บิ๊กบั๊กบินโฉบลงมาจากฟ้าตามเสียงร้อง คิมแจยองใช้มือเดียวฉีกกระชากมัน จากนั้นก็หันมาหาพลจัตวาคิมมียอนแล้วเอ่ยถาม

“ที่ไหนครับ”

เมื่อคิมแจยองแสดงท่าทีสนใจ พลจัตวาคิมมียอนก็หัวเราะพร้อมทำเสียงแซว

“โอ้ ลูกผู้ชายตัวจริงนี่หว่า ยังหนุ่มยังแน่นก็ดีแบบนี้แหละเนอะ”

ผมเอามือทำท่าพัดคลายร้อนใบหน้าที่ร้อนผ่าวพลางขึงตาใส่เธอ

“พอเลยครับ ชายทั้งแท่งด้วยกันทั้งคู่จะทำเรื่องแบบนั้นได้ยังไงครับ”

“หา? ทำไมล่ะ ชายทั้งแท่งด้วยกันแล้วมันทำไม”

“…ก็มันทำด้วยกันไม่ได้ไม่ใช่เหรอครับ”

ดวงตาของพลจัตวาคิมมียอนฉายแววอึ้งกับคำพูดผม เธอหันไปมองคิมแจยอง และเมื่อเห็นความใคร่รู้ที่สะท้อนอยู่ในดวงตาไร้เดียงสาของคิมแจยอง เธอก็ค่อยๆ ชะลอฝีเท้าทันที

“พวกนาย…อายุเท่าไหร่”

“ยี่สิบครับ”

“…เราคุยเรื่องอื่นกันดีไหม ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นผู้ใหญ่ไม่ดียังไงไม่รู้”

“เชิญตามสะดวกเลยครับ”

พลจัตวาคิมมียอนเสนอสถานที่ที่สามารถไปพักอาศัยชั่วคราวได้ให้เรา แม้ผมจะยืนยันอย่างจริงจังแล้วว่าไม่มีของอย่างดาบนั่นให้เธอ แต่เธอก็บอกว่าแค่ลองโยนหินถามทางเฉยๆ ไม่ให้ก็ไม่เห็นเป็นไร พอผมหรี่ตาจ้องอย่างสงสัยในความเอื้อเฟื้ออันไร้เหตุผล เธอก็หลบตา

“โอ๊ย พูดมาเถอะครับ โกหกก็ไม่เก่งแล้วยังมัวอมพะนำอะไรอยู่ล่ะครับ”

“อืม เอางั้นเหรอ”

พลจัตวาคิมมียอนยิ้มกว้าง เนื่องจากรูปร่างกำยำล่ำสันหนั่นแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อ ตอนอยู่นิ่งๆ ไม่ปริปาก รัศมีแห่งอำนาจอันน่ายำเกรงจึงแผ่ออกมาจากตัวเธอ แต่พอยิ้มแบบนั้นแล้วเธอกลับดูขี้เล่นขึ้นมาทันที

“ฉันต้องการขึ้นเป็นประธานาธิบดี”

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแบบนั้นหรือเปล่า คำว่าประธานาธิบดีที่หลุดออกมาจากปากเธอถึงได้ฟังดูเหมือนกำลังล้อเล่น ทำเอาผมได้แต่กะพริบตาปริบๆ

“เรามาเป็นพันธมิตรกันเถอะ”

“หา?”

“ถ้าคิดว่าเป็นคำขอที่มากเกินไป นายจะปฏิเสธก็ไม่ว่ากัน”

“เดี๋ยวนะ ตรงนี้มีสักคนไหมเนี่ยที่ยังปกติดีอยู่”

ผมหลุดปากออกมาอย่างเหลือจะเชื่อ แต่พลจัตวาคิมมียอนกลับยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ น่าตลกไปหน่อยไหมที่ยังจะมาพูดเรื่องไกลตัวเทือกนั้นในสภาพที่โลกปัจจุบันเป็นแบบนี้…แต่ในเมื่อแผนจับมือเป็นพวกเดียวกับชายูฮยอกพังเละเทะไปแล้ว การได้คนมาเพิ่มอย่างน้อยสักคนเพื่อช่วยเหลือกันในอนาคตย่อมเป็นเรื่องที่ดีกว่าแน่นอน

“สรุปจะตกลงไหม”

“…โอเคครับ เป็นอันว่าตกลง แต่นาทีนี้คิดเรื่องกอบกู้โลกก่อนเถอะครับ ถ้าเกิดโลกมันพินาศยิ่งกว่านี้ จะตำแหน่งประธานาธิบดีหรือตำแหน่งอะไรมีหวังได้สลายหายไปกับสายน้ำแน่”

“การได้เป็นประธานาธิบดีคนสุดท้ายของมวลมนุษยชาติก็ไม่เลวนะ”

นี่ก็อีกคน สรรหาจะพูดแต่อะไรประหลาดๆ แถมยังหัวเราะร่าเหมือนสติไม่สมประกอบอีก ไม่รู้ว่าคนปกติธรรมดาทั่วไปกลับกลายมาเป็นแบบนี้กันหมด หรือคนที่เอาชีวิตรอดมาได้มีแต่พวกประหลาดๆ แบบนี้กันแน่…ยังไงก็ตามพลจัตวาคิมมียอนก็ยังบอกพิกัดฐานทัพร้างที่ถูกสัตว์ประหลาดบุกให้เราได้รู้ แม้ปากจะเรียกมันว่าฐานทัพ แต่อันที่จริงมันคือบ้านหลังใหญ่ของพลเรือนต่างหาก ผมได้ยินมาว่าตอนนั้นพวกทหารพากันทิ้งของจำเป็นแล้วหนีไป ทุกอย่างจึงน่าจะยังอยู่ในสภาพเดิม พลจัตวาคิมมียอนมาส่งเราเดินทางและโบกมือลาอย่างกระตือรือร้น ผมตอบเธอไปว่าขออย่าได้มาเจอกันอีกเลย ก่อนจะจับมือคิมแจยองไว้แน่นแล้วเริ่มเคลื่อนฝีเท้า

* ดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ หรือดาบในศิลา คือดาบในตำนานที่กษัตริย์อาร์เทอร์ดึงออกมาจากหินเพื่อพิสูจน์ว่าตนเองเป็นกษัตริย์ เล่าลือว่าเป็นดาบที่มีอำนาจวิเศษหรือมีความเกี่ยวข้องกับสิทธิ์อันชอบธรรมในการปกครองแผ่นดินอังกฤษ

 

ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ใน

Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ

วางจำหน่ายแบบรูปเล่มที่เว็บไซต์ Jamsai Store, ร้าน Jamclub และร้านหนังสือทั่วไป

 

รวมถึงในรูปแบบอีบุ๊กที่

Meb / OOKBEE / Fictionlog / Naiin App / SE-ED / Hytexts / comico และ ARN

หน้าที่แล้ว1 of 2

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: