ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 2 บทที่ 10.1-10.2 #นิยายวาย – หน้า 2 – Jamsai
Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 2 บทที่ 10.1-10.2 #นิยายวาย

2 of 2หน้าถัดไป

บทที่ 10.2

 

“อย่ามาโทษฉันนะ!”

“อื้ม”

แก้มคิมแจยองขึ้นสีชมพูระเรื่อยามก้มหน้าเขิน น่าขำที่เขาแสร้งทำเป็นไร้เดียงสาทั้งที่พกพาวัตถุน่าสะพรึงแบบนั้นติดตัวไว้ตลอด ผมค่อยๆ เดินไปอยู่อีกฝั่งของห้องขัง

“ฉันจะอยู่ตรงมุมนี้…นายรีบทำให้มันสงบซะ”

“อืม…”

“เอ่อ…ร้องเพลงชาติกันดีไหม ตราบเท่าที่คลื่นทะเลตะวันออกจะเหือดแห้ง…”

“ตราบเท่าที่ขุนเขาแพ็กดูจะสึกกร่อน…อ๊ะ!”

แกร๊ง…แกร๊ง…

คิมแจยองก้มหน้างุด ดูท่าคงอยากเอามือออกน่าดู เขาพยายามเกร็งแรงแขนที่ถูกเครื่องมือตรึงไว้ เลือดจากข้อมือที่โดนบาดหยดติ๋งลงพื้น

“เฮ้ย! อย่ากระชากมือสิ เป็นแผลหมดแล้วนั่น”

“อึนซู ชะ…ช่วยหยุดพูดหน่อยไม่ได้เหรอ”

“หา? เอ่อ…”

ความเงียบก่อตัวขึ้นภายในห้องขัง คิมแจยองก้มหน้าเหมือนจะพยายามทำให้มันสงบลง แต่สิ่งที่นูนออกมายังคงไม่ต่างจากเดิม ผมปรายตาไปที่ประตูด้วยความหวั่นใจเพราะไม่รู้ว่าผู้คุมและพลจัตวาจะเข้ามาตอนไหน แม่งเอ๊ย โผล่มาตอนนี้ไม่ได้นะ…คราวก่อนเคราะห์ยังดีที่ครู่เดียวมันก็สงบ แต่คราวนี้…ทำไมมันดูเหมือนจะใหญ่ขึ้นอีกล่ะโว้ย

“ฮือ…”

“…นี่นายร้องไห้เหรอ”

ผมถามเพราะได้ยินเสียงลมหายใจเขาดูแปลกไป

คิมแจยองเงยหน้าขึ้นช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้างดงามที่ปลายจมูกแดงก่ำและมีหยาดน้ำตาเอ่อคลอ

ตึกตัก…

หัวใจคล้ายหล่นวูบ เวรเอ๊ย หมอนี่ขี้โกงเกินไปแล้ว แบบนี้มันโกงกันชัดๆ ท้องน้อยผมรู้สึกเกร็งขึ้นมาอีกครั้ง คิมแจยองมองต่ำลงมาที่ส่วนล่างของผมด้วยสายตาที่อธิบายไม่ถูก

“ของอึนซูก็ใหญ่ขึ้นเหมือนกัน”

“…หุบปาก ฉันรู้น่า”

ใบหน้าผมร้อนผ่าว ฉิบหาย ไม่มีเวลาแล้ว ต้องรีบแก้ปัญหาก่อนจะมีใครเข้ามา ผมเดินดุ่มๆ เข้าไปหาคิมแจยองแล้วปลดเข็มขัดกางเกงเขา

“โห เชี่ย นี่มันอะไร…”

พอผมดึงผ้าที่ดูน่าอึดอัดลง ท่อนลำอวบยาวก็ดีดตัวผึงออกมา น้ำหล่อลื่นเหลวใสที่เลอะตรงส่วนปลายกระเซ็นโดนมือผม ความรู้สึกแรกแทนที่จะรังเกียจ ผมกลับรู้สึกว่าแต่แท่งเนื้ออะไรวะเนี่ย…สีมันแบบว่า…ทั้งที่กำลังมองแท่งเนื้อของชายอกสามศอกเหมือนกันอยู่แท้ๆ แต่นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมรู้สึกประหลาดแบบนี้ หัวใจเริ่มเต้นกระหน่ำเหมือนเด็กหนุ่มวัยแรกรุ่นที่เพิ่งเคยได้ดูหนังผู้ใหญ่

“ทำไม…ไม่มีขนเลยล่ะ…”

“…มันแปลกเหรอ”

ถ้าผมบอกว่าแปลก น้ำตาที่เอ่ออยู่ตรงขอบตาคงได้พรั่งพรูลงมาแหงๆ ผมส่ายหน้าพัลวันโดยลืมแม้กระทั่งการหายใจ มันคือแท่งเนื้อของหนุ่มฉกรรจ์ไม่ใช่หรือไง ผมก็คิดว่าต้องมีขนพึ่บอะไรแบบนั้นน่ะสิ…ใครจะไปนึกล่ะว่ามันจะขาวเนียน แถมยังอมชมพูอีกต่างหาก…บางทีเหตุผลที่ทำให้ไม่รู้สึกรังเกียจจนตัวเองยังตกใจอาจเป็นเพราะภาพตรงหน้าดูไม่สมจริงเกินไปก็ได้

“ระ…รีบเอาออกกันคนละน้ำก็แล้วกัน”

ผมตัวสั่นเทาพลางย้ายมือที่สวมกุญแจมือไปวางตรงแท่งเนื้ออุ่นร้อนของเขา ความอลังการตรงส่วนนั้นมันเกินกว่าหนึ่งมือจะกำถนัด ผมเลยต้องอาศัยสองมือช่วยกันจับ

“อ๊ะ อึนซู…ขยับมือให้หน่อย เร็วสิ…”

“ดะ…เดี๋ยว อย่าโยกสิ ฉันยังเตรียมใจไม่…”

เมื่อผมเอาแต่เหม่อจับแท่งเนื้อเขานิ่ง เขาก็ใกล้หมดความอดทนจนต้องโยกเอวถูไถส่วนนั้นของตัวเองกับมือผม ผมบีบของเขาด้วยปลายนิ้วเพื่อห้ามไว้ จากนั้นก็ค่อยๆ ขยับมือขึ้นลงสลับกันช้าๆ

“นายน่ะ ทำไมน้ำเยอะขนาดนี้…”

แม้สัมผัสจากมือผมจะเงอะงะ แต่น้ำหล่อลื่นของเขากลับหลั่งออกมาไม่หยุด เสียงเฉอะแฉะดังก้องอยู่ในหู ส่วนล่างของผมปวดหน่วงจนเจ็บ เวรเอ๊ย ตอนนี้ผม…กำลังช่วยชักให้เขาแต่ตัวเองดันตื่นตัวขึ้นมาเนี่ยนะ…

“อา…ดี…อืม…ดีจัง…”

“เชี่ย…”

ผู้ชายอกสามศอกประเภทไหนกันครางเสียงลามกขนาดนี้…และนี่คงเป็นอานิสงส์จากทักษะหัตถ์พระเจ้าของผม ความเงอะงะจึงได้เปลี่ยนเป็นชำนาญในชั่วพริบตา ผมรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าควรกระตุ้นตรงจุดไหนถึงจะทำให้เขาเสียวสะท้านได้ ไอ้เวรนี่ หวังว่าคงไม่เก็บมาคิดหรอกนะว่าผมเก่งเพราะทำจนเชี่ยวชาญ ผมเงยหน้าเล็กน้อยเพื่อมองหน้าเขาด้วยความอยากรู้…แล้วผมก็ได้เห็นดวงตาพร่ามัวที่กำลังหรี่ปรือ แก้มที่แต้มสีชมพูระเรื่อเหมือนท่อนลำของเขา และเนื้ออ่อนสีแดงด้านในริมฝีปากที่เผยอออก

บ้าไปแล้ว…

ผมสาวแท่งร้อนนั่นพร้อมกับยัดลิ้นตัวเองสอดเข้าไปในปากเขาอย่างตะกละตะกลาม ดูดโคนลิ้นรัวแรงแล้วสอดสุดปลายลิ้นเข้าไปจนถึงส่วนลึกเพื่อกระตุ้นเขา ผมเพิ่งเคยเจอคนที่ทำให้รู้สึกอยากชิมให้เกลี้ยงขนาดนี้เป็นครั้งแรก อ้างไปเถอะว่าเป็นชายแท้ ใครได้มาเห็นคิมแจยองเข้าก็ต้องแข็งกันทั้งนั้นแหละ

“อึนซูก็ทำ…ทำด้วยกันสิ…นะ?”

ทั้งที่กำลังอ้อนวอน แต่คิมแจยองกลับยิ้มตาหยี

ร้ายกาจนักนะ ไอ้จิ้งจอกนี่

ผมสบถด่าเขายาวเหยียดในใจ ทว่าก็ยังทำตามเขาโดยการดึงกางเกงลงอย่างว่าง่าย

“ใหญ่เหมือนกันแฮะ”

“หยามฉันหรือไง”

แม้ของผมจะจัดว่าใหญ่กว่าคนทั่วไปโดยเฉลี่ย แต่พอเอามาเทียบกับของหมอนี่แล้วกลับรู้สึกเล็กกว่าเยอะ ยังไงก็เถอะ ผมไม่ได้อยากเปิดศึกยุทธหัตถีกับผู้ชายด้วยกันเองเท่าไหร่ แต่ในเมื่อมีมือไม่พอจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากแนบของเขากับของผมไว้ด้วยกันแล้วเริ่มรูดชัก

“อึนซู…กำมือ…ให้แน่นกว่านี้หน่อย…”

คิมแจยองครวญคราง ครั้นผมกระชับมือที่กำส่วนนั้นแน่นกว่าเดิม เขาก็เสยสะโพกขึ้นโดยแรง

“…อ๊า! ดะ…ดี ซี้ด ดีมาก…”

แท่งเนื้อเสียดสีกันจนชื้นแฉะ ทุกครั้งที่เขาดันตัวเข้ามา ผมเองก็หลุดเสียงครางกระเส่าเหมือนกัน ผมโยกสะโพกไปตามจังหวะการเคลื่อนไหวของเขาพลางหลับตาพริ้มเนื่องจากทนการกระตุ้นเร้าไม่ไหว ต่างจากเขาที่ลิ้มเลียไปทั่วใบหน้าผมและมองทุกการเคลื่อนไหวเล็กๆ ของกล้ามเนื้อใบหน้าผมไม่วางตา

แกร๊ก…

เสียงอะไรบางอย่างขาดออกจากกันดังขึ้น ผมลืมตาโพลง ผนังแตกร้าว ฝุ่นปูนร่วงกราว ตรงนั้นคือจุดที่มือซ้ายของคิมแจยองถูกตรึงไว้

“ฮึก!”

มือของคิมแจยองที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่เหล็กหลุดออกมาคว้าก้นผม ผมแหงนหน้าขึ้นด้วยความรู้สึกเหมือนจวนจะเสร็จ พอยึดส่วนล่างผมไว้ไม่ให้ขยับไปไหนได้ เขาก็โถมสะโพกเข้ามารัวเร็วกว่าเดิม

“อ๊า…แจยอง อือ…ระ…เร็วอีก อ๊ะ…!”

“แฮ่ก…แฮ่ก…อึก อึนซู…!”

ต่างคนต่างขยับอย่างบ้าคลั่ง แต่ก็ยังไม่วายบดริมฝีปากเข้าหากัน ต่างฝ่ายต่างต้องกลืนเสียงครางไว้ในลำคออย่างช่วยไม่ได้ คิมแจยองเป็นดั่งสัตว์ป่าที่หลงเหลือเพียงสัญชาตญาณดิบ พอเขาดูดดุนลิ้นผมจนเกิดเสียงน่าอาย ผมก็ตอบรับเขาด้วยการสอดลิ้นเข้าไปถึงในปากและกวาดเลียทั่วเพดานอ่อน เสียงครางต่ำของเขาลอดออกมาจากลำคอ มันฟังดูเหมือนเสียงคำรามของสัตว์ที่กำลังตื่นตระหนก เรี่ยวแรงของผมพลุ่งพล่านและรวมกันอยู่ที่ส่วนล่าง ความรู้สึกใกล้เสร็จสมถั่งโถมเข้าใส่

“ชักแรงๆ…อึก…แรงอีก”

คิมแจยองเองก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน มือเขาขยำก้นผมแรงขึ้น ผมรู้สึกระบมเหมือนก้นจะช้ำ แต่ก็ยังเพิ่มแรงบีบให้ตามคำขอ เขาถอนท่อนลำอวบยาวออกแล้วเสยตอกเข้ามาใหม่อย่างรุนแรง น้ำหล่อลื่นของเราผสมกันปนเป เสียงเสียดสีเปียกแฉะดังไปทั่วห้องขัง ทว่าความตื่นเต้นกลับไม่ได้ลดลงเลย

“อ๊ะ…อ๊า…!”

คิมแจยองกัดคอผมซ้ำตรงจุดที่เขาเพิ่งสร้างรอยแผลไว้ เลือดไม่ได้ไหลซิบเหมือนก่อนหน้านี้ก็จริง แต่ความรู้สึกเสียวซ่านกลับแล่นปราดไปทั่วร่าง ผมแยกไม่ออกว่ามันคือความเจ็บปวดหรือความสุขกันแน่ แรงกระตุ้นนั้นส่งผลให้ทั้งกายผมสั่นสะท้านจนน้ำรักพุ่งพรวดออกมา

“อย่าผ่อนแรง…นะ”

คิมแจยองที่ยังไม่ถึงฝั่งฝันกระซิบอ้อนวอนอยู่ข้างหู เนื่องจากผมเพิ่งเสร็จไปเลยยังค้างอยู่กับอารมณ์นั้น ผมจึงเกร็งแรงพยุงเข่าไว้และใช้มือสั่นเทาจับแก่นกายชักให้เขา

“อ๊า…อึนซู…อื้อออ!”

ไม่นานนักน้ำรักก็ฉีดพุ่งออกมาจากส่วนปลาย ของเหลวขาวขุ่นเปรอะเลอะเต็มแผ่นอกของเรา ทั้งที่เอาออกไปแล้วน้ำหนึ่ง ทว่าแก่นกายของคิมแจยองยังคงปลดปล่อยออกมาไม่หยุด ผมใช้มือรูดชักเพื่อรีดออกให้เกลี้ยง แต่แล้วมันกลับแข็งขืนขึ้นมาใหม่ ผมจึงรีบปล่อยมือทันที

“เชี่ย…ปกตินายน้ำเยอะขนาดนี้เลยเหรอ”

ผมหันมองไปรอบๆ แต่ไม่เจออะไรที่พอจะนำมาเช็ดได้เลยดึงปลอกหมอนมาเช็ดแบบขอไปทีก่อนสวมกางเกง เคราะห์ดีที่ลายบนเสื้อผ้าผมพอจะพรางตาได้เลยมองเห็นไม่ค่อยชัดว่าถูกน้ำรักกระเซ็นมาเปื้อน

“ไม่รู้สิ นี่ครั้งแรก…”

“ครั้งแรก?”

“อื้ม ครั้งแรก”

“เอ่อ…นายไม่เคยช่วยตัวเองเลยเนี่ยนะ”

“อื้อ”

คิมแจยองพยักหน้า แก้มเขาแต้มเลือดฝาดจางๆ เด็กหนุ่มอายุยี่สิบวัยฮอร์โมนพลุ่งพล่านกลับไม่เคยช่วยตัวเองมาก่อน…ไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียวเนี่ยนะ มันเป็นไปได้หรือไงกัน ผมยื่นปลอกหมอนให้เขาโดยทำหน้าเป็นเชิงบอกว่าไม่เชื่อ คิมแจยองรับไปถือไว้ สีหน้าฉายความผิดหวัง เขาคงคาดหวังให้ผมเช็ดให้ แต่มือเขาขยับได้แล้วข้างหนึ่งนี่ งั้นก็ไม่มีปัญหา ถ้าจะให้ผมไปเช็ดๆ ถูๆ ให้แล้วเขาแข็งขึ้นมาอีกรอบมีหวังเรื่องใหญ่แน่ ผมเบือนหน้ามองไปทางอื่น รอเขาดึงกางเกงขึ้นมาสวมจนเรียบร้อย

“…พอดีมันเป็นสถานการณ์คับขัน คิดซะว่าเพื่อนกันช่วยชักให้กันเฉยๆ แล้วกัน เข้าใจไหม”

“กับเพื่อนๆ อึนซูก็ช่วยชักให้กันแบบนี้เหรอ”

จังหวะนี้ถ้าพูดผิดชีวิตอาจเปลี่ยนได้ ผมเกือบขุดหลุมฝังตัวเองแล้วไหมล่ะ ใบหน้าผมเห่อร้อนขึ้นมาในขณะที่เอ่ยตอบเขา

“…เชี่ยเอ๊ย ไม่มีทางอะ”

คิมแจยองระเบิดหัวเราะพลางยิ้มตาหยีอย่างพออกพอใจ

ด้านหลังตัวเขากำลังเปล่งรัศมีใช่ไหมนะ…ใครมันมาเปิดไฟส่องแค่จุดนั้นจุดเดียววะเนี่ย…

สำหรับคิมแจยองที่ยามปกติมักให้ความรู้สึกบริสุทธิ์สง่างาม แต่ในขณะเดียวกันก็เฉยชานั้น ไม่บ่อยนักที่เขาจะยิ้มกว้างขนาดนี้ เขาหัวเราะเสียงดังเมื่อไหร่ ความมีชีวิตชีวาจะล้นปรี่ออกมาจนเปล่งประกายเจิดจ้า ถึงจะฟังดูเลี่ยนไปนิด ทว่าแม้กระทั่งทูตสวรรค์…ก็ไม่มีทางงดงามไปมากกว่าเขาได้แน่นอน

“อย่าหัวเราะนะ คนเขาหวั่นไหว”

เพียงแค่มองเขา มุมปากผมก็ยกยิ้มขึ้นมาแล้ว เราต่างฝ่ายต่างจ้องหน้าและเอาแต่หัวเราะกันอย่างไม่มีเหตุผล

“โทษทีนะ! เสร็จกันแล้วใช่ไหม อะแฮ่ม…ฉันเข้าไปได้หรือยัง! คาดผ้าปิดตาให้เจ้านั่นใหม่ด้วยล่ะ!”

เสียงพลจัตวาคิมมียอนดังลั่นทั่วห้องขัง ผมสะดุ้งตกใจก่อนลนลานฉวยผ้าปิดตาบนพื้นขึ้นมาคาดให้คิมแจยอง ครู่ต่อมาใบหน้ากระอักกระอ่วนของพลจัตวาก็ยื่นโผล่เข้ามาทางช่องประตูที่แง้มไว้เล็กน้อย

“ไม่ได้แอบฟังนะ เอ่อ…พอดีเห็นบรรยากาศมันกำลังได้ที่น่ะ…เลยแค่ฟังเสียงอยู่ข้างนอกเฉยๆ แต่ยังไงหน้าที่ฉันก็คือการเฝ้านักโทษ จะให้เลี่ยงออกไปไกลๆ ก็ไม่ได้”

“เธอควรจะห้ามแท้ๆ! กล้าดียังไงถึงมาทำเรื่องพรรค์นั้นในห้องขังอันศักดิ์สิทธิ์…!”

“ห้องขังมันศักดิ์สิทธิ์อะไรตรงไหนยะ อย่าไปสนใจพวกตาแก่หัวโบราณเลย คนหนุ่มสาวก็แบบนี้แหละ อืม…ในหมู่ทหารเองก็มีไม่น้อยนะ เกย์ โฮโม…หรืออะไรทำนองนั้น ฉันใช้ชีวิตอยู่ในกองทัพเห็นมาเป็นร้อยแล้วมั้ง ไม่มีอะไรต้องอายหรอก”

พลจัตวาคิมมียอนลากผู้คุมเข้ามาด้านในห้องขัง ผู้คุมหน้าแดงก่ำจนลามไปถึงหูและไม่กล้าสบตาเราเหมือนเมื่อครู่ พอเกือบจะสบตา เขาก็ตกใจจนหันหน้าขวับทันที

“อ้อ แล้วก็…ฉันตกลงกับตาลุงนี่แล้วว่าเรื่องเมื่อกี้จะไม่รายงานเบื้องบน ถ้าจะให้แจ้งก็คงเกินไป…”

“…ขอบคุณครับ”

“แต่น่าจะต้องไปหาสเปรย์ปรับอากาศมาฉีดๆ ดับกลิ่นคาวหน่อย ไม่ไหว…”

“…ขอโทษด้วยครับ”

ผมเองก็ไม่กล้ามองหน้าทั้งสองคนเหมือนกัน จึงได้แต่พึมพำทั้งที่ก้มหน้างุด

โคตรของความอับอาย…

“แต่มีข้อแม้ว่าพวกนายต้องเล่าเรื่องที่คุยกันก่อนหน้านี้ให้ฉันฟัง เรื่องอะไรนะ…ทูตสวรรค์ อาโรกันเชีย เรื่องพวกนั้นคืออะไร”

“เรื่องนั้น…ขอผมพบพี่ยูฮยอกได้ไหมครับ แล้วผมจะอธิบายให้ฟังทั้งหมดเลยครับ”

ในเมื่อผมได้คำมั่นสัญญาจากคิมแจยองเรียบร้อยแล้วว่าเขาจะไม่ฆ่ามนุษย์ ตอนนี้ก็ถึงเวลาโน้มน้าวชายูฮยอกบ้าง ผมต้องผสานข้อมูลที่ตัวเองค้นพบกับข้อมูลที่ได้จากอาโรกันเชียเข้าด้วยกันเพื่อนำมาพิสูจน์คุณค่าของคิมแจยอง จากนั้นก็ต้องร่วมมือกันให้ได้ มีแต่ต้องทำแบบนี้เท่านั้นผมถึงจะสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับอนาคตที่กำลังจะมาถึง

 

พลจัตวาคิมมียอนคือทหารยศนายพล ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองจากผู้บัญชาการอิมกยูที่ประดับยศสูงสุดในกองทัพ ทั้งที่เป็นนายทหารยศสูงเป็นอันดับสอง แต่ตอนนี้กลับต้องมานั่งอยู่บนพื้นห้องขังที่เย็นยะเยือกเพื่อเฝ้าจับตาดูนักโทษ เหตุผลนั้นง่ายนิดเดียว เธอพ่ายในสงครามช่วงชิงอำนาจกับผู้บัญชาการจนถูกปลดจากตำแหน่ง พลจัตวาคิมมียอนโชคดีที่ตื่นรู้ด้วยสกิลอันแข็งแกร่ง เธออาศัยเพิ่มพูนฐานอำนาจตัวเองขึ้นมาทีละนิดอย่างพากเพียร แต่แล้วกลับพลาดท่าตกหลุมพรางที่ผู้บังคับบัญชาวางไว้ สุดท้ายก็สูญเสียแขนขวา หน่วยทหารที่ติดตามเธอจึงกระจัดกระจายกันไปคนละทิศคนละทาง เธอถูกปลดจากตำแหน่งและจำต้องร่อนเร่ย้ายไปๆ มาๆ ระหว่างหน่วยทหารแนวหลัง แม้จะพยายามกลับมาตั้งตัวใหม่ แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายนักเมื่อแขนข้างหนึ่งใช้การไม่ได้ สมาชิกทั้งหมดของกองบัญชาการรับมือวิกฤตการณ์ชาติที่ผู้บัญชาการอิมกยูเป็นผู้จัดตั้งขึ้นล้วนแล้วแต่เป็นผู้ชายกันทั้งนั้น และทหารทุกนายก็ไม่ยินยอมพร้อมใจให้มีทหารหญิงเข้ามาแทรกแซง

กำลังจะยอมแพ้ทุกอย่างให้มันจบๆ อยู่แล้วเชียว โอกาสดันมาถึงซะนี่

แขนที่ขยับไม่ได้มานานหลายเดือนกลับหายดีเป็นปกติ ใบหน้าผู้บัญชาการอิมกยูถมึงทึงยามได้เห็นแขนข้างนั้นของเธอ ผู้บัญชาการอิมกยูยังจำได้ดีว่าสมัยที่พลจัตวาคิมมียอนนำทัพด้วยพลังอันแข็งแกร่ง ภาวะผู้นำที่โดดเด่นทำให้เธอคุมกองทัพในระยะแรกได้ยังไง หากไม่ใช่เพราะพลจัตวาคิมมียอน กองทัพทั้งหมดคงไม่เหลือซากไปแล้วตั้งแต่ตอนอยู่ที่อึยจองบู เหล่าทหารร่วมรบในหน่วยช่วงแรกๆ ก็ยังคงระลึกถึงเธออยู่ ผู้บัญชาการอิมกยูสัมผัสได้ถึงวิกฤตจึงดึงพลจัตวาคิมมียอนเข้าหน่วยแลกกับการมอบหมายให้เธอคอยจับตาดูคิมแจยองแทน

ปากก็มอบหมายงานให้เพราะอ้างว่าไม่มีผู้ตื่นรู้คนไหนในกองทัพที่แข็งแกร่งเท่าฉันอีกแล้ว แต่ใจจริงหวังให้ฉันตายใต้เงื้อมมือคิมแจยองเห็นๆ

หากไม่ได้อยู่ในภาวะสงครามผู้บัญชาการอิมกยูคงได้รับการยกย่องนับถือในฐานะนายพลที่ไม่เลว ทว่าพลตรีคิมมียอนรู้ดีว่าท่ามกลางภาวะสงคราม สิ่งที่ผู้คนต้องการหาใช่ผู้นำปากหวานหรือผู้นำที่ละโมบโลภมากในผลงาน หากแต่เป็นผู้นำที่เข้มแข็ง

ในเมื่อกองทัพไม่มีที่ยืนสำหรับฉัน ถ้างั้นก็จำเป็นต้องยืมกำลังจากภายนอกมาใช้แล้วล่ะ

เมื่อคิมมียอนได้พบชายูฮยอกแห่ง X มาร์ตก็ชื่นชมถึงความเก่งกาจของเขา ชายูฮยอกเป็นผู้นำที่นอกจากจะมีเสน่ห์แล้ว ยังมีกองกำลังมหาศาลหนุนหลัง มิหนำซ้ำยังเป็นเพียงคนเดียวที่เอาชนะคิมแจยองได้ด้วย เพียงได้ชื่อว่าอยู่ภายใต้การดูแลของเขาก็เป็นที่น่าภาคภูมิใจสำหรับชาว X มาร์ตแล้ว พลจัตวาคิมมียอนวางแผนที่จะเข้าหาชายูฮยอกเพื่อขอความช่วยเหลือในการโค่นผู้บัญชาการอิมกยู

แต่ว่านะ…

ไม่ว่าจะคิดยังไงก็หาเหตุผลให้ชายูฮยอกปะทะกับผู้บัญชาการอิมกยูไม่ได้ แม้จะมองออกว่าผู้บัญชาการอิมกยูในสายตาของชายูฮยอกหาได้มีภาพลักษณ์ดีเด่นอะไรไม่ มิหนำซ้ำพอผู้บัญชาการอิมกยูได้เห็นพลังของชายูฮยอกกับตาก็เริ่มเปลี่ยนเป็นจิ้งจอกที่ยอมลู่หางเชื่อฟังอีกฝ่าย ดังนั้นในมุมของชายูฮยอกไม่มีเหตุผลให้ต้องถือหางเข้าข้างพลจัตวาคิมมียอนเพื่อกระตุกหนวดทางผู้บัญชาการอิมกยู กระนั้นจะให้ดึงซอนจงกรุ๊ปเข้ามาร่วมด้วย นิสัยเธอกับพวกนักธุรกิจก็ดูไปกันไม่ค่อยได้เท่าไหร่

ซอนอึนซู คิมแจยอง พวกเธอเป็นตัวอะไรกันแน่ ทำไมถึงเป็นที่สนใจอยู่เรื่อย

ซอนอึนซูคือลูกชายคนสุดท้องของซอนจงกรุ๊ปที่มีพลังประหลาดถึงขั้นสามารถสังหารอควาระดับสูงได้ในครั้งเดียว และคิมแจยองก็คือไซโคพาธที่สามารถควบคุมสัตว์ประหลาดเหล่านั้นได้ พลจัตวาคิมมียอนแอบฟังทั้งคู่คุยกัน อาโรกันเชีย ผู้ส่งสารแห่งพระเจ้า ทูตสวรรค์ คำพยากรณ์ ราชาหนุ่ม…เนื้อหาในบทสนทนาล้วนเป็นสิ่งที่เธอไม่เข้าใจ ทั้งสองราวกับรู้ดีว่าเหตุใดโลกจึงกลายเป็นเช่นนี้และอนาคตจะเป็นเช่นไรต่อไป

ถึงยังงั้นก็เถอะ ฝ่ายนี้…ดูทรงแล้วน่าจะเป็นของจริงนะ

ลางสังหรณ์จากประสบการณ์สามสิบปีของการเป็นทหารกำลังบอกเธอว่าฝ่ายนี้แหละคือผู้ที่เธอควรจับมือเป็นพันธมิตรด้วย

 

“แล้ววิธีถอนตราสัญลักษณ์ล่ะ”

ชายูฮยอกรับปากว่าจะส่งผมกลับสู่อ้อมกอดของครอบครัวหากสามารถหาวิธีถอนตราสัญลักษณ์ที่ประทับไว้ตรงหัวใจของอีฮยอนอูและคนอื่นได้ ขณะเดียวกันก็ข่มขู่ว่าหากหาไม่เจอ เขาคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทรมานคิมแจยองเพื่อเค้นเอาข้อมูล ดังนั้นผมจึงมาถามอาโรกันเชีย แต่กระทั่งอาโรกันเชียเองก็ยังไม่รู้เลยว่าจะถอนตราสัญลักษณ์บนตัวทาสได้ด้วยวิธีไหน เจ้าตัวตอบอย่างไม่สะทกสะท้านว่า ‘เคยแต่ฆ่าทิ้ง ไม่เคยถอนคำสาป แล้วข้าจะไปรู้ได้อย่างไร’

“เรื่องนั้นยังหาคำตอบไม่ได้เลยครับ”

“ถ้างั้นเรียกมาทำไม”

ใบหน้าชายูฮยอกดูไร้อารมณ์ ต่อให้เอามีดกรีดก็คงไม่สะทกสะท้าน นี่แหละคือโฉมหน้าของ ‘ชายูฮยอกผู้สังหารผม’ แบบที่เห็นในความฝัน ผมเพิ่งมารู้สึกเอาตอนนี้ว่าช่วงอยู่ที่ X มาร์ตเขาออกจะใส่ใจผมไม่น้อย แถมยังชอบมาลูบหัวผมบ่อยจนน่ารำคาญ แต่ตอนนี้ดูเหมือนเขาไม่อยากแม้แต่จะเสวนาด้วย แถมยังยืนห่างจากลูกกรงเหล็กซะไกล

“ผมตั้งใจจะบอกเหตุผลว่าทำไมถึงไม่ควรฆ่าคิมแจยองครับ”

“เฮอะ”

ชายูฮยอกหันหน้าหนีราวกับเรื่องที่ผมจะพูดไม่ควรค่าแก่การรับฟัง ผมจึงรีบตรงเข้าประเด็นทันทีเพื่อรั้งเขาไว้ไม่ให้ออกไปข้างนอกซะก่อน

“ในอนาคตโลกจะเป็นยังไงผมรู้ครับ!”

ชายูฮยอกชะงักค้างในขณะที่มือจับอยู่ที่ลูกบิดประตู เขาหันมาช้าๆ พลางถอนหายใจเบาๆ

“พี่เชื่อไม่ลงหรอก ที่ผ่านมาเราเคยโกหกแค่ครั้งสองครั้งหรือไง”

“คราวนี้ผมพูดจริงครับ”

“ว่ามา”

ชายูฮยอกพยักหน้าเป็นเชิงบอกว่ากำลังรอฟัง ผมเดินเข้าไปใกล้เขาแล้วคว้าจับลูกกรงเหล็กเอาไว้ เสียงกุญแจมือกระทบเหล็กเสียงดังเคร้ง

“…โลกกำลังจะพินาศครับ”

เมื่อผมกระซิบเสียงค่อย ชายูฮยอกก็จ้องผมด้วยสายตาที่บอกเป็นนัยว่าโลกมันก็พังพินาศอยู่แล้วนี่

“ไม่ใช่แบบนั้นครับ คราวนี้ทุกคนจะตายกันหมดจริงๆ”

“แล้วยังไง”

“บนดวงจันทร์สีแดงนั่นมีราชาทั้งหมดเจ็ดองค์ พวกที่เรารู้จักอย่างบีสต์ บิ๊กบั๊ก และอควา แต่ละฝ่ายคือลูกสมุนรับใช้ของราชาแต่ละองค์ครับ”

ผมเริ่มเปิดเผยข้อมูลที่ได้รู้มาอย่างจริงจัง แม้จะบอกเรื่องอนาคตที่เห็นผ่านฝันพยากรณ์ไม่ได้ แต่เรื่องที่ได้ยินจากอาโรกันเชียกลับเล่าได้อย่างไม่มีปัญหา นั่นหมายความว่าการพูดถึงอนาคตที่จะเกิดขึ้นจริงมีข้อจำกัด ส่วนการพูดโดยอิงจากประสบการณ์ตรงของอาโรกันเชียนั้นสามารถทำได้ตามปกติ

ผมอธิบายสภาพของคิมแจยองให้เขาฟังคร่าวๆ แน่นอนว่าไม่ใช่ความจริงไปซะทั้งหมด เพราะถ้าชายูฮยอกรู้ว่าการที่คิมแจยองโจมตีมนุษย์เกิดจากความตั้งใจของเจ้าตัวล้วนๆ ต่อให้ต้องตายคนอย่างชายูฮยอกคงไม่มีทางเชื่อจนยอมให้ผมโน้มน้าวได้เด็ดขาด ผมจัดแจงใส่ความจริงและความเท็จเข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยบอกไปว่าอาโรกันเชียที่อยู่ในร่างคิมแจยองส่งผลให้นิสัยเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย ซึ่งตอนนี้เขาได้สติแล้ว และสัญญาแล้วว่าจะไม่ฆ่ามนุษย์แน่นอน นี่แหละที่เขาเรียกกันว่าอุบายการโกหกสีขาว

“สรุปคือ…จากนี้โลกจะถึงคราวพินาศว่างั้นสินะ”

“ตามที่บอกเลยครับ”

“ไอ้เวรนั่นเหรอจะมาอยู่ฝ่ายเรา พี่ไม่เชื่อ”

“แล้วพี่เชื่อผมไหมครับ”

“ไม่”

ให้ตายเหอะ ผมควรพาอีฮยอนอูมาเล่นเกมจับเท็จให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยไหม สิ่งที่ผมเล่าไปนอกจากเรื่องของคิมแจยองที่แอบโกหกไปนิดหน่อยแล้ว ส่วนที่เหลือล้วนเป็นความจริงทั้งหมด พอผมทำปากยื่น ชายูฮยอกก็ขมวดคิ้วพร้อมยกมือขึ้นกุมหน้าผาก เขาดูสับสนภายในใจเหมือนตัวเขาออกวิ่งไม่หยุดจนมาถึงทุกวันนี้โดยไม่รู้เลยว่าทำไมโลกถึงกลายเป็นเช่นนี้ เพราะอะไรถึงมีแค่เขาคนเดียวที่มีพลังแข็งแกร่ง ซ้ำยังดูหนักใจกับการต้องชั่งใจอีกว่าควรเชื่อคำพูดของผมมากแค่ไหน ผมปล่อยให้เขาตกผลึกความคิดของตัวเองโดยการเฝ้ารออย่างเงียบๆ

“…ไม่ว่ายังไงการฆ่าให้ตายน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด”

สิ่งที่หลุดออกมาจากปากของชายูฮยอกหลังเรียบเรียงความคิดได้แล้วกลับไม่ใช่คำตอบที่ผมต้องการ

“ฆ่าให้ตาย? ฆ่าใครครับ”

“คิมแจยอง”

“เดี๋ยวนะ ไหงเป็นงั้นล่ะครับ ผมเพิ่งบอกไปเองนะว่าเราต้องมีคิมแจยองถึงจะหยุดราชาบนดวงจันทร์สีแดงได้ เขายังฟื้นฟูพลังได้ไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์เลยด้วยซ้ำ นั่นแปลว่าราชาบนดวงจันทร์สีแดงแข็งแกร่งกว่าคิมแจยองอย่างน้อยๆ ก็สิบเท่าหรือมากกว่า เท่ากับว่ามีสัตว์ประหลาดแบบนั้นอยู่อีกตั้งหกตัวเชียวนะครับ! ดังนั้นเราต้องรีบช่วยคิมแจยองฟื้นฟูพลังให้เร็วที่สุด ถึงจะหยุดศัตรูได้ไงครับ!”

ผมตกใจจนเผลอพูดเสียงดังลั่น ปกติชายูฮยอกเป็นคนที่ทำอะไรเพื่อคนอื่นเสมอเลยคิดว่าครั้งนี้เขาเองก็คงจะทำเหมือนเดิม…แววตาของชายูฮยอกมีแต่ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ เขาคงคิดตกแล้วว่าจะไม่เชื่อในสิ่งที่ผมพูด ในใจผมเดือดปุด คงเพราะเขามองเห็นว่าทั้งผมและคิมแจยองอยู่ฝ่ายอธรรม ทั้งที่ถ้าเห็นว่าอยู่ฝ่ายธรรมะแบบเมื่อก่อน ยังไงเขาก็จะเชื่อผมแท้ๆ

“พี่รับมือคนเดียวไม่ไหวหรอกครับ”

“ตอนนี้ทุกคนต้องการให้ฆ่าไอ้เวรนั่นเดี๋ยวนี้ พี่เองก็คิดเหมือนกัน”

“บอกแล้วไงครับว่าราชาของพวกสัตว์ประหลาดกำลังจะมาน่ะ!”

“เราถึงต้องเตรียมตั้งรับไง”

สุดท้ายการโน้มน้าวก็ล้มเหลว พอกันทั้งหมอนี่ทั้งหมอนั่นหัวแข็งอย่างกับหิน ผมพยายามพูดดีหลายหนก็แล้ว สุดท้ายก็ต้องให้โมโหจนได้

“เชี่ยแม่ง ถ้าพี่จะฆ่าเขา ถ้างั้นฆ่าผมก่อนได้เลยครับ”

“ซอนอึนซู”

“ทำไมครับ ผมมันทำไมเหรอ ฆ่าไม่ได้เพราะซอนจงกรุ๊ปหรือไง”

ผมหอบแฮ่กๆ ทุบลูกกรงเหล็กดังสนั่น ชายูฮยอกถอนหายใจอีกครั้งก่อนเบนสายตาไปมองคิมแจยองที่ถูกล่ามอยู่ด้านในลูกกรง หมอนั่นกำลังฟังบทสนทนาของเราอยู่อย่างสงบเสงี่ยม ผมย้ำคิมแจยองซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าอย่าได้เสนอหน้าเข้ามายุ่งเด็ดขาด เขาจึงทำตัวเป็นมนุษย์ล่องหน ผมจึงไม่ได้ยินเสียงเขาแม้แต่เสียงลมหายใจ

“…ถอนตราสัญลักษณ์ให้อีฮยอนอูสิ แล้วพี่จะยอมเชื่อ”

คิมแจยองได้ยินที่ชายูฮยอกพูดก็เอียงคอ ริมฝีปากสวยได้รูปเผยรอยยิ้ม สถานการณ์เคร่งเครียดแบบนี้ยังจะมายิ้มเลอะเทอะไม่ดูตาม้าตาเรือ ถ้าไม่มีผ้าปิดตาผมคงส่งสัญญาณเตือนด้วยสายตาไปแล้ว แต่ตอนนี้ผมดันหาวิธีหยุดเขาไม่ได้

“ถ้าถอนก็ตาย”

“ว่าไงนะ”

“ไม่งั้นจะมีคำว่าสัญญาตลอดชีพไว้เพื่ออะไร…”

เมื่อได้ยินเสียงทุ้มต่ำของคิมแจยอง ชายูฮยอกก็กำมือแน่น เส้นเลือดบนหลังมือปูดโปนเป็นสีเขียวเหมือนพร้อมเหวี่ยงหมัดโตๆ นั่นเข้าใส่คิมแจยองทุกเมื่อ

“ขอแลกกับการทำสัญญาใหม่แล้วกัน”

“…สัญญาใหม่?”

“อืม ต่อจากนี้ถ้าฉันฆ่ามนุษย์อีกแม้แต่คนเดียว…ฉันก็จะตายด้วย คิดว่าไง”

“คิมแจยอง!”

เขาตัดสินใจเองโดยไม่ปรึกษาผม ผมจึงหันกลับไปมองด้วยความตกใจ ก่อนจะได้เห็นใบหน้าคิมแจยองกำลังยิ้มกว้าง ตอนนี้ต่อให้เขากำลังยิ้ม ผมก็ไม่ได้มองว่าสวยเลยสักนิด มันทำเอาผมชักอยากจะต่อยหน้าเขาขึ้นมาสักหมัดแล้วเหมือนกัน

“…มีเหตุผลอะไรที่ต้องทำถึงขนาดนั้น”

“พอดีสัญญากับอึนซูไว้แล้วน่ะสิ ถ้าฉันไม่ฆ่ามนุษย์ อึนซูก็จะ…”

“ว้ากกกก!”

“…คนเดียว”

หมอนี่ดันมาพูดอะไรต่อหน้าชายูฮยอกวะเนี่ย! โชคดีที่ผมร้องตะโกนแทรกขึ้นมา ชายูฮยอกเลยดูเหมือนจะไม่ได้ยิน

“ถ้าขนาดนี้แล้วยังไม่มากพอที่จะทำให้เชื่อได้ งั้นก็ลองทดสอบดู”

“นี่ สตินายยังดีอยู่ไหม สมองพังหรือไง”

“…เอาสิ ดีเหมือนกัน”

“พี่ครับ!”

ชายูฮยอกเห็นด้วยกับคำพูดนั้น ผมมองทั้งสองคนสลับไปมา ทั้งที่ตะโกนเสียงดังก็แล้ว แต่ทุกคนกลับฟังเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ชายูฮยอกสั่งให้ผู้คุมด้านนอกนำสิ่งมีชีวิต เช่น พวกหนูหรือแมลงสาบกับอาหารที่มีกลิ่นฉุนมาให้เขา ไม่นานนักผู้คุมก็เอาแมลงสาบหลายตัวที่ขังไว้ในกล่องใสกับข้าวเกรียบกุ้งรสเห็ดทรัฟเฟิลกลิ่นแรงใส่ชามมาให้ชายูฮยอก

ชายูฮยอกเปิดลูกกรงเหล็กก้าวเข้ามาข้างใน เขาเดินตรงเข้าไปหาคิมแจยองและกระชากผ้าปิดตาจนขาด สายตาเปี่ยมไอสังหารของชายูฮยอกปะทะกับสายตาอคติของคิมแจยองโดยมีอากาศคั่นกลาง ทั้งสองแผ่รัศมีน่าหวาดหวั่นออกมาราวกับพร้อมจะห้ำหั่นกันทันที

“เอาเลยสิ”

ชายูฮยอกกัดฟันพูดอย่างหงุดหงิดพลางดันกล่องแมลงสาบให้ เนื่องจากตรวนแขนข้างซ้ายพังไปแล้ว คิมแจยองจึงยื่นแขนซ้ายซึ่งเป็นอิสระอยู่ข้างเดียวไปเหนือกล่องนั้น

“ถ้ากินขนมชิ้นนี้…แมลงสาบตัวนี้จะตาย”

คิมแจยองพูดยังไม่ทันขาดคำ ลวดลายประหลาดสีแดงที่ไม่เหมือนกับลวดลายตรงหัวใจอีฮยอนอูก็ปรากฏขึ้นบนหลังของแมลงสาบตัวหนึ่งก่อนเลือนหายไป ชายูฮยอกวางขนมลงในกล่อง แมลงสาบที่ยังนิ่งเพราะตื่นตกใจเริ่มขยับตัวเล็กน้อยแล้วเดินเข้าหาขนม แมลงสาบตัวที่ไร้ลวดลายดูปกติดี ทว่าตัวที่มีลวดลายกลับดิ้นทุรนทุรายทันทีที่กัดข้าวเกรียบ จากนั้นมันก็หงายท้องแล้วตายคาที่

“ทีนี้เชื่อแล้วใช่ไหม”

“ทำแบบนี้บนตัวนาย”

ชายูฮยอกโยนกล่องแมลงสาบที่ถืออยู่ลงบนพื้น ทันทีที่ฝากล่องเปิดออก แมลงสาบก็พากันกระจายตัวไปทั่วทุกทิศ ผมร้องจ๊ากพลางหลบแมลงสาบที่วิ่งเข้าหาอย่างไว

“ต่อจากนี้ไปถ้าฆ่ามนุษย์แม้แต่คนเดียว ฉันจะต้องตาย”

“…”

“…ด้วยความทรมานสาหัสที่สุดในโลก”

คิมแจยองเอามือทาบแผ่นอกพลางคลี่ยิ้มบาง เขาเติมประโยคสุดท้ายเข้าไปเหมือนตั้งใจยั่วยุให้ชายูฮยอกโมโหหนักกว่าเก่า หมอนี่มันบ้าชัดๆ ถ้าเกิดต้องตายอย่างทรมานสาหัสที่สุดในโลกเข้าจริงๆ จะทำยังไง

“อึก…”

ตราสัญลักษณ์บนหน้าอกคงสร้างความเจ็บปวดไม่น้อย ร่างกายของคิมแจยองกระตุกรุนแรง ชายูฮยอกกระชากเสื้อของคิมแจยองจนขาด ลวดลายสีแดงประทับลงบนแผ่นอกขาว หลังจากตรวจสอบแล้วว่าเป็นลวดลายเดียวกันกับที่เห็นบนหลังแมลงสาบ ชายูฮยอกก็ถอยหลังไปหนึ่งก้าวแล้วยืนกอดอกมองนิ่งๆ ผมลอบสังเกตท่าทีของเขา ก่อนจะเข้าไปหาคิมแจยอง

“ไหวไหม”

“เจ็บ”

“มากเลยเหรอ”

“อื้ม…”

คิมแจยองทำท่างอแงพลางถูไถใบหน้ากับมือผม พอเห็นไอ้คนที่เมื่อกี้พองขนขู่ฟ่อกลายร่างเป็นลูกแกะสุดไร้เดียงสาแล้ว ชายูฮยอกที่ยืนอยู่ด้านหลังก็จุปากอย่างไม่สบอารมณ์

ไงล่ะ ขำไม่ออกใช่ไหมล่ะ ผมเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกันแหละน่า

“ตอนนี้เราอยู่ฝ่ายเดียวกันแล้วใช่ไหมครับพี่”

“อย่าเพ้อเจ้อ”

“อ้าว”

“เหตุผลที่พี่ฆ่าไม่ได้เป็นเพราะตราสัญลักษณ์บนตัวของใครอีกหลายคนต่างหาก ถ้าถอนมันไปได้พี่คงฆ่าหมอนี่ไปเรียบร้อยแล้ว”

ชายูฮยอกเอื้อมมือไปหาคิมแจยองและกระชากตรวนรอบข้อมือขวาออก เขาตั้งใจจะปลดตรวนที่ขาให้ด้วย แต่คิมแจยองปัดมือชายูฮยอกแล้วกระชากตรวนที่ขาออกเองด้วยมือเปล่า

ไอ้พวกอมนุษย์พวกนี้ แข่งกันอยู่หรือไงว่าใครกระชากออกได้เก่งกว่ากัน

ในขณะที่ผมกำลังคร่ำครวญและพยายามปลดกุญแจมือจากข้อมือตัวเองอยู่นั้น ชายูฮยอกก็เป็นคนเดินเข้ามาหาแล้วช่วยดึงมันจนขาดเหมือนกับหักขนม

“อ๊ะ ขอบคุณครับพี่”

“…”

ชายูฮยอกไม่ตอบและผละออกจากผมทันที ดูท่าทางก็ไม่ได้รังเกียจผมไปซะทีเดียวนี่นา…ผมกำลังหรี่ตามองสำรวจเขา แต่แล้วคิมแจยองที่แขนขาเป็นอิสระก็ดึงผมเข้าไปหาจากด้านหลัง ดูท่าเขาคงไม่ชอบใจที่ผมกับชายูฮยอกอยู่ใกล้กัน กลางหว่างคิ้วคู่สวยยับย่นจนเป็นรอย ผมจึงใช้นิ้วกดลงไปตรงนั้นแล้วนวดให้มันเรียบ

“ขอบอกไว้อีกอย่างนะ…ฉันไม่คิดจะต่อสู้ในฐานะทีมเดียวกันกับพวกนายหรอกนะ”

“…ถ้างั้นพี่ตั้งใจจะทำยังไงเหรอครับ”

“ทางใครทางมันสิ”

“ทางใครยังไงนะครับ พี่หมายความว่าอะไร”

ผมถามพลางใช้ศอกสะกิดคิมแจยอง เขาทำหน้าบูด ชายูฮยอกเองก็ลังเลว่าควรอธิบายให้ฟังหรือปล่อยไปดี สุดท้ายคิมแจยองก็กระซิบเบาๆ ข้างหูผมว่านั่นหมายถึงต่างฝ่ายต่างหาทางรอดและวิธีรับผิดชอบกันเอง

“อ๋อ หมายความว่าพี่จะเดินตามทางของพี่ ส่วนพวกผมก็ให้เดินตามทางพวกผมเองสินะครับ”

“วันหน้าเราอาจมีศัตรูคนเดียวกันก็ได้”

“ถ้าถึงวันนั้นแล้วพี่จะทำยังไงครับ”

“แล้วเราคิดว่าไงล่ะ”

ชายูฮยอกเงื้อหมัดต่อจนผนังร้าว คงเพราะผนังถูกสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษ กระทั่งพลังระดับชายูฮยอกยังทำได้แค่เจาะเป็นรูเล็กๆ เท่านั้น คราวนี้ชายูฮยอกสร้างพายุหมุนรอบแขนก่อนปล่อยหมัดจนเกิดเสียงดังสนั่นกว่าเมื่อครู่ เศษปูนร่วงกราว จากนั้นเขาก็ส่งสายตาพร้อมกับพยักพเยิดไปทางช่องโหว่ขนาดใหญ่

“ออกไปซะ”

“ครับ? พี่จะให้ผมไปทั้งแบบนี้เหรอครับ”

“หรือต้องรอให้พี่เอาพรมแดงมาปูให้”

“มะ…ไม่ต้องครับ ไม่ใช่ยังงั้นสิ…”

ผมเหลือบมองคิมแจยอง เสื้อผ้าเขาขาดวิ่นจนเผยให้เห็นหน้าอกเปลือยเปล่า ตราสัญลักษณ์หายไปอย่างไร้ร่องรอย ดูท่ามันคงไม่ปรากฏออกมาในยามปกติ…ด้วยเหตุนี้ยอดจุกสีชมพูเลยยิ่งเด่นชัดขึ้นไปอีก ผมจะปล่อยให้มันอวดสายตาชาวบ้านไปทั่วแบบนั้นได้ยังไง ในตอนนี้เองผู้คุมและพลจัตวาคิมมียอนที่ได้ยินเสียงเอะอะก็เข้ามาด้านในคุก ผมหันไปเห็นแจ็กเก็ตขนเป็ดน้ำหนักเบาที่ผู้คุมสวมอยู่พอดีเลยวิ่งแจ้นเข้าไปถอดมันออก ผู้คุมตกใจกลัวและโวยวายร้องเสียงน่าเกลียด แต่ผมตีมึนไม่รับรู้ จนเมื่อได้เอาแจ็กเก็ตมาคลุมตัวให้คิมแจยองเรียบร้อยแล้วนั่นแหละ ผมถึงค่อยวางใจลงหน่อย

“ผมไปแล้วนะครับ”

“…รีบไปได้แล้ว”

ชายูฮยอกมองผมด้วยสีหน้าขมขื่นพลางยื่นมือมาด้วยท่าทางเหมือนอยากจะลูบหัวผมเหมือนเมื่อก่อน ในอนาคตถ้าญาติดีกับชายูฮยอกได้ก็นับว่าเป็นประโยชน์ ผมเลยตั้งใจจะยื่นหัวให้เขาลูบอย่างว่าง่าย แต่คิมแจยองดันปัดมือชายูฮยอกออก

“ตลอดมามีวีรบุรุษเกิดขึ้นนับไม่ถ้วน ทว่าไม่มีแม้สักครั้งที่สามารถคว้าชัยเหนือการรุกรานของดวงจันทร์สีแดงได้”

“ว่าไงนะ”

“วีรบุรุษนั้นบ้างก็ยโสโอหัง บ้างก็สิ้นหวัง บ้างก็เอาชนะความกลัวไม่ได้จนกลายเป็นคนขลาดเขลา แต่เมื่อหมื่นปีก่อนมีวีรบุรุษผู้หนึ่งใช้ดาบแทงเข้าที่หัวใจของวอยด์ราชาแห่งความอลหม่าน วอยด์จึงหวาดกลัวจนสถิตอยู่บนดวงจันทร์สีแดงและไม่กล้าออกมาอีก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม…”

เสียงแหบพร่าดังออกมาจากปากคิมแจยอง เจ้าตัวเอ่ยตามอาโรกันเชียทั้งประโยคด้วยสีหน้ารำคาญใจ

“จงมาหาข้าเมื่อเกตเปิดอีกครั้ง ข้าจะบอกวิธีขโมยดาบแก่เจ้า วีรบุรุษแห่งมวลมนุษย์…อาโรกันเชียบอกมาแบบนี้”

“…”

“อย่าแตะตัวอึนซู”

คิมแจยองดึงผมเข้าไปกอดและทิ้งชายูฮยอกที่ทำหน้าเหม่อลอยไว้ข้างหลัง จากนั้นก็กระโจนพุ่งตัวออกมาทางช่องโหว่ของผนัง

 

อันดับแรกพวกเราออกมากันได้แล้ว แต่ไม่รู้เลยว่าควรไปที่ไหน ทีแรกก็คิดอยากจะกลับไปหาครอบครัว พอคิดอีกทีถ้าคุณปู่กับพ่อผมเจอคิมแจยอง มีหวังความดันคงพุ่งกระฉูดจนลมจับแหง จริงอยู่ผมอาจโน้มน้าวพวกพี่ชายกับพี่สะใภ้ได้…แต่ไม่มีอะไรรับประกันนี่ว่าคิมแจยองจะยอมทำตัวดีๆ กับสมาชิกในครอบครัวผม ฟันธงเลยว่าคิมแจยองต้องพูดจาน่าโมโหและกวนประสาทเหมือนที่ทำกับชายูฮยอกแน่ ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นก็มีสิทธิ์จะเกิดเหตุฆาตกรรมขึ้นมาจริงๆ…ในเมื่อยืนยันได้แล้วว่าครอบครัวปลอดภัยดีและสามารถเอาตัวรอดกันได้อย่างไม่มีปัญหา ถ้างั้นสิ่งที่ดีที่สุดที่ผมทำได้ในตอนนี้ก็คือหาสถานที่ที่ผมกับคิมแจยองพอจะอาศัยอยู่ด้วยกันสองคนได้ ว่าแต่…

“โทษนะครับท่านพลจัตวา ไม่ทราบว่าตามมาทำไมเหรอครับ”

“หะ…หืม?”

พลจัตวาคิมมียอนตามหลังพวกผมมาต้อยๆ เพื่ออะไรกัน

“กองทัพสั่งให้จับตาดูพวกผมเหรอครับ”

“ฉันไม่ได้รายงานกองทัพซะหน่อย ทางนั้นคงคิดว่านายสองคนแหกคุกกันเองมากกว่า”

“ถ้างั้นมีธุระอะไรครับ อย่าบอกนะว่ากำลังหนีทหาร”

“หนีทหารที่ไหนกันล่ะ คือว่า…ฉันเองก็อยากแข็งแกร่งขึ้นบ้าง…ไม่มีวิธีหน่อยเหรอ”

เธอยกมือเกาศีรษะอย่างเขินๆ ดูท่าหลังจากได้ยินเรื่องที่คุยกับชายูฮยอกในตอนท้ายแล้วคงคิดจะตามรอยเขาแหงๆ อยากได้ดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์* ในตำนานจนหน้ามืดเลยล่ะสิ แต่ดูหน่วยก้านและมัดกล้ามนั่นแล้ว เธอเหมาะจะเป็นนักรบสมองกล้ามบ้าพลังมากกว่านักรบสายอาวุธดาบนะ

“ได้ยินว่าดาบนั่นน่ะ ถ้าไม่ใช่วีรบุรุษก็ใช้ไม่ได้หรอกนะครับ”

“ถ้างั้นดาบยกให้ชายูฮยอกไป ส่วนฉันเอาอย่างอื่นก็ได้ มีไหมล่ะ”

“โอ้โห”

ผมอุทานออกมาเพราะทึ่งในความหน้าไม่อายพลางเหลือบมองไปทางคิมแจยอง เขาดูเหมือนจะไม่สนใจเธอเลยแม้แต่น้อย แถมยังเอาแต่อมยิ้มราวกับมีความสุขซะเต็มประดากับการได้จูงมือผมเดินเตร่อยู่กลางเมืองร้าง เยี่ยมไปเลย ไม่คิดอะไรเลยนี่แหละดีแล้ว…หมอนี่เป็นประเภทที่นอกจากเรื่องผม เรื่องอื่นในสมองก็คือทุ่งดอกไม้ ที่ผ่านมาคงทำอาโรกันเชียเหนื่อยจนแทบคลั่ง

“ไม่มีอะครับ หรือต่อให้มีแล้วพวกผมจะได้อะไร”

“อืม…สถานที่ให้นายสองคนเล่นจ้ำจี้กันได้จนกว่าจะสาแก่ใจเป็นไง”

“โอ๊ย! เรื่องแบบนั้นผมไม่ทำหรอกครับ!”

คำพูดคำจาไม่อายฟ้าดินจากปากพลจัตวาคิมมียอนทำเอาผมถึงกับร้องว้ากหน้าแดงก่ำ

“กี๊ซ!”

บิ๊กบั๊กบินโฉบลงมาจากฟ้าตามเสียงร้อง คิมแจยองใช้มือเดียวฉีกกระชากมัน จากนั้นก็หันมาหาพลจัตวาคิมมียอนแล้วเอ่ยถาม

“ที่ไหนครับ”

เมื่อคิมแจยองแสดงท่าทีสนใจ พลจัตวาคิมมียอนก็หัวเราะพร้อมทำเสียงแซว

“โอ้ ลูกผู้ชายตัวจริงนี่หว่า ยังหนุ่มยังแน่นก็ดีแบบนี้แหละเนอะ”

ผมเอามือทำท่าพัดคลายร้อนใบหน้าที่ร้อนผ่าวพลางขึงตาใส่เธอ

“พอเลยครับ ชายทั้งแท่งด้วยกันทั้งคู่จะทำเรื่องแบบนั้นได้ยังไงครับ”

“หา? ทำไมล่ะ ชายทั้งแท่งด้วยกันแล้วมันทำไม”

“…ก็มันทำด้วยกันไม่ได้ไม่ใช่เหรอครับ”

ดวงตาของพลจัตวาคิมมียอนฉายแววอึ้งกับคำพูดผม เธอหันไปมองคิมแจยอง และเมื่อเห็นความใคร่รู้ที่สะท้อนอยู่ในดวงตาไร้เดียงสาของคิมแจยอง เธอก็ค่อยๆ ชะลอฝีเท้าทันที

“พวกนาย…อายุเท่าไหร่”

“ยี่สิบครับ”

“…เราคุยเรื่องอื่นกันดีไหม ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นผู้ใหญ่ไม่ดียังไงไม่รู้”

“เชิญตามสะดวกเลยครับ”

พลจัตวาคิมมียอนเสนอสถานที่ที่สามารถไปพักอาศัยชั่วคราวได้ให้เรา แม้ผมจะยืนยันอย่างจริงจังแล้วว่าไม่มีของอย่างดาบนั่นให้เธอ แต่เธอก็บอกว่าแค่ลองโยนหินถามทางเฉยๆ ไม่ให้ก็ไม่เห็นเป็นไร พอผมหรี่ตาจ้องอย่างสงสัยในความเอื้อเฟื้ออันไร้เหตุผล เธอก็หลบตา

“โอ๊ย พูดมาเถอะครับ โกหกก็ไม่เก่งแล้วยังมัวอมพะนำอะไรอยู่ล่ะครับ”

“อืม เอางั้นเหรอ”

พลจัตวาคิมมียอนยิ้มกว้าง เนื่องจากรูปร่างกำยำล่ำสันหนั่นแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อ ตอนอยู่นิ่งๆ ไม่ปริปาก รัศมีแห่งอำนาจอันน่ายำเกรงจึงแผ่ออกมาจากตัวเธอ แต่พอยิ้มแบบนั้นแล้วเธอกลับดูขี้เล่นขึ้นมาทันที

“ฉันต้องการขึ้นเป็นประธานาธิบดี”

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแบบนั้นหรือเปล่า คำว่าประธานาธิบดีที่หลุดออกมาจากปากเธอถึงได้ฟังดูเหมือนกำลังล้อเล่น ทำเอาผมได้แต่กะพริบตาปริบๆ

“เรามาเป็นพันธมิตรกันเถอะ”

“หา?”

“ถ้าคิดว่าเป็นคำขอที่มากเกินไป นายจะปฏิเสธก็ไม่ว่ากัน”

“เดี๋ยวนะ ตรงนี้มีสักคนไหมเนี่ยที่ยังปกติดีอยู่”

ผมหลุดปากออกมาอย่างเหลือจะเชื่อ แต่พลจัตวาคิมมียอนกลับยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ น่าตลกไปหน่อยไหมที่ยังจะมาพูดเรื่องไกลตัวเทือกนั้นในสภาพที่โลกปัจจุบันเป็นแบบนี้…แต่ในเมื่อแผนจับมือเป็นพวกเดียวกับชายูฮยอกพังเละเทะไปแล้ว การได้คนมาเพิ่มอย่างน้อยสักคนเพื่อช่วยเหลือกันในอนาคตย่อมเป็นเรื่องที่ดีกว่าแน่นอน

“สรุปจะตกลงไหม”

“…โอเคครับ เป็นอันว่าตกลง แต่นาทีนี้คิดเรื่องกอบกู้โลกก่อนเถอะครับ ถ้าเกิดโลกมันพินาศยิ่งกว่านี้ จะตำแหน่งประธานาธิบดีหรือตำแหน่งอะไรมีหวังได้สลายหายไปกับสายน้ำแน่”

“การได้เป็นประธานาธิบดีคนสุดท้ายของมวลมนุษยชาติก็ไม่เลวนะ”

นี่ก็อีกคน สรรหาจะพูดแต่อะไรประหลาดๆ แถมยังหัวเราะร่าเหมือนสติไม่สมประกอบอีก ไม่รู้ว่าคนปกติธรรมดาทั่วไปกลับกลายมาเป็นแบบนี้กันหมด หรือคนที่เอาชีวิตรอดมาได้มีแต่พวกประหลาดๆ แบบนี้กันแน่…ยังไงก็ตามพลจัตวาคิมมียอนก็ยังบอกพิกัดฐานทัพร้างที่ถูกสัตว์ประหลาดบุกให้เราได้รู้ แม้ปากจะเรียกมันว่าฐานทัพ แต่อันที่จริงมันคือบ้านหลังใหญ่ของพลเรือนต่างหาก ผมได้ยินมาว่าตอนนั้นพวกทหารพากันทิ้งของจำเป็นแล้วหนีไป ทุกอย่างจึงน่าจะยังอยู่ในสภาพเดิม พลจัตวาคิมมียอนมาส่งเราเดินทางและโบกมือลาอย่างกระตือรือร้น ผมตอบเธอไปว่าขออย่าได้มาเจอกันอีกเลย ก่อนจะจับมือคิมแจยองไว้แน่นแล้วเริ่มเคลื่อนฝีเท้า

* ดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ หรือดาบในศิลา คือดาบในตำนานที่กษัตริย์อาร์เทอร์ดึงออกมาจากหินเพื่อพิสูจน์ว่าตนเองเป็นกษัตริย์ เล่าลือว่าเป็นดาบที่มีอำนาจวิเศษหรือมีความเกี่ยวข้องกับสิทธิ์อันชอบธรรมในการปกครองแผ่นดินอังกฤษ

 

ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ใน

Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ

วางจำหน่ายแบบรูปเล่มที่เว็บไซต์ Jamsai Store, ร้าน Jamclub และร้านหนังสือทั่วไป

 

รวมถึงในรูปแบบอีบุ๊กที่

Meb / OOKBEE / Fictionlog / Naiin App / SE-ED / Hytexts / comico และ ARN

2 of 2หน้าถัดไป

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

everY

ทดลองอ่าน เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 Chapter 2.1-2.2 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 ผู้เขียน : MINTRAN แปลโดย : ทันบี ผลงานเรื่อง : 배타적 연애 금지구역 ถือเป็นลิขสิทธิ์...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ท่านผู้เป็นดั่งดวงใจ บทที่ 1-3

บทที่ 1 เงาร่างด้านข้างทอดลงบนกระดาษหน้าต่างบางๆ ของโรงเตี๊ยม เงานั้นเลือนรางจนแทบแยกไม่ออกว่าเป็นผู้ใด เพิ่งรุ่งสาง ภาย...

everY

ทดลองอ่าน ในข่าวลือนายน่ารักกว่านี้นะ เล่ม 1 บทที่ 1-2 #นิยายวาย

ทดลองอ่านเรื่อง ในข่าวลือนายน่ารักกว่านี้นะ เล่ม 1 ผู้เขียน : เหมาฉิวฉิว แปลโดย : เฉินเมิ่งหาน ผลงานเรื่อง : Ni De Hei L...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน หยกคู่เคียงรักพิทักษ์ฉางอัน บทที่ 1-2

บทที่ 1 หิมะตกหนัก เพิ่งพ้นช่วงส่งท้ายปีเก่าเข้าสู่รัชศกเซิ่งลี่ปีที่หนึ่ง หิมะหนาหนักก็โปรยปรายลงมาจากผืนฟ้า ท่ามกลางหม...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ท่านผู้เป็นดั่งดวงใจ บทที่ 4-6

บทที่ 4 นี่คือมู่ฉางโจวหรือ เฟิงซุ่นอินแทบไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง แต่เมื่อได้ยินประโยคนี้นางก็แน่ใจว่าใช่มู่ฉางโจวจริงๆ ถ...

community.jamsai.com