everY
ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 2 บทที่ 10.1-10.2 #นิยายวาย
ทดลองอ่านเรื่อง Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 2
ผู้เขียน : matgam
แปลโดย : ทรรศิกา จางวิบูลย์
ผลงานเรื่อง : 망한 세상에서 살아남기
ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน
จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
– – – – – – – – – – – – – – – – –
Trigger Warning
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ
เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง การฆาตกรรม
มีการบรรยายถึงเลือด สภาพศพ ชิ้นส่วนร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ อาการบาดเจ็บ
สาเหตุการเสียชีวิตในรูปแบบต่างๆ การใช้อาวุธและของมีคม สถานการณ์อันน่าขยะแขยง
เรื่องราวเหนือธรรมชาติ การบูลลี่ การใช้ถ้อยคำหยาบโลน อาการป่วยทางจิต บาดแผลทางใจในวัยเด็ก
การใช้ความรุนแรงในครอบครัว การทารุณกรรมเด็ก การกักขังหน่วงเหนี่ยว การลักพาตัว
การมีอคติและเหยียดหยามคนรักร่วมเพศ การใช้สารเสพติดหรือการติดยา
การเสพติดแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ
สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **
– – – – – – – – – – – – – – – – –
บทที่ 10.1
เจรจาต่อรอง
เลือดร้อนทะลักไหลลงมาทั่วหน้าท้อง ร่างกายหนาวสะท้านเฉียบพลัน แต่สิ่งที่น่าสะพรึงยิ่งกว่าคือแววตาแฝงไอสังหารของซอนอึนซู คิมแจยองรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าความน่ารักที่ซอนอึนซูแสดงออกกับเขาแฝงไว้ด้วยจุดประสงค์บางอย่าง ซึ่งจุดประสงค์นั้น…ได้หายไปแล้ว เมื่อตระหนักได้ว่าตัวเขาไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป หัวใจก็แทบหยุดเต้น คิมแจยองอยากทำทุกวิถีทางเพื่อรั้งซอนอึนซูไว้ เขายื่นสิ่งที่อีกฝ่ายชื่นชอบอย่างเช่นใบหน้าตัวเองเข้าไปใกล้ๆ แก้มซอนอึนซูค่อยแต้มเลือดฝาดเป็นสีชมพู
ค่อยยังชั่ว…แสดงว่ายังได้ผล
ซอนอึนซูจดจ่ออยู่กับความคิดบ่อยมาก คิมแจยองรักทุกการเคลื่อนไหวเล็กๆ ของกล้ามเนื้อบนใบหน้านั้น จึงสังเกตเห็นได้อย่างง่ายดายว่าสิ่งที่ซอนอึนซูกำลังกังวลอยู่นั้นคือเรื่องของตัวเอง
จากนี้ฉันคงไม่เป็นที่ต้องการแล้วจริงๆ ใช่ไหม ใครหน้าไหนมันทำให้นายคิดแบบนั้น คนที่เรียกว่าพี่ยูฮยอกสินะ หรือว่าครอบครัวนาย ถ้ายังไม่ใช่อีกงั้นใครกันล่ะ เพราะงั้นจนป่านนี้นายถึงได้จงใจซ่อนตัวไม่ให้ฉันหาเจอใช่หรือเปล่า ทั้งที่ฉันพลิกแผ่นดินตามหานายซะขนาดนั้น…ฉันพยายามตั้งขนาดไหน…
ความคิดด้านลบมากมายวนเวียนอยู่ในหัว การมีซอนอึนซูอยู่เคียงข้างทำให้เขารู้สึกโล่งและสบายใจ แต่ขณะเดียวกันก็วิตกกังวลหนักทั้งยังหวาดกลัวไปหมด คิมแจยองไม่คุ้นชินกับอารมณ์ที่พลุ่งพล่านแบบนี้ หลายครั้งที่กดข่มอารมณ์ไม่ได้จนเกือบกระหน่ำระบายใส่ซอนอึนซู ทุกครั้งซอนอึนซูจะลูบแก้มพลางบีบนวดมือเขาเพื่อปลอบโยน…แต่ก็ใช่ว่าจะช่วยอะไรได้
คำพูดที่ว่า ‘ยังไงซะนายก็จะฆ่าฉันแล้วไปหาคนอื่นอยู่ดีนี่’ จุกแน่นอยู่ในลำคอ
สู้ตายๆ ไปด้วยกันยังจะสบายใจกว่า
คิมแจยองยื่นมือไปบีบคอซอนอึนซูที่กำลังหลับสนิท แต่แล้วทันทีที่ซอนอึนซูขมวดคิ้วด้วยท่าทางทรมาน แรงกดที่ปลายนิ้วก็สลายหายไป เขาฆ่าซอนอึนซูไม่ลง ได้แต่กัดฟันกรอดและพยายามทดลองประทับตราสัญลักษณ์แห่งทาสลงบนหัวใจอีกฝ่าย แต่คล้ายถูกบางสิ่งขัดขวาง พลังของเขาไม่เป็นผล
[การแทรกแซงของพระเจ้านับวันยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกที]
เสียงของอาโรกันเชียดังขึ้นในหัว
อาโรกันเชียบอกว่าทั่วร่างของซอนอึนซูมีร่องรอยของพระเจ้าอยู่เต็มไปหมด ด้วยเหตุนี้สกิลที่ส่งผลกับจิตใจจึงใช้กับซอนอึนซูไม่ได้ แม้แต่เรื่องนี้เขาก็ไม่พอใจด้วยเหมือนกัน
กล้าดียังไงถึงเอาอะไรมาฝากไว้ในร่างกายคนอื่น
ผู้ที่สามารถสัมผัสและแตะต้องซอนอึนซูได้ควรมีแค่เขาคนเดียวเท่านั้น ต่อให้ขึ้นชื่อว่าเป็นพระเจ้าก็ยอมรับไม่ได้เด็ดขาด
ฉันต้องทำยังไงนายถึงจะเป็นของฉัน
เขาอยากให้ในสายตาซอนอึนซูมีแค่เขาคนเดียว เสียงที่ดังออกมาจากริมฝีปากซอนอึนซูไม่จำเป็นต้องมีใครอื่นมาได้ยิน เขาอยากตื่นนอนข้างกันทุกวัน กินข้าวด้วยกัน และกระซิบกระซาบกันโดยไม่ต้องมีใครมาแทรกหรือขัดจังหวะ…อยากให้ทุกสิ่งทุกอย่างของซอนอึนซูเป็นของเขาคนเดียวเท่านั้น แต่เขาจะทำได้ยังไง
คิมแจยองครุ่นคิดถึงวิธีการ สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปมาข้อหนึ่ง
ถ้าโลกนี้มีฉันกับนายแค่สองคน…
ความคิดหนึ่งฝังอยู่ในหัวเขามานานแล้ว นั่นคือเขาจะฆ่ามนุษย์ทิ้งให้หมดรวมถึงครอบครัวของซอนอึนซูด้วย คนพวกนั้นหาซอนอึนซูพบตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ทว่ากลับจงใจโกหกและปิดบังเขา หากปล่อยไว้เฉยๆ ซอนอึนซูคงต้องถูกแย่งไปอีกแน่ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ซึ่งถ้าถึงเวลาต้องเลือก ชัดเจนว่ายังไงซอนอึนซูก็ต้องเลือกครอบครัวของตัวเองโดยไม่ลังเลอยู่แล้ว แค่จินตนาการหัวใจเขาก็ราวกับถูกฉีกกระชากเป็นชิ้นๆ
ซอนอึนซูต้องโกรธเขาแน่และอาจร้องไห้ด้วย ต่อให้ไม่มีวันได้เห็นซอนอึนซูหัวเราะอีกก็ช่างมัน เขาไม่สนอยู่แล้ว ขอแค่ในโลกนี้ไม่มีใครอื่น…ความรู้สึกเกลียดชังจากซอนอึนซูก็จะมีแค่เขาคนเดียวเท่านั้นที่ได้สัมผัส
‘หัวหน้า คิดว่าไงคะถ้ารุ่นพี่อึนซูจะเป็นฝ่ายรุกเข้าหาก่อน’
‘อะไรนะ’
‘เปล่าค่ะ ก็แค่เห็นว่า…ทั้งสองคนดูไม่ค่อยมีความคืบหน้าเท่าไหร่เลยน่ะค่ะ’
โคฮเยจูเปรยขึ้นมาตอนที่เขาออกไปเอามื้อกลางวันให้ซอนอึนซู คิมแจยองจ้องอีกฝ่ายนิ่ง หากจะพูดกันตามจริงโคฮเยจูนั้นนับว่าเป็นคนที่มีใบหน้าสะสวย หากซอนอึนซูที่ชมชอบสิ่งสวยงามรังเกียจเขาแล้ว ไม่แน่ว่าอาจหันไปพึ่งพาโคฮเยจูแทน พอคิดแบบนั้นก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาทันที คิมแจยองพินิจใบหน้าโคฮเยจูทุกรูขุมขน ก่อนตัดสินใจว่าคงจำเป็นต้องกำจัดทาสทิ้งทั้งหมด เว้นไว้แต่เพียงฮวังซูยอนที่มีสกิลรักษา
‘ไว้ฉันจัดการเอง’
โคฮเยจูน่าจะพูดถึงเรื่องอย่างว่า เช่น จูบหรือเซ็กซ์ แต่คิมแจยองไม่เคยมีอารมณ์ทางเพศมาก่อนในชีวิต กระทั่งการช่วยตัวเองอย่างที่วัยรุ่นกลัดมันล้วนต้องได้ลองทำสักครั้งก็ยังไม่เคย ในความสัมพันธ์ของเขากับซอนอึนซูแค่ได้แตะเนื้อต้องตัวกันไปเรื่อยๆ เขาก็พอใจแล้ว
ชั่วครู่หนึ่งคิมแจยองนึกถึงร่างเปลือยเปล่าของซอนอึนซู รายนั้นไม่เคยอายที่จะถอดเสื้อผ้าต่อหน้าเขา คงเพราะทั้งคู่ต่างเป็นผู้ชาย ร่างกายที่ผ่ายผอมพอได้กินอิ่มนอนหลับและขยับเคลื่อนไหวไม่นานก็คืนสู่สภาพเดิม แม้ซอนอึนซูจะผิวคล้ำกว่าเขา แต่มันกลับทั้งนุ่มและเนียนลื่น กล้ามเนื้อส่วนใหญ่ลีนกระชับ จับแล้วให้ความรู้สึกเหมาะพอดีมือ ส่วนโค้งเว้าตั้งแต่ลำคอเรื่อยมาถึงสะโพกก็สวยมาก ไม่สิ…สิ่งที่สวยกว่าคือกล้ามตรงต้นขาอวบอิ่มซึ่งจะขึ้นมัดเป็นลอนทุกทีที่ออกแรงเกร็ง…คิมแจยองลอบกลืนน้ำลายที่สออยู่ตรงมุมปากโดยไม่รู้ตัว เพราะหน้ามืดอย่างบอกไม่ถูกและรู้สึกเหมือนอยากจับอีกฝ่ายกลืนลงท้องในคำเดียว
แต่เขาก็ไม่อยากบีบบังคับจนกลายเป็นเร่งให้ตัวเองถูกเกลียดเร็วขึ้น ตอนนี้ขอเพียงได้กอดแน่นๆ ก็สุขใจมากแล้ว ถึงยังไงพวกเขาก็จะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิตอยู่แล้ว เรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลยสักนิด ทั้งที่เขาอุตส่าห์คิดแบบนั้นแล้วแท้ๆ…
‘ละ…แล้วแบบนี้โอเคหรือยัง’
วินาทีที่ปากซึ่งเคยปิดสนิทเผยอออก ก้อนเนื้อแดงสดชุ่มฉ่ำก็แหย่พรวดเข้ามาหยอกเย้าลิ้นเขา เขาช็อกจนสมองว่างเปล่า ทั้งที่ซอนอึนซูกำลังขยับปากพูดอยู่แท้ๆ แต่กลับไม่มีคำพูดไหนดังเข้าหูเลยสักคำ เขาถูกครอบงำด้วยความรู้สึกอยากสำรวจอะไรบางสิ่งสีแดงที่เดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่นั่นให้แน่ใจอีกครั้ง และสีหน้าเขินอายสุดขีดของซอนอึนซูก็กลายเป็นแรงผลักดันชั้นดี
เพราะแบบนั้นเขาจึงสอดลิ้นเข้าไปในโพรงปากนั้น นั่นคือจูบแรกของเขา เมื่อสามารถสำรวจเข้าไปถึงส่วนสงวนด้านในของคนที่ใจปรารถนาจะใกล้ชิดมาตลอดได้ ความสุขก็ล้นทะลักจนควบคุมไม่อยู่
ทำไมถึงมาทำแบบนี้เอาตอนนี้กันนะ
หัวใจเขาเต้นกระหน่ำ ปลายนิ้วสั่นระริก หลังจากจูบที่แสนเงอะงะจบลง คราวนี้สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนต่างไปจากเดิม จากที่คิมแจยองเป็นฝ่ายรีบร้อนพุ่งเข้าใส่อย่างไม่ประสีประสา คราวนี้ซอนอึนซูกลับเป็นฝ่ายนำด้วยการเข้าหาอย่างเนิบช้าและนุ่มนวล ปลายลิ้นนั้นเย้าแหย่ริมฝีปากด้านในก่อนไล้ลากผ่านไรฟันของเขา ซอนอึนซูเอียงศีรษะเพื่อดันลิ้นสอดลึกเข้ามามากกว่าเก่า ทั้งยังกวาดและแตะที่โคนลิ้นของเขาอีกด้วย เขาหลุดเสียงครางออกมาอย่างลืมตัวพร้อมกับท้องน้อยที่หดเกร็งแน่น ตัวตนความเป็นชายของเขากำลังตื่นตัว
‘ฮ้า…อะไรอะ ทำไมจู่ๆ ถึงได้มีขวดน้ำ…’
‘เอ่อ…’
‘อ๊าก! ไอ้บ้าเอ๊ย!’
เนื่องจากอยู่ในท่ากอดก่าย ความเป็นชายที่แข็งขืนจึงเสียดสีกับขาซอนอึนซู ฝ่ายนั้นคิดว่าเป็นขวดน้ำดื่มเลยเอื้อมลงไปคว้า แต่แล้วก็ผละออกสุดแรงเพราะความตกใจ คิมแจยองเลียริมฝีปากคล้ายเสียดาย เพราะยังอยากจูบต่ออีกหน่อย…
ซอนอึนซูมีประสบการณ์มาก่อน ซึ่งต่างจากตัวเขาที่เพิ่งเคยทำครั้งแรก ไหนซอนอึนซูบอกว่าที่ผ่านมาเคยคบใครอยู่แค่เดือนเดียวไง คนเราจะเก่งได้ถึงขนาดนั้นเลยเหรอ หรือว่าเจ้าตัวจะแอบไปประกบปากกับคนอื่นโดยที่เขาไม่รู้ ทั้งที่ซอนอึนซูไม่ได้รักเขา แต่เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการ ซอนอึนซูยังถึงกับใช้ริมฝีปากจูบเขา ถ้าอย่างนั้นก็คงมีสิทธิ์ไปทำแบบเดียวกันกับคนอื่นด้วยเหมือนกัน เรียวคิ้วของคิมแจยองขมวดแน่น หากซอนอึนซูรุกเข้าหาเหมือนเมื่อครู่ ใครล่ะจะต้านทานไหว คิมแจยองไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าถูกความคลั่งรักครอบงำเข้าแล้ว
จะแค่จูบเฉยๆ จริงเหรอ
พอเริ่มสงสัยเข้าครั้งหนึ่งก็หยุดไม่ได้ ความสงสัยมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น
…ทั้งที่นายคือคนแรกของฉันแท้ๆ
ชั่วขณะนั้นคิมแจยองสาบานว่าต้องฆ่ามนุษย์ทุกคนให้เกลี้ยงเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครมาพรากซอนอึนซูไปจากเขาได้ทั้งนั้น
“หมายความว่าไง จะขอให้ทาง X มาร์ตเป็นฝ่ายจัดการ ‘สิ่งนั้น’ เนี่ยนะ!?”
“นอกจากผมแล้วยังมีคนอื่นอีกเหรอครับที่คุมหมอนั่นได้”
“เครื่องมือที่จะเอามาใช้คุมได้มีถมเถ!”
“ผมหมายถึงนอกจากผมแล้วยังมีใครอีกเหรอครับที่ต้านทานสกิลปีศาจนั่นได้โดยที่ไม่ต้องหลับตา”
ชายูฮยอกทุ่มเถียงกับพวกนายทหารระดับสูงมาพักใหญ่ ชายูฮยอกนั้นสภาพจิตใจไม่ปกติอยู่เป็นนานเนื่องจากสูญเสียสมาชิกร่วมรบไปจำนวนมาก แต่ตอนนี้เขากลับมาตั้งสติได้แล้ว ทั้งยังแผ่รัศมีน่าเกรงขามชนิดที่ไม่มีใครกล้าบุ่มบ่ามเข้าใกล้ เหล่าทหารพากันหลบตาและดุนลิ้นอย่างไม่พอใจ
“ถึงได้บอกให้ฆ่าไง จะปล่อยให้มันรอดมาทำไม…!”
“ถ้าฆ่าหมอนั่น อีฮยอนอูก็จะตายด้วยครับ น่าจะรู้นี่ครับว่าเป็นเพราะมีผู้แจ้งเบาะแส สงครามรอบนี้ถึงยุติลงได้”
“…ใช่ คุณชายูฮยอกพูดถูกแล้ว”
“ท่านผู้บัญชาการ!”
“ยังไงก็เถอะ ขอให้คนของเราได้ประกบติด ‘สิ่งนั้น’ ด้วยกันเถอะ”
กองทัพจะเปิดเผยอย่างโจ่งแจ้งไม่ได้ว่าตนหาได้ใส่ใจชีวิตของผู้แจ้งเบาะแสไม่ ผู้บัญชาการอิมกยูจับสังเกตได้ว่าชายูฮยอกจงใจยกเรื่องผู้แจ้งเบาะแสขึ้นมาพูด แต่ก็ยอมถอยด้วยสีหน้าอดกลั้น เพราะขืนตั้งตนเป็นศัตรูกับอีกฝ่ายไปก็คงไม่เกิดประโยชน์อะไร
“เข้าใจแล้วครับ”
ชายูฮยอกพยักหน้า หลังจากการปะทะคารมกับเหล่าทหารจบลง ประธานซอนจงยอลซึ่งนั่งเงียบมาตลอดก็ยกกำปั้นทุบโต๊ะเสียงดังปังพร้อมลุกขึ้นยืนและถลึงตาจ้องชายูฮยอก
“ทีนี้ก็บอกมาได้แล้วว่าทำไมต้องเอาลูกชายฉันไปขังไว้ด้วย”
“ซอนอึนซูคอยปกป้องหมอนั่นอยู่ตลอด ทั้งที่ตัวเองไม่ได้โดนสกิลควบคุมจิตใจครับ”
“แต่ลูกชายฉันก็รักษาคนไปตั้งหลายคนนะ!”
“เรื่องนั้นซอนอึนซูใช้ประโยชน์จากความสามารถของฮวังซูยอนต่างหากล่ะครับ”
“ไอ้เวรนี่…! เอาลูกชายฉันคืนมา!”
ประธานซอนจงยอลส่งเสียงฮึดฮัดและตั้งท่าจะพุ่งเข้าใส่ ซอนอึนรกที่อยู่ข้างๆ จึงคว้าเอวเขาไว้ทันที
“พ่อ ความดัน ระวังความดันด้วยสิครับ!”
ประธานซอนจงยอลกระแทกศอกเข้าที่ศีรษะลูกชายคนโตซึ่งพยายามห้ามปราม
“เฮ้ย ไอ้ลูกระยำ มัวทำห่าอะไร ทำไมไม่พูด นี่แกเป็นหนอนบ่อนไส้หรือไง!”
ซอนอึนรกรู้สึกเหมือนไม่ได้รับความยุติธรรม แต่จะให้บอกผู้เป็นพ่อว่าลูกชายคนเล็กกลายเป็นเกย์ไปแล้วก็ไม่กล้า จึงได้แต่หุบปากแน่นสนิท
คนแรกที่สังเกตเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างคิมแจยองกับซอนอึนซูไม่ใคร่ปกตินักคือซอนอึนโฮผู้เป็นลูกชายคนกลาง ซอนอึนโฮขอร้องอย่างจริงจังให้เก็บเรื่องนี้เป็นความลับไปก่อน เพราะเกรงว่าทั้งคุณปู่และพ่อจะช็อกตาตั้งจนลมจับ ซอนอึนรกพยายามปิดปากประธานซอนจงยอลซึ่งกำลังสบถอย่างเอาเป็นเอาตาย
“ไอ้ลูกเวร! ฉันจะเด็ดไอ้นั่นของแกออกมาโยนให้ปลาที่บ้านกิน…อุ๊บ! อื้อ!”
“ฮ่าๆ…พวกเราจะทำตามที่คุณชายูฮยอกเสนอครับ ขอแค่จากนี้อนุญาตให้ครอบครัวเข้าไปเยี่ยมเขาได้ก็พอ”
“อื้อ! อื้อออ!”
“…ครับ ตกลงครับ”
ทุกฝ่ายล้วนเห็นพ้องว่าจะใช้เวลาสองสัปดาห์ในการสอบสวนเพื่อให้ได้มาซึ่งวิธีถอนตราสัญลักษณ์บนหน้าอกของอีฮยอนอู และกรณีที่ไม่สามารถหาทางออกได้ภายในสองสัปดาห์หรือมีเหตุต้องเผชิญกับสถานการณ์บางอย่างที่เกินรับมือก็ให้ฆ่าเป้าหมายทิ้งทันที ทั้งสามฝ่ายเข้าประจำการในอาคารที่ทิ้งระยะห่างกันราวหนึ่งกิโลเมตรเพื่อเตรียมพร้อมเอาไว้เผื่อพวกอควาบุกโจมตี
ต่างฝ่ายต่างตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยว่าฝ่าย X มาร์ตจะคุมคิมแจยองกับซอนอึนซู ฝ่ายซอนจงกรุ๊ปคุมอีฮยอนอู และฝ่ายกองทัพคุมโคฮเยจู ฮวังซูยอน และโอฮันบิท สำหรับโคฮเยจูกับโอฮันบิทที่เป็นฝ่ายเดียวกันกับอควา ซ้ำยังฆ่ามนุษย์ ทางกองทัพได้จัดการแยกไปขังเดี่ยวแล้ว แต่สำหรับฮวังซูยอนที่รักษาผู้คนนั้นกลับได้รับการต้อนรับขับสู้อย่างมีเกียรติไม่น้อย นั่นเพราะหากฮวังซูยอนถอนตราสัญลักษณ์ออกได้ นี่ก็จะถือเป็นก้าวแรกในการจับเธอย้ายเข้ามาอยู่ฝ่ายกองทัพ ส่วนอีฮยอนอูที่อยู่ในความดูแลของซอนจงกรุ๊ป ในฐานะที่เป็นผู้แจ้งเบาะแสซึ่งมีบทบาทสำคัญ เขาสามารถไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระภายใต้การเฝ้าระวังของซอนจงกรุ๊ป จึงมักไปเยี่ยมโอฮันบิทในห้องขังเดี่ยวของหน่วยทหารอยู่บ่อยครั้ง
และในส่วนของคิมแจยองกับซอนอึนซูที่ถูกขังอยู่ในคุกของ X มาร์ตนั้น…
“หน้าผมใกล้จะทะลุแล้วมั้งครับ”
“หนวกหู”
ผู้คุมใช้สายตาอาฆาตจ้องผ่านลูกกรงเหล็กเข้ามา มันคือสายตาที่หมายมาดว่าจะลงมือฆ่าทันทีหากกล้าเล่นตุกติก ผมยักไหล่แล้วหันไปทางพลจัตวาคิมมียอนที่อยู่ด้านข้าง เธอถอดเสื้อทหารโยนทิ้งไว้และกำลังยกเวต กล้ามเนื้อปูดโปนของเธอดูน่ากลัวยิ่งกว่าผู้คุมที่มีรอยสักทั่วตัวเสียอีก
[รอยแผลศักดิ์สิทธิ์]
– ความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นตามจำนวนสิ่งมีชีวิตใต้อาณัติ… (ค่าสถานะทั้งหมด+8)
ค่าสถานะของสกิลรอยแผลศักดิ์สิทธิ์เดิมอยู่ที่ +523 ตอนนี้ลดลงเหลือ +8 โชคดีที่แม้มันจะลดลง แต่สกิลที่ปลดล็อกไปแล้วครั้งหนึ่งจะไม่กลับไปติดล็อกอีก ไอ้ที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือผมยังเหลือจำนวนคนใต้อาณัติอยู่ตั้งแปดคน
ด้วยค่าสถานะตอนนี้ ต่อให้ใช้สกิลชำระล้างก็คงไม่แรงเท่าครั้งก่อน
ท้ายที่สุดถ้าผมอยากแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้ก็คงต้องทำให้คนเข้ามาอยู่ใต้อาณัติให้ได้ ซึ่งนั่นยากกว่าการปลดล็อกสกิลรอยแผลศักดิ์สิทธิ์เป็นไหนๆ จริงอยู่ที่ครั้งก่อนหน้าผมอาศัยการโกงเพื่อให้แข็งแกร่งขึ้นชั่วครู่ แต่ถ้าถูกจับได้ขึ้นมามีหวังอาจย้อนกลับไปสู่สภาพเดิม
“อึนซู…อึนซู”
คิมแจยองถูกตรึงแขนขาติดกับผนังด้วยอุปกรณ์จองจำจึงขยับไปไหนไม่ได้ ดูท่ามันคงถูกสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษ เนื่องจากไม่ว่าจะพยายามออกแรงแค่ไหนก็ไม่เกิดผล บางทีอาจเป็นไปได้ว่า…มันถูกสร้างขึ้นมาจากฝีมือของลุงหนวด ดวงตาคิมแจยองเองก็ถูกปิดเหมือนกันด้วยผ้าสีดำ ดังนั้นสิ่งเดียวที่ขยับได้จึงมีแค่ปากเท่านั้น
“อึนซู มาหาฉันหน่อยสิ…นะ”
คิมแจยองเรียกผมไม่หยุด ส่วนอื่นของร่างกายผมยังเป็นอิสระ มีแค่มือสองข้างที่ถูกสวมกุญแจมือ ผมเดินเข้าไปหาคิมแจยองแล้วแนบมือกับแก้มเขา คิมแจยองถูไถแก้มตัวเองไปมาเหมือนลูกแมวขี้อ้อน
“ให้ฉันคุยกับอาโรกันเชียที”
“เอ่อ…”
ริมฝีปากคิมแจยองอ้าออกนิดๆ ก่อนจะหุบสนิท เขาคงน้อยใจที่ผมเดินมาหาด้วยเหตุผลอื่นที่ไม่ใช่ตัวเขา ผมง้อด้วยการลูบแก้มและศีรษะเขาเบาๆ เขาขยับใบหน้าตามสัมผัสก่อนไล่จูบฝ่ามือผม เสียงจูบนั้นดังท่ามกลางความเงียบ พอคิดว่าผู้คุมและพลจัตวากำลังมองการสกินชิปที่ข้ามขั้นเกินกว่าจะบอกว่าเป็นเพื่อนกันนี้อยู่ ผมก็รู้สึกอับอายจนแทบอยากจะกลั้นหายใจ แต่ตอนนี้ผมไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องนั้น
“อาโรกันเชียโกรธฉัน…เขาไม่ยอมพูดอะไรเลย”
“โกรธ?”
“เขาหาว่าฉันเป็นทรราชสังหารประชาชนของตัวเอง พอสาปแช่งให้ฉันตกนรกหมกไหม้สลายหายไปไม่เหลือซากแล้วก็เงียบไปเลย”
ทั้งที่ต้องฟังคำด่าทอ แต่ริมฝีปากคิมแจยองกลับยกยิ้มขึ้นน้อยๆ ท่าทางสบายหูขึ้นมากที่อาโรกันเชียไม่โผล่มาบ่นเป็นหมีกินผึ้ง
“ถึงงั้นก็เหอะ ช่วยเรียกให้หน่อยสิ ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย”
“มนุษย์พวกนั้นกำลังฟังอยู่นะ ไม่เป็นไรเหรอ”
“ไม่เป็นไรหรอก”
คิมแจยองหันไปจ้องสองคนเหมือนตายังมองเห็นได้ปกติ ผู้คุมและพลจัตวารีบกระชับอาวุธตั้งท่าระวัง มือผมที่สวมกุญแจมืออยู่บีบสองข้างแก้มของคิมแจยองเข้าหากัน นั่นแหละเขาถึงได้หันกลับมาก้มหน้าให้ผมอย่างว่าง่ายอีกครั้ง
“เจ้ามนุษย์ไม่เอาถ่าน ไม่รู้จริงๆ หรือว่าสถานการณ์จะลงเอยเช่นนี้”
ชั่วครู่ให้หลังคิมแจยองก็เปิดปากพูด เสียงแหบแห้งดังลอดออกมาพร้อมกับสำเนียงโบราณ เขากำลังพูดตามคำพูดของอาโรกันเชียที่ดังอยู่ในหัว เมื่อคิมแจยองเริ่มพึมพำอะไรแปลกๆ ผู้คุมและพลจัตวาก็ยิ่งจับตามองเราอย่างเครียดเขม็ง
“หมอนี่ไม่พูดแล้วฉันจะไปรู้ได้ยังไง”
“ประชาชนของข้าต้องหวนคืนสู่ความสงบชั่วนิรันดร์ ข้าไม่มีวันอภัยให้ราชาหนุ่มโดยเด็ดขาด เจ้าเองก็ไม่ต่างกัน เจ้าใช้พลังที่น่ารังเกียจนั่นกับประชาชนของข้า”
“อ๋อ…ชำระล้าง…นั่นเพราะฉันไม่มีทางเลือกอื่นต่างหาก ฉันต้องใช้มันเพื่อหยุดหมอนี่ไง ยกโทษให้ฉันสักครั้งเถอะนะ”
“หนวกหู น่ารำคาญ น่าขยะแขยง”
อาโรกันเชียงอนหนัก ทั้งที่เป็นปีศาจแท้ๆ แต่กลับห่วงใยประชาชนของตนอย่างเหลือเชื่อ ในโลกของพวกมัน อาโรกันเชียอาจได้ชื่อว่าเป็นราชาผู้เที่ยงธรรมก็ได้
“ถ้างั้นจากนี้จะไม่แก้แค้นแล้วเหรอ ไอ้นั่นน่ะ ไอ้ตัวที่ร่ายคำสาปกับไอ้ตัวที่ขอร้องให้ร่ายคำสาปนั่น ไหนว่าอยากอัดให้น่วมไง”
“ตัวข้าที่ร่างเหลือเพียงจิตสำนึกจะไปทำอะไรได้”
“ฉันช่วยเอง”
“…ช่วยอย่างไร”
เขาพูดหลังจากเงียบไปนาน ผมแยกไม่ออกว่าอาโรกันเชียหรือคิมแจยองกันแน่ที่เป็นคนพูด ผมเหลือบมองผู้คุมกับพลจัตวา ก่อนจะยกมือขึ้นบังหน้าไม่ให้พวกเขาเห็น จากนั้นก็โน้มริมฝีปากเข้าไปแตะริมฝีปากของคิมแจยอง ทั้งที่เป็นแค่การแตะผ่านเพียงบางเบาโดยไร้สุ้มเสียง แต่ใบหน้าผมกลับแดงเรื่อด้วยความเขินอาย คิมแจยองที่เป็นฝ่ายถูกจุ๊บเองก็หูแดงเหมือนกัน
“อึนซู…”
คิมแจยองแลบลิ้นเลียตรงริมฝีปากที่ผมเพิ่งสัมผัส เมื่อผมรู้ว่าเขาต้องการอะไร หัวใจก็พลอยเต้นตูมตาม
“…ชิ ยังคุยไม่จบนะ”
“แล้วจะคุยจบเมื่อไหร่”
“รอก่อน”
ปากบอกให้รอ แต่แน่นอนว่าผมไม่คิดจะทำเรื่องพรรค์นั้นตอนที่มีคนเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ด้านหลังแน่ๆ
“…ผู้ส่งสารแห่งพระเจ้าสั่งให้ฉันฆ่าคิมแจยอง เขาบอกว่ามีแต่ต้องทำแบบนั้นฉันถึงจะรอดชีวิต”
“ผู้ส่งสารแห่งพระเจ้า? พวกทูตสวรรค์ยังเหลืออยู่อีกรึ”
“ทูตสวรรค์?”
“เผ่าพันธุ์ที่คอยถ่ายทอดวจนะของพระเจ้าอย่างไรเล่า นึกว่าสังหารไปหมดแล้วเสียอีก ดูท่าจะยังเหลืออย่างน้อยก็ตัวหนึ่งสินะ มิน่าเล่าข้านึกสงสัยอยู่แล้วเชียวว่าเหตุใดเจ้าถึงได้พยายามฆ่าราชาหนุ่มอยู่นั่น”
“…ดะ…ดูออกเลยเหรอ”
“ต่อให้เป็นใครก็ดูออก เจ้าควบคุมสีหน้าตัวเองเป็นเสียที่ใดกัน…”
น้ำเสียงแหบพร่าของคิมแจยองเริ่มฟังดูหม่นหมอง เขารู้อยู่แล้วหรอกเหรอว่าผมพยายามจะฆ่าเขา ผมยังคงช็อกต่อเนื่องราวกับถูกทุบเข้าที่ศีรษะ ที่ผ่านมาคิดว่าเขาไม่มีทางรู้แน่ๆ…หรือนี่คือสาเหตุที่ตลอดมาคิมแจยองอารมณ์แปรปรวนเอาแน่เอานอนไม่ได้
‘เพราะฉันกลัวไง…’
ผมเริ่มเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้วว่าคิมแจยองหมายถึงอะไร ตอนที่ถามเขาว่าทำไมถึงต้องฆ่ามนุษย์ทั้งหมดด้วย เขาคงกลัวว่าหลังจากฆ่าเขาเรียบร้อยแล้วผมจะจากเขาไปสินะ นี่เขาคิดว่าต้องฆ่ามนุษย์ทั้งหมดจนเกลี้ยง ผมจะได้ไม่มีที่ไปหรือไง โลกนี้มีคนแบบนี้อยู่ด้วยเหรอ ผมสะกดกลั้นอารมณ์ที่พลุ่งพล่านก่อนเอ่ยกับเขาช้าๆ ด้วยความจริงใจ
“ใช่ ฉันเคยพยายามฆ่า…หลายครั้งเลยล่ะ”
“…”
“แต่…ฉันฆ่านายไม่ได้ เชี่ยเอ๊ย ฆ่าไม่ได้ มันฆ่าไม่ลงจริงๆ นี่หว่า จะให้ทำยังไงล่ะ”
ริมฝีปากคิมแจยองเม้มสนิทเป็นเส้นตรง ไม่มีทีท่าว่าจะปริปาก ผมทำอะไรกับหมอนี่ที่รู้ความคิดผมหมดทุกอย่างมาจนถึงตอนนี้กันนะ อึดอัดใจชะมัด
“…ทำไม”
“หา?”
“ทำไมถึงฆ่าฉันไม่ได้”
คิมแจยองถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบและสงบนิ่งโดยไม่มีแม้แต่ความคาดหวังใดๆ ผมสูดหายใจเข้าลึกด้วยความรู้สึกผิด
“…ต้องให้พูดออกมาด้วยเหรอ”
“ฉันก็เหมือนอึนซูนั่นแหละ ถ้าอึนซูไม่พูด ฉันจะรู้ได้ยังไง”
“ไหนว่าดูออกเรื่องที่ฉันพยายามฆ่านายไง”
“ไม่ใช่เรื่องนั้นสิ ฉันอยากรู้ว่าอึนซูกำลังคิดอะไรอยู่ อยากรู้ทุกอย่างทุกรายละเอียด”
ผมสัมผัสได้ว่าคิมแจยองยอมจำนนแล้ว สมองผมพลันว่างเปล่า ไอ้คนที่บอกว่าอยากรู้ทุกอย่างทุกรายละเอียดทำไมถึงทำท่าซังกะตายแบบนี้เล่า ท้องไส้ผมชักจะปั่นป่วน เวรแล้วไง ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปอาการแพนิกอาจหวนกลับมาก็ได้ เพราะเวลาผมต้องเผชิญกับความรู้สึกรุนแรงอย่างความวิตกหรือหวาดกลัว ร่างกายมักจะชอบแสดงอาการ ผมซบหน้าลงกับต้นคอของคิมแจยองนิ่งพลางพยายามปรับลมหายใจ เมื่อเห็นว่าอาการของผมดูไม่ค่อยปกตินัก ผู้คุมก็ตั้งท่าจะเปิดลูกกรงเหล็กเดินเข้ามา แต่พลจัตวาคิมมียอนก็ปรามไว้ก่อน
“หรือว่า…นายกลับมา ‘ต้องการ’ ฉันแล้ว”
“เฮอะ อะไรนะ”
“เพราะแบบนั้นตอนนี้อึนซูก็เลยฆ่าฉันไม่ลงสินะ”
ผมกะพริบตาปริบๆ ให้กับคำถามนั้น อยากรู้จริงๆ ว่าเขาคิดอะไรอยู่คนเดียวถึงได้มีคำว่า ‘ต้องการ’ โผล่มาในบทสนทนา ให้ตายสิ…ตั้งแต่สมัยอยู่โรงเรียน ทุกครั้งที่ผมวิตกกังวลสัมผัสจากเขาจะทำให้ผมรู้สึกค่อยยังชั่วขึ้นเสมอ อย่าบอกนะว่าหมอนี่ทึกทักเอาเองว่าเหตุผลที่ผมฆ่าเขาไม่ลงเป็นเพราะแบบนี้น่ะ
ไอ้ประสาทกลับเอ๊ย ผมกัดฟันกรอดและเงยหน้าไปด้านหลังก่อนจะ ‘ปั้ก’ เข้าให้หนึ่งที!
“อ๊ะ!”
“โอ๊ย! แม่งเอ๊ย!”
…ผมเอาหัวโขกเขา แม้จะรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นฝ่ายโดนโขกมากกว่าก็เถอะ ผมงอตัวรอให้ความเจ็บบรรเทาลงก่อนค่อยยืดตัวขึ้นใหม่แล้วเอาฝ่ามือกดแนบสองข้างแก้มเขา จากนั้นก็บีบริมฝีปากของเขาเข้าหากันเหมือนปลาทอง
“นี่ ไม่เกี่ยวเลยเหอะ อย่าคิดอะไรไร้สาระสิวะ ก็แค่…นับจากนี้ไม่ว่าจะเป็นผู้ส่งสารแห่งพระเจ้าหรือพระเจ้าที่ไหน ใครมาสั่งให้ฆ่านาย ฉันจะไม่ทำเด็ดขาด”
“…อู๋?”
ที่ผ่านมาฉันอาจจะยังไม่รู้ตัว แต่เพื่อที่จะเอาชีวิตรอดมาให้ได้จวบจนวินาทีนี้ ทุกทางเลือกของฉันมีนายเป็นศูนย์กลางเสมอ และจากนี้ต่อไปในอนาคตด้วย…ถึงแม้จะต้องกลับมาคิดทบทวนใหม่อีกทีว่าความรู้สึกนี้คืออะไรก็เถอะ…
ไอ้สลัดเอ๊ย! รู้บ้างหรือเปล่าว่านี่คือการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่แค่ไหนน่ะ ยังมีหน้ามาทำปากจู๋ร้องอู๋อีก แค่เขาส่งเสียงแบบนี้ ผมก็หมั่นไส้จะแย่
“ให้ตายสิ หงุดหงิดชิบ…”
“อื้อ…อื้อ ซู…อุ๊บ!”
ริมฝีปากห่อยื่นที่ขยับยุกยิกนั้น…ดูเหมือนกำลังร้องขอให้ผมจุ๊บอยู่ยังไงยังงั้น ผมประทับริมฝีปากลงไปทั้งที่มือยังคงประคองแก้มเขา ไม่ต้องตอบและไม่ต้องคิด ถ้าผมมีสติครบถ้วนคงได้ยินผู้คุมกับพลจัตวาทำเสียงเหมือนกำลังช็อกไปแล้ว แต่พอดีผมกำลังหน้ามืดตามัวอยู่น่ะสิ
“เฮ้อ…”
ผมสอดลิ้นเข้าไปในปากเขาก่อนไล้เลียเนื้ออ่อนสีแดงด้านในเบาๆ ผมทำแค่ผละเข้าผละออกราวกับจะชิมรสเฉยๆ คิมแจยองคงอึดอัดใจเลยเอียงคอเผยออ้าปากแล้วเป็นฝ่ายแลบลิ้นออกมาเอง การได้เห็นเนื้อสีแดงชุ่มฉ่ำที่โผล่ออกมาระหว่างริมฝีปากที่งดงามดั่งภาพวาดนั้นเร้าอารมณ์อย่างเหลือเชื่อ ผมยกแขนที่ถูกสวมกุญแจมือไว้เอื้อมไปคล้องรอบคอคิมแจยองทันทีพร้อมกับพรูลมถี่กระชั้นออกมาไม่หยุด เขาคล้ายกับไม่ยินยอมให้มันหายไปในอากาศ รีบตะครุบริมฝีปากผมแล้วสอดลิ้นเข้ามาด้านในจนไม่เหลือจังหวะให้ผมพักหายใจ
“แฮ่ก…ดะ…เดี๋ยว…! หายใจ…อ๊ะ!”
พอผมขาดออกซิเจนและเบี่ยงหน้าออก เขาก็เลื่อนใบหน้าผ่านแนวคางแล้วลากริมฝีปากลงมากัดคอผม ความเจ็บที่เหมือนเนื้อหนังถูกฉีกทึ้งเรียกสติผมกลับมาฉับพลัน คิมแจยองไล่เลียแผลที่กำลังเลือดซิบจนเกลี้ยง บ้าไปแล้ว หมาที่ติดโรคพิษสุนัขบ้ายังเรียบร้อยกว่านี้เลย ผมใช้มือที่โอบรอบคอเขาอยู่จับศีรษะเขายกขึ้น คิมแจยองเงยหน้าพร้อมมุมปากที่เลอะเลือดสีแดงสดจนมอมแมม
“นาย…อยากตายจริงๆ ใช่ไหม”
“อึนซู ขอริมฝีปากหน่อยสิ…นะ”
เสียงของคิมแจยองแหบพร่า น้ำเสียงที่แสดงชัดถึงความปรารถนาดังอยู่ข้างหู ทำเอาผมขนลุกเกรียว
“ไปไหนแล้ววะ…”
จุดที่ทั้งคู่ยืนอยู่เมื่อกี้ว่างเปล่า ต่อให้บอกว่าอุจาดตาที่ต้องเห็นผู้ชายสองคนจูบกันก็เถอะ แต่นี่ถึงกับออกไปโดยทิ้งนักโทษไว้เลยเนี่ยนะ! ชีวิตนี้จะมีอะไรน่าขายหน้าไปมากกว่านี้อีกไหมเนี่ย ผมซบหน้าลงบนไหล่คิมแจยองและกรีดร้องออกมาอย่างไร้เสียง
อ๊ากกก! บ้าไปแล้วแน่ๆ! อายฉิบหาย! อ๊ากกก!
คิมแจยองยังคงงอแงไม่เลิก ไม่รู้ว่าเขารู้บ้างหรือเปล่าว่าคนอื่นรู้สึกยังไง
“อยากเห็นหน้าจัง…”
“หุบปาก! เป็นเพราะนายนั่นแหละ ไอ้เวรเอ๊ย”
ผมด่าเขาอย่างหยาบคาย แต่เขากลับไม่มีท่าทีสะทกสะท้าน ทั้งยังเอาแก้มมาถูไถกับศีรษะผม เขาดูอารมณ์ดีขึ้นมากจนผมโล่งใจ ดูท่าคงต้องขอบคุณจูบเมื่อกี้ ผมเอนตัวเข้าไปในอ้อมอกเขา หัวใจเราที่แตะกันอยู่เต้นกระหน่ำรัวแรงจนบอกไม่ได้เลยว่าของใครเต้นเร็วกว่ากัน
“…”
“…”
“อึนซู…ทำไมถึงชอบรุกฉันอยู่เรื่อยเลย”
สิ่งที่คิมแจยองพูดหลังจากเงียบไปนานฟังดูเหมือนเขากำลังหาว่าผมเป็นคนไร้ยางอาย มิหนำซ้ำที่น่าตกใจและชวนเขินยิ่งกว่านั้นคือตอนนี้เขาถูกล่ามติดไว้กับผนัง แถมดวงตายังคาดไว้ด้วยผ้าสีดำอีกต่างหาก…นี่มันฉากในหนังลามกชัดๆ โชคดีที่ไม่มีใครอยู่แถวนี้ เพราะเกิดใครมาได้ยินเข้าคงคิดว่าผมเป็นพวกวิตถารขั้นสุด!
“อย่างกับพวกเจ้าชู้แน่ะ”
คำพูดตรงไปตรงมาของคิมแจยองทำเอาผมหลุดหัวเราะ ผมใช้มือที่คล้องอยู่หลังคอเขาขยับปลดผ้าปิดตาออก เมื่อผ้าปิดตาหายไป ดวงตาสีน้ำตาลก็อวดโฉมระหว่างแพขนตางอนยาว พอรวมเข้ากับแววตาที่แฝงความโศกเศร้าอย่างบอกไม่ถูกนั่นแล้ว ใบหน้างดงามจนน่าโมโหก็ปรากฏสู่สายตาผมครบสมบูรณ์ ยิ่งมองหน้าเขา น้ำลายก็ยิ่งสอ โอ๊ย ผมอยากแกล้งให้เขาร้องไห้ อยากทรมานเขาชะมัด…
“เพราะงี้ไงฉันถึงชื่อซอนอึนซู ซอนอึนซู ซอนอึนซู พอไม่มีคำว่า ‘อึน’ อยู่ก็จะมีความหมายว่าเจ้าชู้ไง”
ผมพูดติดตลกพลางหัวเราะเบาๆ เพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ ทว่าสีหน้าคิมแจยองกลับเย็นชาลงทันที ผมรู้สึกอายขึ้นมาเพราะเหมือนตัวเองกลายเป็นตาลุงโรคจิตที่พยายามจีบเด็กหนุ่มแสนบริสุทธิ์
“ล้อเล่นเฉยๆ เองน่า ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ”
“ฉันไม่ตลก”
“เอ่อ…เค โทษที”
“ฉันไม่ชอบคนเจ้าชู้”
“รู้แล้วน่า ไม่เจ้าชู้ก็ไม่เจ้าชู้ พอใจยัง”
ทั้งที่กำลังพยักหน้าอยู่แท้ๆ แต่สีหน้าคิมแจยองกลับดูไม่สบอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด ไม่รู้หมอนี่เอาสมองไปคิดอะไรไร้สาระอีกหรือเปล่า ผมโยกศีรษะเขาแรงๆ จากนั้นจู่ๆ เขาก็พูดออกมาด้วยสีหน้าแบบคนที่ตัดสินใจบางอย่างได้
“ฉันจะไม่ฆ่ามนุษย์…ตามที่อึนซูเคยขอ”
“หา? ว่าไงนะ จริงอะ จริงๆ นะ”
“แลกกันกับการที่อึนซูต้อง…รุกฉันแค่คนเดียว…”
นี่มันเรื่องบ้าบออะไรอีก ผมอึ้งสนิทอย่างไม่คิดปิดบังและได้แต่กะพริบตาปริบๆ อยู่หลายที สีหน้าคิมแจยองตรงหน้าผมดูจริงจังมาก ไม่ได้ล้อเล่นหรอกเหรอ นี่เขาพูดจริงใช่ไหม
“เรื่องแบบนี้ทำกับฉันแค่คนเดียวเถอะนะ หืม? นายบอกว่าฉันสวยที่สุดไม่ใช่เหรอ”
คิมแจยองคงกระวนกระวายที่ผมไม่ตอบจึงพรมจูบที่ริมฝีปากผมซ้ำๆ พลางอ้อนวอนด้วยสีหน้าร้อนรน
อย่าบอกนะว่าไอ้หมอนี่คิดว่าผมไล่ปล้ำคนโน้นคนนี้ไปทั่วน่ะ…เพราะงั้นตอนที่ผมหยอกเล่นเมื่อครู่ หมอนี่ถึงได้แสดงปฏิกิริยาแบบนั้นเพราะคิดว่าผมเจ้าชู้จริงๆ สินะ กระบวนการการคิดของหมอนี่มันผิดปกติที่ตรงไหนกันนะ ทำไมถึงได้เข้าใจผิดอะไรกับเรื่องแบบนี้ไปได้
“เฮ้อ นายแม่งบ้าของจริงเลยนี่หว่า”
“…ไม่ได้เหรอ”
“ได้สิ ดีล”
ถึงยังไงเรื่องแบบนี้ผมก็ทำกับเขาแค่คนเดียวอยู่แล้ว สำหรับผมจึงถือเป็นข้อตกลงแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่า ดูจากรอยยิ้มละไมของคิมแจยองแล้ว ดูท่าความขัดแย้งทุกอย่างระหว่างเราคงคลี่คลายลงแล้ว มาถึงจุดนี้เขาน่าจะรับรู้ได้แล้วมั้งว่าตัวเขาสำคัญกับผมมากแค่ไหน
สิ่งที่ผมบอกเขาไปตามตรงมีอยู่แค่สองเรื่องเท่านั้น หนึ่งคือ ‘จากนี้ฉันจะไม่พยายามหาทางฆ่านายอีก’ และสองคือ ‘ถ้านายไม่ฆ่ามนุษย์ ฉันก็จะรุกนายแค่คนเดียว’ ผมไม่ทันได้เฉลียวใจเลยว่าความรู้สึกของผมคงส่งไปไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ เราสองคนต่างก็โผเข้าหากันและบดจูบกันอย่างไม่มีใครยอมใคร
“อืมมม”
คงเพราะได้ลองทำมาแล้วสองสามหน คิมแจยองเลยเริ่มจับทางได้ ลิ้นของเขาวาดผ่านริมฝีปากและไรฟัน ก่อนจะรุกล้ำเข้ามาข้างใน เมื่อเนื้อนุ่มหยุ่นกระดกเลียเพดานปาก ผมก็รู้สึกจั๊กจี้ขึ้นมาแล้วบิดตัวเล็กน้อย
อา…แม่ง ดีชะมัด…
ผมกลืนเสียงลมหายใจที่ทั้งหยาบโลนและหอบกระเส่าโดยที่ไม่รู้เลยว่าเป็นเสียงลมหายใจของใครกันแน่ หลุดเสียงครางออกมาพร้อมเสียงเฉอะแฉะน่าอายที่ดังก้องไปทั่วห้องขัง
“แฮ่ก…ดะ…เดี๋ยว”
ความรู้สึกแปลกๆ แล่นปราดเข้ามาที่ท้องน้อย ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปส่วนนั้นของผมต้องตื่นตัวแน่ ผมขยับสะโพกถอยแล้วหันหน้าหนีเพื่อเลี่ยงริมฝีปากเขา คิมแจยองที่ถูกเครื่องมือจองจำตรึงอยู่ได้แต่มองผมขยับตัวออกห่างด้วยดวงตาแดงก่ำ ผมเอาแขนที่คล้องรอบคอเขาออกก่อนเดินถอยหลัง
“หยุด…หยุดแค่นี้ดีกว่า”
คิมแจยองจ้องผมนิ่งราวกับจะจับผมกิน ผมทนสบตาเขาไม่ไหวจึงหลุบตาลงมองต่ำ ทำให้ส่วนล่างที่ขยายใหญ่จนคับแน่นของเขาปรากฏสู่สายตา
“อะ…ไอ้นั่นน่ะ ทำไมเอะอะก็ใหญ่ขึ้นตลอดเลยวะ”
นี่เป็นครั้งที่สามเข้าไปแล้วที่ผมได้มาเห็นความเป็นชายของคิมแจยองตื่นตัว ขนาดมองจากแสงเงาที่น่าเกรงขามเหนือร่มผ้ายังรู้สึกทึ่ง
“ก็อึนซูเอาแต่เบียดตัวเข้ามานี่…”
Comments



