X
    Categories: ทดลองอ่านท่านผู้เป็นดั่งดวงใจมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน ท่านผู้เป็นดั่งดวงใจ บทที่ 7-9

หน้าที่แล้ว1 of 9

บทที่ 7

เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิเต็มที่แล้ว บรรยากาศฤดูใบไม้ผลิของเหลียงโจวกลับยังหนาวเหน็บ ภายในจวนเองก็มีเพียงสีเขียวบางตา พุ่มไม้เลียบระเบียงทางเดินของเรือนหลังบางส่วนมีกิ่งก้านอ่อนงอกเงย เพิ่งผุดดอกตูมดุจเกล็ดหิมะขึ้นมาเพียงเล็กน้อย

ตั้งแต่เช้าตรู่ เซิ่งอวี่ถือกระดิ่งลมที่ทำจากแผ่นหยกใสบางเป็นชิ้นๆ ไปแขวนไว้ที่ประตูห้องตะวันออกที่เฟิงซุ่นอินพำนักอยู่ ส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊งออกมา

เฟิงซุ่นอินยืนอยู่ข้างประตู ฟังเสียงใสกังวานนี้แล้วผงกศีรษะเอ่ย “ใช้ได้แล้ว”

เซิ่งอวี่เก็บมือแล้วถามขึ้น “เหตุใดฮูหยินถึงให้แขวนสิ่งนี้หรือเจ้าคะ”

เฟิงซุ่นอินเอ่ย “สิ่งนี้ที่ฉางอันเรียกว่ากระดิ่งลม สามารถใช้บอกทิศทางลมได้”

เซิ่งอวี่คิดเพียงว่านางอยากบรรเทาความคิดถึงบ้านเกิด ทว่าก็รู้สึกว่าตำแหน่งนี้ไม่เหมาะสม “ให้บ่าวเอาไปแขวนไว้ใต้ชายคาแทนฮูหยินเถิดเจ้าค่ะ ตำแหน่งนี้ลมไม่พัดผ่าน ทั้งยังอยู่เหนือบานประตู เวลาเปิดปิดประตูล้วนส่งเสียงดัง เวลามีคนเข้ามาใกล้ก็โดนได้ง่าย”

เฟิงซุ่นอินคิดในใจว่า เช่นนั้นไม่ใช่พอดีเลยหรือ มิฉะนั้นจะยังแขวนมันทำอันใด “ไม่เป็นไร ปล่อยไว้เช่นนี้นี่ล่ะ”

ยังไม่ทันพูดจบสายตาก็มองไปทางห้องหลักด้านนั้นแล้ว พลันเห็นประตูห้องหลักเปิดออก เงาร่างสะดุดตาร่างนั้นเดินออกมา นางหันหน้าเดินกลับเข้าห้องทันที

ในไม่ช้าก็เหลือบเห็นเซิ่งอวี่คารวะอยู่หน้าประตู ตอนที่เขาเดินผ่านน่าจะหยุดเล็กน้อย ต่อมาก็ไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรอีก ตัวคนน่าจะไปที่เรือนชั้นนอกแล้ว เฟิงซุ่นอินรีบเดินไปที่ประตูอีกครั้ง ข้างนอกไม่เห็นเงาของมู่ฉางโจวแล้วดังคาด

นางค่อนขอดอยู่ในใจ ออกไปทั้งอย่างนี้แล้วหรือ ผ่านมาหลายวัน เขาคงไม่ได้ลืมเรื่องที่ตกลงกันวันนั้นไปแล้วหรอกนะ

ยังไม่ทันคิดจบก็เห็นชางเฟิงก้าวเดินไวมาจากทางเรือนชั้นนอก เมื่อมาถึงหน้าประตูก็ก้มหน้าเอ่ย “รบกวนฮูหยินเตรียมตัวด้วยขอรับ วันนี้ท่านผู้บัญชาการจะออกไปข้างนอก ได้ไปรออยู่หน้าประตูจวนแล้วขอรับ”

เฟิงซุ่นอินโล่งใจขึ้นมาทันควัน นางผงกศีรษะอย่างสุขุม “เข้าใจแล้ว”

ชางเฟิงกลับไปรายงานผล

เซิ่งอวี่ฟังออกว่านางจะออกจากจวน จึงหมายรีบเข้าห้องไปช่วยนางเตรียมตัว

แต่เฟิงซุ่นอินชิงนำเดินกลับเข้าห้องก่อนแล้ว มือคว้าหมวกม่านแพรเสร็จก็เดินออกไปข้างนอก ความจริงนางเตรียมตัวเรียบร้อยแต่แรกแล้ว นางเดินเร็วเกินไป แม้แต่กระดิ่งลมที่แขวนอยู่เหนือประตูยังถูกแขนเสื้อนางปัดผ่านจนส่งเสียงดังขึ้นมา

หลังเดินออกจากประตูจวนก็เห็นมู่ฉางโจวกำลังรออยู่ที่หน้าประตูจริงๆ เขากำลังสวมปลอกแขน พอหันมาเห็นนางก็เอ่ยคล้ายแฝงความนัย “มาไวนัก”

เฟิงซุ่นอินสวมหมวกม่านแพรให้เรียบร้อย ก่อนตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ “เกรงว่าช้าแล้วจะเสียเวลางานเจ้าค่ะ”

มู่ฉางโจวคล้ายไม่ได้ใส่ใจนักเช่นกัน เขาก้าวลงบันได “เช่นนั้นก็ไปกันเถิด”

ด้านล่างขั้นบันไดมีหูเป้ยเอ๋อร์กับจางจวินเฟิ่งยืนจูงม้ารออยู่ สายตาของพวกเขาต่างมองมาที่เฟิงซุ่นอิน เบื้องหลังของทั้งสองยังมีพลธนูกลุ่มที่เจอตอนออกไปรับยืนอยู่ ดูท่าจะเป็นองครักษ์ข้างกายมู่ฉางโจวกันทั้งสิ้น

หูเป้ยเอ๋อร์ยกมือขึ้นคารวะให้นางเล็กน้อย ก่อนชี้ไปยังม้าสีน้ำตาลแดงตัวหนึ่งตรงเชิงบันไดแล้วเอ่ยเสียงดัง “ได้ยินว่าฮูหยินจะไปด้วยกัน เช่นนั้นก็ได้แต่ขี่ม้าแล้วขอรับ!”

เฟิงซุ่นอินเดินไปทางม้า นางมองม้าตัวนั้นปราดหนึ่ง ก่อนหันไปถามมู่ฉางโจว “ตัวนี้เตรียมให้ข้าหรือเจ้าคะ”

มู่ฉางโจวตวัดกายขึ้นขี่ม้าสีดำของตนเอง ก่อนผงกศีรษะ

เฟิงซุ่นอินจัดแขนเสื้อกับชายชุด ก่อนคว้าบังเหียนเหยียบโกลนแล้วขึ้นขี่ม้าได้อย่างคล่องแคล่ว ทันทีที่ขึ้นนั่งม้าก็ออกวิ่งเหยาะๆ พานางวิ่งนำหน้าไปก่อน

หูเป้ยเอ๋อร์เบิกตากว้าง จ้องมองเงาร่างที่ขี่ม้าออกไปของนางเขม็ง ช่ำชองถึงเพียงนี้เชียว?

จางจวินเฟิ่งที่อยู่ด้านข้างเองก็มองตามไปอย่างห้ามไม่ได้

มู่ฉางโจวรับดาบจากชางเฟิงมาเหน็บไว้ที่เข็มขัดเตี๋ยเซี่ย* ทั้งยังยื่นมือไปรับธนูยาวอีกคันหนึ่งมา จากนั้นควบม้าไปข้างหน้า ตอนที่ผ่านพวกเขาสองคนก็เอ่ยว่า “นางเป็นบุตรสาวอดีตเสนาบดีกรมทหาร ขี่ม้าได้มีอะไรให้น่าแปลกใจกัน”

ทั้งสองถึงเลิกมองในที่สุด รีบขึ้นม้าขี่ตามเขาไป

เฟิงซุ่นอินปล่อยให้ม้าวิ่งเหยาะๆ ไปข้างหน้าสักพักก็รั้งบังเหียนหยุด เมื่อเหลียวหลังมองก็พบว่ามู่ฉางโจวควบม้ามาหาแล้ว

นางกุมบังเหียนพลางมองสำรวจ ชุดผ้าไหมสีเขียวครามบนตัวเขากระชับเข้ารูป เอวห้อยดาบ แขนคล้องคันธนู กระทั่งว่าดูองอาจยิ่งกว่าเมื่อครั้งที่กลับมาพบกันอีกคราในราตรีนั้น นางเอ่ยอย่างอดไม่ได้ “เพิ่งเคยเห็นพี่รองมู่แต่งกายเช่นนี้เป็นครั้งแรก”

มู่ฉางโจวมองสำรวจนางขึ้นลง ก่อนเผยยิ้ม “ข้าเองก็เพิ่งเคยเห็นอินเหนียงในสภาพเช่นนี้เป็นครั้งแรก” พูดจบก็เร่งม้านำหน้าไปก่อน

เฟิงซุ่นอินมองเขาอีกครั้ง แต่มองไม่ออกว่าเขายิ้มด้วยเรื่องใด จากนั้นจึงควบม้าไล่ตามไป

ด้านหลังเว้นระยะห่างเพียงช่วงสั้นๆ หูเป้ยเอ๋อร์เอียงคอกระซิบเอ่ยกับจางจวินเฟิ่งว่า “ท่านรองได้ยินหรือไม่ พวกเขาเรียกกันว่า…”

จางจวินเฟิ่งมองไปข้างหน้าด้วยความรู้สึกแปลกใจเช่นเดียวกัน

“จิ๊ เพิ่งกี่วันเอง” หูเป้ยเอ๋อร์ตกใจระคนประหลาดใจ “ข้ายังนึกว่าคู่สามีภรรยาใหม่จะให้ความสำคัญกับการเคารพให้เกียรติกัน แต่พวกเขากลับสนิทสนมกันเพียงนี้แล้ว กลับคล้ายเป็น…”

“คนรู้จักกันดี?” จางจวินเฟิ่งเอ่ยต่อ

“มิใช่หรอกหรือ!”

ขบวนเดินทางเรียงแถวเป็นเส้นตรง ไม่ได้เดินอยู่บนถนนใหญ่ของเมือง แต่เลือกเส้นทางเล็กออกไปจากประตูเมือง

ผ่านไปสักพักใหญ่ มู่ฉางโจวเหลียวหลังไปก็เห็นเฟิงซุ่นอินกำลังขี่ม้าอยู่ด้านหลังฝั่งซ้ายของเขา อยู่ห่างออกไปไกลระยะหนึ่ง

เขาสังเกตขึ้นมากะทันหันว่านางมักชอบเดินอยู่ทางซ้ายคล้ายเจตนาแต่ก็ไม่เจตนา เว้นตำแหน่งทางด้านขวาไว้ให้เขา เขาหันกลับไปกระตุกบังเหียนเบี่ยงไปทางด้านซ้าย

เฟิงซุ่นอินไม่ทันสังเกตแววตาของอีกฝ่าย ตั้งแต่ออกเดินทางสายตาของนางก็ไม่เคยอยู่ว่าง นับตั้งแต่ถนนเล็กในตัวเมือง กำแพงเมืองกับหอประตูเมืองตอนออกมา จนกระทั่งทุ่งโล่งหลังออกจากเมืองผืนนี้ นางมองสำรวจไปทั่ว เมื่อหันหน้ากลับไปถึงรู้สึกตัวว่ามู่ฉางโจวขี่ม้ามาอยู่ทางซ้ายของตนเอง ใกล้จะขี่ม้าขนานกันอยู่แล้ว

นางหย่อนบังเหียนผ่อนความเร็วลง พอเขานำไปข้างหน้าได้เล็กน้อย นางก็ค่อยๆ เบี่ยงม้าไปทางซ้ายอีกครั้ง ปล่อยให้เขาอยู่ด้านขวาเช่นเดิม

มู่ฉางโจวสังเกตเห็นทันทีที่เหลือบมองไปข้างหลัง ตอนอยู่ที่จวนผู้บัญชาการใหญ่ก็เป็นเช่นนี้ นางมีความยึดติดบางอย่างกับด้านซ้ายหรือไร

ดูเหมือนจะมีเสียงฝีเท้าม้าใกล้เข้ามา เดิมทีเฟิงซุ่นอินหลงนึกว่าฟังผิด แต่หลังจากหันมองหาไปรอบหนึ่งถึงพบว่าด้านหน้าทางขวาห่างออกไปมีพลทหารราวสิบกว่านายควบม้าเข้าหา แต่ละนายต่างสวมชุดเกราะและเหน็บดาบเอาไว้ที่เอว

พวกเขาเข้ามาใกล้แล้ว และต่างพากันหยุดคารวะให้กับมู่ฉางโจว

มู่ฉางโจวรั้งบังเหียนม้าให้หยุด “วันนี้ลาดตระเวนกี่รอบแล้ว”

กี่รอบ? เฟิงซุ่นอินมองสำรวจคนกลุ่มนั้นผ่านม่านโปร่ง นึกไม่ถึงว่าการป้องกันของเหลียงโจวจะเข้มงวดถึงเพียงนี้ แม้แต่การลาดตระเวนนอกเมืองก็ยังต้องทำบ่อยครั้ง

พลทหารผู้เป็นหัวหน้าเอ่ยตอบ “ตั้งแต่ช่วงเช้าถึงตอนนี้ก็สามรอบแล้วขอรับ”

มู่ฉางโจวผงกศีรษะ

พวกเขาคำนับลาแล้วหมุนม้ากลับไป เดินทางต่อเพื่อลาดตระเวน

เฟิงซุ่นอินมองพวกเขาจากไปแล้วก็มองไปยังทิศทางที่พวกเขามา ห่างออกไปเป็นเทือกเขาเรียงตัวต่อเนื่อง บริเวณตีนเขาคล้ายมีค่ายทหารตั้งอยู่ มิน่าเล่าพวกเขาถึงมาจากทางด้านนั้น

“ที่นี่มีแต่เรื่องงาน คงไม่มีเรื่องแปลกใหม่อย่างที่เจ้าคาดหวังไว้หรอก” เสียงของมู่ฉางโจวดังขึ้นกะทันหัน

เฟิงซุ่นอินเก็บสายตากลับมาแล้ว นางหันขวามองเงาร่างบนหลังม้าตรงหน้าแล้วเอ่ย “พวกท่านยุ่งกับงานไป ข้าชมดูทัศนียภาพขุนเขาธาราไปเรื่อยก็พอแล้วเจ้าค่ะ”

จางจวินเฟิ่งเอ่ยขึ้นจากทางด้านหลัง “ทีแรกนึกว่าหัวหน้าหูพูดไปเรื่อย นึกไม่ถึงว่าฮูหยินจะเขียนต้นฉบับจริงๆ”

เขาเอ่ยเสียงไม่ดัง อีกทั้งเฟิงซุ่นอินอยู่ห่างจากเขาและหันหลังให้ สายตาของนางยังคงมองไปข้างหน้า ไม่ได้ให้ความสนใจ

จางจวินเฟิ่งแค่ถือว่าถูกนางเมินใส่อีกแล้ว จึงปิดปากเงียบเสียเลย

มู่ฉางโจวมองเฟิงซุ่นอินทีหนึ่งอย่างห้ามไม่ได้ สีหน้านางเป็นปกติ ดูไม่คล้ายตั้งใจเมินผู้อื่น

เฟิงซุ่นอินหันมามองเขากะทันหัน นางเอ่ยประหนึ่งเมื่อครู่นี้ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น “จากนี้จะไปที่ใดต่อเจ้าคะ”

มู่ฉางโจวสงสัยว่านางอาจไม่ได้ยินคำพูดของจางจวินเฟิ่งด้วยซ้ำ ก่อนตอบ “ไปข้างหน้าต่อ”

เฟิงซุ่นอินยังหลงนึกว่าเขาจะเดินทางไปยังค่ายแห่งนั้น นึกไม่ถึงว่าจะไม่ได้ไป จึงชี้บอก “ข้าเห็นว่าตรงนั้นมีซากปรักหักพัง อยากแวะไปดูก่อนแล้วค่อยออกเดินทางต่อเจ้าค่ะ”

ด้านหน้าฝั่งขวามีซากปรักหักพังอยู่จริงๆ มู่ฉางโจวกวาดตามองแล้วเอ่ย “รีบไปโดยเร็ว ดูเสร็จก็ออกเดินทางต่อทันที”

เฟิงซุ่นอินผงกศีรษะ นางบังคับม้าไปข้างหน้า พอเดินทางถึงซากปรักหักพังแห่งนั้นแล้วก็ลงจากหลังม้า

มู่ฉางโจวโบกมือสั่งพลธนูสองนายที่อยู่ด้านหลัง เจตนาให้พวกเขาไปคุ้มกันความปลอดภัยให้นาง เขายืนรออยู่บนถนนชั่วคราว ทันใดนั้นก็กวาดตามองสำรวจรอบข้างกะทันหัน

จางจวินเฟิ่งที่โดนเล่นงานอีกแล้ว เดิมทีอึดอัดใจอยากหลบออกไป ขณะนี้เห็นผู้บังคับบัญชามองสำรวจรอบด้านถึงได้ควบม้าเข้าหา “ท่านผู้บัญชาการสัมผัสได้ถึงความผิดปกติหรือขอรับ”

มู่ฉางโจวเอ่ย “เงียบเกินไป”

จางจวินเฟิ่งเข้าใจ หันกลับไปเรียกหูเป้ยเอ๋อร์ให้จัดแจงส่งคนไปตรวจสอบ

เฟิงซุ่นอินเดินผ่านซากปรักหักพัง นางเลิกม่านโปร่งบนหมวกม่านแพร ถึงแม้จะอยู่ไกลมาก แต่ยังคงพอเห็นค่ายทหารได้คร่าวๆ

ตรงนั้นเป็นค่ายทหารแห่งหนึ่งจริงๆ วิเคราะห์จากขนาดแล้วมากพอรับรองคนไม่น้อยกว่าแปดร้อยถึงหนึ่งพันคน ค่ายตั้งอยู่ตรงนี้ก็เพื่อเป็นแนวป้องกันหน้าประตูเมืองแน่นอน เมื่อครู่นี้พวกเขาเดินทางออกจากประตูเมืองทิศตะวันตก อาจเป็นไปได้ว่าที่ประตูเมืองอื่นก็มีค่ายลักษณะเดียวกันนี้ตั้งอยู่เช่นกัน…

นางใคร่ครวญจดจำไปพลางเดินออกจากซากปรักหักพังไปพลาง ฉับพลันนั้นก็ได้ยินเสียงหวีดแหลมดังขึ้น หูซ้ายของนางเจ็บแปลบขึ้นมา รีบยกมือขึ้นอุดหูทันใด

จางจวินเฟิ่งขี่ม้าย้อนกลับมาหามู่ฉางโจวแล้ว “ทหารลาดตระเวนพบว่ามีสายลับลอบเข้ามา ตอนนี้ยังหนีไปได้ไม่ไกลขอรับ”

“จับเป็น!” มู่ฉางโจวออกคำสั่งเสร็จก็กระตุกบังเหียนควบม้าไปทางด้านขวา ห้อตะบึงไปถึงข้างกายเฟิงซุ่นอินพร้อมเอ่ยอย่างรวดเร็ว “ขึ้นม้าตามข้ามา” พูดจบมุ่งหน้าไปต่อทันที

คนและม้ารอบข้างต่างรีบติดตามไป

เฟิงซุ่นอินเพิ่งลดมือที่อุดหูลงก็ได้ยินเสียงมู่ฉางโจวคล้ายจะพูดอะไรบางอย่างอย่างรวดเร็ว แต่ตอนที่เงยหน้ามองไปนางก็เห็นเขาห้อตะบึงม้าผ่านไปแล้ว ข้างกายเหลือเพียงฝุ่นควันตลบจากกีบเท้าม้าทิ้งเอาไว้

“ฮูหยินขอรับ!” พลธนูที่รับผิดชอบคุ้มกันนางก้าวขึ้นมาขวางด้านข้างกะทันหัน

เฟิงซุ่นอินสังเกตเห็นความผิดปกติ หันมองไปแล้วพบว่าจากพื้นที่แอ่งด้านข้างมีม้าสองตัวกำลังพุ่งทะยานเข้าหานาง หางม้าลากเศษกิ่งไม้ติดมาด้วย คล้ายซ่อนตัวอยู่ละแวกใกล้ๆ มานานแล้ว

มู่ฉางโจวควบม้าไปได้ครึ่งทางแล้วเห็นเฟิงซุ่นอินไม่ได้ตามมาจึงรั้งหยุดม้า เมื่อหันกลับไปมองทางเดิมถึงพบว่านางยังอยู่ที่เดิม แววตาก็เข้มขึ้นอย่างห้ามไม่ได้

ห่างไปไม่ไกล ม้าสองตัวที่เพิ่งปรากฏขึ้นกำลังห้อตะบึงเข้าหานาง

จางจวินเฟิ่งรีบหยุดตามหลัง หันหน้ามองไปแล้วร้องตกใจ “เหตุใดนางถึง…เมื่อครู่นี้เรียกนางแล้วไม่ใช่หรือ!”

ก่อนหน้านี้เห็นนางขี่ม้าอย่างช่ำชองเพียงนั้น ไม่น่าจะตามไม่ทันนี่!

ทหารลาดตระเวนรีบรุดเข้ามาอย่างเร่งรีบ หูเป้ยเอ๋อร์เองก็นำคนเข้ามาล้อมจากด้านหลัง แต่ม้าสองตัวที่พุ่งออกมานั้นกลับเลี้ยวตัดทางเข้ามา เฟิงซุ่นอินกลับกลายเป็นคนที่อยู่ใกล้ที่สุด ชัดเจนว่าถูกมองเป็นเป้าหมายไปแล้ว

เฟิงซุ่นอินรีบตั้งสติ ก้าวปราดถอยไปด้านหลังซากปรักหักพัง วันนี้นางตามมู่ฉางโจวออกมาไม่ได้ติดมีดสั้นมาด้วย ขอเพียงหลบเลี่ยงสถานการณ์ตรงหน้าได้ ย่อมมีพลธนูกับพลทหารนายอื่นมากำราบพวกเขาเอง

ในที่สุดนางก็ยื่นมือออกไปคว้าบังเหียนม้าสำเร็จ เสียงกีบเท้าม้าที่พุ่งมานั้นฟังดูรีบร้อน ราวกับบีบกระชั้นมาถึงด้านหลังตนเองแล้ว

ทันใดนั้นลูกธนูดอกหนึ่งพลันยิงเข้าใส่กีบเท้าม้าของสายลับคนหนึ่ง อีกฝ่ายล้มคว่ำลงพื้นทั้งคนและม้า กระแทกชนกับซากปรักหักพังเข้า ม้าของนางได้รับความตกใจจนร้องเสียงดังพลางยกขาคู่หน้าขึ้นอย่างบ้าคลั่ง

เฟิงซุ่นอินเบี่ยงตัวหลบอย่างหวุดหวิด หมวกม่านแพรบนศีรษะตกลงมา เสียงฝีเท้าม้ารอบด้านก็ดังระงม บรรยากาศกลายเป็นโกลาหล เพียงพริบตาเดียวคนและม้าจำนวนมากต่างพุ่งเข้ามาแล้ว

ท่ามกลางเสียงโหวกเหวกนางยิ่งได้ยินไม่ชัด หัวคิ้วขมวดก้าวถอยหลัง แต่จู่ๆ ก็รู้สึกถึงแรงกระชากที่แขน มีมือข้างหนึ่งยื่นมาจับนางไว้แน่น แล้วกระชากตัวนางออกไปจากความชุลมุนนั้นทันที

เฟิงซุ่นอินถูกกระชากออกจากความโกลาหลนั้น เมื่อช้อนสายตาขึ้นก็เห็นใบหน้าของมู่ฉางโจว

“เมื่อครู่นี้เรียกไม่ได้ยินหรือ” ในมือข้างหนึ่งของเขายังถือคันธนูไว้ สายตาจ้องมองนาง

เฟิงซุ่นอินยืนได้มั่นคงแล้วถึงตระหนักว่าอยู่ใกล้เขามากเกินไป แทบจะแนบกับหน้าอกของอีกฝ่าย สายตาตกลงบนริมฝีปากบางของเขาพอดี นางหอบหายใจเอ่ย “เมื่อครู่เสียงดังเกินไป ได้ยินไม่ชัดเจ้าค่ะ”

มู่ฉางโจวไม่ได้พูดอะไร สายตามองสำรวจใบหน้านางไปรอบหนึ่ง เห็นนางหน้าซีดขาว ทรวงอกที่อยู่แนบกับเขาสะท้อนขึ้นลง ปอยผมตรงหูด้านซ้ายยุ่งเหยิงเล็กน้อย

“ท่านผู้บัญชาการ จะให้จัดการอย่างไรขอรับ!” หูเป้ยเอ๋อร์ตะโกนถามขึ้นมา

มู่ฉางโจวปล่อยมือออกในที่สุด เขาผละสายตาจากใบหน้านางแล้วเดินไปทางด้านนั้น “ทำเหมือนทุกครั้ง”

เฟิงซุ่นอินผ่อนลมหายใจออกมาโดยไม่รู้ตัว ก่อนยกมือขึ้นลูบแขนเล็กน้อย

ทุกคนล้อมวงอยู่ตรงซากปรักหักพัง สายลับที่ตกจากม้าก่อนหน้านั้นหมดสติอยู่กับพื้น ไม่รู้ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ อีกคนหนึ่งที่ใบหน้าสกปรกมอมแมมถูกจับกดคุกเข่าอยู่บนพื้น ตะโกนเสียงดังขึ้นมากะทันหัน “ข้าเป็นคนของราชสำนัก!”

เฟิงซุ่นอินหันไปมอง

ไม่มีใครฟังเขาด้วยซ้ำ หูเป้ยเอ๋อร์โบกมือ รอบด้านมีคนก้าวเข้าไปจับอีกฝ่ายมัดทันที

สายลับสบถด่า “ข้าเป็นคนของราชสำนัก พวกเจ้ากล้า…” แต่ปากก็ถูกอุดไว้ทันที จากนั้นทหารลาดตระเวนก็ลากตัวพวกเขาขึ้นหลังม้าแล้วพาออกไปโดยไม่ลังเล

เฟิงซุ่นอินตกตะลึง นางหันหลังไปมองเงียบๆ นั่นเป็นคนของราชสำนัก?

หากเป็นเรื่องจริง มิใช่ว่าพวกเขาจับแม้แต่คนของราชสำนักหรอกหรือ…

เหตุการณ์สงบลงแล้ว หูเป้ยเอ๋อร์เก็บดาบ ชำเลืองมองเฟิงซุ่นอินพลางพึมพำ “ไม่เห็นนางจะตกใจลนลานเลยนี่ เหตุใดเมื่อครู่นี้ถึงยืนนิ่งนักเล่า”

จางจวินเฟิ่งเอ่ยเสียงเบา “บังเอิญจริงๆ นางออกมาก็เจอกับเรื่องนี้เข้าพอดี”

มู่ฉางโจวมองเฟิงซุ่นอินอีกครั้ง ก่อนโบกมือให้พวกเขาพร้อมยื่นธนูยาวในมือส่งให้

หูเป้ยเอ๋อร์เข้าใจ คิดว่าเขาต้องการปลอบฮูหยินเล็กน้อย จึงยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์รับคันธนูมาแล้วโบกมือให้รอบๆ

ทุกคนต่างถอยห่างออกไปเงียบๆ ย้อนกลับไปรออยู่บนถนน

มู่ฉางโจวปลดดาบที่เหน็บอยู่ตรงเอวแล้วเดินเข้าหาเฟิงซุ่นอิน

เฟิงซุ่นอินเพิ่งเดินออกไปไม่กี่ก้าวเพื่อเก็บหมวกม่านแพรที่ตกลงบนพื้น ปลายนิ้วนางลูบจัดตัวผ้า ขณะที่ในใจเรียบเรียงความคิด

มู่ฉางโจวผ่อนฝีเท้าลงอย่างจงใจ เดินอ้อมไปทางด้านหลังฝั่งซ้ายของนาง พบว่านางไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย นึกย้อนไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ รวมถึงความผิดปกติของนางเมื่อครู่ ก่อนยกดาบในมือเข้าใกล้หูซ้ายของนาง นิ้วโป้งกดด้ามจับแล้วปล่อยออกกะทันหัน

เสียงเคร้งดังขึ้นเบาๆ ข้างหู แต่เฟิงซุ่นอินไร้ซึ่งความเคลื่อนไหว

มู่ฉางโจวมองนางชั่วครู่ ก่อนย้ายมือไปทางหูขวาของนางแล้วดีดนิ้วโป้งอีกครั้ง

เสียงเคร้งดังขึ้น เฟิงซุ่นอินหันขวับ สบสายตากับเขาด้วยความตกตะลึง “ท่านทำอะไร”

มู่ฉางโจวเก็บมือกลับมาแล้วเอ่ย “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”

เฟิงซุ่นอินมองดาบที่เขาเพิ่งเก็บเข้าฝัก ตระหนักได้ถึงบางอย่าง นางถามขึ้นเสียงเบา “มีอันใดหรือเจ้าคะ”

มู่ฉางโจวจับจ้องนาง “หูซ้ายของเจ้าสูญเสียการได้ยินไปแล้ว”

บทที่ 8

หูเป้ยเอ๋อร์กับจางจวินเฟิ่งยืนรออยู่บนถนนนานมาก ถึงเห็นผู้บัญชาการกับฮูหยินกลับมาด้วยกันเสียที

มู่ฉางโจวขี่ม้านำหน้ามา ในมือถือดาบ เฟิงซุ่นอินขี่ม้าตามหลัง มือหนึ่งจับหมวกม่านแพร ทั้งสองเว้นระยะห่างกันพอสมควร มองผ่านๆ แล้วคล้ายกับว่าทะเลาะกันมา

ขบวนยังรอเดินทางต่อ มู่ฉางโจวย้อนกลับมาบนถนนแล้วรั้งบังเหียนม้า จากนั้นออกคำสั่ง “พลธนูไม่ต้องตามต่อแล้ว ฮูหยินได้รับความตกใจ ให้พาส่งกลับจวนไปพักผ่อนก่อน”

เหล่าพลธนูขานรับทันที

เฟิงซุ่นอินนั่งอยู่บนหลังม้าด้วยสีหน้าเป็นปกติ ทว่าภายในใจกลับเป็นระลอกคลื่นซัดสาด นางมองเงาร่างของมู่ฉางโจวปราดหนึ่ง ก่อนลอบกำบังเหียนแน่นขึ้น

เมื่อครู่นี้หลังพูดว่าหูของนางไม่ได้ยินแล้วจบ เขาก็หันหลังกลับทันที ไม่ได้พูดอะไรอีกเลย และตอนนี้ก็พูดแค่ว่าจะส่งนางกลับจวน นั่นหมายความว่าอย่างไรกันแน่

“เชิญฮูหยินออกเดินทางขอรับ” พลธนูนายหนึ่งเอ่ยเร่ง

เฟิงซุ่นอินมองมู่ฉางโจวอีกครั้ง เขาขี่ม้าไปอยู่ด้านหน้าสุดของขบวนแล้ว มองไม่ออกว่าคิดอะไรอยู่ นางเม้มริมฝีปาก ได้แต่กระตุกบังเหียนย้อนทางเดิมกลับไป

หลังเห็นนางไปไกลแล้ว หูเป้ยเอ๋อร์ไม่อาจกดข่มความอยากรู้อยากเห็นที่มีอยู่เต็มอกลงได้อีก รีบขี่ม้าเข้าหามู่ฉางโจวทันที “เมื่อครู่นี้ท่านผู้บัญชาการปลอบอย่างไรกันแน่ ข้าเห็นว่าตอนที่ฮูหยินเจอกับสายลับยังไม่ตกใจเท่านี้เลย!”

จางจวินเฟิ่งตามมาเอ่ย “ข้ากลับมองว่าสีหน้านางไม่เปลี่ยน แค่เอาแต่คอยมองท่านผู้บัญชาการ”

มู่ฉางโจวเก็บดาบในมือเหน็บตรงเอวอีกครั้ง ก่อนกระตุ้นม้าไปข้างหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติ “ไม่มีอะไร”

 

ตอนที่เฟิงซุ่นอินถูกส่งกลับถึงจวนเป็นเวลาบ่ายแล้ว

อาจเพราะเป็นคำสั่งของมู่ฉางโจว พลธนูจึงคอยคุ้มกันอย่างแน่นหนาไร้ช่องโหว่มาตลอดทาง จนกระทั่งส่งนางเข้าจวนแล้วถึงได้จากไป

นางเดินเลียบระเบียงทางเดิน ในใจยังคงคิดถึงเรื่องเมื่อครู่นี้ไม่หยุด ตัวคนกลับมาแล้ว แต่ความคิดกลับยังรั้งอยู่บริเวณซากปรักหักพังบนทุ่งโล่งที่สนทนากันแห่งนั้น…

“ฮูหยินเจ้าคะ” เซิ่งอวี่ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้ากะทันหัน อยู่ห่างออกไปเพียงก้าวเดียวเท่านั้น

เฟิงซุ่นอินเงยหน้าขึ้นหยุดยืน ถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าตนเองจับหมวกม่านแพรไว้แน่นเกินไปจนเจ็บนิ้วแล้วด้วยซ้ำ นางผ่อนแรงลงเล็กน้อย ก่อนถามอีกฝ่าย “มีอะไรหรือ”

นอกจากใบหน้านางที่ซีดขาวอยู่บ้างแล้วก็ไม่ได้มีความผิดปกติอื่นใดอีก เซิ่งอวี่แค่คิดว่านางกลับมาตามปกติ ก่อนก้มหน้าลงรายงาน “ผู้ตรวจการเหลียงโจวแวะมาเยี่ยมเจ้าค่ะ ตั้งใจมาพบหน้าฮูหยินโดยเฉพาะ” พูดจบแล้วก็ก้าวเข้ามาใกล้เอ่ยอธิบายให้ฟังโดยละเอียด

ยังดี นางเข้าใกล้ทางด้านขวา

ยังไม่ทันพูดจบก็มีคนก้าวเร็วๆ มาจากห้องโถง มุ่งตรงมาข้างระเบียงทางเดินแล้ว เฟิงซุ่นอินหันมองไป เห็นเป็นบัณฑิตอายุราวสี่สิบกว่าปี สวมชุดขุนนางสีแดงเลือดหมู ใบหน้าซูบผอมไว้เคราสั้น แต่สีหน้ามีชีวิตชีวา

ผู้มาเยือนก้าวฉับไวมาถึงตรงหน้าแล้วมองสำรวจนางขึ้นลงสั้นๆ ก่อนเอ่ยอย่างตกใจระคนยินดี “เดิมทีได้ยินว่าฮูหยินออกไปข้างนอก ข้านึกว่าวันนี้คงไม่มีโอกาสได้พบเสียแล้ว นึกไม่ถึงว่าฮูหยินจะย้อนกลับพอดี ถือว่าโชคดีจริงๆ ที่ได้พบหน้า”

เมื่อครู่นี้ได้ยินจากเซิ่งอวี่ว่าคนผู้นี้คือผู้ตรวจการเหลียงโจวลู่เถียว เฟิงซุ่นอินนึกไม่ถึงว่าผู้ตรวจการคนหนึ่งจะมาพบนางถึงจวนด้วยตนเอง นางคารวะให้เล็กน้อย “เหตุใดท่านผู้ตรวจการลู่ถึงอยากพบข้าหรือเจ้าคะ”

ลู่เถียวกลับคารวะคืนอีกด้วย ก่อนยิ้มเอ่ย “ฮูหยินมาจากฉางอัน ข้าเองก็เช่นกัน เป็นขุนนางที่ถูกส่งมาจากฉางอัน ไม่ได้พบคนจากเมืองหลวงมาหลายปีแล้ว จะไม่มาพบได้อย่างไร”

เฟิงซุ่นอินผายมือเชิญเขาเข้าไปสนทนากันในห้องโถงพร้อมถามว่า “ท่านผู้ตรวจการเอ่ยเช่นนี้ได้อย่างไร มิใช่ว่ามีคนจากฉางอันมาที่เหลียงโจวมากมายหรอกหรือเจ้าคะ”

ลู่เถียวกลับไม่สนใจมารยาทเหล่านั้น เขาโบกมือ ยังคงยืนอยู่ข้างระเบียงทางเดิน “นั่นเป็นแค่แขกที่มาทำการค้ากับท่องเที่ยวเท่านั้น คนที่มารับตำแหน่งประจำกลับมีเพียงข้าคนเดียว เกรงว่าจะเป็นคนสุดท้ายด้วยเช่นกัน”

ประโยคสุดท้ายนั้นเขาพูดเบาเสียจนแทบไม่ได้ยิน ดีที่เฟิงซุ่นอินอยู่ใกล้ทางฝั่งขวาจึงจับใจความได้ นางมุ่นหัวคิ้ว อะไรที่เรียกว่า ‘คนสุดท้าย’ ทางราชสำนักจะไม่ส่งขุนนางมาที่นี่อีกแล้วอย่างนั้นหรือ ทันใดนั้นนางก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นได้ จึงเอ่ยถาม “ข้าจำได้ว่าอู่เวยจวิ้นกงควบตำแหน่งผู้ตรวจการเหลียงโจวด้วย บัดนี้ท่านผู้ตรวจการลู่อยู่ที่นี่ เพราะอู่เวยจวิ้นกงสละตำแหน่งแล้วหรือ”

ลู่เถียวมองนางอย่างแปลกใจ “ท่านผู้บัญชาการไม่ได้บอกฮูหยินหรือ อู่เวยจวิ้นกงเสียชีวิตไปแล้ว”

เฟิงซุ่นอินตกตะลึง “เสียชีวิตแล้ว?”

ลู่เถียวกระจ่างแจ้ง “ก็จริง ฮูหยินเพิ่งมาถึงที่นี่ ท่านผู้บัญชาการจะพูดเรื่องพวกนี้ได้อย่างไร วันนี้ได้ยินว่าฮูหยินติดตามท่านผู้บัญชาการออกไปข้างนอก คิดว่าเป็นเวลาข้าวใหม่ปลามัน กำลังรักใคร่หวานชื่น เรื่องในครอบครัวพวกนี้วันหน้าค่อยพูดถึงก็ยังไม่สาย”

เฟิงซุ่นอินถูกคำพูดของเขาดึงกลับสู่ความจริง นางอดบีบหมวกในมืออีกครั้งไม่ได้ มู่ฉางโจวจะบอกกับนางได้อย่างไร เดิมทีเขาก็ไม่พอใจผลลัพธ์การแต่งงานกับนางอยู่แล้ว ตอนนี้ยังเป็นสถานการณ์เช่นนี้อีก…

ข้างนอกมีคนมาเชิญผู้ตรวจการ ลู่เถียวเตรียมบอกลาแล้ว เอ่ยกับเฟิงซุ่นอินว่า “วันนี้รอฮูหยินอยู่ที่นี่เป็นเวลานาน เสียเวลาไปมากแล้ว ไม่อาจรั้งอยู่นานอีก ไว้วันหน้าค่อยมาสนทนากันใหม่ก็ยังไม่สาย”

เฟิงซุ่นอินผงกศีรษะ แสดงท่าทีให้เซิ่งอวี่ออกไปส่ง ขณะที่ตนเองยืนนิ่งอยู่ที่เดิมเงียบๆ สักพักหนึ่งถึงได้ย้อนกลับไปยังเรือนที่เรือนหลัง

เฟิงซุ่นอินไม่ออกจากห้องอีกตลอดทั้งบ่าย

บนโต๊ะวางสำรับอาหารและน้ำชาที่สาวใช้นำมาส่ง นางนั่งอยู่ในห้องโดยไม่ได้กินอะไรแม้แต่คำเดียว มือถือตำราพับทบซึ่งไม่ได้จรดพู่กันแม้แต่อักษรเดียวเช่นเดียวกัน

สภาพจิตใจของนางฟุ้งซ่านยากจะสงบ เอาแต่คิดถึงเหตุการณ์ที่เจอกับสายลับตอนออกไปข้างนอก อีกทั้งยังนึกถึงคำพูดของผู้ตรวจการลู่ สุดท้ายนางก็ปิดตาลง ในสมองเหลือเพียงประโยคนั้นของมู่ฉางโจว ‘หูซ้ายของเจ้าสูญเสียการได้ยินไปแล้ว’

เฟิงซุ่นอินลืมตา ก่อนยื่นมือออกไปคว้าน้ำชาที่เย็นชืดแล้วขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมด นางรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงก้นบึ้งหัวใจ สติถึงได้แจ่มใสขึ้นบ้าง ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมาพลางยกมือขึ้นลูบหูซ้าย

หูซ้ายของนางไม่ได้ยินเสียงแล้วจริงๆ เรื่องนี้มีเพียงคนในครอบครัวเท่านั้นที่รู้

หลายปีมานี้นางพำนักอยู่ในอารามเต๋าตามลำพัง กระทั่งข่าวคราวภายนอกก็ยังไม่รับรู้ การคบค้าสมาคมยิ่งน้อยจนน่าสงสาร บางครั้งมีติดต่อกับคนนอกบ้าง หากอีกฝ่ายเสียงเบา ขอเพียงเข้าใกล้ทางด้านขวาหรืออ่านริมฝีปากนางก็สามารถรับมือได้ตามปกติ แต่บางครั้งเมื่ออยู่ห่างหรือไม่สะดวกอ่านริมฝีปากแล้วไม่ได้ตอบกลับ ผู้อื่นก็คิดไปว่านางยังก้าวออกจากวันวานที่ใช้ชีวิตเยี่ยงผู้สูงศักดิ์ในอดีตไม่ได้ ยังคงเย่อหยิ่งยโสไม่สนผู้อื่นก็เท่านั้น

ตลอดการเดินทางมาเหลียงโจวนางไม่เคยอ่านปากผู้อื่นสักครั้ง เวลาขยับเข้าใกล้ด้านขวาก็พยายามทำให้แนบเนียนที่สุด จะอย่างไรก็คาดไม่ถึงว่าพอมาถึงเหลียงโจวจะประสบพบเจอเรื่องราวต่อเนื่อง ถึงได้ถูกมู่ฉางโจวจับได้ในเวลาอันสั้นเพียงนี้

เฟิงซุ่นอินลูบหูซ้ายพลางคิด บางทีหลังจากวันนี้อาจถูกรังเกียจ มองเป็นตัวภาระ ไม่อาจออกจากจวนได้อีกแล้ว

เช่นนี้ยังนับว่าสถานเบา ในเมื่อเขารู้เรื่องแล้วจะพูดออกไปหรือไม่ จะคิดหรือไม่ว่าการแต่งงานครั้งนี้สกุลเฟิงจงใจปกปิดก่อน หรือยิ่งไปกว่านั้นเขายังสามารถอ้างเรื่องนี้เพื่อหย่าภรรยาอย่างเปิดเผย เช่นนั้นนางก็ไม่อาจตั้งตัวอยู่ที่เหลียงโจวแล้ว…

อุตส่าห์ทุ่มสุดตัวให้กับการแต่งงานมายังเหลียงโจว เหตุใดดันมาเจอกับมู่ฉางโจวเข้าเล่า

เฟิงซุ่นอินยิ่งคิดยิ่งหดหู่ จนกระทั่งมีเงาคนปรากฏขึ้นที่หน้าประตูห้องที่เปิดอยู่ หัวใจนางบีบรัดแน่นทันควัน แต่ก็โล่งอกได้อีกครั้งเมื่อเงยหน้าขึ้นแล้วพบว่าเป็นเซิ่งอวี่

เซิ่งอวี่ที่เข้ามาเพื่อเก็บสำรับอาหารเอ่ยอย่างตกใจ “มืดแล้ว ฮูหยินกลับยังไม่ได้กินอาหารเลยหรือเจ้าคะ”

เฟิงซุ่นอินลดมือที่ลูบใบหูลง ตั้งสติเล็กน้อยก่อนส่ายหน้า “ข้าไม่หิว เก็บออกไปให้หมดเถิด”

เซิ่งอวี่มองนาง ทว่าก็มองความผิดปกติใดไม่ออก ได้แต่เก็บกวาดให้เรียบร้อยแล้วล่าถอยออกไป

เฟิงซุ่นอินลุกขึ้นเดินไปที่ประตู สายตามองออกไปข้างนอก ท้องฟ้ามืดลงแล้วจริงๆ บางทีขบวนที่ออกไปทำงานข้างนอกอาจกลับมากันแล้ว

นางหันหน้าไปอีกทางพร้อมเดินออกไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว ก่อนก้มหน้าจับชายกระโปรงแน่นแล้วปล่อยมือออก เอ่ยพึมพำกับตนเอง “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร…”

ฉับพลันนั้นมีเสียงกังวานดังขึ้น เป็นเสียงที่เกิดจากมีบางสิ่งชนถูกกระดิ่งลมเหนือประตูเข้า

เฟิงซุ่นอินหันตัวกลับไป ก่อนมองเห็นเงาร่างที่เดินเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว

คล้ายว่ามู่ฉางโจวจะเพิ่งกลับมา เขายังคงอยู่ในชุดสีเขียวครามตัวเดิม เข็มขัดเตี๋ยเซี่ยรัดแน่น เพียงแต่ปลดดาบกับธนูออกไปแล้ว ร่างสูงโปร่งขายาวยืนอยู่ข้างประตู เขามองกระดิ่งลมที่ห้อยอยู่เหนือประตูทีหนึ่ง ก่อนหันหน้ามองนางแล้วยิ้มประหนึ่งคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม ราวกับอ่านออกถึงประโยชน์ของของสิ่งนี้ตั้งแต่แวบแรก

เฟิงซุ่นอินเดาไว้อยู่แล้วว่าจะต้องมีช่วงเวลาเช่นนี้เกิดขึ้น นางเม้มปากยืนนิ่ง

ทั้งสองอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว ทว่ากลับปราศจากซึ่งคำพูดใด

มู่ฉางโจวหันตัวออกไปเอ่ยกับข้างนอกประตูกะทันหัน “ไปเรียกตัวทุกคนมา”

ข้างนอกประตูเป็นเสียงของชางเฟิง น่าจะขานรับแล้วไปทำตามคำสั่ง

มู่ฉางโจวหันกลับมามองเฟิงซุ่นอินอีกครั้ง ก่อนหันมองสำรวจห้องนี้แล้วเดินเข้าไปข้างในอย่างสบายใจ เลิกชายชุดนั่งลงบนตั่งนิ่มด้วยตนเอง

เฟิงซุ่นอินยืนอยู่ไม่ห่างจากประตู นางมองเขาทีหนึ่ง ราวกับว่าเวลานี้พวกเขาสลับบทบาทกัน ที่นี่กลายเป็นห้องของเขาไปแล้ว

ในไม่ช้าก็มีเสียงฝีเท้าเป็นชุดดังขึ้นข้างนอกประตู ชางเฟิงเอ่ยรายงานขึ้นจากด้านนอก “เรียนท่านผู้บัญชาการ คนมากันครบแล้วขอรับ”

มู่ฉางโจวผงกศีรษะ “ข้ามีบางอย่างจะสั่ง ตั้งใจฟังกันให้ดี”

เฟิงซุ่นอินยืนอยู่อย่างสง่างาม มือในแขนเสื้อกุมกันหลวมๆ พอมาถึงชั่วขณะนี้นางกลับใจเย็นลงได้ประหนึ่งรอคำประกาศตัดสินโทษ

มู่ฉางโจววางมือข้างหนึ่งไว้บนขอบตั่ง เสียงพลันดังขึ้นมาก “สามเรื่อง เรื่องแรกหลังจากนี้ขอเพียงมีเรื่องรายงาน หากเป็นความลับให้เข้ามารายงานใกล้ๆ หากเป็นเรื่องส่วนรวมให้พูดเสียงดัง เวลาอยู่ในจวน โดยเฉพาะอยู่ต่อหน้าฮูหยินห้ามกระซิบกระซาบ อีกทั้งไม่ต้องระมัดระวังตัว เรื่องที่สองสำหรับคนจงหยวนแล้วฝั่งซ้ายมีเกียรติกว่าฝั่งขวา นับจากนี้เวลาพูดกับฮูหยินจะต้องยืนทางฝั่งขวา ให้ฮูหยินอยู่ตำแหน่งฝั่งซ้าย เรื่องที่สามหากพบเจอเรื่องด่วนแต่รายงานแล้วฮูหยินไม่ตอบรับ ให้มาแจ้งข้า ข้าจะมาบอกฮูหยินเอง”

ทุกคนขานรับโดยพร้อมเพรียง

เฟิงซุ่นอินตกตะลึง หันหน้ามองเขาอย่างห้ามไม่ได้ นี่เขากำลังพูดอะไรกัน

มู่ฉางโจวโบกมือไปทางด้านนอก สายตาเบนกลับมาที่นาง

ทุกคนล่าถอยกันไปหมดแล้ว เหลือเพียงพวกเขาสองคน คนหนึ่งนั่งคนหนึ่งยืน มองสบตากันในสถานที่คับแคบแห่งนี้

เฟิงซุ่นอินถึงขั้นสงสัยว่าที่ตนเองคิดมาตลอดทั้งบ่ายใช่คิดมากเกินไปจนหูแว่วแล้วหรือไม่…

จนกระทั่งมู่ฉางโจวขยับขาเล็กน้อย ผ่อนคลายท่านั่งลงแล้วมองนาง ก่อนเอ่ยขึ้น “อินเหนียงจะถามหรือไม่ หากไม่ถามข้าจะไปแล้ว” พูดจบเขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปทางประตู

ในจังหวะที่เขากำลังจะเดินสวนออกไป ในที่สุดเฟิงซุ่นอินก็ก้าวออกมายืนขวางตรงหน้าเขา “เหตุใดพี่รองมู่ถึงช่วยข้าเล่าเจ้าคะ”

มู่ฉางโจวหยุดเดิน ก้มหน้ามองนาง “ข้ารู้ความลับเรื่องหูของอินเหนียง อีกทั้งมองออกว่าเจ้าสามารถรับมือกับมันได้อย่างเป็นธรรมชาติ ย่อมไม่ถามมากความสักครึ่งคำ มีแต่จะช่วยปิดปากให้สนิท เพียงแต่หลังจากนี้อินเหนียงอยู่ข้างกายข้า ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ควรร่วมมือกับข้า”

เฟิงซุ่นอินรู้สึกตัวขึ้นมาว่าเขากำลังหมายถึงเรื่องเมื่อตอนกลางวัน ทว่าก็ไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องนี้เท่านั้น

ก่อนหน้านี้นางเคยใคร่ครวญเรื่องสายลับสองคนนั้นโดยละเอียด รวมกับคำพูดของผู้ตรวจการลู่ก็พอจะเข้าใจขึ้นมาแล้วไม่มากก็น้อย เกรงว่านั่นจะเป็นสาเหตุที่ฮ่องเต้มอบหมายให้เฟิงอู๋จี๋สังเกตการณ์ชายแดน…ราชสำนักไม่ส่งขุนนางมาที่นี่อีกต่อไปแล้ว กระทั่งสายลับที่ส่งมายังเข้ามาไม่ได้ ข่าวสารทางเหลียงโจวย่อมถูกตัดขาดโดยง่าย

เขาอยากให้หลังจากนี้เวลาที่นางพบเจอกับเรื่องประเภทเดียวกันก็เพียงทำเป็นไม่รับรู้ ไม่ว่าเรื่องอะไรล้วนฟังเขา

เฟิงซุ่นอินเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนถามเรียบๆ “พี่รองมู่กำลังข่มขู่ข้าหรือ”

สายตาของมู่ฉางโจวตกลงบนดวงหน้าที่เชิดขึ้นมาของนาง ในสายตามองเห็นลำคอขาวผ่อง ผิวดูเนียนนุ่มละมุนละไม ทว่าปลายหางตานางกลับคล้ายซ่อนสายลมหนาวเหน็บ ยิ่งทำให้นางดูสง่างามเย็นชา สายตาเขาหยุดรั้งอยู่ชั่ววูบถึงได้เอ่ยขึ้น “หากอินเหนียงไม่ตอบตกลง นั่นถึงจะเรียกว่าข่มขู่ ข้ากำลังปรึกษากับเจ้าต่างหาก” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่นสง่างามเฉกเช่นปกติ

เฟิงซุ่นอินมองอีกฝ่าย ขณะที่จู่ๆ หัวใจก็บีบรัดแน่นขึ้นมา นัยน์ตาของเขาลุ่มลึกตั้งแต่เกิด สมัยก่อนตอนเด็กเห็นแล้วรู้สึกแค่ว่าดวงตาคู่นี้เรียบเฉยแต่อบอุ่น ทว่าทุกวันนี้กลับเป็นแววตาโอหัง ยามจ้องมองมาเหลือเพียงกลิ่นอายน่าเกรงขามกดดัน

นางพลันตระหนักว่าเขาไม่ใช่แค่เปลี่ยนไปเล็กน้อยเท่านั้น แววตาเช่นนี้ ดูไม่ใช่มู่ฉางโจวในอดีตอีกต่อไปแล้ว

เมื่อไม่ได้ยินนางพูดอะไร มู่ฉางโจวก็ส่งยิ้มให้นางแล้วจงใจก้มหน้าลง เข้าใกล้หูขวาของนางแล้วเอ่ย “ดูท่าจะปรึกษากันเสร็จเรียบร้อยแล้ว”

เฟิงซุ่นอินรู้สึกว่าแรงกดดันตรงหน้าลดลงกะทันหัน เขาเดินออกจากประตูไปแล้ว เสียงกรุ๊งกริ๊งดังขึ้นกังวาน นางลูบหูขวาพลางหันหน้าไปมองโดยไม่รู้ตัว เหลือเพียงกระดิ่งลมบนประตูที่ถูกปลอกแขนของเขาปัดผ่านยังแกว่งไกวไปมาอยู่

บทที่ 9

หลังจากเมื่อคืนกำชับไปสามเรื่อง วันรุ่งขึ้นจวนผู้บัญชาการก็เปลี่ยนสภาพเป็นอีกแบบ ภายในจวนแม้แต่เสียงฝีเท้ายังคล้ายดังขึ้นมาก

ยามเฉิน* สามเค่อ ชางเฟิงประคองเอกสารราชการฉบับหนึ่งก้าวเร็วๆ เข้าไปในห้องหลัก มู่ฉางโจวตื่นแล้ว เขาสวมชุดคลุมกำลังนั่งพิงอยู่บนตั่ง มือถือเอกสารทางการทหารฉบับหนึ่งอ่าน หลังปิดลงก็รับจากในมืออีกฝ่ายมา กางออกอ่านรอบหนึ่งแล้วปิดลงอีกครั้ง ก่อนมอบทั้งสองฉบับให้กับชางเฟิงแล้วโบกมือเล็กน้อย

แสดงว่าเรื่องพวกนี้ต่างเป็นเรื่องเล็ก สามารถส่งไปจัดการยังที่ว่าการได้โดยตรง ชางเฟิงรับมาแล้วก้มหน้าถาม “วันนี้ท่านผู้บัญชาการจะออกไปข้างนอกหรือไม่ขอรับ”

“อืม” มู่ฉางโจวลุกจากตั่ง จับสาบเสื้อกลัดกระดุมตรงปกแล้วหยิบเข็มขัดจากด้านข้างมาสวมอย่างคล่องแคล่ว ดูเป็นการเคลื่อนไหวที่คุ้นชินและรวดเร็ว

ชางเฟิงได้ยินคำตอบแน่ชัดก็เข้าใจแล้ว ก่อนถอยออกไปจากประตู

มู่ฉางโจวหยิบปลอกแขนมาถือก่อนเดินออกไปทางเรือนชั้นนอก ตอนที่ผ่านห้องตะวันออกเขาเอียงหน้ามองไป เห็นชางเฟิงกำลังเอ่ยเชิญฮูหยินออกจากจวนเสียงดังอยู่หน้าประตู เงาร่างของเฟิงซุ่นอินวาบผ่านบานประตูไป เห็นได้ชัดว่านางตื่นแล้วเช่นเดียวกัน

เขานึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนแล้วเหยียดยิ้มมุมปากอย่างไร้เหตุผล ก่อนหันตัวเดินไปทางประตูจวน

หูเป้ยเอ๋อร์กับจางจวินเฟิ่งกำลังรออยู่ที่หน้าประตูจวนตามปกติ

หลังเห็นมู่ฉางโจวออกมาก็ต่างพากันมองต่อว่าด้านหลังเขาจะมีฮูหยินตามออกมาหรือไม่ ในเมื่อไม่ว่าจะมองอย่างไรเมื่อวานก็ดูเหมือนว่าทั้งสองจะทะเลาะกัน มิฉะนั้นจู่ๆ จะส่งอีกฝ่ายกลับจวนด้วยเรื่องใด บางทีวันนี้อาจไม่พานางไปด้วยแล้ว

ยังไม่ทันคิดจบดี เฟิงซุ่นอินก็เดินออกมาจากประตูจวน

ทั้งสองหันมองนางพร้อมกัน ก่อนหันมาสบตากันทีหนึ่ง แล้วแยกย้ายกันขึ้นขี่ม้าโดยไร้ซึ่งคำพูดใด

เฟิงซุ่นอินสวมหมวกม่านแพร หลังจากออกมาก็เพียงชำเลืองมองมู่ฉางโจวคราหนึ่ง ราวกับว่าเมื่อคืนไม่ได้เกิดเรื่องอะไรขึ้นทั้งนั้น

มู่ฉางโจวหันมองมาทางนางแล้ว เขามองเห็นสีหน้านางไม่ชัด แต่ไม่ได้พูดอะไรเช่นกัน เพียงหันไปบอกให้คนจูงม้ามา

วันนี้มีลม เซิ่งอวี่ตามออกมาช่วยคลุมเสื้อคลุมกันลมให้กับเฟิงซุ่นอินด้วย

เฟิงซุ่นอินยกมือขึ้นผูกเสื้อให้เรียบร้อย ทว่ากลับเห็นเซิ่งอวี่หยิบเสื้อคลุมอีกตัวที่พาดแขนไว้ยื่นมาให้ต่อ นางมองผ่านม่านโปร่งเห็นเป็นเสื้อคลุมกันลมผ้าไหมสีดำตัวใหญ่ ชัดเจนว่าเป็นของบุรุษ เข้าใจขึ้นมาทันใดว่าเป็นของผู้ใด

เมื่อคืนผู้บัญชาการกลับจวนมาแล้วตรงเข้าไปที่ห้องของฮูหยินเลย ทั้งยังเรียกรวมทุกคนในจวนมาสั่ง ทุกประโยคล้วนอิงฮูหยินเป็นหลัก ทุกคนในจวนต่างรับรู้เรื่องนี้ เซิ่งอวี่เดาว่าฤกษ์มงคลน่าจะใกล้มาถึงแล้ว เรื่องเล็กจำพวกนี้ย่อมจัดการอย่างคล่องแคล่วเช่นกัน

เฟิงซุ่นอินเข้าใจแล้ว ดวงตาเบื้องหลังม่านโปร่งกวาดมองรอบข้างทีหนึ่ง รู้ว่าไม่อาจเอาแต่ยืนทื่ออยู่กับที่ จึงได้แต่รับเสื้อคลุมกันลมตัวนั้นมาแล้วเดินเข้าหามู่ฉางโจว

ม้าถูกจูงมาแล้ว มู่ฉางโจวกำลังจะก้าวลงจากขั้นบันได มองเห็นนางเดินมาตรงหน้ากะทันหัน อีกทั้งยังถือเสื้อคลุมกันลมของเขาไว้ในมือ สายตาเขารั้งอยู่บนตัวนางโดยไม่ได้พูดอะไร

เฟิงซุ่นอินจงใจไม่มองเขา นางสะบัดสองมือพลางกางเสื้อออก เพิ่งยกมือขึ้นก็รู้สึกตัวว่าเขาจะตัวสูงเกินไปแล้ว หัวคิ้วนางจึงขมวดมุ่น

มู่ฉางโจวเองก็ไม่มีท่าทีจะย่อกายลงมาให้นาง เพียงเอาแต่มองอีกฝ่ายอยู่เช่นนี้ เมื่ออยู่ใกล้ก็จะสามารถมองเห็นหัวคิ้วมุ่นใต้ม่านโปร่งของนางได้ ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนจึงผุดขึ้นมาอีกครั้ง เขาเอ่ยกึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม “ไม่เป็นไร ไม่ได้หนาวเพียงนั้น”

เฟิงซุ่นอินมองเขาอย่างรวดเร็วปราดหนึ่ง เห็นสายตาของเขาแล้วรู้สึกอยู่ตลอดว่าตอนนี้เขากำลังมั่นใจเป็นพิเศษ หลังจากรู้ความลับเรื่องที่หูซ้ายของนางสูญเสียการได้ยินก็ราวกับจับนางไว้ได้อยู่หมัดแล้ว ตอนนี้ยังมีสายตามากมายมองอยู่อีก นางจึงเขย่งเท้าพาดเสื้อคลุมกันลมลงบนบ่าเขาเสียเลย

มู่ฉางโจวยกมือหนึ่งขึ้นกดบ่าไว้ เสื้อคลุมกันลมถึงไม่ได้ลื่นหลุด

เฟิงซุ่นอินเก็บมือกลับมา “ข้าจำได้ว่าเมื่อก่อนพี่รองมู่สุขภาพไม่ดี ถึงแม้ตอนนี้จะดูแข็งแรง แต่ก็อาจจะ…” นางชะงักแล้วเอ่ยเรียบๆ ต่อจนจบ “คลุมเอาไว้เถิดเจ้าค่ะ” พูดจบนางก็เดินตรงไปขึ้นขี่ม้าด้วยตนเอง

ปลายหางตาของมู่ฉางโจวหยักโค้งขึ้นเล็กน้อย หันไปมองนางที่ขึ้นขี่ม้าแล้ว รู้สึกว่าเมื่อครู่นี้หลังนางหยุดชะงักคล้ายอยากจะพูดว่าเขา ‘ภายนอกแข็งแรงแต่ข้างในอ่อนแอ’

เฟิงซุ่นอินควบม้าไปรออยู่ทางฝั่งซ้ายของถนน เห็นมู่ฉางโจวยกมือขึ้นผูกเสื้อคลุมกันลมตัวนั้นให้เรียบร้อยแล้วเดินมาขึ้นม้าตัวที่อยู่ด้านข้าง ก่อนเขาจะมองมาที่นางอีกครั้ง

นางเบนสายตาหลบ เพียงทำเป็นมองไม่เห็น

ขบวนออกเดินทางแล้ว เพียงแต่ระหว่างผู้บัญชาการกับฮูหยินดูจะมีบางอย่างแปลกประหลาด

จางจวินเฟิ่งจงใจผ่อนความเร็วลง หลังดึงระยะห่างจากสองคนข้างหน้าแล้วก็เอียงหน้าไปกระซิบกระซาบกับหูเป้ยเอ๋อร์ “เมื่อครู่นี้ข้าคล้ายได้ยินอะไรอย่าง ‘เมื่อก่อนพี่รองมู่’ ด้วย”

ดวงตาของหูเป้ยเอ๋อร์เบิกกว้างดุจกระดิ่งขณะเอ่ยเสียงเบา “เมื่อก่อนอันใด ข้าเห็นแค่ว่าพวกเขาสนิทสนมกันมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว”

จางจวินเฟิ่งคร้านจะอธิบายกับอีกฝ่าย เขากลับมานั่งตัวตรงมองประเมินแผ่นหลังของเฟิงซุ่นอินพลางพึมพำกับตนเอง “คงไม่บังเอิญเพียงนี้กระมัง”

วันนี้ยังคงเลือกออกจากเมืองผ่านถนนสายเล็ก เพียงแค่ว่าออกมาทางประตูเมืองทิศตะวันออก

ข้างนอกประตูเมืองทิศตะวันออกไม่ได้รกร้าง นอกจากทหารลาดตระเวนที่มองเห็นได้แต่ไกลแล้วยังมีผู้คนสัญจรผ่านไปมาไม่น้อย กระทั่งถนนยังกว้างขึ้นกว่าเดิม

นี่เป็นถนนการค้าสายหลักที่หากจะไปจงหยวนจำเป็นต้องผ่าน ย่อมต้องเจริญกว่าข้างนอกประตูเมืองทิศอื่นมากนัก เฟิงซุ่นอินเองก็มาถึงเหลียงโจวผ่านถนนสายนี้ ถึงแม้จะเคยเห็นมาแล้ว แต่ตอนที่ออกจากเมืองมานางก็ยังคงลอบมองสำรวจกำแพงเมืองอีกรอบหนึ่ง

หลังเดินทางถึงทุ่งโล่ง พลันได้ยินเสียงกีบเท้าม้าดังมา

เฟิงซุ่นอินแยกทิศทางไม่ออก นางรีบกระชับบังเหียนมองหาที่มาของเสียงทันที ทว่ากลับเห็นมู่ฉางโจวที่อยู่ด้านหน้าฝั่งขวาหันหน้ามามองนาง

นางจึงนั่งเฉยไม่ขยับแทน คิดในใจว่า คงไม่ได้มีอันตรายอีกแล้วหรอกนะ

ขบวนเดินทางหยุดลงชั่วคราว ไม่ช้าก็มีม้าเร็วตัวหนึ่งวิ่งฝุ่นตลบเข้ามาใกล้ คนบนหลังม้าแต่งกายแบบชาวบ้านคนหนึ่ง แต่ทันทีที่ลงจากหลังม้ากลับคุกเข่าลงบนพื้น เอ่ยขอรับผิดกับมู่ฉางโจวติดๆ กัน “ท่านผู้บัญชาการโปรดไว้ชีวิตด้วย ก่อนหน้านี้พวกเราตาไร้แวว…”

เฟิงซุ่นอินรับชมเงียบๆ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แค่รู้สึกว่าสำเนียงของเขาฟังดูพิเศษ เหมือนไม่ใช่ชาวฮั่น

มู่ฉางโจวนั่งนิ่งเฉยอยู่บนหลังม้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่นทุ้มต่ำ “กลับไปเตรียมตัวให้ดี ช่วงนี้อย่าโผล่หน้ามาอีก”

ผู้ที่มารีบโขกศีรษะติดต่อกัน “ขอรับๆ…” พูดพร้อมเดินเข่าถอยหลังไป

“รอก่อน” มู่ฉางโจวยกมือข้างที่ถือธนูชี้ไปทางด้านหลัง “นี่คือฮูหยิน”

ผู้ที่มาหยุดชะงัก จากนั้นขึ้นหน้ามาใหม่อีกครั้งกะทันหัน ก่อนคารวะไปทางม้าของเฟิงซุ่นอิน “ขออภัยขอรับฮูหยิน ครั้งหน้าไม่กล้าอีกแล้วขอรับ”

มู่ฉางโจวโบกมือ เขาถึงได้คลานลุกขึ้นมา รีบขึ้นขี่ม้าจากไปในที่สุด

จนกระทั่งตอนนี้เฟิงซุ่นอินถึงฟังสำเนียงของเขาออกชัดเจน คล้ายจะเป็นสำเนียงชาวซาถัว มองดูเขาควบม้าห้อตะบึงไปไกล แล้วคิดเชื่อมโยงกับคำพูดขอรับผิดเมื่อครู่นี้ของเขา นางมุ่นหัวคิ้ว คงไม่ใช่โจรทะเลทรายที่ข้าเจอก่อนเข้าเมืองเหลียงโจวหรอกนะ

หูเป้ยเอ๋อร์แค่นเสียงดังขึ้นที่ด้านหลัง “รู้จักปลอมตัวมาขอโทษ ยังพอมีหัวคิดอยู่บ้าง”

มู่ฉางโจวพลันหันมามองนางทีหนึ่ง

เฟิงซุ่นอินสบสายตากับเขาแล้วผละไป ไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น รู้ว่าเขากำลังเตือนเรื่องที่เมื่อคืน ‘ปรึกษา’ กันเรียบร้อยแล้ว ก็แค่ให้นางทำเป็นไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น

ขบวนเดินทางต่อไปข้างหน้าแล้วเลี้ยวขวา ย่ำผ่านถนนสายเล็กที่หญ้าขึ้นรกชัฏ เดินทางไปข้างหน้าอย่างไร้จุดมุ่งหมายสักระยะหนึ่ง ภาพตรงหน้าพลันเปิดกว้างขึ้น ตรงหน้าบริเวณใกล้กับภูเขาเผยภาพกระโจมสีเทาขาวเรียงรายกันให้เห็น

เฟิงซุ่นอินหันไปมองทันที คาดเดาได้อยู่แล้วว่าข้างนอกของแต่ละประตูเมืองล้วนมีค่ายทหารตั้งอยู่ ไม่ผิดจริงๆ ด้วย

ขบวนเดินทางหยุดลงข้างนอกประตูค่าย ทุกคนต่างลงจากหลังม้า ในค่ายมีทหารออกมาต้อนรับแล้ว ต่างพากันคารวะพวกเขา

อาจเพราะไม่เคยเห็นคนพาฮูหยินมาที่ค่ายด้วยมาก่อน พวกเขาจึงคอยมองมาทางเฟิงซุ่นอินเป็นระยะ

มู่ฉางโจวหันกลับมาเอ่ย “เจ้าดูอยู่ข้างนอกค่ายเถอะ วันนี้มาตรวจค่าย เจ้าคงไม่สนใจนัก”

เฟิงซุ่นอินที่เพิ่งลงจากหลังม้าแกล้งผงกศีรษะด้วยท่าทีไม่สนใจจริงๆ ก่อนเดินไปด้านข้างอย่างไม่คิดอะไร “เช่นนั้นข้าแค่เดินเล่นอยู่รอบนอกแล้วกันเจ้าค่ะ”

มู่ฉางโจวเห็นนางเดินแยกไปแล้ว จึงเอ่ยกับคนที่อยู่ด้านหลัง “พวกเจ้ารออยู่ตรงนี้ ดูนางไว้ด้วย” พูดจบก็นำคนอื่นเข้าไปในประตูค่าย

หูเป้ยเอ๋อร์กับจางจวินเฟิ่งได้รับคำสั่งแล้วเข้าใจความหมายของเขา ได้แต่ยืนคุมอยู่คนละข้างของทางเข้าค่าย คอยจับตาดูเฟิงซุ่นอิน ไม่กล้าปล่อยให้นางเจออันตรายอีกเหมือนเมื่อวาน

ภูเขาลูกที่อยู่ใกล้ไม่นับว่าสูง ทว่าชันผิดปกติ รวมถึงมีแต่หินแหลมคม ถือเป็นข้อได้เปรียบทางธรรมชาติ

เฟิงซุ่นอินเดินไปทางภูเขาฝั่งที่ติดกับค่ายทหาร ขึ้นไปยืนบริเวณที่สูงเล็กน้อย เก็บภาพทั้งหมดของค่ายทหารเข้ามาในสายตา ขนาดไม่แตกต่างจากค่ายที่นางมองเห็นจากพื้นที่ซากปรักหักพังเมื่อวานนัก

ไม่อาจเข้าไปในค่าย ซ้ำรอบด้านยังมีทหารเฝ้ายาม หลังรับชมจากตรงนี้เสร็จนางก็ไม่มีอย่างอื่นให้ดูแล้ว แต่ยังคงไม่เลว อย่างน้อยตอนนี้นางยังออกมาข้างนอกได้อยู่

นางจดจำไว้ในใจเงียบๆ เมื่อหันหน้าไปกลับเห็นจางจวินเฟิ่งและหูเป้ยเอ๋อร์ยืนอยู่ตรงประตูค่าย ข้างนอกประตูยังมีพลธนูยืนเรียงแถวอีกหนึ่งแถว ทุกใบหน้าต่างหันมาทางตนเอง นางได้แต่แสร้งทำเป็นมองทิวทัศน์รอบข้างต่อ

โดยไม่รู้ตัวเวลาก็ผ่านไปนานมากแล้ว แต่เฟิงซุ่นอินกลับยังยืนอยู่ด้านข้างภูเขาฝั่งนั้น

จางจวินเฟิ่งยืนถอนหายใจอยู่ตรงประตูค่าย “ข้าเป็นถึงรองผู้บัญชาการ เหตุใดต้องมาทำเรื่องประเภทคุ้มกันคนด้วย”

หูเป้ยเอ๋อร์จับตามองทางนั้น รู้สึกไม่เข้าใจ “นางอยู่ในจวนผู้บัญชาการสบายเพียงใด มีอะไรไม่ดีกว่าอารามเต๋าที่นางเคยอยู่บ้าง จะมาเขียนตำราทำอันใด…”

“อารามเต๋าอะไร” เสียงของมู่ฉางโจวดังลอยมา

หูเป้ยเอ๋อร์หันไปเห็นเขาออกมาแล้วก็ยืนตัวตรงเอ่ย “อารามเต๋าอย่างไรเล่าขอรับ สมัยอยู่ฉางอันฮูหยินพำนักอยู่ที่นั่น ตอนข้ารับตัวเจ้าสาวกลับมาไม่ได้แจ้งท่านผู้บัญชาการหรือ”

มู่ฉางโจวเอ่ย “เรื่องที่เจ้าพูดมากที่สุดคือเฟิงอู๋จี๋อารมณ์เสียมาตลอดทาง”

หูเป้ยเอ๋อร์ตกใจระคนแปลกใจ “ท่านผู้บัญชาการรู้นามของคุณชายสกุลเฟิงได้อย่างไร ข้าเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำ!”

จางจวินเฟิ่งหันมามองทันที

มู่ฉางโจวไม่ได้ตอบอะไร เขามองไปทางเฟิงซุ่นอิน เห็นนางลงมาจากที่สูงตรงนั้นแล้ว ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไร ตอนเดินลงชายกระโปรงจึงเกี่ยวโดนหินแหลมคมเล็กน้อย ทำนางตัวเซถลาเกือบล้มลง ทว่าคว้าก้อนหินด้านข้างเอาไว้ได้ทันถึงยังยืนอยู่ได้ หลังจากยืดตัวตรงแล้วนางมองมือปราดหนึ่ง ก่อนเดินลงมาข้างล่างต่อ

หูเป้ยเอ๋อร์หันไปเห็นแล้วร้องจิ๊ๆ พลางเอ่ย “เห็นได้ว่าตกอับเองก็มีข้อดีของการตกอับ อย่างน้อยก็ไม่บอบบาง ยังปีนขึ้นลงที่สูงเช่นนี้ได้”

มู่ฉางโจวมองไปทางด้านนั้นขณะเอ่ยกับพวกเขา “ข้าตรวจสอบข้างในเสร็จแล้ว พวกเจ้าเองก็ไปตรวจดูรอบหนึ่ง”

หูเป้ยเอ๋อร์เลิกมองแล้วกลับมาเอาจริงเอาจังทันที จางจวินเฟิ่งเองก็ไม่ได้ถามมากความ ทั้งสองเข้าไปตรวจตราในค่ายด้วยกัน

พลธนูจูงม้ามาตรงประตูค่าย มู่ฉางโจวไม่ได้ออกคำสั่งให้เตรียมเดินทาง เขายื่นธนูในมือให้อีกฝ่ายแล้วเดินผละจากประตูค่ายมา

 

เฟิงซุ่นอินกำลังเดินไปพลางมองสำรวจภูมิประเทศรอบข้างไปพลาง ทันใดนั้นก็หันไปเห็นมู่ฉางโจวเดินมาหา นางจึงได้แต่เลิกมองแล้วเดินเข้าไปหาเงียบๆ แค่ทำเป็นมองรอบข้างส่งๆ

มู่ฉางโจวเดินมาถึงตรงหน้า มองมือนางหนหนึ่งแล้วผ่อนฝีเท้าลง ก่อนจะเดินไปทางด้านขวาของนาง สายตากวาดมองรอบด้าน “จวบจนวันนี้ยังไม่เคยถามสถานการณ์ของบ้านท่านพ่อตาเลย ทุกวันนี้อินเหนียงยังเหลือใครในครอบครัวบ้าง”

เฟิงซุ่นอินถูกเขาถามถึงเรื่องนี้โดยไม่ทันตั้งตัว นางเม้มปากก่อนตอบ “ท่านแม่กับน้องชายเจ้าค่ะ”

“คนอื่นๆ เล่า”

“บ้างจากไป บ้าง…” เฟิงซุ่นอินไม่ได้พูดต่อ

มู่ฉางโจวหยุดเดิน ผงกศีรษะเอ่ย “เสียใจด้วย”

เฟิงซุ่นอินอดมองเขาไม่ได้ ไม่ว่าจะพูดอย่างไรเขาก็เคยอยู่ที่สกุลเฟิงนานถึงสี่ปี นึกไม่ถึงว่าจะมีแค่ประโยคเรียบง่ายอย่าง ‘เสียใจด้วย’ เพียงประโยคเดียวเช่นนี้ ทันใดนั้นก็นึกถึงเรื่องที่รู้มาเมื่อวาน นางเอ่ยอย่างอึดอัดใจ “เพิ่งทราบว่าอู่เวยจวิ้นกงเองก็ไม่อยู่แล้วเช่นกัน”

มู่ฉางโจวมองนาง ก่อนเอ่ยอย่างเข้าใจ “ได้ยินว่าเมื่อวานลู่เถียวแวะมาที่จวน ต้องเป็นเขาบอกแน่ๆ ใช่แล้ว ไม่อยู่กันหมดแล้ว”

ไม่อยู่กันหมดแล้ว? เฟิงซุ่นอินคิดในใจว่า ถ้าเช่นนั้นจวิ้นกงฮูหยินก็คงไม่อยู่แล้ว แต่น้ำเสียงของเขากลับไม่เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย

มู่ฉางโจวเดินผ่านไปทางขวาของนางราวสิบก้าวถึงหยุดลง หันมาเอ่ยเรียกเสียงดัง “มาตรงนี้”

ความคิดของเฟิงซุ่นอินยังติดอยู่กับประโยคเมื่อครู่นี้ของเขา นางเดินเข้าหาด้วยสีหน้าเย็นชา

มู่ฉางโจวใช้ปลายเท้าสะกิดพื้น “เด็ดใบหญ้าพวกนี้มาขยำ”

เฟิงซุ่นอินถึงเพิ่งเห็นว่าที่ปลายรองเท้าของเขามีต้นหญ้าเถาเล็กใบยาวขึ้นอยู่ นางเลิกม่านโปร่งขึ้นถาม “ทำอันใดเจ้าคะ”

มู่ฉางโจวเอ่ยเสียงเรียบเรื่อย “เรื่องที่ปรึกษากันเรียบร้อยแล้ว อินเหนียงลืมอีกแล้วหรือ”

“…” กระทั่งเรื่องนี้ก็ต้องทำเป็นไม่รับรู้ด้วยหรือไร เฟิงซุ่นอินก้มลงเด็ดใบหญ้าสองสามใบ ขยี้ในมืออย่างหงุดหงิด “จากนั้นเล่าเจ้าคะ”

มู่ฉางโจวเอ่ย “ขยี้จนมีน้ำออกมา แล้วทาลงบนมือ สามารถสลายเลือดคั่งได้”

เดิมทีเฟิงซุ่นอินก็ถูกคำพูดของเขาทำให้หงุดหงิด เวลานี้ยิ่งอารมณ์เสียกว่าเดิม นางปล่อยม่านโปร่งลง หันตัวกลับเตรียมเดินจากไป “พี่รองมู่ไปแกล้งคนอื่นแทนเถิด”

มู่ฉางโจวได้แต่ก้าวออกมาขวางทางนางไว้

เฟิงซุ่นอินเพิ่งจะมุ่นหัวคิ้วก็ช้อนสายตาขึ้นเห็นเขาเอาใบหญ้าบนมือนางที่ไม่ได้ขยี้จนเละไป ก่อนใช้ปลายนิ้วออกแรงบีบ มืออีกข้างจับมือนางขึ้นมากะทันหัน หยดน้ำลงไปบนหลังมือนาง

เฟิงซุ่นอินแสบวาบขึ้นมาทันควัน ถึงเพิ่งรู้ตัวว่าหลังมือตนเองบวมขึ้นมา เกิดจากกระแทกโดนหินแหลมคมที่คว้าไว้ตอนเกือบหกล้มเมื่อครู่นี้ เดิมทีแค่ขึ้นสีแดงเล็กน้อย แต่ตอนนี้กลับบวมช้ำเขียวไปแล้ว นางเอาแต่สนใจมองรอบข้างจนไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้ นางมองมู่ฉางโจว ถึงเพิ่งรู้ว่าเมื่อครู่นี้เขาหมายถึงเรื่องนี้ เดิมทีตั้งใจให้นางจัดการด้วยตนเอง

ทันใดนั้นนางก็รู้สึกได้ถึงปลายนิ้วหัวแม่มือของเขาที่ลูบผ่านหลังมือตนเองเบาๆ นางหดปลายนิ้วกลับมาทันใด สายตาเหลือบมองมือของเขา มือข้างนั้นเคยเลิกม่านโปร่งของนาง ปลายนิ้วทั้งห้าเรียวยาว หลังมือเผยเส้นเลือดสีเขียวเลือนราง ไม่มีความขาวผ่องเฉกเช่นวัยเยาว์อีก ท้องนิ้วโป้งที่ลูบหลังมือนางเองก็แอบหยาบกร้าน ตรงที่สัมผัสยังรู้สึกอุ่นวาบ น้ำจากหญ้าที่แผ่ซึมกลับเย็นซ่าน นางมองเขาอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว ก่อนสบสายตากับเขาที่เงยขึ้นมามองพอดี นางจึงดึงมือกลับไป

มู่ฉางโจวยืดตัวตรง โยนซากใบหญ้าที่แห้งแล้วทิ้ง “เรียบร้อย แกล้งเสร็จแล้ว”

เฟิงซุ่นอินกำมืออย่างไม่เป็นธรรมชาติ ก่อนหันตัวเดินกลับไปทันที

 

หูเป้ยเอ๋อร์กับจางจวินเฟิ่งที่ตรวจตราค่ายเสร็จพอออกมาก็มองเห็นเฟิงซุ่นอินเดินกลับมาจากที่ไกลๆ ในที่สุด หลังมือข้างหนึ่งของนางทาน้ำสีเขียว เห็นแล้วสะดุดตาเป็นพิเศษ แต่ทันทีที่เข้าใกล้ก็เก็บมือซ่อนในแขนเสื้อแล้ว

“ได้รับบาดเจ็บเสียแล้ว?” หูเป้ยเอ๋อร์เอ่ยเสียงเบา

จางจวินเฟิ่งเอ่ย “นึกไม่ถึงว่านางยังรู้จักหาสมุนไพรมาทาด้วย”

เพิ่งพูดจบมู่ฉางโจวก็กลับมา เขาเดินมาพลางสะบัดมือพลาง

หูเป้ยเอ๋อร์เพิ่งคิดจะถามว่าจะออกเดินทางเมื่อไร พลันเห็นว่าบนมือเขาเองก็ติดคราบสีเขียวเช่นเดียวกัน จึงแปลกใจขึ้นมาทันใด “ท่านผู้บัญชาการเองก็ได้รับบาดเจ็บหรือขอรับ”

“เปล่า” มู่ฉางโจวสะบัดมืออีกครั้ง บนนั้นติดคราบสีเขียว ดูเหนียวเหนอะแปลกๆ

“เช่นนั้นเหตุใด…” หูเป้ยเอ๋อร์ยังคิดชะเง้อหน้ามามอง

มู่ฉางโจวตวัดสายตามองเขา

หูเป้ยเอ๋อร์เลิกมองทันที “ไม่มีอะไรขอรับๆ”

* เข็มขัดเตี๋ยเซี่ย เป็นเข็มขัดคาดเอวที่มีสายหนังเล็กๆ ยื่นออกมาใช้สำหรับห้อยสิ่งของขนาดเล็ก โดยวัสดุที่ใช้และจำนวนสิ่งของที่ประดับด้านข้างยังบ่งบอกถึงสถานะของผู้ใช้งานด้วย

* ยามเฉิน คือช่วงเวลา 07.00 น.ถึง 09.00 น.

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 28 .. 69

หน้าที่แล้ว1 of 9

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: