บทที่ 7
เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิเต็มที่แล้ว บรรยากาศฤดูใบไม้ผลิของเหลียงโจวกลับยังหนาวเหน็บ ภายในจวนเองก็มีเพียงสีเขียวบางตา พุ่มไม้เลียบระเบียงทางเดินของเรือนหลังบางส่วนมีกิ่งก้านอ่อนงอกเงย เพิ่งผุดดอกตูมดุจเกล็ดหิมะขึ้นมาเพียงเล็กน้อย
ตั้งแต่เช้าตรู่ เซิ่งอวี่ถือกระดิ่งลมที่ทำจากแผ่นหยกใสบางเป็นชิ้นๆ ไปแขวนไว้ที่ประตูห้องตะวันออกที่เฟิงซุ่นอินพำนักอยู่ ส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊งออกมา
เฟิงซุ่นอินยืนอยู่ข้างประตู ฟังเสียงใสกังวานนี้แล้วผงกศีรษะเอ่ย “ใช้ได้แล้ว”
เซิ่งอวี่เก็บมือแล้วถามขึ้น “เหตุใดฮูหยินถึงให้แขวนสิ่งนี้หรือเจ้าคะ”
เฟิงซุ่นอินเอ่ย “สิ่งนี้ที่ฉางอันเรียกว่ากระดิ่งลม สามารถใช้บอกทิศทางลมได้”
เซิ่งอวี่คิดเพียงว่านางอยากบรรเทาความคิดถึงบ้านเกิด ทว่าก็รู้สึกว่าตำแหน่งนี้ไม่เหมาะสม “ให้บ่าวเอาไปแขวนไว้ใต้ชายคาแทนฮูหยินเถิดเจ้าค่ะ ตำแหน่งนี้ลมไม่พัดผ่าน ทั้งยังอยู่เหนือบานประตู เวลาเปิดปิดประตูล้วนส่งเสียงดัง เวลามีคนเข้ามาใกล้ก็โดนได้ง่าย”
เฟิงซุ่นอินคิดในใจว่า เช่นนั้นไม่ใช่พอดีเลยหรือ มิฉะนั้นจะยังแขวนมันทำอันใด “ไม่เป็นไร ปล่อยไว้เช่นนี้นี่ล่ะ”
ยังไม่ทันพูดจบสายตาก็มองไปทางห้องหลักด้านนั้นแล้ว พลันเห็นประตูห้องหลักเปิดออก เงาร่างสะดุดตาร่างนั้นเดินออกมา นางหันหน้าเดินกลับเข้าห้องทันที
ในไม่ช้าก็เหลือบเห็นเซิ่งอวี่คารวะอยู่หน้าประตู ตอนที่เขาเดินผ่านน่าจะหยุดเล็กน้อย ต่อมาก็ไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรอีก ตัวคนน่าจะไปที่เรือนชั้นนอกแล้ว เฟิงซุ่นอินรีบเดินไปที่ประตูอีกครั้ง ข้างนอกไม่เห็นเงาของมู่ฉางโจวแล้วดังคาด
นางค่อนขอดอยู่ในใจ ออกไปทั้งอย่างนี้แล้วหรือ ผ่านมาหลายวัน เขาคงไม่ได้ลืมเรื่องที่ตกลงกันวันนั้นไปแล้วหรอกนะ
ยังไม่ทันคิดจบก็เห็นชางเฟิงก้าวเดินไวมาจากทางเรือนชั้นนอก เมื่อมาถึงหน้าประตูก็ก้มหน้าเอ่ย “รบกวนฮูหยินเตรียมตัวด้วยขอรับ วันนี้ท่านผู้บัญชาการจะออกไปข้างนอก ได้ไปรออยู่หน้าประตูจวนแล้วขอรับ”
เฟิงซุ่นอินโล่งใจขึ้นมาทันควัน นางผงกศีรษะอย่างสุขุม “เข้าใจแล้ว”
ชางเฟิงกลับไปรายงานผล
เซิ่งอวี่ฟังออกว่านางจะออกจากจวน จึงหมายรีบเข้าห้องไปช่วยนางเตรียมตัว
แต่เฟิงซุ่นอินชิงนำเดินกลับเข้าห้องก่อนแล้ว มือคว้าหมวกม่านแพรเสร็จก็เดินออกไปข้างนอก ความจริงนางเตรียมตัวเรียบร้อยแต่แรกแล้ว นางเดินเร็วเกินไป แม้แต่กระดิ่งลมที่แขวนอยู่เหนือประตูยังถูกแขนเสื้อนางปัดผ่านจนส่งเสียงดังขึ้นมา
หลังเดินออกจากประตูจวนก็เห็นมู่ฉางโจวกำลังรออยู่ที่หน้าประตูจริงๆ เขากำลังสวมปลอกแขน พอหันมาเห็นนางก็เอ่ยคล้ายแฝงความนัย “มาไวนัก”
เฟิงซุ่นอินสวมหมวกม่านแพรให้เรียบร้อย ก่อนตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ “เกรงว่าช้าแล้วจะเสียเวลางานเจ้าค่ะ”
มู่ฉางโจวคล้ายไม่ได้ใส่ใจนักเช่นกัน เขาก้าวลงบันได “เช่นนั้นก็ไปกันเถิด”
ด้านล่างขั้นบันไดมีหูเป้ยเอ๋อร์กับจางจวินเฟิ่งยืนจูงม้ารออยู่ สายตาของพวกเขาต่างมองมาที่เฟิงซุ่นอิน เบื้องหลังของทั้งสองยังมีพลธนูกลุ่มที่เจอตอนออกไปรับยืนอยู่ ดูท่าจะเป็นองครักษ์ข้างกายมู่ฉางโจวกันทั้งสิ้น
หูเป้ยเอ๋อร์ยกมือขึ้นคารวะให้นางเล็กน้อย ก่อนชี้ไปยังม้าสีน้ำตาลแดงตัวหนึ่งตรงเชิงบันไดแล้วเอ่ยเสียงดัง “ได้ยินว่าฮูหยินจะไปด้วยกัน เช่นนั้นก็ได้แต่ขี่ม้าแล้วขอรับ!”
เฟิงซุ่นอินเดินไปทางม้า นางมองม้าตัวนั้นปราดหนึ่ง ก่อนหันไปถามมู่ฉางโจว “ตัวนี้เตรียมให้ข้าหรือเจ้าคะ”
มู่ฉางโจวตวัดกายขึ้นขี่ม้าสีดำของตนเอง ก่อนผงกศีรษะ
เฟิงซุ่นอินจัดแขนเสื้อกับชายชุด ก่อนคว้าบังเหียนเหยียบโกลนแล้วขึ้นขี่ม้าได้อย่างคล่องแคล่ว ทันทีที่ขึ้นนั่งม้าก็ออกวิ่งเหยาะๆ พานางวิ่งนำหน้าไปก่อน
หูเป้ยเอ๋อร์เบิกตากว้าง จ้องมองเงาร่างที่ขี่ม้าออกไปของนางเขม็ง ช่ำชองถึงเพียงนี้เชียว?
จางจวินเฟิ่งที่อยู่ด้านข้างเองก็มองตามไปอย่างห้ามไม่ได้
มู่ฉางโจวรับดาบจากชางเฟิงมาเหน็บไว้ที่เข็มขัดเตี๋ยเซี่ย* ทั้งยังยื่นมือไปรับธนูยาวอีกคันหนึ่งมา จากนั้นควบม้าไปข้างหน้า ตอนที่ผ่านพวกเขาสองคนก็เอ่ยว่า “นางเป็นบุตรสาวอดีตเสนาบดีกรมทหาร ขี่ม้าได้มีอะไรให้น่าแปลกใจกัน”
ทั้งสองถึงเลิกมองในที่สุด รีบขึ้นม้าขี่ตามเขาไป