ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน ท่านผู้เป็นดั่งดวงใจ บทที่ 7-9
เฟิงซุ่นอินปล่อยให้ม้าวิ่งเหยาะๆ ไปข้างหน้าสักพักก็รั้งบังเหียนหยุด เมื่อเหลียวหลังมองก็พบว่ามู่ฉางโจวควบม้ามาหาแล้ว
นางกุมบังเหียนพลางมองสำรวจ ชุดผ้าไหมสีเขียวครามบนตัวเขากระชับเข้ารูป เอวห้อยดาบ แขนคล้องคันธนู กระทั่งว่าดูองอาจยิ่งกว่าเมื่อครั้งที่กลับมาพบกันอีกคราในราตรีนั้น นางเอ่ยอย่างอดไม่ได้ “เพิ่งเคยเห็นพี่รองมู่แต่งกายเช่นนี้เป็นครั้งแรก”
มู่ฉางโจวมองสำรวจนางขึ้นลง ก่อนเผยยิ้ม “ข้าเองก็เพิ่งเคยเห็นอินเหนียงในสภาพเช่นนี้เป็นครั้งแรก” พูดจบก็เร่งม้านำหน้าไปก่อน
เฟิงซุ่นอินมองเขาอีกครั้ง แต่มองไม่ออกว่าเขายิ้มด้วยเรื่องใด จากนั้นจึงควบม้าไล่ตามไป
ด้านหลังเว้นระยะห่างเพียงช่วงสั้นๆ หูเป้ยเอ๋อร์เอียงคอกระซิบเอ่ยกับจางจวินเฟิ่งว่า “ท่านรองได้ยินหรือไม่ พวกเขาเรียกกันว่า…”
จางจวินเฟิ่งมองไปข้างหน้าด้วยความรู้สึกแปลกใจเช่นเดียวกัน
“จิ๊ เพิ่งกี่วันเอง” หูเป้ยเอ๋อร์ตกใจระคนประหลาดใจ “ข้ายังนึกว่าคู่สามีภรรยาใหม่จะให้ความสำคัญกับการเคารพให้เกียรติกัน แต่พวกเขากลับสนิทสนมกันเพียงนี้แล้ว กลับคล้ายเป็น…”
“คนรู้จักกันดี?” จางจวินเฟิ่งเอ่ยต่อ
“มิใช่หรอกหรือ!”
ขบวนเดินทางเรียงแถวเป็นเส้นตรง ไม่ได้เดินอยู่บนถนนใหญ่ของเมือง แต่เลือกเส้นทางเล็กออกไปจากประตูเมือง
ผ่านไปสักพักใหญ่ มู่ฉางโจวเหลียวหลังไปก็เห็นเฟิงซุ่นอินกำลังขี่ม้าอยู่ด้านหลังฝั่งซ้ายของเขา อยู่ห่างออกไปไกลระยะหนึ่ง
เขาสังเกตขึ้นมากะทันหันว่านางมักชอบเดินอยู่ทางซ้ายคล้ายเจตนาแต่ก็ไม่เจตนา เว้นตำแหน่งทางด้านขวาไว้ให้เขา เขาหันกลับไปกระตุกบังเหียนเบี่ยงไปทางด้านซ้าย
เฟิงซุ่นอินไม่ทันสังเกตแววตาของอีกฝ่าย ตั้งแต่ออกเดินทางสายตาของนางก็ไม่เคยอยู่ว่าง นับตั้งแต่ถนนเล็กในตัวเมือง กำแพงเมืองกับหอประตูเมืองตอนออกมา จนกระทั่งทุ่งโล่งหลังออกจากเมืองผืนนี้ นางมองสำรวจไปทั่ว เมื่อหันหน้ากลับไปถึงรู้สึกตัวว่ามู่ฉางโจวขี่ม้ามาอยู่ทางซ้ายของตนเอง ใกล้จะขี่ม้าขนานกันอยู่แล้ว
นางหย่อนบังเหียนผ่อนความเร็วลง พอเขานำไปข้างหน้าได้เล็กน้อย นางก็ค่อยๆ เบี่ยงม้าไปทางซ้ายอีกครั้ง ปล่อยให้เขาอยู่ด้านขวาเช่นเดิม
มู่ฉางโจวสังเกตเห็นทันทีที่เหลือบมองไปข้างหลัง ตอนอยู่ที่จวนผู้บัญชาการใหญ่ก็เป็นเช่นนี้ นางมีความยึดติดบางอย่างกับด้านซ้ายหรือไร
ดูเหมือนจะมีเสียงฝีเท้าม้าใกล้เข้ามา เดิมทีเฟิงซุ่นอินหลงนึกว่าฟังผิด แต่หลังจากหันมองหาไปรอบหนึ่งถึงพบว่าด้านหน้าทางขวาห่างออกไปมีพลทหารราวสิบกว่านายควบม้าเข้าหา แต่ละนายต่างสวมชุดเกราะและเหน็บดาบเอาไว้ที่เอว
พวกเขาเข้ามาใกล้แล้ว และต่างพากันหยุดคารวะให้กับมู่ฉางโจว
มู่ฉางโจวรั้งบังเหียนม้าให้หยุด “วันนี้ลาดตระเวนกี่รอบแล้ว”
กี่รอบ? เฟิงซุ่นอินมองสำรวจคนกลุ่มนั้นผ่านม่านโปร่ง นึกไม่ถึงว่าการป้องกันของเหลียงโจวจะเข้มงวดถึงเพียงนี้ แม้แต่การลาดตระเวนนอกเมืองก็ยังต้องทำบ่อยครั้ง
พลทหารผู้เป็นหัวหน้าเอ่ยตอบ “ตั้งแต่ช่วงเช้าถึงตอนนี้ก็สามรอบแล้วขอรับ”
มู่ฉางโจวผงกศีรษะ
พวกเขาคำนับลาแล้วหมุนม้ากลับไป เดินทางต่อเพื่อลาดตระเวน
เฟิงซุ่นอินมองพวกเขาจากไปแล้วก็มองไปยังทิศทางที่พวกเขามา ห่างออกไปเป็นเทือกเขาเรียงตัวต่อเนื่อง บริเวณตีนเขาคล้ายมีค่ายทหารตั้งอยู่ มิน่าเล่าพวกเขาถึงมาจากทางด้านนั้น
“ที่นี่มีแต่เรื่องงาน คงไม่มีเรื่องแปลกใหม่อย่างที่เจ้าคาดหวังไว้หรอก” เสียงของมู่ฉางโจวดังขึ้นกะทันหัน
เฟิงซุ่นอินเก็บสายตากลับมาแล้ว นางหันขวามองเงาร่างบนหลังม้าตรงหน้าแล้วเอ่ย “พวกท่านยุ่งกับงานไป ข้าชมดูทัศนียภาพขุนเขาธาราไปเรื่อยก็พอแล้วเจ้าค่ะ”
จางจวินเฟิ่งเอ่ยขึ้นจากทางด้านหลัง “ทีแรกนึกว่าหัวหน้าหูพูดไปเรื่อย นึกไม่ถึงว่าฮูหยินจะเขียนต้นฉบับจริงๆ”
เขาเอ่ยเสียงไม่ดัง อีกทั้งเฟิงซุ่นอินอยู่ห่างจากเขาและหันหลังให้ สายตาของนางยังคงมองไปข้างหน้า ไม่ได้ให้ความสนใจ
จางจวินเฟิ่งแค่ถือว่าถูกนางเมินใส่อีกแล้ว จึงปิดปากเงียบเสียเลย
มู่ฉางโจวมองเฟิงซุ่นอินทีหนึ่งอย่างห้ามไม่ได้ สีหน้านางเป็นปกติ ดูไม่คล้ายตั้งใจเมินผู้อื่น
เฟิงซุ่นอินหันมามองเขากะทันหัน นางเอ่ยประหนึ่งเมื่อครู่นี้ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น “จากนี้จะไปที่ใดต่อเจ้าคะ”
มู่ฉางโจวสงสัยว่านางอาจไม่ได้ยินคำพูดของจางจวินเฟิ่งด้วยซ้ำ ก่อนตอบ “ไปข้างหน้าต่อ”
เฟิงซุ่นอินยังหลงนึกว่าเขาจะเดินทางไปยังค่ายแห่งนั้น นึกไม่ถึงว่าจะไม่ได้ไป จึงชี้บอก “ข้าเห็นว่าตรงนั้นมีซากปรักหักพัง อยากแวะไปดูก่อนแล้วค่อยออกเดินทางต่อเจ้าค่ะ”
ด้านหน้าฝั่งขวามีซากปรักหักพังอยู่จริงๆ มู่ฉางโจวกวาดตามองแล้วเอ่ย “รีบไปโดยเร็ว ดูเสร็จก็ออกเดินทางต่อทันที”
เฟิงซุ่นอินผงกศีรษะ นางบังคับม้าไปข้างหน้า พอเดินทางถึงซากปรักหักพังแห่งนั้นแล้วก็ลงจากหลังม้า
มู่ฉางโจวโบกมือสั่งพลธนูสองนายที่อยู่ด้านหลัง เจตนาให้พวกเขาไปคุ้มกันความปลอดภัยให้นาง เขายืนรออยู่บนถนนชั่วคราว ทันใดนั้นก็กวาดตามองสำรวจรอบข้างกะทันหัน
จางจวินเฟิ่งที่โดนเล่นงานอีกแล้ว เดิมทีอึดอัดใจอยากหลบออกไป ขณะนี้เห็นผู้บังคับบัญชามองสำรวจรอบด้านถึงได้ควบม้าเข้าหา “ท่านผู้บัญชาการสัมผัสได้ถึงความผิดปกติหรือขอรับ”
มู่ฉางโจวเอ่ย “เงียบเกินไป”
จางจวินเฟิ่งเข้าใจ หันกลับไปเรียกหูเป้ยเอ๋อร์ให้จัดแจงส่งคนไปตรวจสอบ
เฟิงซุ่นอินเดินผ่านซากปรักหักพัง นางเลิกม่านโปร่งบนหมวกม่านแพร ถึงแม้จะอยู่ไกลมาก แต่ยังคงพอเห็นค่ายทหารได้คร่าวๆ
ตรงนั้นเป็นค่ายทหารแห่งหนึ่งจริงๆ วิเคราะห์จากขนาดแล้วมากพอรับรองคนไม่น้อยกว่าแปดร้อยถึงหนึ่งพันคน ค่ายตั้งอยู่ตรงนี้ก็เพื่อเป็นแนวป้องกันหน้าประตูเมืองแน่นอน เมื่อครู่นี้พวกเขาเดินทางออกจากประตูเมืองทิศตะวันตก อาจเป็นไปได้ว่าที่ประตูเมืองอื่นก็มีค่ายลักษณะเดียวกันนี้ตั้งอยู่เช่นกัน…
นางใคร่ครวญจดจำไปพลางเดินออกจากซากปรักหักพังไปพลาง ฉับพลันนั้นก็ได้ยินเสียงหวีดแหลมดังขึ้น หูซ้ายของนางเจ็บแปลบขึ้นมา รีบยกมือขึ้นอุดหูทันใด
Comments



