ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน ท่านผู้เป็นดั่งดวงใจ บทที่ 7-9
จางจวินเฟิ่งขี่ม้าย้อนกลับมาหามู่ฉางโจวแล้ว “ทหารลาดตระเวนพบว่ามีสายลับลอบเข้ามา ตอนนี้ยังหนีไปได้ไม่ไกลขอรับ”
“จับเป็น!” มู่ฉางโจวออกคำสั่งเสร็จก็กระตุกบังเหียนควบม้าไปทางด้านขวา ห้อตะบึงไปถึงข้างกายเฟิงซุ่นอินพร้อมเอ่ยอย่างรวดเร็ว “ขึ้นม้าตามข้ามา” พูดจบมุ่งหน้าไปต่อทันที
คนและม้ารอบข้างต่างรีบติดตามไป
เฟิงซุ่นอินเพิ่งลดมือที่อุดหูลงก็ได้ยินเสียงมู่ฉางโจวคล้ายจะพูดอะไรบางอย่างอย่างรวดเร็ว แต่ตอนที่เงยหน้ามองไปนางก็เห็นเขาห้อตะบึงม้าผ่านไปแล้ว ข้างกายเหลือเพียงฝุ่นควันตลบจากกีบเท้าม้าทิ้งเอาไว้
“ฮูหยินขอรับ!” พลธนูที่รับผิดชอบคุ้มกันนางก้าวขึ้นมาขวางด้านข้างกะทันหัน
เฟิงซุ่นอินสังเกตเห็นความผิดปกติ หันมองไปแล้วพบว่าจากพื้นที่แอ่งด้านข้างมีม้าสองตัวกำลังพุ่งทะยานเข้าหานาง หางม้าลากเศษกิ่งไม้ติดมาด้วย คล้ายซ่อนตัวอยู่ละแวกใกล้ๆ มานานแล้ว
มู่ฉางโจวควบม้าไปได้ครึ่งทางแล้วเห็นเฟิงซุ่นอินไม่ได้ตามมาจึงรั้งหยุดม้า เมื่อหันกลับไปมองทางเดิมถึงพบว่านางยังอยู่ที่เดิม แววตาก็เข้มขึ้นอย่างห้ามไม่ได้
ห่างไปไม่ไกล ม้าสองตัวที่เพิ่งปรากฏขึ้นกำลังห้อตะบึงเข้าหานาง
จางจวินเฟิ่งรีบหยุดตามหลัง หันหน้ามองไปแล้วร้องตกใจ “เหตุใดนางถึง…เมื่อครู่นี้เรียกนางแล้วไม่ใช่หรือ!”
ก่อนหน้านี้เห็นนางขี่ม้าอย่างช่ำชองเพียงนั้น ไม่น่าจะตามไม่ทันนี่!
ทหารลาดตระเวนรีบรุดเข้ามาอย่างเร่งรีบ หูเป้ยเอ๋อร์เองก็นำคนเข้ามาล้อมจากด้านหลัง แต่ม้าสองตัวที่พุ่งออกมานั้นกลับเลี้ยวตัดทางเข้ามา เฟิงซุ่นอินกลับกลายเป็นคนที่อยู่ใกล้ที่สุด ชัดเจนว่าถูกมองเป็นเป้าหมายไปแล้ว
เฟิงซุ่นอินรีบตั้งสติ ก้าวปราดถอยไปด้านหลังซากปรักหักพัง วันนี้นางตามมู่ฉางโจวออกมาไม่ได้ติดมีดสั้นมาด้วย ขอเพียงหลบเลี่ยงสถานการณ์ตรงหน้าได้ ย่อมมีพลธนูกับพลทหารนายอื่นมากำราบพวกเขาเอง
ในที่สุดนางก็ยื่นมือออกไปคว้าบังเหียนม้าสำเร็จ เสียงกีบเท้าม้าที่พุ่งมานั้นฟังดูรีบร้อน ราวกับบีบกระชั้นมาถึงด้านหลังตนเองแล้ว
ทันใดนั้นลูกธนูดอกหนึ่งพลันยิงเข้าใส่กีบเท้าม้าของสายลับคนหนึ่ง อีกฝ่ายล้มคว่ำลงพื้นทั้งคนและม้า กระแทกชนกับซากปรักหักพังเข้า ม้าของนางได้รับความตกใจจนร้องเสียงดังพลางยกขาคู่หน้าขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
เฟิงซุ่นอินเบี่ยงตัวหลบอย่างหวุดหวิด หมวกม่านแพรบนศีรษะตกลงมา เสียงฝีเท้าม้ารอบด้านก็ดังระงม บรรยากาศกลายเป็นโกลาหล เพียงพริบตาเดียวคนและม้าจำนวนมากต่างพุ่งเข้ามาแล้ว
ท่ามกลางเสียงโหวกเหวกนางยิ่งได้ยินไม่ชัด หัวคิ้วขมวดก้าวถอยหลัง แต่จู่ๆ ก็รู้สึกถึงแรงกระชากที่แขน มีมือข้างหนึ่งยื่นมาจับนางไว้แน่น แล้วกระชากตัวนางออกไปจากความชุลมุนนั้นทันที
เฟิงซุ่นอินถูกกระชากออกจากความโกลาหลนั้น เมื่อช้อนสายตาขึ้นก็เห็นใบหน้าของมู่ฉางโจว
“เมื่อครู่นี้เรียกไม่ได้ยินหรือ” ในมือข้างหนึ่งของเขายังถือคันธนูไว้ สายตาจ้องมองนาง
เฟิงซุ่นอินยืนได้มั่นคงแล้วถึงตระหนักว่าอยู่ใกล้เขามากเกินไป แทบจะแนบกับหน้าอกของอีกฝ่าย สายตาตกลงบนริมฝีปากบางของเขาพอดี นางหอบหายใจเอ่ย “เมื่อครู่เสียงดังเกินไป ได้ยินไม่ชัดเจ้าค่ะ”
มู่ฉางโจวไม่ได้พูดอะไร สายตามองสำรวจใบหน้านางไปรอบหนึ่ง เห็นนางหน้าซีดขาว ทรวงอกที่อยู่แนบกับเขาสะท้อนขึ้นลง ปอยผมตรงหูด้านซ้ายยุ่งเหยิงเล็กน้อย
“ท่านผู้บัญชาการ จะให้จัดการอย่างไรขอรับ!” หูเป้ยเอ๋อร์ตะโกนถามขึ้นมา
มู่ฉางโจวปล่อยมือออกในที่สุด เขาผละสายตาจากใบหน้านางแล้วเดินไปทางด้านนั้น “ทำเหมือนทุกครั้ง”
เฟิงซุ่นอินผ่อนลมหายใจออกมาโดยไม่รู้ตัว ก่อนยกมือขึ้นลูบแขนเล็กน้อย
ทุกคนล้อมวงอยู่ตรงซากปรักหักพัง สายลับที่ตกจากม้าก่อนหน้านั้นหมดสติอยู่กับพื้น ไม่รู้ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ อีกคนหนึ่งที่ใบหน้าสกปรกมอมแมมถูกจับกดคุกเข่าอยู่บนพื้น ตะโกนเสียงดังขึ้นมากะทันหัน “ข้าเป็นคนของราชสำนัก!”
เฟิงซุ่นอินหันไปมอง
ไม่มีใครฟังเขาด้วยซ้ำ หูเป้ยเอ๋อร์โบกมือ รอบด้านมีคนก้าวเข้าไปจับอีกฝ่ายมัดทันที
สายลับสบถด่า “ข้าเป็นคนของราชสำนัก พวกเจ้ากล้า…” แต่ปากก็ถูกอุดไว้ทันที จากนั้นทหารลาดตระเวนก็ลากตัวพวกเขาขึ้นหลังม้าแล้วพาออกไปโดยไม่ลังเล
เฟิงซุ่นอินตกตะลึง นางหันหลังไปมองเงียบๆ นั่นเป็นคนของราชสำนัก?
หากเป็นเรื่องจริง มิใช่ว่าพวกเขาจับแม้แต่คนของราชสำนักหรอกหรือ…
เหตุการณ์สงบลงแล้ว หูเป้ยเอ๋อร์เก็บดาบ ชำเลืองมองเฟิงซุ่นอินพลางพึมพำ “ไม่เห็นนางจะตกใจลนลานเลยนี่ เหตุใดเมื่อครู่นี้ถึงยืนนิ่งนักเล่า”
จางจวินเฟิ่งเอ่ยเสียงเบา “บังเอิญจริงๆ นางออกมาก็เจอกับเรื่องนี้เข้าพอดี”
มู่ฉางโจวมองเฟิงซุ่นอินอีกครั้ง ก่อนโบกมือให้พวกเขาพร้อมยื่นธนูยาวในมือส่งให้
หูเป้ยเอ๋อร์เข้าใจ คิดว่าเขาต้องการปลอบฮูหยินเล็กน้อย จึงยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์รับคันธนูมาแล้วโบกมือให้รอบๆ
ทุกคนต่างถอยห่างออกไปเงียบๆ ย้อนกลับไปรออยู่บนถนน
มู่ฉางโจวปลดดาบที่เหน็บอยู่ตรงเอวแล้วเดินเข้าหาเฟิงซุ่นอิน
เฟิงซุ่นอินเพิ่งเดินออกไปไม่กี่ก้าวเพื่อเก็บหมวกม่านแพรที่ตกลงบนพื้น ปลายนิ้วนางลูบจัดตัวผ้า ขณะที่ในใจเรียบเรียงความคิด
มู่ฉางโจวผ่อนฝีเท้าลงอย่างจงใจ เดินอ้อมไปทางด้านหลังฝั่งซ้ายของนาง พบว่านางไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย นึกย้อนไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ รวมถึงความผิดปกติของนางเมื่อครู่ ก่อนยกดาบในมือเข้าใกล้หูซ้ายของนาง นิ้วโป้งกดด้ามจับแล้วปล่อยออกกะทันหัน
เสียงเคร้งดังขึ้นเบาๆ ข้างหู แต่เฟิงซุ่นอินไร้ซึ่งความเคลื่อนไหว
มู่ฉางโจวมองนางชั่วครู่ ก่อนย้ายมือไปทางหูขวาของนางแล้วดีดนิ้วโป้งอีกครั้ง
เสียงเคร้งดังขึ้น เฟิงซุ่นอินหันขวับ สบสายตากับเขาด้วยความตกตะลึง “ท่านทำอะไร”
มู่ฉางโจวเก็บมือกลับมาแล้วเอ่ย “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”
เฟิงซุ่นอินมองดาบที่เขาเพิ่งเก็บเข้าฝัก ตระหนักได้ถึงบางอย่าง นางถามขึ้นเสียงเบา “มีอันใดหรือเจ้าคะ”
มู่ฉางโจวจับจ้องนาง “หูซ้ายของเจ้าสูญเสียการได้ยินไปแล้ว”
Comments



