everY
ทดลองอ่าน ในข่าวลือนายน่ารักกว่านี้นะ เล่ม 1 บทที่ 5-6 #นิยายวาย
ทดลองอ่านเรื่อง ในข่าวลือนายน่ารักกว่านี้นะ เล่ม 1
ผู้เขียน : เหมาฉิวฉิว
แปลโดย : เฉินเมิ่งหาน
ผลงานเรื่อง : Ni De Hei Liao Bi Ben Ren Ke Ai
ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน
จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
– – – – – – – – – – – – – – – – –
Trigger Warning
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ
เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบูลลี่
ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ
สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **
– – – – – – – – – – – – – – – – –
บทที่ 5
ทำอะไรก็ไม่ได้เรื่อง แต่การปะทะฝีปากนี่ที่หนึ่ง
คิงเกลอร์ อ่านบทอยู่ พี่ชายให้ฉันไปแคสต์บทพรุ่งนี้
หัวหน้าห้อง อ้อ
หัวหน้าห้อง บทเรื่องไหนล่ะ
คิงเกลอร์ ฉันไม่บอกนายหรอก ยังไงฉันก็ไม่ได้รับบทนี้อยู่แล้ว
เจียงอิ่งไม่ค่อยสนใจการแสดงเท่าไร ถึงแม้พ่อของเขาจะเป็นราชาภาพยนตร์ผู้โด่งดัง แต่ทั้งตัวเขาและพี่ชายต่างก็ไม่ได้สนใจเรื่องการถ่ายหนัง
เจียงสวิน พี่ชายของเขาเล่นอีสปอร์ตมาหลายปีกระทั่งได้เป็นแชมป์โลก ส่วนเขาก็เข้าสู่วงการบันเทิงและใช้เวลาไม่กี่ปีในการทำให้ตัวเองกลายเป็นดาวดราม่า
การแคสต์บทกำหนดเวลาเอาไว้ในช่วงสายวันรุ่งขึ้น ผู้ช่วยเฉินจึงมาขุดเจียงอิ่งออกจากเตียงแต่เช้า ก่อนจะแพ็กส่งตรงไปที่กองเลย
“อยากแต่งหน้าไหม” ผู้ช่วยเฉินถาม
เจียงอิ่งที่ยังติดหงุดหงิดจากความงัวเงียแผ่รังสีออกมารอบตัว “ไม่ต้องล่ะ ก็แค่ไปพอเป็นพิธี ฝีมือการแสดงกากๆ แบบผมไม่มีใครอยากได้หรอก”
ผู้ช่วยเฉินคอหดไม่กล้าพูดอะไรอีก หากไม่พูดถึงเรื่องฝีมือการแสดง รัศมีของเจียงอิ่งในตอนนี้ก็เข้ากับตัวร้ายในหนังสือได้อย่างลงตัวเป็นที่สุด
‘หิมะมงคล’ มีทีมสร้างที่เก่งมาก หลายคนในวงการต่างเห็นแววปังของละครเรื่องนี้ แม้แต่บทตัวร้ายในนิยายก็ยังมีนักแสดงจากหลายบริษัทมาร่วมแคสต์บทกันไม่น้อย คิวของเจียงอิ่งอยู่ช่วงท้ายแถวแต่เขาไม่ได้กังวลอะไร เพียงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและเริ่มครุ่นคิดถึงปัญหาเรื่องที่ชีจู๋ติดตามบัญชีเวยป๋อแอ็กนั้นของเขา
ต้นตอของปัญหาทั้งหมดมาจากการที่คนกลุ่มนี้คิดว่าเขาเป็นแฟนคลับของชีจู๋
ตราบใดที่เขาแสดงหลักฐานซึ่งเพียงพอจะพิสูจน์ได้ว่าเขาไม่ใช่แฟนคลับ ‘เถ้าแก่ปู’ ก็จะเป็นไท
ลองไปเถียงอีกครั้งด้วยประเด็นเดิมแล้วกัน แค่เขาเปลี่ยนจุดยืนก็พอ
ขณะเจียงอิ่งกำลังจะเปิดแอพฯ เพื่อเล่นเกมก็ได้ยินเสียงดังมาจากข้างๆ “โอ๊ะ นี่เจียงอิ่งไม่ใช่เหรอ”
เจียงอิ่งจึงเอ่ย “คุณเป็นใคร”
เบื้องหน้าเขามีคนที่ไม่รู้จักยืนอยู่ น่าจะเป็นคนจากบริษัทไหนสักแห่งที่มาแคสต์บท อีกฝ่ายมีท่าทางดูหยิ่งผยองมากทีเดียว
“เหมียวเหยี่ยจากบริษัทเดียวกับ T.ATW เขาก็แคสต์บทเหมือนกัน แต่คนละบทกับคุณ” เฉินซูกระซิบบอกเจียงอิ่ง
เจียงอิ่งไม่ได้สนใจเหมียวเหยี่ยเป็นพิเศษ ตอนนี้เขาอยากรีบหาคนมาโต้เถียงเรื่องชีจู๋มากกว่า จะได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง
ทว่าจู่ๆ เหมียวเหยี่ยก็เอ่ยเสียงสูง “ไม่ใช่มั้ง การแสดงของนายห่วยขนาดนั้นแล้วมาแคสต์บทนี้เนี่ยนะ ไว้ถ้าต้องถ่ายทำร่วมกับนายนี่ฉันไม่เอาด้วยหรอกนะ ละครไอดอลอะไรนั่นที่นายเคยเล่นก่อนหน้านี้ก็แทบจะกลายเป็นวัตถุดิบตัดต่อคลิปตลกของ Bilibili* ไปแล้วมั้ง”
เจียงอิ่งกระแทกโทรศัพท์ลงบนเก้าอี้ดังปั้ก มีคนมาหาเรื่องทะเลาะถึงที่ ถ้าไม่จัดตอนนี้แล้วจะให้รอถึงตอนไหน “เหมียวเหยี่ย นักแสดงในสังกัดเสวี่ยชิงเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ไม่เคยแสดงละครไอดอลมาก่อนเลยก็จริง แต่ส่วนใหญ่จะรับบทตัวร้ายใช้แล้วทิ้งที่คนดูไม่ปลื้ม รับมีดแทนนางเอกสามครั้ง ปูทางให้พระเอกห้าครั้ง มักจะอยู่รอดไม่เกินสามตอน แถมทรัพยากรของบริษัทพวกนายส่วนใหญ่ก็ถูกเอาไปลงกับวงบอยแบนด์ตัวท็อปอย่าง T.ATW เป็นไงบ้างล่ะ คงรู้สึกแย่ไม่เบาสินะ?”
ทีแรกเหมียวเหยี่ยแค่อยากจะพูดยั่วโมโหสักหน่อย แต่ตอนนี้กลับเป็นฝ่ายที่หน้าแดงคล้ำเหมือนตับหมูเข้าไปทุกทีเสียเอง “ฉัน…”
ผู้ช่วยเฉินส่งสายตาเป็นสัญญาณให้เหมียวเหยี่ยรีบหุบปาก เขาไม่รู้ว่าดาราโนเนมคนนี้กินยาอะไรผิดสําแดงเข้า ถึงได้กล้ามาหาเรื่องเจียงอิ่ง
ตอนนี้ผู้ช่วยเฉินอยากปิดปากเจียงอิ่งใจจะขาด เพราะแม้จะอยู่ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย หมอนี่ก็ยังจงใจเลือกพูดแต่คำที่มันแสลงหู “ยังจำได้ไหมว่าภาพลักษณ์ที่วางไว้ตอนแรกของนายคือชายหนุ่มใสซื่อว่าง่ายน่ะ”
“แล้วภาพลักษณ์อะไรนั่นชาวเน็ตเชื่อไหมล่ะ” เจียงอิ่งว่าต่อ “ฉันพูดแต่เรื่องจริงทั้งนั้น ฉัน…”
“หมายเลขสามสิบเจ็ด เจียงอิ่ง” ทันใดนั้นประตูก็เปิดออก คนข้างในโบกมือให้คนสองคนในโถงทางเดิน “เหมียวเหยี่ย คุณก็มาด้วยนะ คุณได้บทแล้ว พอดีเลย ฉากนี้จะได้ให้คุณมาแสดงกับเจียงอิ่ง”
เจียงอิ่งที่กำลังได้ใจส่งยิ้มยั่วเย้าให้เหมียวเหยี่ย ก่อนจะลุกขึ้นยืนและเดินเข้าไปในห้อง
ผู้กำกับเป็นคนรู้จักของพ่อเขาอยู่แล้วจึงไม่ได้มีการทักทายปราศรัยกันในสถานการณ์เช่นนี้ เพียงยื่นบทให้เจียงอิ่งทันที พร้อมกับวงท่อนหนึ่งในบทให้แสดง เจียงอิ่งอ่านบทคร่าวๆ และพบว่าในท่อนนี้เป็นฉากที่เซวียนโม่หลิงใช้ครอบครัวของจ้าวเจวี๋ยมาเป็นเครื่องมือข่มขู่ให้เจ้าตัวไปขัดขวางพระเอกอย่างลั่วหนานเคอ
ซึ่งคนที่เขาต้องข่มขู่ก็คือจ้าวเจวี๋ยที่เหมียวเหยี่ยรับบทพอดี
เนื่องจากยังฉะกันไม่ทันจบ เจียงอิ่งจึงยังคงเดือดดาลอยู่ เขาโยนบททิ้งไปแล้วรีบหยิบดาบประกอบฉากที่ทีมงานยื่นให้มา ต่อด้วยลองเหวี่ยงเพื่อทดสอบความคล่องมือ วินาทีก่อนเขายังยิ้มอยู่ดีๆ แต่วินาทีต่อมาปลายดาบก็จ่อลงบนคอของเหมียวเหยี่ย
ถึงแม้จะเป็นดาบประกอบฉาก แต่สายตาของเจียงอิ่งก็ยังทำให้เหมียวเหยี่ยสั่นสะท้าน และทำให้เหมียวเหยี่ยที่ยังไม่ทันเข้าสู่บทบาทรู้สึกหัวสมองว่างเปล่าไปแล้ว
หากเป็นตามปกติเจียงอิ่งจะแค่ท่องบท แต่วันนี้เขาต้องการใช้โอกาสจากการแคสต์บทนี้เพื่อเล่นงานเหมียวเหยี่ยสักหน่อย
“นี่แหละสัจธรรมของโลก” เจียงอิ่งเข้าสู่บทบาทในพริบตา ไล่กดดันทีละก้าว “ใครบ้างเล่าที่ไม่ต้องการความยุติธรรม นี่ก็แค่การเอาคืนแบบตาต่อตาฟันต่อฟันเท่านั้นเอง ตอนนั้นเจ้าทำร้ายข้า ตอนนี้ข้าก็ตอบแทนเจ้าอย่างสมน้ำสมเนื้อกัน เจ้าทำร้ายข้า ข้าก็จะทำร้ายเจ้ากลับ ยามนี้ข้าข่มขู่เจ้า ในอนาคตเจ้าก็ย่อมข่มขู่ข้าได้เช่นกัน ข้อแม้มีเพียงเจ้าต้องมีความสามารถนั้นก่อน”
เหมียวเหยี่ยรู้สึกหวาดกลัวเจียงอิ่งที่โถงทางเดินเมื่อครู่ จึงถอยหลังไปก้าวหนึ่งเมื่อได้ยิน กระทั่งตระหนักได้ว่าการแคสต์บทได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ในที่สุดก็เค้นหาบทพูดของตัวเองออกมาจากมุมอับในสมองได้สำเร็จ “ข้าทำไม่ได้…”
“หากทำไม่ได้ก็ลองคิดถึงครอบครัวของเจ้าดูเป็นอย่างไร” เจียงอิ่งใช้สันดาบตบเบาๆ ลงบนใบหน้าของคนตรงข้าม และขณะที่แย้มยิ้มก็เผยให้เห็นเขี้ยวเล็กๆ สองซี่พอดี ทั้งที่ใบหน้าไม่ได้แสดงความดุร้ายอะไรเลย แต่เหมียวเหยี่ยที่อยู่ตรงข้ามกลับรู้สึกว่ามีเหงื่อเย็นซึมทั่วแผ่นหลัง
“เจ้าไม่กลัวข้าจะเปิดเผยตัวตนของเจ้าหรือ ตอนนี้เจ้าใช้ครอบครัวข้ามาข่มขู่ข้า ในอนาคตข้าย่อมข่มขู่เจ้าได้เช่นกัน” เหมียวเหยี่ยพูดบทได้ไม่ไหลลื่นนัก เขาเพิ่งรู้ตัวตอนนั้นเองว่าเขาตามการแสดงของเจียงอิ่งไม่ทัน
“เชิญเจ้าได้เลย” เจียงอิ่งต้อนอีกฝ่ายจนมุม ปลายดาบทิ่มเข้ากับกำแพงอย่างแรง “อย่างไรเสียตั้งแต่พวกเจ้าทำร้ายข้า คนในครอบครัวของข้าก็เหลือเพียงลั่วหนานเคอแล้ว”
เหมียวเหยี่ยสองขาอ่อนแรงแทบทรุดลงกับพื้น
“ดี” คนเขียนบทละครฟาดบทกระแทกลงบนโต๊ะ
“ดีอะไรครับ” เจียงอิ่งสงบลง “ผมรู้ตัวว่าการแสดงของผมมันแย่มาก”
เจียงอิ่งเก็บบทและอุปกรณ์ประกอบฉากกลับเข้าที่เดิม แล้วเตรียมตัวจากไป “ผมไปล่ะ”
“นักแสดงนำจะมาถึงในอีกห้านาที นายอยากลองแสดงคู่กับเขาไหม” ดวงตาของผู้ช่วยผู้กำกับเป็นประกาย “อยากลองดูไหมว่ารู้สึกยังไง”
“ไม่ดีกว่าครับ” เจียงอิ่งไม่ค่อยสนใจการแสดงมาตั้งแต่เด็กแล้ว ดังนั้นใครจะรับบทเป็นพระเอกในเรื่อง ‘หิมะมงคล’ ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาสักเท่าไร
“คราวหน้ายังจะแซะอีกไหม” เจียงอิ่งยิ้มยั่วใส่เหมียวเหยี่ย ก่อนจะผลักประตูเดินออกไปด้วยความรู้สึกยังไม่หนำใจ
หลังจากเจียงอิ่งออกไป เหมียวเหยี่ยที่ยังคงขวัญเสียไม่หายก็ลุกขึ้นยืนและเดินโซเซออกจากห้องไป
“เลือกเขาเลยละกัน” คนเขียนบทย้อนดูวิดีโอคลิปท่อนเมื่อครู่นี้วนซ้ำไปมา “เด็กคนนี้เหมือนเกิดมาเพื่อรับบทตัวร้ายเลย ขอแค่คุณปลุกเร้าอารมณ์เขาหน่อยก็พอ”
“ฉันก็ว่าอยู่ว่าลูกของเจียงเจิงจะฝีมือการแสดงห่วยได้ยังไง เจียงสวินคงไม่เลือกเส้นทางนี้แน่นอนแล้ว แต่เจียงอิ่งน่ะ ถ้าทำให้เขาสนใจในการถ่ายทำได้ก็ยังพอมีลุ้นนะ” ผู้กำกับกล่าว “ถ้าชี้แนะให้ดีๆ เขาก็เก่งไม่แพ้ใคร”
“แคสต์เสร็จแล้วเหรอ” เมื่อเห็นเจียงอิ่งเดินออกมาที่โถงทางเดิน ผู้ช่วยเฉินก็ตรงเข้าไปหาทันที
“เสร็จแล้ว” เจียงอิ่งกล่าว “ยังไงก็มาทำให้ตัวเองขายหน้าเล่นอยู่แล้ว ผมจะไปงานเลี้ยงรุ่นมัธยมต้น คุณกลับไปก่อนดีไหม”
“คุณ…แค่ไปงานเลี้ยงรุ่นคงไม่ก่อเรื่องใช่ไหม” ผู้ช่วยเฉินถามอย่างระมัดระวัง
“ไม่หรอกๆ” เจียงอิ่งจะรีบไปแก้ปัญหาเรื่องสถานะการเป็นแฟนคลับ ผู้ช่วยพูดอะไรเขาจึงรับปากหมด “รับรองว่าจะไม่ก่อเรื่องครับ”
ผู้ช่วยเฉินมองเจียงอิ่งที่รีบเดินออกไปด้วยความงุนงงเล็กน้อย ดูจากนิสัยของเด็กคนนี้แล้ว งานเลี้ยงรุ่นเพื่อนมัธยมต้นนี่ มันน่าตั้งตารอขนาดนั้นเลยเหรอ
เมื่อผู้ช่วยเฉินเดินผ่านมุมหนึ่งของโถงทางเดินก็เห็นร่างที่คุ้นเคย…เหมียวเหยี่ยที่เพิ่งยั่วโมโหเจียงอิ่งไปเมื่อครู่นั่นเอง
เหมียวเหยี่ยที่เพิ่งถูกเจียงอิ่งทำตกใจจนขวัญเสีย ตอนนี้กำลังขดตัวอยู่มุมหนึ่ง เขาหาเบอร์ในโทรศัพท์แล้วกดโทรกลับ ซึ่งอีกฝ่ายก็รับสายอย่างรวดเร็ว
“ประธานเจียง…” เหมียวเหยี่ยร้องลั่น
คนปลายสายนิ่งอึ้งไปแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดว่า “ประธานเจียง…เจียงสวินเขาไม่อยู่น่ะ”
“นั่นกู้เว่ยเหรอ” เหมียวเหยี่ยจำเสียงในสายได้จึงเอ่ยขึ้นเมื่อนึกได้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างกู้เว่ยกับเจียงสวิน “คุณก็ได้เหมือนกัน”
เหมียวเหยี่ยสูดหายใจรวบรวมกำลัง แล้วตะโกนใส่ปลายสายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือติดน้อยใจ “คุณช่วยบอกประธานเจียงด้วยว่างานนี้ต้องคิดเงินเพิ่มนะ น้องชายเขาดุมาก ดุเกินไปแล้ว!!!”
“ถ้าไม่ใช่เพราะผมจิตใจเข้มแข็ง เมื่อกี้ผมคงจิตตกหลังจากได้ยินคำพูดพวกนั้นไปแล้ว!”
“ถ้าไม่ใช่เพราะผมจิตใจเข้มแข็ง เมื่อกี้ผมคงคุกเข่าลงไปต่อหน้าเขาแล้ว”
กู้เว่ยที่อยู่ปลายสาย “…”
ผู้ช่วยเฉินที่เดินผ่านมา “…”
Comments



