ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน ท่านผู้เป็นดั่งดวงใจ บทที่ 1-3
เมื่อเดือนที่แล้วจู่ๆ ผู้บัญชาการใหญ่เหลียงโจวก็ส่งคนเดินทางไกลมาฉางอันเพื่อสู่ขอคนกับสกุลเฟิง บอกว่าต้องการสู่ขอคู่ครองที่ดีให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา
ไม่เคยมีเรื่องเช่นนี้มาก่อน ที่ผ่านมาเคยได้ยินแต่ว่าการแต่งงานล้วนเป็นการตัดสินใจของบิดามารดาและวาจาของแม่สื่อ ไฉนเลยจะเคยได้ยินเรื่องหัวหน้าจัดแจงเรื่องการแต่งงานให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาเช่นนี้
แต่ผู้บัญชาการใหญ่เหลียงโจวนั้นมีอำนาจมาก เหลียงโจวมั่งคั่งเจริญรุ่งเรืองไม่น้อยหน้าเมืองหลวงทั้งสองแห่ง ทั้งยังดูแลสิบสี่เมืองสำคัญในดินแดนเหอซี* รวมถึงควบคุมแคว้นต่างๆ ในดินแดนซีอวี้ ขุนนางระดับสูงผู้มีอำนาจปกครองชายแดนเช่นนี้แม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องเกรงใจ ใครเลยจะกล้าดูแคลน เมื่อเขาทำเรื่องเช่นนี้ก็ไม่มีผู้ใดกล้าทักท้วง
ตอนนั้นเฟิงอู๋จี๋รู้สึกแค่ว่าแปลกพิลึก จึงไล่ต้อนซักไซ้เหตุผลจากแม่สื่อที่ถูกส่งมา
คำตอบของอีกฝ่ายคือท่านผู้บัญชาการใหญ่มองว่าดินแดนเหอซีนิยมขนบธรรมเนียมชาวหู** ถึงแม้เหลียงโจวจะเจริญรุ่งเรือง แต่บรรดาสตรีในเมืองยังห่างชั้นกับบรรดาคุณหนูจากเมืองหลวงทั้งสองอยู่มาก อีกทั้งทราบข่าวว่าสกุลเฟิงแห่งป๋อไห่มีบุตรสาวที่ยังไม่ออกเรือน เป็นคู่แห่งโชคชะตาที่สวรรค์สรรค์สร้างพอดี…
ไม่ว่าฟังอย่างไรก็คล้ายเป็นคำพูดที่เตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว กล่าวได้ไหลลื่นไม่มีติดขัด เมื่อเฟิงอู๋จี๋ซักไซ้รายละเอียดต่อ อีกฝ่ายก็ไม่ตอบอะไรแล้ว
เพียงไม่กี่วัน แม้แต่ฮ่องเต้พระองค์ปัจจุบันก็รู้เรื่องนี้
ได้ยินว่าผู้บัญชาการใหญ่เหลียงโจวตั้งใจถวายฎีกาเรื่องนี้ต่อฮ่องเต้ บอกว่าตนมีใจเทิดทูนต่อเมืองหลวงทั้งสอง แต่จนใจที่ตัวอยู่ห่างไกลใช้ชีวิตสันโดษ ชิงชังที่ตนเองไร้บุตรชายบุตรสาวอายุเหมาะสม ไม่อาจเอื้อมหมายปองเชื่อมสัมพันธ์กับราชวงศ์ จึงทำได้เพียงขอเป็นตัวแทนให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปสู่ขอหญิงงามจากเมืองหลวงทั้งสอง เช่นนี้ก็นับว่าได้รับพระเมตตา บารมีแผ่ไพศาลถึงแดนซีเป่ย*** กลายเป็นเรื่องเล่าขานอันดีงาม…
แม้จะเป็นเรื่องเล่าขานอันดีงาม เพียงแต่นึกไม่ถึงว่าจะตกใส่ศีรษะของสกุลเฟิงเสียได้
ฮ่องเต้กลับไม่ได้ตอบรับในทันที เพียงบอกให้คนสกุลเฟิงตัดสินใจเอาเอง อย่างไรก็ตามสกุลเฟิงไม่อาจปฏิเสธการแต่งงานนี้จริงๆ เพราะสกุลเฟิงนั้นแตกต่างจากอดีตมานานแล้ว
ใช่แค่แตกต่างจากอดีตเสียที่ใดกัน กระทั่งว่าเทียบปุถุชนไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ…
แต่เฟิงอู๋จี๋ยังคงทนไม่ได้ เขากดเสียงลง แทบจะพูดอยู่ข้างหูของเฟิงซุ่นอิน “ดินแดนเหอซีมิใช่สถานที่ปลอดภัย ท่านดูเพียงฟ้าฝนที่เมื่อครู่จู่ๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงก็รู้แล้ว พวกเขาส่งคนมาสู่ขอท่านเมื่อเดือนก่อน เดือนนี้ก็รีบส่งคนมารับตัวแล้ว ระยะห่างจากเหลียงโจวมาฉางอันไม่ใช่เพียงพันหลี่** เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าพวกเขามั่นใจว่าพวกเราไม่อาจปฏิเสธการแต่งงานนี้ ขบวนรับตัวถึงได้ตามติดแม่สื่อมาเลยทันที! ทั้งเรื่องรีบเร่งสู่ขอ พิธีการทำอย่างขอไปที พวกนี้ไม่พูดถึงก็ได้ แต่เจ้าบ่าวกลับไม่แม้แต่จะปรากฏตัว! อย่างน้อยท่านก็ต้องถามสิว่าจะต้องแต่งให้ผู้ใดกันแน่!”
เฟิงซุ่นอินฟังเขาระบายโทสะออกมาจนจบในลมหายใจเดียวแล้วกลับยิ้มออกมาแทน “ถามแล้วอย่างไร สภาพข้าในทุกวันนี้ยังจะเลือกใครได้อีกหรือ”
เฟิงอู๋จี๋อัดอั้นตันใจจนหน้าเขียวแล้วด้วยซ้ำ ทว่าเห็นสีหน้ายิ้มแย้มของนางแล้วก็ไม่อาจพูดอะไรต่ออีก
“หนังสือสมรสอยู่กับท่านแม่” เฟิงซุ่นอินเอ่ยขึ้นมากะทันหัน “นางย่อมรู้ว่าข้าจะแต่งให้ใคร นางตกลงไปแล้วข้าจะว่าอะไรได้อีก คงไม่ถึงกับให้ข้าแต่งกับคนไร้ค่าใกล้ตายหรอกกระมัง”
เฟิงอู๋จี๋ขมวดคิ้วนิ่งเงียบ มารดาของพวกเขาพูดถึงเรื่องการแต่งงานครั้งนี้น้อยมาก อีกทั้งไม่ให้เขายุ่มย่าม เขาถามอยู่หลายครั้งล้วนแล้วแต่ถูกตำหนิกลับมา ทำอะไรไม่ได้เลย
แลกเปลี่ยนหนังสือสมรสกันแล้ว ความจริงนับว่าพิธีการเสร็จสิ้น ต่อให้คิดมากไปกว่านี้ก็ไร้ความหมาย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกะทันหัน มารดากับเฟิงซุ่นอินกลับใจเย็นกันทั้งคู่ มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้สึกว่าไม่ยุติธรรม
ไม่ใช่ว่าห้ามแต่งงาน เขาแค่ทนให้พี่สาวของตนแต่งงานอย่างไม่เป็นธรรมเพียงนี้ไม่ได้เท่านั้นเอง นางลำบากมามากพอแล้ว
เฟิงซุ่นอินนั่งอยู่ที่โต๊ะ หลุบตาลงพลางจับหมวกม่านแพรในมือเล่น ก่อนถามขึ้นอีกครั้งอย่างกะทันหัน “ก่อนออกเดินทางจากฉางอันครั้งนี้ ท่านแม่มีคำพูดอะไรฝากถึงข้าหรือไม่”
ความคิดวุ่นวายยุ่งเหยิงของเฟิงอู๋จี๋หยุดชะงักลงทันควัน สีหน้าเขากลับกลายเป็นกระอักกระอ่วน เขาถอยไปนั่งอีกมุมหนึ่งอย่างเงียบๆ
เฟิงซุ่นอินเงยหน้าขึ้นเห็นสีหน้าของเขา สีหน้าก็หม่นลง “ข้าเดาว่าท่านแม่น่าจะพูดว่า ‘อย่างน้อยนางก็ยังมีประโยชน์อยู่บ้าง’ ใช่หรือไม่”
“เหตุใดท่าน…” เฟิงอู๋จี๋เกือบหลุดพูด ‘เหตุใดท่านถึงทราบ’ ออกมาโดยไม่รู้ตัว ทว่าเปลี่ยนคำกลางคัน “เหตุใดท่านถึงคิดเช่นนี้เล่า…” พูดจบเขาก็รู้สึกไม่เป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง
เฟิงซุ่นอินใบหน้าซีดเซียว ไม่พูดอะไรสักคำ
ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับมารดาห่างเหินมานาน หลายปีมานี้นางเองก็ไม่ได้อาศัยอยู่กับครอบครัว แต่พักอยู่ที่ชานเมืองฉางอันตามลำพังมาตลอด กระทั่งการแต่งงานครั้งนี้สองแม่ลูกยังไม่ได้พบหน้ากัน ยิ่งไร้ซึ่งการจากลาอย่างอบอุ่นอาวรณ์
เฟิงอู๋จี๋รู้ว่านางเป็นคนช่างสังเกตจึงเริ่มเสียใจที่พูดเรื่องพวกนี้ออกมา เดิมทีก็ลำบากอยู่แล้ว เขากลับยิ่งทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจ ในเมื่อไม่ว่าจะมองอย่างไรการแต่งงานครั้งนี้ก็คล้ายมารดาผลักไสนางให้ผู้อื่นไปส่งๆ…
ภายในห้องเงียบลง หัวหน้าหน่วยคุ้มกันที่อยู่ข้างนอกย้อนกลับมาแล้ว เอ่ยถามเสียงดังอย่างหงุดหงิดว่า “เสร็จหรือยัง ไม่มีฟ้าร้องไม่มีฝนตก ยังจะเดินทางต่อหรือไม่ ยังไม่ถึงเหลียงโจวเลยนะ!”
เพลิงโทสะที่เพิ่งมอดดับไปพุ่งกลับขึ้นมาอีกครั้ง เฟิงอู๋จี๋เอ่ยกับเฟิงซุ่นอินอย่างชิงชัง “เหลียงโจวๆ! ตอนนั้นแม้แต่คำสู่ขอของอู่เวยจวิ้นกง* แห่งเหลียงโจวท่านยังปฏิเสธได้ ตอนนี้กลับต้องมาแต่งงานกับขุนนางชั้นผู้น้อยคนหนึ่ง เหลียงโจวน่ะ ตอนนั้นพวกเราไม่สนใจเสียด้วยซ้ำ!”
เฟิงซุ่นอินที่กำลังอึดอัดใจถูกถ้อยคำของอีกฝ่ายกระตุ้นความทรงจำในอดีตอันเนิ่นนานขึ้นมา ยังไม่ทันย้อนนึกโดยละเอียดก็ถูกกดกลับลงไปยังก้นบึ้งหัวใจอีกครั้ง นางย่นหัวคิ้วแล้วเอ่ยขัดเขา “ตอนนี้ไม่ใช่ตอนนั้น ตอนนี้จำเป็นต้องสนใจแล้ว”
เฟิงอู๋จี๋เบ้ปาก สุดท้ายลุกขึ้นเดินออกไปอย่างคับข้องใจ
เฟิงซุ่นอินผ่อนลมหายใจออกมา ก่อนลุกขึ้นพร้อมสวมหมวกม่านแพรใหม่อีกครั้ง แล้วหยิบห่อผ้าไหมสีเขียวบนโต๊ะก้าวเดินออกไปอย่างไม่รีบร้อน
สภาพภายนอกกลับสู่ปกตินานแล้ว หัวหน้าหน่วยคุ้มกันนั่งอยู่บนหลังม้าพลางโบกมือเร่ง ทุกคนต่างขึ้นขี่ม้ากันหมดแล้ว
นางเดินไปขึ้นรถม้าท่ามกลางสายตาของทุกคนเหมือนที่ทำมาทุกวันตลอดการเดินทางนี้
“ช้าก่อน ข้ามีเรื่องจะถามเจ้า” รถม้าเพิ่งเคลื่อนตัว ข้างนอกรถก็มีเสียงพูดของเฟิงอู๋จี๋ลอยเข้ามา ประสานไปกับเสียงกีบเท้าม้าดังแว่ว
เฟิงซุ่นอินนั่งหันไปทางหน้าต่างรถม้า ได้ยินคำพูดต่อมาของน้องชายอย่างชัดเจน “เจ้าเดินทางครั้งนี้มารับตัวเจ้าสาวให้ผู้ใดกัน”
ที่แท้สุดท้ายแล้วเฟิงอู๋จี๋ยังคงไม่ยอมตัดใจ นึกไม่ถึงว่าจะไปถามกับหัวหน้าหน่วยคุ้มกันแทน นางคิดในใจว่า ถามไปแล้วอย่างไร ยังปฏิเสธไม่แต่งได้หรือ ถึงอย่างไรมาถึงที่นี่แล้ว อีกไม่นานก็ได้รู้เองอยู่แล้ว
“คุณชายเฟิงไม่สนใจพวกเรามาตลอดทาง จู่ๆ จะถามเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่ออันใดกัน” หัวหน้าหน่วยคุ้มกันพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ ไม่จริงจังนัก “พิลึกจริง ท่านกลับไม่รู้ว่าพี่เขยตนเองเป็นใคร เช่นนั้นคนนอกอย่างพวกเราจะยังรู้ได้อย่างไร ถึงอย่างไรพวกท่านก็ให้ความสำคัญกับคำสั่งของบิดามารดา ส่วนทางพวกเรามีคำพูดของแม่สื่อ หากท่านยังห่วงว่าจะถูกหลอกแต่งงานก็ลองไปถามท่านผู้บัญชาการใหญ่เหลียงโจวของพวกเราดูได้ หรือจะให้ไปทูลถามฝ่าบาทก็ยังได้ ข้าแค่มารับตัวเจ้าสาวตามคำสั่งเท่านั้น รู้เพียงว่าฮูหยินจะแต่งให้กับขุนนางของเหลียงโจว ส่วนที่ว่าจะเป็นขุนนางคนใด พอไปถึงก็รู้เองนี่”
“เหลวไหล!” เฟิงอู๋จี๋ต่อว่าเสียงดังไปทีหนึ่ง คล้ายจะโมโหมาก ไม่มีคำพูดอื่นใดอีก
เฟิงซุ่นอินเลิกม่านหน้าต่างมองออกไปข้างนอก หัวหน้าหน่วยคุ้มกันกำลังมองส่งเฟิงอู๋จี๋ที่ขี่ม้าไปด้านหลังรถม้าอย่างโมโหโทโส ขณะยิ้มจนหนวดเคราบนใบหน้ากระเพื่อม
นางเม้มปาก เฟิงอู๋จี๋อารมณ์เสียตลอดการเดินทาง หัวหน้าหน่วยคุ้มกันเองก็ไม่เกรงใจ ดูท่าประโยคเมื่อครู่นี้จะจงใจกลั่นแกล้งน้องชายนาง ตั้งใจไม่พูดถึงคนผู้นั้นทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ
แค่ขบวนรับตัวเจ้าสาวยังเป็นเช่นนี้ คาดว่าคนที่นางแต่งงานด้วยคงไม่ใช่คนดีเช่นเดียวกัน
ดีที่ว่านางเดินทางไปครั้งนี้ไม่ได้มีความคาดหวังใดต่อคนที่แต่งงานด้วยอยู่แล้ว
Comments



